ชายคาพระพิรุณ : 11 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544386

ชายคาพระพิรุณ : 11 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 11 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19ในรอบนี้ สร้างผลกระทบต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะภาคประมงทั้งในส่วนที่เป็นการทำประมงในทะเลและประมงเพาะเลี้ยง เนื่องจากการระบาดของโรคในรอบใหม่ครั้งนี้ มีแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุ ทางนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง มีความห่วงใยในพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง ตลอดจนผู้ประกอบการในทุกภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสั่งการให้ทุกฝ่ายเข้มงวดและเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวัง ตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ตลอดจนช่วยประสานงานหาตลาดเพื่อระบายสินค้าช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำกุ้งมาจำหน่ายโดยตรงแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งเปิดจำหน่ายออนไลน์ผ่านทาง Fisheries Shop ของกรมประมง พร้อมกันนี้ ยังมอบหมายให้ประมงจังหวัดทั่วประเทศ นำผลผลิตสัตว์น้ำมาจัดจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง และขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้งทะเลรวมถึงประสานความร่วมมือกับกรมการค้าภายในนำสินค้าปลอดภัยมาจำหน่ายใน Modern Trade ต่างๆ เช่น บริษัท สยามแม็คโคร จำกัดเพื่อกระจายสินค้า และประสานความร่วมมือในการหาตลาดใหม่ๆ ในการกระจายสินค้าสัตว์น้ำ เช่น ตลาดไท เป็นต้น

ในขณะที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เร่งสั่งการให้นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมในการเยียวยาเกษตรกรเพื่อความรวดเร็วทันทีที่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลมีมาตรการจะเยียวยาอย่างไร แต่ในเบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ในฐานะนายทะเบียนตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรที่เคยขึ้นทะเบียนในโครงการเยียวยาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเกษตรกรเกือบ 8 ล้านราย ได้รับเงินเยียวยารายละ 15,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน มิ.ย – ส.ค.โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ ยังมอบนโยบายให้เกษตรกรรายใหม่และที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนได้ครบถ้วนโดยต้องครอบคลุมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบความถูกต้อง

สำหรับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 สศก. ในฐานะนายทะเบียนจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและได้ตรวจสอบแล้วให้ ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย เกษตรกรกลุ่มพืช กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มประมง กลุ่มหม่อนไหม กลุ่มชาวไร่อ้อย และกลุ่มชาวไร่ยาสูบ โดย 2 กลุ่มหลังขึ้นทะเบียนกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ตามลำดับโดยส่งทะเบียนเกษตรกรผ่าน สศก. ก่อนส่งให้ ธ.ก.ส. โอนตรงให้เกษตรกร…ขุนเกษตรา หวังว่าการระบาดหนนี้ เกษตรกรทุกคนจะก้าวผ่านมันได้เหมือนครั้งที่ผ่านมานะครับ

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญรณรงค์ไถกลบตอซังข้าวอนุรักษ์ดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544392

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญรณรงค์ไถกลบตอซังข้าวอนุรักษ์ดิน

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญรณรงค์ไถกลบตอซังข้าวอนุรักษ์ดิน

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าว ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ มักจะเผาตอซังข้าว เพื่อเตรียมดินทำนาปลูกข้าว เป็นการประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ทว่า ผลเสียหายมีมากมาย เช่น สร้างมลพิษในอากาศ ดินเสื่อมสภาพ และยังเป็นการทำลายระบบนิเวศอีกด้วย 

จังหวัดอำนาจเจริญ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดให้มีการรณรงค์ไถกลบตอซังข้าว ก่อนถึงฤดูทำนาปลูกข้าว ขึ้น เพื่ออนุรักษ์ดิน  ที่แปลงนาเกษตรกร หมู่ที่ 12 ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ  

โดยมี นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดงาน วันรณรงค์ไถกลบตอซังข้าว และหว่านพืชสด เพื่อสร้างจิตสำนึก ให้พี่น้องเกษตรกรตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติดิน ไม่เผาตอซังข้าว โดยการไถกลบตอซังข้าว และหว่านพืชปุ๋ยสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน  

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ นำหัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกล่าวปฏิญาณตน หยุดเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมร่วมหว่านเมล็ดถั่วพร้าและขับรถไถ พรวนดิน กลบเมล็ดถั่วพร้า และร่วมกันหยอดเมล็ดแตงโมงกับเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย 

