ก.เกษตรฯกระชับความร่วมมือค้าสินค้าเกษตรไทย-อาร์เจนติน่า

ก.เกษตรฯกระชับความร่วมมือค้าสินค้าเกษตรไทย-อาร์เจนติน่า

ก.เกษตรฯกระชับความร่วมมือค้าสินค้าเกษตรไทย-อาร์เจนติน่า

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

ไทย–อาร์เจนตินา กระชับความร่วมมือการค้าสินค้าเกษตร เดินหน้าเปิดตลาดสินค้าเกษตรสองฝ่าย

วันนี้ (4 ก.ค.) นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายอรรถกร ศิริลัทธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับ Mr. Agustín Tejeda ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร และความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานเกษตร ปศุสัตว์ และประมง กระทรวงเศรษฐกิจแห่งสาธารณรัฐอาร์เจนตินา โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สำหรับการหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-อาร์เจนตินา ครอบคลุมประเด็นต่างๆ อาทิ ความร่วมมือด้านระบบใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (ePhyto) โครงการความร่วมมือด้านการจัดการโรคปากและเท้าเปื่อย การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร และประเด็นด้านการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารต่างๆ ระหว่างกัน โดยกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันความพร้อมในการเดินหน้าร่วมมือกับอาร์เจนตินาอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรไทยและภาคธุรกิจการเกษตรของประเทศ

015

รมว.เกษตรฯใหม่เดินหน้าทำงานเร่งช่วยเหลือเกษตรกร

รมว.เกษตรฯใหม่เดินหน้าทำงานเร่งช่วยเหลือเกษตรกร

รมว.เกษตรฯใหม่เดินหน้าทำงานเร่งช่วยเหลือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

‘อรรถกร’ เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต แก้ปัญหาหนี้สินและปกป้องเกษตรกรทั้งระบบ

วันนี้ (4 ก.ค.) นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบาย ผู้บริหารระดับสูงทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในการขับเคลื่อนแผนงานกระทรวงเกษตรฯ ว่านโยบายที่จะขับเคลื่อนหลังจากนี้ คือการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ได้ปริมาณมากขึ้น ตลอดจนลดต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยแบ่งเบาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ รวมถึงจะเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยอาจจะต้องใช้กลไกการทำงานของกองทุนฯที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงฯ ออกมาตรการขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้เกษตรกร และกำหนดระยะเวลาการชำระคืน เพื่อให้เกิดความสมดุล ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้

ขณะที่ มาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการกับกระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินและรองรับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น หลังกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์สถานการณ์ฝนปีนี้จะรุนแรงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลให้น้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ในส่วนของการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2567/68  ที่รอความหวังจากการพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวนาโครงการไร่ละ 1,000 บาทครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ของคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (ด้านการผลิต) เบื้องต้น ตนได้พูดคุยกับอธิบดีกรมการข้าว และ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เพื่อรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว หลังจากนี้ จะขอข้อมูลเพื่อศึกษารายละเอียดโครงการฯ ก่อนตั้งเรื่องเข้าที่ประชุม อนุฯ นบข. ด้านการผลิตคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ และยืนยัน จะช่วยเหลือชาวนา ให้ได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุด

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไทย อยู่ระหว่างการเจรจาทางภาษีกับสหรัฐฯ โดยในส่วนของสินค้าเกษตรฯ ก็มีคณะทำงานที่เป็นข้าราชการกระทรวงฯ ร่วมคณะเจรจาด้วย ยืนยันว่า ทั้ง 2 ประเทศเป็นคู่ค้าที่ดีระหว่างกันหากมีการทำข้อตกลงกันลงตัว เชื่อว่าจะทำให้ตลาดมีการเติบโต แต่ก็ยังมีบางประเภทสินค้า ที่รัฐจะต้องปกป้องเกษตรกรไทย ซึ่งก็ได้มอบแนวทางการต่อรองเจรจาเป็นที่เรียบร้อย เพียงแค่รอผลว่าจะออกมาในรูปแบบใด

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบว่า พี่น้องเกษตรกร เป็นลูกเมียน้อย และการจัดสรรงบประมาณในการดูแลอาจเข้าไม่ถึง โดยยืนยันว่า ทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินนโยบายให้ครอบคลุมมากที่สุด แม้จะมีน้อยใจบ้างที่การจัดสรรงบประมาณปี 2569 ของกระทรวงเกษตร จำนวน 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยเกินไปหรือไม่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากนำงบประมาณที่ได้มาบริหารจัดการช่วยเหลือเกษตรกรไทย  อาจจะดูน้อยไปและไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ

015

รมว.เกษตรฯคนใหม่ฟิตจัดเรียกประชุมมอบนโยบายผู้บริหารฯ

รมว.เกษตรฯคนใหม่ฟิตจัดเรียกประชุมมอบนโยบายผู้บริหารฯ

รมว.เกษตรฯคนใหม่ฟิตจัดเรียกประชุมมอบนโยบายผู้บริหารฯ

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

‘อรรถกร’ ฟิตจัดควง”อัครา “มอบ นโยบาย ขรก.หลังถวายสัตย์ย้ำ เดินหน้า 9 นโยบายเดิม ร้อยเอกธรรมนัส พร้อมรุกเปิดเกมมาตรการใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย ยอมรับ ได้รับโอกาสจากร้อยเอกธรรมนัส รับตำแหน่งรัฐมนตรี ยืนยันสารนต่อนโยบายที่วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (4 ก.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงฯ  โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต้อนรับ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โฆษกกระทรวงเกษตรฯ นำเสนอภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวง   ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ทั้งนี้ นายอรรคกร ได้เน้นย้ำถึงหลักการทำงานสำคัญ คือการสานต่อนโยบายเดิม 9 นโยบาย อาทิ การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง การยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง การรับมือกับภัยธรรมชาติ และเพิ่มเติมมาตรการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมแกร่งเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้  ซึ่งนโยบายทั้งหมดเป็นการสานต่อนโยบายเดิมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด คือการทำให้เกษตรกรลดต้นทุน มีรายได้ และมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และการดำเนินงานนับจากนี้จะมีการติดตามผลความก้าวหน้าในทุกนโยบายอย่างต่อเนื่อง

“ผมยอมรับว่าได้รับโอกาสจาก ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่เล็งเห็นถึงความสามารถและผลักดันให้ได้เป็น รมว.เกษตรฯ ยืนยันจะสานต่อนโยบายตามแผนงานที่วางไว้ ภายในระยะเวลาของรัฐบาลที่เหลือประมาณ 1 ปีครึ่ง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยจะเน้นระยะสั้นและระยะกลางเป็นสำคัญ” นายอรรถกร กล่าว

015

‘กรมปศุสัตว์-CIB’ผนึกกำลังปราบปรามลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย-ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

'กรมปศุสัตว์-CIB'ผนึกกำลังปราบปรามลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย-ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

‘กรมปศุสัตว์-CIB’ผนึกกำลังปราบปรามลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย-ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

กรมปศุสัตว์-กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผนึกกำลังปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมายและการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารพิทักษ์สันติ ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล กรุงเทพมหานคร นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และนายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ เข้าร่วมประชุม “มาตรการเชิงรุกในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผิดกฎหมาย” ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำโดย พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ.และคณะ เพื่อประสานความร่วมมือในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมายและการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

– 006

พด.เร่งใช้ปลาหมอคางดำผลิตน้ำหมักชีวภาพ

พด.เร่งใช้ปลาหมอคางดำผลิตน้ำหมักชีวภาพ

พด.เร่งใช้ปลาหมอคางดำผลิตน้ำหมักชีวภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.46 น.

กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) เดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ ผ่านการผลิตน้ำหมักชีวภาพ สูตรปลาหมอคางดำ ร่วมกับผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 เผยเกษตรกรหลายพื้นที่นำไปใช้แล้วได้ผลดี ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ฟื้นฟูระบบนิเวศ และลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม

วันนี้ (3 ก.ค.) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า จากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและพื้นที่ใกล้เคียง ที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีชีวิตของชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ กรมพัฒนาที่ดินจับมือ 5 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมประมง การยางแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม  โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีหน้าที่นำปลาหมอคางดำจากการรับซื้อของกรมประมงมาผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยนำปลาหมอคางดำหมักร่วมกับผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 กากน้ำตาล และสับปะรด ผ่านกระบวนการย่อยสลายที่รวดเร็ว ได้สารอาหารครบถ้วน ทั้งธาตุหลัก ธาตุรอง จุลธาตุ และกรดฮิวมิค ซึ่งช่วยเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมี

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 โดยสถานีพัฒนาที่ดิน ทั้ง 6 แห่ง ได้มีการรณรงค์และสาธิตการทำน้ำหมักชีวภาพสูตรปลาหมอคางดำ และได้สนับสนุนให้กลุ่มหมอดินอาสา กลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดภัย กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) รวมทั้งเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ขยายผลการใช้น้ำหมักชีวภาพนี้ในพื้นที่มากกว่า 1,500 ไร่ กับพืชที่หลากหลายชนิด เช่น พืชผัก ฝรั่ง ลำไย มะพร้าวน้ำหอม พลู ส้มโอ ลิ้นจี่ เป็นต้น โดยเกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำกับต้นลำไย โดยฉีดพ่นทางดิน ทุกๆ 20 วัน และฉีดพ่นทางใบและลำต้น ทุกๆ 60 วัน ในช่วงเช้า พบว่าผลผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 20% ขณะที่เกษตรกรอำเภอกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำกับต้นฝรั่ง โดยฉีดพ่นทางดิน ทุกๆ 30 วัน และฉีดพ่นทางใบและลำต้น ทุกๆ 10 วัน ในช่วงบ่าย-เย็น พบว่าฝรั่งมีความหวานเพิ่มขึ้น ต้นฟื้นตัวไวหลังเก็บเกี่ยว และแตกตาดอกได้มากขึ้นถึง 30% นอกจากนี้ การยางแห่งประเทศไทย ยังได้นำน้ำหมักสูตรนี้ไปใช้ในแปลงยางพาราทั่วประเทศ โดยมีการผลิตแล้วกว่า 295,000 ลิตร เพื่อสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำ

ด้านจังหวัดสงขลา ถึงแม้การระบาดของปลาหมอคางดำจะน้อยกว่าภาคกลาง แต่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 โดยสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ได้ตั้งเป้ากำจัดปลาหมอคางดำกว่า 10,000 กิโลกรัมในปีงบประมาณ 2568 พร้อมผลิตน้ำหมักชีวภาพไปแล้ว จำนวน 1,500 กิโลกรัมในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายนที่ผ่านมา และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตร การดำเนินงานทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือของ 6 หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการควบคุม การใช้ประโยชน์ และการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สมดุล การผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิตพืช แต่ยังเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ช่วยควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ และส่งเสริมการเกษตรปลอดภัย ลดการพึ่งพาสารเคมี เป็นอีกหนึ่งก้าวของเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืนที่เกิดจากปัญหา แต่สามารถพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้

015

ก.เกษตรฯถกแก้ปัญหาเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล

ก.เกษตรฯถกแก้ปัญหาเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล

ก.เกษตรฯถกแก้ปัญหาเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ รับมอบหมายจากที่ปรึกษาฯ เป็นประธานการประชุมเจรจาหารือเพื่อแก้ปัญหาเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล (คนม.)

วันนี้ (3 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ให้เป็นประธานการประชุมเจรจาหารือเพื่อแก้ปัญหาเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล (คนม.) ที่ห้องประชุมพรหมวรราช ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน (กลุ่มรับเรื่องร้องเรียน) ร่วมกับผู้แทนกลุ่ม คนม. นำโดยนายกฤษกร ศิลารักษ์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมวลชนกระทรวงเกษตรฯ ตามประเด็นข้อเรียกร้องกรณีการบริหารจัดการ เปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ และเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการร่างหลักเกณฑ์กลางในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานของรัฐในกรณีต่าง ๆ ให้แก่กลุ่ม คมน.

015

พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร มองความท้าทายภาคเกษตรยุคใหม่

พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร มองความท้าทายภาคเกษตรยุคใหม่

พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร มองความท้าทายภาคเกษตรยุคใหม่

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีพันธกิจ 1.ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้ 2.ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีขีดความสามารถในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตร โดยยึดหลักตลาดนำการผลิต 3.ให้บริการทางการเกษตรและผลิตปัจจัยทางการเกษตรเพื่อสนับสนุนและจำหน่ายแก่เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

และ 4.ศึกษา วิจัย และพัฒนางานด้านการส่งเสริมการเกษตร และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้พูดคุยกับ พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ถึงความท้าทายของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน และบทบาทของกรมฯ ที่จะเข้าไปสนับสนุน

– วันนี้ภาพของแวดวงเกษตรไทยเมื่อเทียบกับในอดีตเป็นอย่างไร? ปัญหาเดิมๆ ยังอยู่หรือไม่? หรือมีเรื่องใหม่อะไรเข้ามาบ้าง? : เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่อง Climate Change (การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ) มีสิ่งบ่งชี้มาเป็นสิบปี แต่เพิ่งแสดงอาการชัดเจนเมื่อช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เช่น อุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการปลูกพืชอย่างชัดเจน เช่นเรื่องการออกดอกของทุเรียน เราพบและเห็นตรงกันกับชาวสวนว่าทุเรียนจะเคลื่อนการออกดอกไป 1 เดือน เดิมเดือนเมษายนคือจุดพีคของทุเรียนตะวันออก

ทีนี้พออากาศเปลี่ยน อุณหภูมิเปลี่ยน ทำให้ทุเรียนเคลื่อนจุดพีคไปออกเดือนพฤษภาคม แล้วเมื่อก่อนพีคเดือนเดียว แต่ตอนนี้พีคทั้งพฤษภาคมและมิถุนายน ก็อยู่ระดับที่ใกล้เคียงไม่ต่างกันมากนัก แต่ก่อนพอขึ้นมาคือโด่งเลยแล้วพอเดือนมิถุนายนผลผลิตก็แทบจะหมด แปลว่าอุณหภูมิหรือโรคร้อนทำให้การเกษตรเปลี่ยนไป แล้วก็มีงานวิจัยจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลจากโลกร้อนทำให้ภาคเกษตรไทย ประเมินความเสียหายในทุกพืชไว้ 7 – 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อโลกร้อนขึ้น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ฟ้าฝนมาไม่ตรงกำหนดหรือบางทีก็มามากเกินไป ก็ส่งผลให้เกิดความเสียหาย    

“ยกตัวอย่างปีนี้ 2568 ทุเรียนเขาจะบอกว่าฝนมันตกดี ผลผลิตออกเพียบเลย เพียบจริงแต่ถ้าสังเกตเห็นคุณภาพของทุเรียน ฝนตกในช่วงเก็บเกี่ยว ปลายพฤษภาคม – ต้นมิถุนายน จริงๆ ทุเรียนมันต้องแห้งพอสมควรแล้ว ความหวาน – หอม – มัน จะชัดเจน แต่พอมีฝนบ้าง ทำให้เกรดเนื้อของทุเรียนมันไม่ได้ดี 100% เมื่อก่อนมันอาจจะเกรด A B สัก 90% แต่พอเจอฝนซึ่งก็เป็นผลจาก Climate Change ที่มันไม่ได้แปลว่าร้อนอย่างเดียว มันก็ทำให้เกรด A B เหลืออยู่ที่ประมาณ 70 – 80% ดังนั้นลูกยังเติบโตได้ไหม? ก็เติบโตได้ ถ้าใครไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็มาขายก็ได้

แต่ถามว่าแทนที่จะได้เกรด A เยอะๆ ขาย 100 ลูกได้เกรด A 90 ลูก ลูกละ 1,000 ก็ได้สตางค์เยอะขึ้น แต่เกรดที่มันหายไปก็ทำให้ผลผลิตลดลง หรือลิ้นจี่ ชัดเจนเลยสมุทรสงคราม ปีที่แล้วไม่ออกเลยเพราะความเย็นไม่ถึง พืชอย่างลิ้นจี่ ความเย็นช่วงธันวาคม – มกราคม – กุมภาพันธ์ จะต้องมีความเย็นติดต่อกันต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 วันขึ้นไป มันถึงจะเริ่มออกดอก ถ้าอุณหภูมิแบบนี้จบเลย ซึ่งเกษตรกรสมุทรสงครามก็ทำใจแล้ว เขาก็มีความหลากหลายในตัวเอง ไม่ได้ปลูกลิ้นจี่อย่างเดียว”

มาดูที่ตัวเกษตรกรเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อก่อนอายุเกษตรกรเฉลี่ย 40 ปลายๆ แต่วันนี้อายุเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นประมาณ 50 ปลายๆ ทำให้เห็นว่ากำลังแรงงานในภาคเกษตรมีอายุมากขึ้น สูงวัยมากขึ้น ซึ่ง 2 อย่างนี้ไปในทิศทางที่เรียกว่ามีแรงกดดันกับภาคการเกษตรมากกว่าเดิม อากาศก็ไม่เป็นใจ คนก็อายุเยอะขึ้น กำลังลดลง การที่จะออกไปทำไร่ทำนาวันหนึ่ง 5 – 6 ชั่วโมง อย่างในอดีตก็ไม่ไหว ก็เกิดอาชีพใหม่เรียกว่ารับจ้างทำการเกษตร หรือ Service Provider ขึ้นมาโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ลูกหลานเกษตรกรที่มองเห็นภาพธุรกิจ ซึ่งกลุ่มนี้ก็ทำได้ดีพอสมควร 

ต้นทุนเรื่องของปุ๋ย เรื่องของน้ำมัน ปรับตัวขึ้นตามระดับของเศรษฐกิจอยู่แล้ว ถือเป็นกลไกตลาดโลก เพียงแต่รัฐบาลก็พอจะกำกับดูแลราคาไม่ให้เอารัดเอาเปรียบกันมากเกินไป อีกเรื่องหนึ่งคือพฤติกรรมการปลูกพืชของเกษตรกรไทยยังใช้เทคโนโลยีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ยังใช้แรงงานเข้มข้นเป็นหลัก ก็เกิดปัญหาว่าพอคนไทยไม่ทำงานในไร่นาแล้ว คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หันไปทำงานที่สบายกว่าเดิม ในขณะที่แรงงานต่างชาติก็เข้ามาอยู่ในภาคเกษตร มีระบบกฎหมายแรงงานก็ว่ากันไป นี่คือพฤติกรรมของเกษตรกร ซึ่งรวมถึงยังปลูกพืชเชิงเดี่ยวอยู่

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของกฎหมายในการเกษตรของโลก สาเหตุก็มาจากโลกร้อนขึ้น อากาศเปลี่ยนแปลง เชื้อโรคก็แข็งแรงขึ้นหรืออยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้นมาใหม่ ส่งผลว่าถ้าเราจะทำให้คนในประเทศได้มีอาหารที่สะอาดปลอดภัยกิน การปลูก การผลิต การแปรรูป มันคงต้องมีมาตรฐาน ความเข้มข้นของมาตรฐานกฎหมายบนโลก ในปัจจุบันจะเข้มข้นกว่าในอดีต นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