ส่วนไฮไลท์ของการจัดงาน ก็คือ นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ปรุงอาหารเมนูรสเด็ดชื่อว่า “ซุปถั่วพร้า” ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของชาวอีสาน ด้วยรสชาติแซบ อร่อย ถูกปาก ถูกใจ นักชิม ที่ได้ลิ้มลอง ยิ่งนัก ด้วยการ นำเอาวัตถุดิบหลัก คือ ถั่วพร้าซึ่งผลผลิตที่ได้จากการนำถั่วพร้า ไปหว่านในแปลงนา เป็นปุ๋ยพืชสดมาประกอบอาหาร โดยการปรุงในครกตำด้วยสาก เริ่มแรก ใส่ถั่วพร้า เครื่องปรุงที่เตรียมไว้ เช่น  น้ำปลา งา พริก ถ้าชอบรสหวานนิดหรือเปรี้ยวหน่อย ก็เติมมะนาว และน้ำตาลลงไป จากนั้นตำเบาๆ คนให้เข้ากัน จนพอดี แล้วชิม ได้รสชาติ เป็นที่น่าพอใจตักใส่จานเสิร์ฟ ด้วยรสชาติอร่อย ถึงรถชาติถูกปากถูกใจ ไม่แพ้อาหารอีสาน ยอดนิยมเช่น ส้มตำ เลยทีเดียว 

 สำหรับ พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 1 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ร้อยละ 68 ของพื้นที่ปลูกข้าว(ประมาณ 7 แสนไร่) เป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว การสร้างการตระหนักรู้ ในการจัดการดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการปลูกพืช ซึ่งเป็นต้นน้ำที่สำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางการพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญ ภาคการเกษตร รวมถึง สนับสนุนขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของจังหวัดอำนาจเจริญ “เมืองธรรมเกษตร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงเส้นทางการค้าสู่อาเซียน”  

การจัดการดินเชิงพื้นที่ วิถีอำนาจเจริญ โดยการส่งเสริมการไถกลบตอซังข้าว การไม่เผาตอซังข้าว และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การส่งเสริมการปลูกพืชสด(ถั่วพร้า) ตลอดจนการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ของจังหวัดอำนาจเจริญให้มีความยั่งยืนต่อไป 

พร้อมทั้งกำหนดแนวทางในการจัดการดินเชิงพื้นที่ วิถีอำนาจเจริญ ตามมาตรการ 3 ต้อง คือ 1. ต้องร่วมมือกันไถกลบตอซังข้าว และหว่านพืชปุ๋ยสด(ถั่วพร้า) 2. ต้องนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การเพาะเห็ดฟางวัสดุคลุมดิน ทำปุ๋ยหมัก เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น 3. ต้องไม่เผาตอซังข้าวและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเด็ดขาด

โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วยการปฏิญาณตนหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร การสาธิตการไถกลบตอซังข้าวการหว่านพืชปุ๋ยสด การสาธิตการนำฟางข้าวมาทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง การเพาะเห็ดฟาง การจัดนิทรรศการไม่เผาในพื้นที่การเกษตร การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักกลทางการเกษตร ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

สนธยา ทิพย์อุตร

ชาวทองผาภูมิร้องสื่อทนไม่ไหวช้างป่า ‘กิน-ทำลายพืชไร่’ ของชาวบ้านกว่าพันไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544326

ชาวทองผาภูมิร้องสื่อทนไม่ไหวช้างป่า ‘กิน-ทำลายพืชไร่’ ของชาวบ้านกว่าพันไร่

ชาวทองผาภูมิร้องสื่อทนไม่ไหวช้างป่า ‘กิน-ทำลายพืชไร่’ ของชาวบ้านกว่าพันไร่

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.11 น.

10 ม.ค.64 นายสมควร ทองปราณีต อยู่บ้านเลขที่ 55/5 หมู่ 3 ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ว่า ปัจจุบันเกษตรกรชาวตำบลท่าขนุน กำลังได้รับความเดือดร้อนจากช้างป่าที่ออกมาหากินพืชไร่ของประชาชนเป็นอย่างมาก  ช้างป่าได้ทำลายพืชผลทางการเกษตรมานานหลายเดือนแล้ว

แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการเยียวยาประชาชน ทั้งๆที่พื้นที่เกษตรกรที่ถูกช้างป่าเข้าทำลายเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ดังนั้นนั้นเมื่อไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร้องเรียนไปถึงสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ไปถึงหน่วยงานรัฐ เข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้

สำหรับตนมีพื้นที่ทำการเกษตรมีเอกสารเป็นโฉนดที่ดิน ปลูกพืชทางการเกษตรในพื้นที่หลายชนิด คืนที่ผ่านมามีช้างป่าเขามาหากินและทำลายพืชไร่เสียหายประมาณ 60 ตัว และช่วงเช้าวันนี้ 10 ม.ค.มีช้างป่ามาสมทบอีกประมาณ 40 ตัว แต่พวกตนและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งต้องปล่อยให้ช้างป่ากินและทำลายพืชผลทางการเกษตร ต่อหน้าต่อตา

ดังนั้นขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ประสานกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี เข้ามาให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ด้วย

‘กรมปศุสัตว์’ มั่นใจ! สินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยไร้ ‘โควิด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544340

'กรมปศุสัตว์'มั่นใจ! สินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยไร้'โควิด'

‘กรมปศุสัตว์’มั่นใจ! สินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยไร้’โควิด’

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.28 น.

จากการที่มีข่าวในสื่ออนไลน์ว่า “พบการระบาดของโรคโควิด-19 ลามเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม โดยเวลานี้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครบางแห่งมีผู้ติดเชื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้า และกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารของไทย” นั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ ทั้งอาหารเพื่อคนบริโภคและอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น โดยโรงงานที่กรมปศุสัตว์ได้เข้าไปกำกับดูแลความปลอดภัยในกระบวนการผลิต มีจำนวนทั้งหมด 454 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานผลิตอาหารเพื่อคนบริโภค จำนวน 373 โรงงาน และโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จำนวน 81 โรงงาน ซึ่งโรงงานทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์คอยตรวจสอบความปลอดภัยตลอดกระบวนกระบวนการผลิต

โดยสถานการณ์จนถึงปัจจุบันยังไม่พบรายงานที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรด้านปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงเชือดและแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการรองรับการระบาดโรคโควิดในอุตสาหกรรมอาหารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ หลักๆ จะเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) คน – มุ่งเน้นเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล และการเว้นระยะห่างทางสังคม

2) สถานที่ผลิต ให้รักษาความสะอาดเรียบร้อยตามหลักสุขอนามัยที่ดีในการผลิต ร่วมกับการควบคุมกระบวนการผลิต และ 3) สินค้า มีการตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การแปรรูป การเก็บรักษา และการขนส่งสินค้าเพื่อป้องกันการปนเปื้อน สอดรับกับนโยบายของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในสินค้าปศุสัตว์ให้มากยิ่งขึ้น กรมปศุสัตว์ได้มีการเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ครอบคลุมเนื้อเป็ด ไก่ สุกร โค และแพะ ซึ่งเป็นอาหารเพื่อคนบริโภค รวมถึงอาหารกระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อทำการเฝ้าระวังการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิดในผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีการส่งตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์วิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้ว 1,212 ตัวอย่าง ผลการวิเคราะห์เป็นลบทั้งหมด ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจและรายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่โรงงานผลิตอาหารทุกวัน เพื่อทำการประเมินความเสี่ยง และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ปลอดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยโรงงานที่ตรวจพบว่ามีแรงงานติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โรงงานแห่งนั้นต้องหยุดทำการผลิตทันทีเพื่อทำการล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการแก้ไขและป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนที่จะพิจารณาอนุญาตให้ผลิตและส่งออกได้

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ต้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการรับแรงงานเข้าทำงาน โดยต้องมีการตรวจสอบประวัติและคัดกรองโรคก่อนรับเข้าทำงาน รวมถึงให้ความสำคัญกับแรงงานในการดูแลสุขภาพ ความเป็นอยู่ ที่พักอาศัย และมีมาตรการไม่ให้พาญาติหรือคนนอกที่ไม่ทราบประวัติเข้ามาพักหรือเยี่ยมเยียน รวมถึงให้การสนับสนุนการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มคนงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการควบคุมโรคติดต่อ หากตรวจหากเจอผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ต้องดำเนินการคัดแยกคนงานดังกล่าวออกจากพื้นที่การผลิตที่สัมผัสอาหาร และมีการดำเนินการกับอาหารที่ผลิตออกมาแล้ว และดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข โดยภายใต้สถานการณ์นี้ โรงงานและสถานประกอบการผลิตอาหารเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ถ้าหากมีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโรงงานก็จะทำให้การดำเนินงานสะดุดหรือมีผลต่อการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ จึงขอให้ทุกคนช่วยกัน เราจึงจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) กรมปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-653-4444 ต่อ 3134