แล้วความเข้มข้นของเชื้อโรคหรือมาตรฐานที่เพิ่มขึ้นมันส่งผลต่อต้นทุนการผลิต เอาง่ายๆ อย่างโควิด ถามว่าแต่ก่อนเรามีค่าใช้จ่ายเรื่องซื้อแมสก์ – ซื้อที่ตรวจหรือไม่? แต่วันนี้เรามีพวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปแล้ว เช่นเดียวกันกับในภาคเกษตร เราต้องปลูกพืช – เลี้ยงสัตว์ให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยไม่มีเชื้อจากชีวภาพ ไม่มีสารเคมี ก็คงต้องมีการลงทุนในเรื่องการจัดแปลง จัดสวนจัดไร่นาให้สามารถป้องกันสิ่งเหล่านั้น

– ทราบว่าหนึ่งในตลาดหลักของสินค้าเกษตรไทยอย่างสหภาพยุโรป (EU) จะมีมาตรฐานเข้มงวดมากขึ้นด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR (การผลิตต้องไม่ทำลายป่าไม้) หรือ CBAM (การผลิตต้องไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ตรงนี้จะกระทบกับภาคเกษตรของไทยมาก – น้อยเพียงใด? : มันก็มีความเหลื่อมล้ำในโลกเช่นกัน ประเทศที่มีความพร้อม บังคับใช้กฎหมายได้ ผู้ประกอบการ เกษตรกรในประเทศที่เขาสามารถผลิตได้ตามนั้นเขาก็สามารถขายสินค้าได้

แต่ในประเทศที่ไม่มีความพร้อม เรียกว่ามีปัญหาในประเทศเช่นกัน ซึ่งเรื่องของการเผา การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอน ก๊าซมีเทน ก๊าซอีก 4 – 6 ตัว รวมถึงก๊าซไนตรัสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไนโตรเจนที่เราใช้ในปุ๋ย ในระบบการผลิตมันเกิดขึ้น เช่น ข้าว ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะก๊าซมีเทนซึ่งมีสัดส่วนสูงพอสมควร ถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมหรือครัวเรือนที่มีรถยนต์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าปลูกข้าว แต่ในภาคเกษตรเองเราก็มีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเช่นกัน คือต้องก้าวข้ามให้ได้

“ถามว่าทำไมเราหนีไม่ได้? เพราะมันอยู่ที่คนซื้อ เหมือนรถ EV (ไฟฟ้า) กับรถสันดาป (น้ำมัน) คนที่ซื้อรถ EV ลึกๆ นอกจากประหยัดแล้วเขายังมีความรู้สึกว่าเขาช่วยโลก มันไม่ใช่กระแสนิยม มันเป็นเรื่องที่คนที่มีเหตุและผลเขาจะหันไปใช้สินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแปลว่าตลาดที่ต้องการสินค้าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมก็จะมีสูงขึ้นเรื่อยๆ จากพันล้านเป็นสองพันล้านเป็นสามพันล้านคนบนโลกใบนี้

แล้วคนกลุ่มนี้ดันเป็นคนที่มีกำลังซื้อ ถ้าเราไม่ขายคนกลุ่มนี้ บอกว่าประเทศเราจะทำลายสิ่งแวดล้อมไปเรื่อยๆ เราไม่สนใจมาตรฐาน ถามว่าคุณจะไปขายใครก่อน? มันก็เกิดปัญหา ฉะนั้นเรื่องของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ภาคเกษตรเราต้องเดินและก้าวข้ามไปให้ได้ เพียงแต่การจะก้าวข้ามไปถึงตรงนั้นได้รัฐเองต้องมีนโยบายหรือมาตรการบางสิ่งบางอย่างที่จะต้องมาสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถไปถึงตรงนั้นให้ได้

อย่างเช่นบ้านเราจะส่งเสริมให้คนใช้ EV ก็มีเงินอุดหนุนคันละ 1 แสนบาท อะไรทำนองนี้ จะมีมาตรการด้านการเงินที่จะไปลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะสามารถไปในระบบที่จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเช่นกันในภาคการเกษตรที่ในอดีตไม่มี ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกกำลังจะเคลื่อนไปอาหารปลอดภัย อาหารที่ตรงตามโภชนาการ และอาหารที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

– ในอนาคตอันใกล้ เช่น ปีงบประมาณ 2569 ที่กำลังจะมาถึง กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายใดที่อยากนำเสนอบ้าง? : บทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตร เราคงไม่ได้ลดแลกแจกแถมอะไรมากว่า เป็นครูนอกระบบการศึกษาก็แล้วกัน สิ่งที่เราต้องทำคือ 1.สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือเกษตรกร 8 ล้านคน ข้าราชการกรมฯ มีหมื่นคน เราคงไม่สามารถไปสอนคน 8 ล้านคนได้พร้อมกัน ปีหนึ่งก็สอนไม่ได้ เรามีโครงการอะไรก็แล้วแต่ อบรมแล้วอบรมอีก กว่าจะครบ 8 ล้านคนความรู้ก็เปลี่ยนไปแล้ว