‘ประภัตร’ หารือแนวทางส่งเสริมเลี้ยง ‘จิ้งหรีด’ สร้างรายได้ช่วงหน้าแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544312

'ประภัตร'หารือแนวทางส่งเสริมเลี้ยง'จิ้งหรีด'สร้างรายได้ช่วงหน้าแล้ง

‘ประภัตร’หารือแนวทางส่งเสริมเลี้ยง’จิ้งหรีด’สร้างรายได้ช่วงหน้าแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.27 น.

“ประภัตร”หารือแนวทางส่งเสริมเลี้ยงจิ้งหรีดสร้างรายได้ช่วงแล้ง นำร่องพื้นที่”อ.ศรีประจันต์”ประเดิม 100 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ได้มีการประชุมร่วมกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตร เพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงโดยเบื้องต้น ได้มีการหารือในเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีด เนื่องจากระยะการเลี้ยงใช้เวลา เพียง45วันเท่านั้น ก็จะสามารถในการจับจิ้งหรีดจำหน่ายได้ทันทีซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรครัวเรือนละ ไม่ต่ำกว่า 10,000บาท ถึง15,000บาทต่อครัวเรือนในการเลี้ยงต่อรอบ

อย่างไรก็จากการหารือในเบื้องต้นจะมีการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดนำร่องในพื้นที่อ.ศรีประจัน จ.สุพรรณบุรี โดยกำหนดเบื้องต้นไว้ที่ จำนวน100ครัวเรือน ซึ่งจะเลี้ยงครัวเรือนละประมาณ 5 กล่อง. ตามมาตรฐานของกล่องการเลี้ยงจิ้งหรีด คาดว่า จะสามารถให้กำลังการผลิตได้ประมานกล่องละ20กิโลกรัม ต่อรอบและกำลังการผลิตโดยรวมน่าจะประมาณ รอบละ10ตัน

ทั้งนี้ในส่วนตลาดที่จะมีการจัดส่งนั้นอาจจะมีการส่งให้กับบริษัทที่ผลิตโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานหาตลาด ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาเพราะขณะนี้มีความต้องการโปรตีนจากแมลงค่อนข้างมากคาดว่าน่าจะทางเลือกและสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงหน้าแล้งที่จะมาถึง หากสามารถ ดำเนินการเป็นไปตามแผนจะมีการขยายในพื้นที่อื่นต่อไปด้วย

จิ้งหรีดถือเป็นสินค้าที่น่าจะเป็นสินค้าที่น่าเปิดตลาดสินค้าเกษตรตัวใหม่ๆ ที่ประเมินแล้วมีอนาคตและเป็นที่ต้องการของตลาดที่มีโปรตีนจากแมลง  ซึ่งได้การรับรองคุณภาพจากสหภาพยุโรป (อียู) โดยทำรายได้เข้าประเทศกว่า 1 พันล้านบาท

‘รมช.มนัญญา’ ลุยแก้ปัญหา ‘น้ำนมดิบ’ ล้นตลาด อ.ส.ค.รับซื้อ 40 ตันผลิตนมยูเอชที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543983

'รมช.มนัญญา'ลุยแก้ปัญหา'น้ำนมดิบ'ล้นตลาด อ.ส.ค.รับซื้อ40ตันผลิตนมยูเอชที

‘รมช.มนัญญา’ลุยแก้ปัญหา’น้ำนมดิบ’ล้นตลาด อ.ส.ค.รับซื้อ40ตันผลิตนมยูเอชที

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2564 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของโรงงานผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ยูเอชที และเป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตัวแทนสหกรณ์โคนมภาคใต้และภาคตะวันตก ว่า เป็นการร่วมกันหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการรับซื้อน้ำนมดิบของสมาชิกสหกรณ์โคนมภาคใต้และภาคตะวันตก สืบเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เกษตรกรโคนมได้รับผลกระทบ น้ำนมดิบล้นกว่าวันละ 40 ตัน โดยเบื้องต้น องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จะรับซื้อน้ำนมดิบ 40 ตัน นำไปผลิตเป็นนมยูเอชที และบริหารจัดการต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอนาคต มีนโยบายขยายการรับน้ำนมดิบของเกษตรกรโคนมภาคใต้มากขึ้น โดยจะมีการสร้างโรงงานใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับน้ำนมดิบได้มากถึงวันละ 200 ตัน ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค.มีข้อจำกัดในปริมาณการสำรองน้ำนมดิบของเกษตรกร และปริมาณการผลิตนมยูเอชที รวมถึงปริมาณกล่อมนมที่มีจำกัด จึงต้องร่วมกันหารือ ต้องประสานกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้ได้แนวทางที่ดีต่อทุกฝ่ายต่อไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘ช่องเย็น’ ต้องบริการด้วย ‘ใจ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543758

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘ช่องเย็น’ต้องบริการด้วย‘ใจ’

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘ช่องเย็น’ต้องบริการด้วย‘ใจ’

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ตั้งอยู่ในผืนป่าตะวันตกของประเทศไทยมีเนื้อที่กว่า 558,000 ไร่ ครอบคลุมท้องที่ อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร และ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนแหล่งหนึ่งของลุ่มเจ้าพระยา

“ช่องเย็น” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปสัมผัสธรรมชาติอากาศท่่ี่หนาวเย็นตลอดทั้งปี และมีทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม

ช่องเย็นเป็นจุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1117 เป็นถนนเพื่อความมั่นคงทางทหาร โดยจะสร้างถนน จากจ.กำแพงเพชร ไป อ.อุ้มผาง จ.ตาก ระยะทางรวมประมาณ 143 กม. แต่สามารถสร้างเสร็จสมบูรณ์ถึงกม.ที่ 115 ต้องหยุดไปเพราะสงครามกับคอมมิวนิสต์ได้สงบลง รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้มีมติยุติการก่อสร้างถนนเพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ในทางการทหารและความมั่นคงแล้ว และต้องการรักษาสภาพป่าผืนที่สมบูรณ์ในด้านตะวันตกของไทยไว้โดยได้ทำการปิดถนนที่ “ช่องเย็น” กม.ที่ 93 เป็นระยะเวลามากว่า 30 ปีแล้ว

จริงๆแล้วอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวเพียงช่องเย็นเท่านั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปอีกมากมาย เช่นเขาโมโกจู

ยอดเขาโมโกจู เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในผืนป่าตะวันตก สูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล ห่างจากที่ทำการอุทยาน ประมาณ 38 กิโลเมตร เป็นยอดเขาที่มีชื่อเสียงในกลุ่มท่องเที่ยวแบบเดินป่า ปีนเขา ที่ครั้งหนึ่งในชีวิิตจะต้องไปเยือนให้ได้

โมโกจู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนฝนจะตก เนื่องจากบนยอดเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ช่วงปีนเขาจะมีความลาดชันกว่า 60 องศา ดังนั้น นักเดินป่า นักปีนเขาที่สนใจจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม และที่สำคัญจะต้องจองคิวในการออกทริปในแต่ละปีด้วย เพราะทางอุทยานฯจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ โดยในการออกทริปในแต่ละครั้งจะใช้เวลาไป-กลับ 5 วัน

นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย เช่น ภูสวรรค์ ซึ่งอยู่เหนือช่องเย็นไปประมาณ 300 เมตร ต้องเดินขึ้นเขาชันอย่างต่อเนื่อง แต่ทางอุทยานฯทำทางเดินขึ้นไว้ค่อนข้างดีถ้าไปช่องเย็น ต้องไม่พลาดปีนขึ้นภูสวรรค์ เพราะจะได้เห็นทิวทัศน์ 360 องศาที่สวยงาม