เราจึงต้องใช้กระบวนการ E – Learning สร้างระบบเข้ามา ทุกคนใช้โทรศัพท์เป็นหมด จะผ่านไลน์ ดูคลิปยูทูบอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เราต้องมาทำอย่างนี้หนักขึ้นเพราะเกษตรกรทุกวันนี้อยากจะรู้ว่าเป็นโรคอะไร กลายเป็นว่าเป็นความรู้ที่มาจากแหล่งที่อาจจะมีอคติ (Bias) บอกความรู้มาสุดท้ายก็ขายปุ๋ย – ขายยาแทรก ดังนั้นภาครัฐเองต้องกระโดดเข้ามาในเวทีนี้เยอะพอสมควร ซึ่ง Learning Platform กรมฯ อาจไม่จำเป็นต้องเปิดคนเดียว เรามีเครือข่าย มีสถาบันการศึกษา ทุกคนพร้อมจะมาทำ

ยกตัวอย่างเช่นเดี๋ยวสิงหาคมนี้จะเปิดหลักสูตรทุเรียนเข้มข้น ทำร่วมกับทาง ม.บูรพา เรียนวันเสาร์ – อาทิตย์ สมัครเข้ามา ค่าเล่าเรียนฟรี อาหารการกินฟรีที่ ม.บูรพา เพียงแต่เดินทางกันมาเอาเอง ไม่มีค่าที่พักให้ อย่างนี้ก็เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเกษตรกร 2.ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ตอนแรกผมก็เข้าใจผิดมาตลอด ผมเพิ่งมาเจอเกษตรกรทุเรียน แต่ก่อนผมไม่อยากให้ข่าว เดี๋ยวจีนรู้ว่าประเทศไทยปลูกเท่าไร แต่พอมาเจอเกษตรกรคนนี้บอกไม่ต้องกลัว เพราะเมื่อจีนรู้เกษตรกรก็ควรรู้ด้วย         

“เกษตรกรจะต้องรู้ว่าถ้ามีข่าวเปิดตัวตั้งแต่ต้นๆ ฤดูกาล ปีนี้ทุเรียนเยอะแน่ ถ้าเกษตรกรที่เขาเก่งจะรู้วิธีว่าจะปลูกอย่างไรให้ออกพ้นช่วงพีค เขาจะไปหาเทคนิคในการหนีกัน การหน่วงไปว่าฉันไม่ออกเดือนพีคๆ แน่ ฉันขอให้ไปออกอีก 2 สัปดาห์ ราคาขึ้นพอดี นี่คือข้อมูลที่เกษตรกรต้องการ รู้เรื่องของตลาด เรื่องอนาคตของผู้บริโภค เรื่องฝนฟ้า อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป

เพราะวันนี้การให้น้ำพืช วันหนึ่งอุณหภูมิเปลี่ยนเกือบทุกๆ ชั่วโมง ถ้าขึ้นไปถึง 30 กว่าองศาเซลเซียสเมื่อไหร่พืชจะอยู่ไม่ได้ พืชจะปิดปากใบ พอพืชปิดปากใบ ฉีดน้ำรดน้ำไปเรื่อยก็เปลืองน้ำ ให้ปุ๋ยไปกับน้ำพืชไม่ดึงขึ้นก็เปลืองอีกเช่นกัน ความแม่นยำคือข้อมูลที่เกษตรกรต้องรู้และเอาไปใช้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้กรมฯ จะเน้นหนักมากขึ้นในการที่จะให้ข้อมูลเกษตรกร ไม่ว่าจะผ่านสื่อมวลชน ผ่านแอปพลิเคชั่นอะไรก็ตาม

โดยเฉพาะแอปฯ Farmbook ที่เป็นทะเบียนเกษตรกร 8 ล้านคน ตอนนี้มีเกษตรกรที่มีแอปฯ อยู่ในมือถือน่าจะประมาณ 4 ล้านคน ครึ่งๆ แล้วและจะเดินหน้าไปเรื่อยๆ 3.เรื่อง E – Service งานบริการที่เราทำหลักๆ คือขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก็ต้องทำระบบไม่ให้เกษตรกรต้องเหนื่อยมาหาเจ้าหน้าที่ที่อำเภอ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องเหนื่อยนั่งพิมพ์ เหมือนพนักงานธนาคารที่เมื่อก่อนไปทีก็ต้อง Print สมุดเข้า – ออก ตอนนี้ทุกคนมี E – Banking อยากฝากอยากถอนก็ไปทำกันเองแล้วกัน เพียงแต่เรามาดูความปลอดภัย

หรือการขึ้นทะเบียนวิหาสกิจชุมชน การจัดเกรดวิสาหกิจชุมชน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะทำเป็นงานบริการที่เป็น E – Service ที่จะทำให้มันเป็นดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น 4.การเฝ้าระวังโรคเชิงรุก ปีที่ผ่านเจอปัญหาโรคใบด่าง หนอนหัวดำ ใบร่วงยาง หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เพลี้ยกระโดดข้าว เยอะแยะมากมาย ผมกำลังจะเปลี่ยนวิธีการเป็นเฝ้าระวังโรคเชิงรุก คือทุกเดือนทีมของกรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องออกไปเก็บข้อมูล เก็บตัวอย่างต้นหมากรากไม้ ไปดูว่าความหนาแน่นของโรคและแมลง เช่น สมมติพื้นที่ 1×1 เมตร มีแมลงกี่ตัว  

5.ทำจุดสาธิตศึกษาทดสอบ หรือ Sandbox ซึ่งตรงนี้จะมีตั้งแต่โครงการเกษตรมูลค่าสูงซึ่งปีหน้า (2569) เราจะเดินอีก 200 แปลง แปลงทดสอบเทคโนโลยีสมัยใหม่จะเดินหน้าใน 9 พืช 9 อย่าง แล้วก็มีเรื่องเกษตรแปลงใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น ที่จะเป็น Sandbox ทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ คือมาทดสอบก่อนแล้วก็รีวิวให้ชาวบ้านดู ถ้าคุณสนใจมาดูงานแล้วก็ไปปรับปรุงประยุกต์ใช้ก็แล้วแต่

และ 6.ภารกิจร่วมบริหาร หรือภารกิจพิเศษในห้วงเวลาหนึ่ง คือบริหาร Demand – Supply โดยเฉพาะสินค้าสำคัญๆ ที่มีผลประโยชน์กับเศรษฐกิจ เช่น ร่วมบริหารผลไม้ในนามฟรุตบอร์ด ร่วมบริหารข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่มีกรรมการต่างๆ แล้วก็อะไรที่เราสามารถช่วยให้เกษตรกรรู้ทิศทางก่อนได้เราก็จะทำให้ รวมถึงเรื่องของการบริหารภัยพิบัติ ฝนตก น้ำท่วม แล้ง เราก็จะมีข้อมูลให้ เรื่องภัยพิบัติเราจะเน้นเชิงป้องกันมากกว่าจะไปสำรวจความเสียหายอย่างเดียว

“อันนี้จะเป็น 6 เรื่องใหญ่ที่ในปี 2569 จะเคลื่อนไปตรงนั้น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในตอนท้าย

ชาวนาเฮ! กษ.อัดงบ 39 ล้านบาท แจกไร่ละ 1000 บาท ช่วยชาวนา-ปรับพื้นที่ปลูกข้าว

ชาวนาเฮ! กษ.อัดงบ 39 ล้านบาท แจกไร่ละ 1000 บาท ช่วยชาวนา-ปรับพื้นที่ปลูกข้าว

ชาวนาเฮ! กษ.อัดงบ 39 ล้านบาท แจกไร่ละ 1000 บาท ช่วยชาวนา-ปรับพื้นที่ปลูกข้าว

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.02 น.

30 มิถุนายน 2568  นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 2/2568 ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว  ผ่าน 4 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 50,038.67 ล้านบาทนั้น

ในส่วนของโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ วงเงินงบประมาณ 39,435.36 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้

1.สนับสนุนเงินให้แก่เกษตรกร อัตรา 500 บาท/ไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินงบประมาณ 18,967.68 ล้านบาท

2.สนับสนุนเงินค่าปัจจัยการผลิตผ่านแอป BAAC Mobile ของ ธ.ก.ส. ซึ่งสามารถใช้ซื้อปัจจัยการผลิตจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อัตรา 500 บาท/ไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินงบประมาณ 18,967.68 ล้านบาท

3. ช่วยเหลือเงินให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในอัตรา 1,500 บาทต่อไร่ ประมาณ 1 ล้านไร่ (10% ของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือ 9.85 ล้านไร่) วงเงินงบประมาณ 1,500 ล้านบาท

โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และการดำเนินโครงการในกิจกรรมปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์, ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.นำเสนอให้ นบข. ก่อนจะให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางตนเอง 1-5 เดือน ได้รับค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยราคาสินเชื่อข้าวหอมมะลิ 13,000 บาท/ตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 8,000 บาท/ตัน ข้าวปทุมฯ 9,000 บาท/ตัน ข้าวเหนียว 10,000 บาท/ตัน วงเงินงบประมาณจ่ายขาดไม่เกิน 9,305.06 ล้านบาท

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าว และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69 ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท

โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2568/69 โรงสีเก็บสต็อก 2-6 เดือน รัฐชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา 3% ต่อปี เป้าหมาย 4 ล้านตัน วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 642 ล้านบาท

สำหรับโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท กรมการข้าว และ ธ.ก.ส. จะจัดทำโครงการฯ พร้อมหลักเกณฑ์และเงื่อนไข สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เสนอผ่านคณะอนุกรรมการ ด้านการผลิต ก่อนเสนอ นบข. และ ครม. พิจารณาต่อไป

ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปรัง จำนวน 851,696 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 11.85 ล้านไร่ ใช้งบประมาณรวม 7,274.41 ล้านบาท

สถานการณ์ข้าวไทย ข้าวนาปรัง ปี 2568 เก็บเกี่ยวแล้ว 96% หรือประมาณ 8.20 ล้านตัน คาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดครบในเดือนมิ.ย. ขณะที่ข้าวนาปี ปี 2568/69 คาดว่ามีพื้นที่เพาะปลูก 61.95 ล้านไร่ ลดลงเล็กน้อย แต่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 27.22 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 1% เนื่องจากฝนไม่ทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ทำให้มีน้ำเพียงพอ โดยผลผลิตส่วนใหญ่ จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.68 ประมาณ 72%

กรมประมงจับลักลอบนำเข้าปลากระพงกว่า7ตัน

กรมประมงจับลักลอบนำเข้าปลากระพงกว่า7ตัน

กรมประมงจับลักลอบนำเข้าปลากระพงกว่า7ตัน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

กรมประมงสกัดจับผู้ลักลอบนำเข้าปลากะพงขาว จำนวน 7,536 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท คาด่านสุไหงโกลก

วันนี้ (29 มิ.ย.) นายบัญชา  สุขแก้ว  อธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากนายณพลพัทธ์ รัชกุลวงษ์เจริญ หัวหน้าด่านตรวจประมงนราธิวาสว่า ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลักลอบนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบบริเวณท่าปาดังญอ หมู่ที่ 3 ต.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มูโนะ เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์นราธิวาส เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสุไหงโกลก โดยที่เกิดเหตุพบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ยี่ห้อ ISUZU หมายเลขทะเบียน 70-1515 ยะลา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบภายในรถบรรทุก พบปลากะพงขาวบรรจุในกล่องโฟม จำนวน 157 กล่อง น้ำหนักกล่องละประมาณ 48 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 7,536 กิโลกรัม มูลค่ารวมประมาณ 600,000 บาท ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้จัดทำบันทึก และเก็บรักษาของกลางไว้ที่ สภ.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส เพื่อแจ้งความดำเนินคดี ฐานกระทำความผิดตามมาตรา 92 แห่ง พรก.ประมง 2558 นำเข้าสินค้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 นำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตและดำเนินคดีต่อไป

015

‘นฤมล’ต้อนรับ รมต.ทรัพยากรน้ำฯ เนเธอร์แลนด์ ผนึกกำลังเสริมแกร่งระบบจัดการน้ำให้ยั่งยืน

'นฤมล'ต้อนรับ รมต.ทรัพยากรน้ำฯ เนเธอร์แลนด์ ผนึกกำลังเสริมแกร่งระบบจัดการน้ำให้ยั่งยืน

‘นฤมล’ต้อนรับ รมต.ทรัพยากรน้ำฯ เนเธอร์แลนด์ ผนึกกำลังเสริมแกร่งระบบจัดการน้ำให้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.04 น.

‘นฤมล’ต้อนรับ รมต.ทรัพยากรน้ำฯ เนเธอร์แลนด์ ผนึกกำลังเสริมแกร่งระบบจัดการน้ำให้ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับนายยาฟ สโลทมาร์เคอะ (Mr. Jaap Slootmaker) รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านทรัพยากรน้ำ กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมี นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (112)

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านบริหารจัดการน้ำระหว่างไทย – เนเธอร์แลนด์ ในมิติต่าง ๆ ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านเทคนิค Memorandum of Understanding on Knowledge to Knowledge (K2K) ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกัน 4 ฝ่าย (กรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบัน Deltares ประเทศเนเธอร์แลนด์) อาทิ การบูรณาการงานระหว่างโครงการ Partners for International Business (PIB) กับ K2K การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการศึกษาระดับสูงที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ การร่วมดำเนินกิจกรรม Delft-Software Day รวมทั้งการสนับสนุนโครงการ Water as Leverage Academy ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.- 1 ก.ค.2568 

“การพบกันในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองฝ่าย โดยไทยมีความร่วมมือด้านน้ำกับเนเธอร์แลนด์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2445 ซึ่งขณะนั้น “กรมคลอง” หรือกรมชลประทานในปัจจุบัน มี “อธิบดี” คนแรกเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ และไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับเนเธอร์แลนด์มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างระบบและแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน  มีความยืดหยุ่น และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรไทย”ศ.ดร.นฤมล กล่าว