จุดชมวิวกิ่วกระทิง  ตั้งอยู่กม.ที่ 81 เป็นหน้าผาสูงชัน จุดนี้ต้องขึ้นไปเช้าๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณช่องเขาสวยงามมากๆ โมโกจูน้อย เป็นเนินเขาเล็กที่คล้ายๆเขาโมโกจู ที่มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวประเภทนน้ำตกก็มีหลายแห่งเช่น น้ำตกแม่รีวา น้ำตกแม่กี น้ำตกแม่กระสา น้ำตกนางนวล น้ำตกเสือโคร่ง  เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและสวยงามมากมายเช่นนี้ จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญจะต้องมีใจให้กับงานด้านการบริการและประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ คำถามที่นักท่องเที่ยวถาม อาจจะเป็นคำถามเดียวกัน ที่จะต้องตอบซ้ำเหมือนเดิมวันละหลายๆครั้ง แต่นักท่องเที่ยวแต่ละคนจะได้ยินเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ไม่ใช่…ถามคำ ตอบคำ ไม่อธิบาย ไม่ยิ้มหน้าบูดบึ้ง แสดงกิริยาเหมือนกับรำคาญที่นักท่องเที่ยวถาม อยากให้ทางอุทยานฯแก้ไขด้วยครับ หน้าตาสวยอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ คำตอบคือ ต้องทำงานด้วย “ใจ”ครับ…


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

แนะวิธีดูแลรักษาต้นไม้ผลในฤดูแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543755

แนะวิธีดูแลรักษาต้นไม้ผลในฤดูแล้ง

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ลักษณะอากาศประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน 2564 จะเผชิญกับช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับน้ำในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้อย ดังนั้น จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนเตรียมรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอให้เกษตรกรลดการปลูกข้าวรอบที่ 2 และหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตร เช่น การใช้แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรผสมผสาน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจและประเมินพื้นที่เฝ้าระวังไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงภาวะน้ำแล้งด้านการเกษตร นอกเขตชลประทาน ในเบื้องต้นพบว่า มีทั้งสิ้น 17 จังหวัด 62 อำเภอ 193 ตำบล พื้นที่รวม 107,729 ไร่ ประกอบด้วย ภาคเหนือ12 จังหวัด 48 อำเภอ 146 ตำบล พื้นที่ 104,834 ไร่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด 13 อำเภอ43 ตำบล พื้นที่ 2,162 ไร่ และภาคกลาง 1 จังหวัด 1 อำเภอ 4 ตำบล พื้นที่ 733 ไร่ ซึ่งหากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อไม้ผลทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพผลผลิต ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องมีการดูแลสวนไม้ผลเป็นพิเศษ เพราะต้นไม้ผลใช้เวลานานหลายปีกว่าจะออกดอก ติดผล กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้แก่เกษตรกร เพื่อเตรียมรับมือและดูแลผลผลิตในช่วงฤดูแล้งโดย 1.ปรับปรุงบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาเก็บกักไว้ 2.การให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็กจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าการใช้สายยางรดน้ำ ให้น้ำครั้งน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อลดการสูญเสียน้ำเปลี่ยนช่วงเวลาการให้น้ำเป็นช่วงกลางคืน เพื่อช่วยให้พืชลดการระเหยน้ำจากการถูกแดดเผา 3.ตัดแต่งกิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อลดการคายน้ำ สำหรับไม้ผลที่เก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูแล้ง หลังการเก็บผลแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งเพื่อลดการระเหยน้ำทางใบ และช่วยให้การออกดอกติดผลในฤดูต่อไปเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 4.ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก คลุมโคน ต้นไม้ผลในบริเวณทรงพุ่ม 5.กำจัดวัชพืชตั้งแต่ต้นฤดูแล้งใช้วัสดุคลุมโคนต้นไม้ผลวัสดุที่ใช้ ได้แก่ ใบไม้แห้ง ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง เป็นต้น ซึ่งวัสดุคลุมดินจะช่วยชะลออัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินให้ช้าลง และวัสดุเหล่านี้จะค่อยๆ ผุผังเป็นอินทรียวัตถุ ทำให้ดินร่วนและมีการอุ้มน้ำดีขึ้น กรณีต้นไม้เล็กควรใช้วัสดุช่วยในการพรางแสง เพื่อลดความเข้มแสง

สำหรับไม้ผลบางชนิด เช่น ทุเรียน หากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงการติดผล อาจทำให้ต้นโทรมและถึงตายได้ หรือมังคุดที่ติดผลแล้วหากขาดแคลนน้ำผลจะมีขนาดเล็ก ก้นผลจีบ คุณภาพไม่ดี ต้องรีบทำการตัดทิ้งให้หมด และหาน้ำจากแหล่งอื่นมารดอย่างประหยัดที่สุด 6.สวนไม้ผลที่อยู่ใกล้ทะเล จำเป็นต้องกักน้ำจืดไว้ เพื่อป้องกันน้ำเค็มที่จะเข้ามาในสวน หมั่นตรวจสอบระบบส่งน้ำ ควบคุมอย่าให้น้ำรั่วไหล หากมีวัชพืชในท้องร่องสวนจำนวนมาก ควรนำขึ้นมาคลุมโคนต้นไม้ผลเพื่อช่วยรักษาความชื้น

7.กรณีที่ไม่มีระบบน้ำหรือน้ำสำรองไว้ ควรประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ นำน้ำมารดต้นไม้ผลทันทีอย่างน้อย 7–10 วันต่อครั้ง เพื่อช่วยให้ต้นไม้ผลมีชีวิตรอดผ่านแล้งไปได้ 8.การทำแนวกันไฟรอบสวนเก็บเศษหญ้าแห้ง กิ่งไม้แห้ง และใบไม้แห้งออกจากแปลงปลูกเอาไปคลุมดินรอบโคน เตรียมน้ำ ทราย และอุปกรณ์ดับไฟไว้ให้พร้อม และเก็บไว้ในที่เฉพาะสามารถนำมาใช้งานได้ทันที ฝึกซ้อมคนงานเพื่อการดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฤดูแล้งอากาศร้อนจัดและมีใบไม้แห้งมาก มีโอกาสเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

6สหกรณ์โคนมประจวบฯ-เพชรบุรีเรียกร้องรัฐ ทุ่มซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินวันละ 40 ตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543825

6สหกรณ์โคนมประจวบฯ-เพชรบุรีเรียกร้องรัฐ ทุ่มซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินวันละ40ตัน

6สหกรณ์โคนมประจวบฯ-เพชรบุรีเรียกร้องรัฐ ทุ่มซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินวันละ40ตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 22.00 น.

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2564 ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสังวาล โพธ์มี ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกรจากสหกรณ์โคนม 6 แห่ง ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือผ่าน นายชาตรี จันทร์วีระชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จากกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ไม่สามารถระบายน้ำนมดิบ ที่มีอยู่กว่า 40 ตันต่อวันได้ และปัญหาหลังการประกาศปิดสถานการศึกษาในพื้นที่ 28 จังหวัด อย่างน้อย 1 เดือน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ สหกรณ์โคนม ประจวบคีรีขันธ์ – เพชรบุรี ได้เรียกร้องให้ อ.ส.ค.ภาคใต้ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยรับซื้อน้ำนมดิบ แต่ไม่มีข้อสรุป และในวันที่ 8 มกราคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินไปพบตัวแทนสหกรณ์ที่ อ.ส.ค.ภาคใต้ อ.ปราณบุรี คาดว่าหากกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินทั้งระบบ

นายสังวาล โพธ์มี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องของสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ประจวบฯและ จ.เพชรบุรี ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทนผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนพาสเจอไรส์ เพื่อให้เด็กนักเรียนดื่มนมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการระบายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถช่วยเหลือรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไปได้ ในช่วงที่มีมาตรการให้โรงเรียนปิดเรียน และมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

“ขอให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ยมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทน ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน พาสเจอรไรส์ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานจัดซื้อ หรือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนในโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน ขอให้มีมาตรการเป็นการเร่งด่วน เพื่อระบายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนชนิด ยู.เอช.ที. คงเหลือจากผลกระทบวิกฤตโควิด-19 (รอบแรก) ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการนำไปผลิตเป็นนมโรงเรียนชนิด ยู.เอช.ที.เอาไว้ทั้งหมด เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถรับน้ำนมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้” นายสังวาล กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543462

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โอภาส ทองยงค์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าตรวจสอบและควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างโปร่งใสตามมาตรฐาน เผยสถานะการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี’63 กำไรกว่า 99,000 ล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล หากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้มีทุนดำเนินงานประมาณ 3.56 ล้านล้านบาท ถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมถึงเกษตรกร และประชาชน มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12.80 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีและแนะนำให้สหกรณ์มีระบบการควบคุมที่ดีเพื่อเตือนภัยทางการเงินให้สหกรณ์ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาครัฐ 510 คน สอบบัญชีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 10,173 แห่ง สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรที่มีทุนของสหกรณ์ 35 ล้านบาทขึ้นไป และมีผลการจัดชั้นคุณภาพสหกรณ์ในระดับดีขึ้นไป กรมฯแต่งตั้งให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ 152 คน สอบบัญชีสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ร้านค้า บริการและเครดิตยูเนี่ยน) 1,123 แห่ง โดยกรมเป็นผู้ควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใสเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า สถานะทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2563) ตรวจสอบบัญชีได้ 9,804 แห่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 12.80 ล้านคน และมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 3.56 ล้านล้านบาท เป็นทุนของสหกรณ์ 1.58 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 44.38 และหนี้สิน 1.98 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 55.62 ในจำนวนนี้เป็นเงินรับฝาก 1.44 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 40.45 ของทุนดำเนินงานทั้งสิ้น แยกเป็นเงินรับฝากของสมาชิก 1.35 ล้านล้านบาท และเงินฝากสหกรณ์อื่นและอื่นๆ 0.09 ล้านล้านบาท ในปี 2563 มีมูลค่าการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น 2.23 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ 1.28 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.26 ธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าเป็นอันดับสอง คิดเป็นร้อยละ 36.08 ที่เหลือเป็นธุรกิจรวบรวมผลิตผล ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ คิดเป็นร้อยละ 3.05, 2.67, 0.85 และ 0.09 ตามลำดับผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีผลกำไรสุทธิทั้งสิ้น 99,469.07 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิปีที่ผ่านมา 96,510.25 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 2,958.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.07

ทั้งนี้ ในปี 2563 ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและตรวจแนะนำด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12,240 แห่งพบข้อสังเกต ดังนี้ 1. ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตตามรายการบัญชีในงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2,798 แห่ง เป็นเงิน 4,526.37 ล้านบาท สาเหตุที่พบมากที่สุด คือเงินสดขาดบัญชี 191 แห่ง 882.53 ล้านบาท รองลงมาเป็นการรับฝากเงินจากบุคคลภายนอก 123 แห่ง 700.19 ล้านบาท การจ่ายค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 6 แห่ง 381.86 ล้านบาท สมาชิกปฏิเสธหนี้/หุ้น/เงินรับฝาก 9 แห่ง 246.64 ล้านบาท การจัดซื้อสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 171.60 ล้านบาท สินค้าขาดบัญชี 141 แห่ง 61.07 ล้านบาท รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้าและไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ 82.30 ล้านบาท ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่ำไป 70.80 ล้านบาท และปลอมแปลงเอกสารการขายสินค้า 38.34 ล้านบาท ฯลฯ 2.ข้อสังเกตอื่นที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตที่เกิดจากการที่สหกรณ์ไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือมีระบบการควบคุมภายในที่ไม่เหมาะสม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสหกรณ์หรือกฎหมายอื่นที่สำคัญ/ข้อบังคับ/ระเบียบของสหกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ เช่น การจัดทำเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน การจ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกไม่เป็นไปตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด การควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโปรแกรมระบบบัญชียังไม่เหมาะสมรัดกุม การรับเงินฝากเงินจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกและปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต ฯลฯ

3. การร้องเรียนและเป็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งสิ้น 35 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการทุจริตเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก 9 แห่ง โดยผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและได้ขอคำยืนยันจากสมาชิกโดยตรง เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่จริงของลูกหนี้ เงินรับฝากและทุนเรือนหุ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีรหัส 505 การขอคำยืนยันจากบุคคลภายนอก ปรากฏว่า มีสมาชิกปฏิเสธยอดเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก มีมูลค่าความเสียหาย 246.64 ล้านบาท

“หลังจากที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสังเกตด้านการเงินการบัญชี จะจัดทำหนังสือถึงประธานสหกรณ์แจ้งข้อสังเกตที่ตรวจพบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด พร้อมทั้งรายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความเสียหาย ทั้งนี้ การพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้โดยการดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ผ่านการตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานและการดำเนินการที่ถูกต้อง สร้างระบบบัญชีของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งกำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์ เป็นภารกิจสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัวชี้วัดและหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการของสหกรณ์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิกอย่างแท้จริง” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว