เปิด 4 พิกัด‘น้ำปลา ตราหับเผย’ พลังความร่วมมือ สร้างโอกาสจากปลาหมอคางดำ

เปิด 4 พิกัด‘น้ำปลา ตราหับเผย’ พลังความร่วมมือ สร้างโอกาสจากปลาหมอคางดำ

เปิด 4 พิกัด‘น้ำปลา ตราหับเผย’ พลังความร่วมมือ สร้างโอกาสจากปลาหมอคางดำ

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.20 น.

เปิด 4 พิกัด‘น้ำปลา ตราหับเผย’ พลังความร่วมมือ สร้างโอกาสจากปลาหมอคางดำ

เร็ว ๆ นี้ “น้ำปลาแท้จากปลาหมอคางดำ ตรา “หับเผยแม่กลอง” จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ นี่คือตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ (เรือนจำกลางสมุทรสงคราม) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ร่วมกันพลิกวิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ และต่อยอดเป็นเครื่องปรุงคุณภาพของคนไทย

น้ำปลาจากปลาหมอคางดำ ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ทั้งปลาหมอคางดำ หมักด้วยเกลือสมุทร ปรับสูตรให้เหมาะกับชนิดของปลา ใช้เกลือ 1 ส่วนต่อปลา 4 ส่วน รสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มโดด ไม่เจือสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ทำให้มั่นใจได้ทั้งเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพ  ใช้ปรุงอาหารได้ทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นจิ้ม ผัด แกง หรือต้ม ที่สำคัญ ทุกขั้นตอนการผลิตน้ำปลาหับเผย อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งด้านความสะอาด ระยะเวลาหมัก และการบรรจุ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สะอาด ปลอดภัย และกรมประมงยังเตรียมนำสินค้าน้ำปลาหับเผยตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค 

ภายใต้แนวคิด “จากปัญหา สู่คุณค่า” โครงการนี้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับการผลิตตามมาตรฐาน สร้างสรรค์ “น้ำปลาแท้” ที่ไม่เพียงหอม อร่อย หากยังเปี่ยมความหมาย ด้วยการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ จาก “หับเผยแม่กลอง” ขยายสู่ “หับเผยสมุทรสาคร” “หับเผยเขากลิ้ง” ของเพชรบุรี และ “หับเผยสมุทรปราการ” ผลิตภัณฑ์นี้กำลังจะเป็นสินค้าประจำท้องถิ่น เหมาะสำหรับทุกครัวเรือน หรือเป็นของฝากที่เปี่ยมเรื่องราว เพราะเบื้องหลังแต่ละขวด คือการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค แต่เลือกแปรรูปสร้างคุณค่าให้ชุมชน พร้อมมอบโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ฝึกทักษะอาชีพในเรือนจำเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือปลาต่างถิ่นในธรรมชาติ แต่ยังชูจุดเด่น “น้ำปลาไทยคุณภาพสูง” หอม อร่อย ดีต่อใจ ดีต่อสังคม เป็นต้นแบบการพัฒนาและจัดการปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สร้างโอกาสใหม่ทั้งการเพิ่มรายได้ชุมชน ส่งเสริมอาชีพในเรือนจำ และเปลี่ยนปลารุกรานเป็นวัตถุดิบที่คุ้มค่า

การอุดหนุน น้ำปลาแท้ สินค้าคุณภาพตราหับเผย 1 ขวด จึงเป็นมากกว่าการสนับสนุนโอกาสดี ๆ ของชุมชน และฟื้นฟูระบบนิเวศ ยังเป็นการสร้างพลังบวกของสังคมไทย ที่ใช้หัวใจและภูมิปัญญา เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมเมืองด้วยการจัดรูปที่ดิน ความร่วมมือรัฐ – ท้องถิ่น – ประชาชนขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเมืองน่านสู่อนาคต

พลิกโฉมเมืองด้วยการจัดรูปที่ดิน ความร่วมมือรัฐ – ท้องถิ่น - ประชาชนขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเมืองน่านสู่อนาคต

พลิกโฉมเมืองด้วยการจัดรูปที่ดิน ความร่วมมือรัฐ – ท้องถิ่น – ประชาชนขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเมืองน่านสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.04 น.

26 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายชัยนรงค์  วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นางสาวจริยาพร จิตต์ใจมั่น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการจังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน  นางบุญจิรา เจริญศักดิ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน นายสุนิรันดร์ ท้วมยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ร่วมมอบโฉนดที่ดิน โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ผู้บริหารทุกภาคส่วน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมชื่นชมความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้นำมาซึ่งความยินดีและความภาคภูมิใจที่พี่น้องชาวน่าน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐผ่านโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ระยะที่ 2 ในพื้นที่ 532 ไร่ 1 งาน 23.90 ตารางวา โดยมีเจ้าของที่ดิน เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 146 ราย พัฒนาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม ระหว่างถนนโครงการสาย ค5 และ ค8 ผ่านพื้นที่โครงการในแนวทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เชื่อมระหว่างถนนมหายศและถนนโครงการเสนอแนะของกรมทางหลวง สภาพพื้นที่  ก่อนดำเนินโครงการ ที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นา พื้นที่ว่าง ยังไม่มีถนนเข้าถึงแปลงที่ดิน จึงถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีการใช้ประโยชน์เฉพาะพื้นที่ตอนใต้และทางตะวันออกของพื้นที่ตามแนวถนนปัจจุบันเท่านั้น ประกอบกับทางตอนใต้ของพื้นที่โครงการฯ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านจัดสรร จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและเหมาะสมในการพัฒนาให้เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคต สอดคล้องกับการวางผังเมืองและการพัฒนาตามผังถนนโครงการที่วางไว้เกิดการพัฒนาเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นเมืองน่าอยู่ ป้องกันการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง เพิ่มมูลค่าของที่ดิน และทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังดำเนินโครงการแล้วเสร็จเจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง นำมาซึ่งประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน ชุมชน และเมือง ณ บริเวณพื้นที่โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า การจัดรูปที่ดิน Land Readjustment ถือเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยและเป็นกลไกการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนหรือประชาชน และเป็นภารกิจสำคัญที่จังหวัดน่านและกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่มีปัญหาหรือเดือดร้อนจากการใช้ที่ดิน ให้สามารถมีส่วนร่วมกับรัฐ ในการพัฒนาที่ดินและคุณภาพชีวิตของตนและชุมชน โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมพัฒนาเมือง ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตรงวัตถุประสงค์ มีสาธารณูปโภคที่เพียงพอและได้มาตรฐาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเมืองที่ตอบโจทย์กับยุคสมัย อีกทั้งเป็นวิธีการพัฒนาเมืองที่เจ้าของที่ดินยินยอมพร้อมใจเข้าร่วมโครงการฯ ร่วมคิดร่วมพัฒนาไปด้วยกัน ขอขอบคุณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดิน ภาคเอกชน และทุกส่วนราชการที่ได้ร่วมกันผลักดัน และสนับสนุนการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบันนับว่าใกล้เสร็จสมบูรณ์และนำมาสู่การเปิดใช้ถนนในวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการจัดรูปที่ดินจังหวัดน่านแห่งนี้จะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ โดยภาคีต่างๆ และนำไปสู่การขยายผลการพัฒนาพื้นที่แห่งอื่นๆ ต่อไป

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง มุ่งเน้นการขับเคลื่อนผังเมืองสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กรมฯ ได้นำวิธีการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเมือง โดยการก่อสร้างถนนตามแนวเส้นทางที่กำหนดไว้ในผังเมืองแก้ปัญหาที่ดิน   ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ โดยการนำที่ดินหลายแปลงมารวมกัน แล้วดำเนินการจัดระเบียบและปรับรูปร่างแปลงให้เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ พร้อมกับวางโครงข่ายคมนาคม สร้างถนนเชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ และจัดวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า ประปา และระบบระบายน้ำ เพื่อให้พื้นที่นั้นพร้อมรองรับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต แนวทางนี้ช่วยให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างมีทิศทาง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเจ้าของที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่มีการพัฒนา เช่น พื้นที่ว่างใจกลางเมือง พื้นที่ชานเมืองที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ สร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

นางสาวจริยาพร จิตต์ใจมั่น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเน้นย้ำว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาพื้นที่เมืองและชุมชนโดยเชิญชวนให้ประชาชนเจ้าของที่ดินนาแปลงที่ดินมารวมกันและปันที่ดินของตนส่วนหนึ่ง เพื่อใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน เข้าถึงที่ดินทุกแปลงโดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน พร้อมกับการจัดรูปแปลงที่ดินใหม่ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีโครงการแล้วในพื้นที่ 54 จังหวัด 71 โครงการ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดิน 19,225 ไร่ คิดเป็นจำนวนแปลงที่ดินที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 5,816 แปลง มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 50,039 ล้านบาท ถนนได้รับการพัฒนา เป็นระยะทาง 217 กิโลเมตร ซึ่งทำให้รัฐประหยัดงบประมาณเวนคืนที่ดิน กว่า 2,772 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดรูปที่ดิน  เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ระยะที่ 2 ได้รับการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและออกโฉนดที่ดินแปลงใหม่แล้วเสร็จ บนพื้นที่ 532 ไร่เศษ มีแปลงที่ดิน 185 แปลง เจ้าของที่ดิน 146 ราย ที่มีความพร้อมและยินดีเสียสละที่ดินให้กับโครงการ เพื่อให้ที่ดินได้รับการพัฒนาและมีระบบโครงข่ายคมนาคมที่สะดวก ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการก่อสร้างถนน ตามผังเมืองรวมเมืองน่านภายในโครงการ เป็นเงินทั้งสิ้น 125 ล้านบาท และได้เปิดเป็นทางสาธารณะให้ประชาชนใช้สัญจรอย่างสะดวกและเข้าถึงที่ดินทุกแปลง ซึ่งนับว่าการจัดรูปที่ดิน ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ถือเป็นประโยชน์กับจังหวัดน่านเป็นอย่างยิ่ง

นางบุญจิรา เจริญศักดิ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน กล่าวทิ้งท้าย โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ถือเป็นโครงการตัวอย่างของการพัฒนาเมือง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างสูง โดยโครงการะยะที่ ๑ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประเภทรางวัลสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วมจากสำนักงาน ก.พ.ร. ประจำปี พ.ศ. 2562 และสามารถขยายผลจนได้รับรางวัลในประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดีเด่น ประจำาปี พ.ศ. 2567 กรมโยธาธิการและผังเมือง และ จังหวัดน่าน จึงจัดพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดิน เพื่อเปิดการใช้ถนนอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วิธีการพัฒนาเมืองด้วยการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพื่อให้เกิดการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ : พัฒนาพื้นที่ พัฒนาเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิต”

-(016)

‘ธนาคารที่ดิน’มอบสิทธิ มอบสุขที่ดินทำกินเกษตรกร เชียงใหม่-ลำพูน

'ธนาคารที่ดิน'มอบสิทธิ มอบสุขที่ดินทำกินเกษตรกร เชียงใหม่-ลำพูน

‘ธนาคารที่ดิน’มอบสิทธิ มอบสุขที่ดินทำกินเกษตรกร เชียงใหม่-ลำพูน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.25 น.

“ธนาคารที่ดิน” จัดอบรมหลักสูตร “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” ด้าน “เฉลิมเกียรติ” แนะเกษตรกรเปลี่ยนแนวคิด-วิถีชีวิตให้มั่นคง ยั่งยืน และเปี่ยมสุข ด้วยหลักการ “มุ่งมั่น ศรัทธา ฝ่าฟันอุปสรรค” เพื่อบรรลุเป้าหมาย พร้อมมอบสิทธิมอบสุขในที่ดินทำกินให้เกษตรกร จ.เชียงใหม่-ลำพูน กว่า 212 ไร่ สมาชิก 120 ครัวเรือน

วันที่ 25 มิถุนายน 2568 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เป็นประธานเปิดกิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน ครั้งที่ 4/2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยมีสมาชิกจากวิสาหกิจชุมชน 4 แห่ง เข้าร่วมการฝึกอบรม ดังนี้

1) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้รับการจัดสรรที่ดิน  27 ไร่เศษ

2) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มลำไยคุณภาพบ้านห้วยม่วง ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ได้รับการจัดสรรที่ดิน  45 ไร่เศษ

3) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปฏิรูปที่ดินบ้านหนองเขียด ต.หนองปลาสะวาย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ได้รับการจัดสรรที่ดิน 27 ไร่เศษ 

4) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปฏิรูปที่ดินตำบลศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ได้รับการจัดสรรที่ดิน 111 ไร่เศษ รวมพื้นที่กว่า 212 ไร่ สมาชิก 120 ครัวเรือน

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าการฝึกอบรมนี้ จะสามารถพลิกฟื้นชีวิต สร้างความมั่นคง และนำมาซึ่งความผาสุกอย่างยั่งยืน นั่นคือหลักการและแนวทางการประยุกต์ใช้โมเดล “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” ด้วยการ “มุ่งมั่น ศรัทธา ฝ่าฟันอุปสรรค” เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต

”ผมคลุกคลี กับทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเกษตร และการตลาดมานานผมเชื่อมั่นว่า ความพอเพียงไม่ได้หมายถึง การไม่มีหรือการจำกัดตัวเอง แต่คือการรู้จักประมาณตน การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ที่ดีในตัว เป็นการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน  ความรู้ หรือทักษะ ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดอย่างชาญฉลาด นี่คือรากฐานสำคัญ ที่จะนำพาเราไปสู่ความมั่นคงจากความพอเพียง สู่ “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้” วันนี้ เราจะมาเรียนรู้ และลงมือทำไปพร้อมกัน“พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

และว่า เส้นทางที่เรากำลัง จะก้าวเดินนี้ อาจไม่ได้ง่ายเสมอไป อุปสรรคย่อมมีเข้ามาท้าทายอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ความผันผวนของตลาด หรือแม้แต่ ความท้อแท้ ในใจของเราเอง แต่สิ่งที่อยากให้ทุกท่านจดจำไว้เสมอ คือ “ความมุ่งมั่น” ที่จะทำให้สำเร็จ “ความศรัทธา” ในศักยภาพ ของตนเอง และในปรัชญา ความพอเพียง และ “การฝ่าฟัน” ทุกปัญหา ด้วยสติปัญญา และ ความเพียรพยายาม

ธนาคารที่ดิน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการพัฒนาศักยภาพพี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างมั่นคงยั่งยืน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

ด้าน นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมล้วนเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจริง และต้องการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาพื้นที่ทำกิน และพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนเองและครอบครัว และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการจุดประกายความคิด สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างองค์ความรู้ ในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเอง ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ และดำเนินชีวิตตามแนวทางของความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความยั่งยืน

สำหรับการอบรมครั้งนี้ มีอนุกรรมการบริหารจัดการที่ดิน ธนาคารที่ดิน คณะผู้บริหารสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายอำเภอดอยสะเก็ด ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 ผู้แทนสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ผู้แทนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลแม่โป่ง ผู้แทนศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีมอบสิทธิ มอบสุขที่ดินทำกิน ให้เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ทั้ง 4 กลุ่มฯ ด้วย

เกษตรฯร่วมงานJapan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025

เกษตรฯร่วมงานJapan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025

เกษตรฯร่วมงานJapan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.03 น.

เกษตรฯ ร่วมพิธีเปิดงาน Japan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025 สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

วันนี้ (26 มิ.ย.) น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดงาน Japan-ASEAN Startup Business Meeting Fair 2025 โดยมี นายเคนอิจิ ยามาโตะ ประธานคณะกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายคาซึฮิสะ ทาเคอุจินายกเทศมนตรีเมืองคิตะคิวชู ญี่ปุ่น และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วม ณ ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กทม.

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างธุรกิจสตาร์ทอัพกับบริษัทขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนและญี่ปุ่น รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านการลงทุนและการเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนธุรกิจในภูมิภาคในระยะยาว ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารเอ็มยูเอฟจี (MUFG) และหน่วยงานภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมการจับคู่เจรจาธุรกิจ (1:1 Business Matching) การนำเสนอแนวคิดและไอเดียธุรกิจโดยสตาร์ทอัพด้านอาหารและการเกษตร (Startup Pitching) กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และการจัดแสดงนิทรรศการของธุรกิจสตาร์ทอัพมากกว่า 60 บริษัท เช่น เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG), เทคโนโลยี AI ระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ (Factory Automation) รวมไปถึงเกมส์ และแอนิเมชั่น ด้วย

015

‘นฤมล’กระชับสัมพันธ์’ไทย-IFAD’เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยันไทยพร้อมหนุนเต็มที่

'นฤมล'กระชับสัมพันธ์'ไทย-IFAD'เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยันไทยพร้อมหนุนเต็มที่

‘นฤมล’กระชับสัมพันธ์’ไทย-IFAD’เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยันไทยพร้อมหนุนเต็มที่

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.42 น.

‘นฤมล’กระชับสัมพันธ์’ไทย – IFAD’เสริมแกร่งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยืนยันไทยพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพื่อยกระดับเกษตรกรรมให้เข้มแข็ง มั่นคง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับนายโดนัลด์ บราวน์ ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายบริหารโครงการ กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development: IFAD) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ IFAD ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

โดย ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นการเยือนระดับสูงครั้งแรกภายหลังจากที่ประเทศไทย และ IFAD ได้ลงนามในความตกลงประเทศเจ้าภาพ (Host Country Agreement: HCA) เพื่อจัดตั้งสำนักงาน IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งได้ย้ายที่ทำการจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี มายังอาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ และเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งนายโดนัลด์ บราวน์ ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง พร้อมรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งสำนักงาน IFAD ในประเทศไทย โดยปัจจุบันได้มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่บางส่วนมายังประเทศไทยแล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานครบถ้วน ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่คนไทยทำงานกับ IFAD แล้วประมาณ 6 – 7 คน และมีแผนที่จะรับเพิ่มเติมในอนาคต 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ตนได้แสดงความยินดีที่ IFAD ให้ความไว้วางใจเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาค พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแสดงความสนใจส่งข้าราชการของกระทรวงฯ ไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงาน IFAD เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การทำงานกับองค์การระหว่างประเทศ

​นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ IFAD เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดย IFAD อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ (Country Strategic Note: CSN) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไทย-IFAD ระยะ 2 ปี ที่จะมุ่งเน้นประเด็นสำคัญในภาคเกษตร โดยเฉพาะโครงการควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ภายใต้แนวคิด “One Health” ซึ่ง IFAD จะสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบทุนภูมิภาค ครอบคลุมประเทศไทย ลาว และกัมพูชา

“สำหรับประเด็น One Health เป็นสิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด และอยู่ภายใต้ภารกิจของกรมปศุสัตว์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ IFAD ยังแสดงความสนใจส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับ IFAD เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยและภูมิภาคให้เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน” ศ.ดร.นฤมลกล่าว

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

ครบ 90 วัน นัดเจรจาสหรัฐฯ ไทยอย่าพลาดโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่สื่อและสังคมไทยกำลังหันเหความสนใจไปยังความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือการปรับคณะรัฐมนตรีที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพภายในประเทศ มีอีกประเด็นที่กำลังใกล้ครบกำหนดอย่างเงียบๆ แต่สำคัญยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทย นั่นคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังจะครบกำหนดผ่อนผันระยะเวลา 90 วันในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นี้

การเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นผลจากมาตรการตรวจสอบการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายมาตรา 301 ของสหรัฐฯ หากไทยไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องหรือจัดทำข้อตกลงร่วมที่เหมาะสม สินค้าส่งออกของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 36% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยรวม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดอเมริกา เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ และอาหารแปรรูป

ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์จากวิกฤตโควิด-19 รวมถึงความเปราะบางจากภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอน การสูญเสียตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ หรือเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมจากข้อตกลง จะกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล

#แรงกดดันเปิดตลาดเนื้อหมู ประเด็นที่ไทยต้องไม่ประมาท

หนึ่งในประเด็นที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเรียกร้องและกดดันไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คือการเปิดตลาดนำเข้า “เนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐอเมริกา” โดยอ้างหลักการการค้าเสรี แต่แท้จริงแล้ว เป็นยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ใช้ในการระบายผลผลิตล้นตลาดและขยายอิทธิพลทางการค้า รัฐบาลไทยต้องตระหนักว่า “หมู” ไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรทั่วไป แต่เป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยที่สร้างรายได้สำคัญให้กับเกษตรกรรายย่อยและระบบเศรษฐกิจชนบท หากไทยยอมเปิดตลาดโดยไม่มีกลไกป้องกันผลกระทบในประเทศ สินค้าเหล่านี้ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้ามาแย่งพื้นที่ตลาดทันที กดราคาหมูไทยให้ตกต่ำ สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้เลี้ยงหมู ชาวไร่ข้าวโพด ไปจนถึงแรงงานในภาคเกษตรกรรม

ยิ่งไปกว่านั้น การนำเข้าเนื้อหมูจากบางรัฐในสหรัฐฯ อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การใช้สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ซึ่งไทยมีกฎหมายห้ามใช้ เพราะจะนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การยอมรับเงื่อนไขให้นำเข้าสินค้าเหล่านี้ในปริมาณมาก ไม่เพียงแต่จะทำลายโครงสร้างตลาดภายในและราคาสินค้าเกษตรของไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว เสี่ยงต่อการเกิดโรคในสัตว์ ความไม่สมดุลของห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพิงต่างประเทศเกินจำเป็น

ในขณะนี้ ทีมเจรจาของไทยต้องตระหนักว่ากำลังทำหน้าที่เป็นผู้แทนของผลประโยชน์ของประเทศทั้งหมด การเร่งเสนอเงื่อนไขเพื่อป้องกันการเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้องมาพร้อมกับการปกป้องโครงสร้างเศรษฐกิจภายในที่เปราะบาง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

หากสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดสินค้านำเข้า ทีมเจรจาควรพิจารณาข้อเสนอทางเลือกที่ไม่กระทบต่อฐานการผลิตของประเทศ เช่น ผลไม้เมืองหนาว อย่างเชอรี่ แอปเปิล บลูเบอร์รี่ ซึ่งไทยไม่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์เฉพาะทางซึ่งมีเทคโนโลยีสูงและไทยยังพึ่งพาการนำเข้า สินค้าเทคโนโลยีเช่นชิ้นส่วนอากาศยาน ซอฟต์แวร์ หรือเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด หรืออาวุธยุทโธปกรณ์และระบบความปลอดภัย ที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

การนำเข้าสินค้าดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าการค้าในภาคส่วนที่ยังไม่เข้มแข็งด้วย

การเจรจาการค้าไทย–สหรัฐในครั้งนี้ถือเป็น “สนามทดสอบยุทธศาสตร์ชาติ” ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไร้ความแน่นอน รัฐบาลและสังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้ประเด็นการเมืองภายในบดบังภารกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปีนี้  คงต้องฝากทีม Thailand มองเกมใหญ่รักษาผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง และใช้โอกาสนี้เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจอย่างรอบคอบและยั่งยืน

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

เกษตรกรยืนยัน‘ปลากะพงขาว’ช่วยคุม‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อได้ ซีพีเอฟ-ประมงเพชรบุรีเดินหน้ากองทุนต่อเฟส 3

ในโลกแห่งเกษตรกรรมยุคใหม่ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ความร่วมมือจากกรมประมง และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำโครงการ “กองทุนปลากะพง” ช่วยสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงปลานักล่าเพื่อควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงปู-กุ้ง ผลลัพธ์จากการปล่อยปลานักล่ารุ่นแรก เห็นผลจริงปลาหมอคางดำในบ่อเกิดน้อยลง

กาญจนา โชติช่วง เกษตรกรผู้เลี้ยงปู ในพื้นที่ตำบลบางเค็ม กล่าวว่า ตนเป็นเกษตรกรที่เข้าร่วม “กองทุนปลากะพง” รุ่นแรกที่ประมงเพชรบุรีนำร่องสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 24 ราย จากการปล่อยปลากะพงขาวลงในบ่อเลี้ยงคู่กับปูเห็นผลชัดสามารถควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในบ่อได้  “ก่อนหน้านี้ เกษตรกรใช้กากชาสำหรับเบื่อปลาหมอคางดำ เมื่อได้รับสนับสนุนปลากะพงขาว ลูกปลาหมอคางดำเกิดขึ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จของโครงการนี้ สร้างความมั่นใจให้เพื่อนเกษตรกรรายอื่น ๆ “

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินงาน “กองทุนปลากะพง”  เฟสแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด และประมงเพชรบุรียังได้เรียนรู้ว่าการปล่อยลูกพันธุ์ปลานักล่าต้องคำนึงถึงจำนวนปลากับขนาดพื้นที่ของบ่อ คือ พื้นที่บ่อ 1 ไร่ ต้องปล่อยจำนวนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวประมาณ 30 ตัว สำหรับเฟสที่สาม ประมงเพชรบุรีร่วมกับซีพีเอฟสนับสนุนปลากะพงขาวแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงกุ้งเพชรบุรี หมู่ 8 ตำบลหนองขนาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 20 รายๆ ละ 500 ตัว รวมจำนวน 10,000 ตัว และเป็นครั้งแรกที่เกษตรกรจะนำปลานักล่าไปปล่อยในบ่อพักน้ำ เนื่องจากพบว่าเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการกำจัดที่เป็นรูปธรรม

ใหญ่ สุขนิรัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเพชรบุรี กล่าวว่า ปลากะพงขาวที่ได้รับวันนี้ เป็นประโยชน์กับเกษตรกรมาก ส่วนหนึ่งช่วยกำจัดปลาคางดำในบ่อ ในบ่อพักน้ำหรือแหล่งธรรมชาติ ถ้ามีปลากะพงไปปล่อย ช่วยกินปลาหมอคางดำ และเมื่อปลาโตเต็มวัยขึ้น เรายังจับปลาไปขายได้อีก

“กองทุนปลากะพง” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ ซีพีเอฟ ฟื้นฟูระบบนิเวศในบ่อเลี้ยง เป็นไปตามมาตรการของกรมประมง ในการลดประชากรปลาหมอคางดำให้เหลือน้อยที่สุด และเป็นระบบ ขณะที่ปลากะพงขาวยังถือเป็นปลาเศรษฐกิจ เกษตรกรสามารถจับไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมในครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ มอบนโยบายปฏิบัติราชการ ปรับแผนทำฝนหลวงรับมือฝนทิ้งช่วง เน้นย้ำการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว ตรงจุด พร้อมสนับสนุนและพัฒนานักวิชาการ นักบิน บุคลากรทุกส่วนฝ่าย เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์บรรยากาศประยุกต์ ผู้อำนวยการระดับกอง ผู้อำนวยการกลุ่มเทียบเท่ากอง ผู้อำนวยการกลุ่ม หัวหน้าฝ่าย ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผ่านระบบ VDO Conference จากส่วนภูมิภาค ซึ่งในโอกาสดังกล่าว ได้มีพิธีมอบ ปีกฝนหลวงพิเศษให้แก่นายปราบพล โล่ห์วีระ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า นโยบายและ แนวทางการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของ ปีงบประมาณแล้ว และตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมไปถึงกลางกรกฎาคม อาจเกิดฝนทิ้งช่วงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม จึงขอเน้นย้ำให้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุม ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีความต้องการน้ำให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและประชาชน โดยขอให้รีบดำเนินการเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม อีกทั้งในช่วงปลายฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ขอให้เตรียมปฏิบัติการเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เพื่อรองรับการใช้การในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป สำหรับในเรื่องปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน ได้สั่งการให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์เพื่อวางแผนรับมือก่อนค่าฝุ่นละอองทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคต่างๆ ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ โดยจะมีการเตรียมรับมือตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป พร้อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบินเข้าพื้นที่กับบริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อวางแผนการทำงานให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์บรรยากาศประยุกต์ นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนงานวิจัยการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รวมถึง ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาแผนที่ความต้องการน้ำ การขอรับบริการฝนหลวง เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้แม่นยำ นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาบุคลากร ทั้งวิชาการ นักบิน ได้สั่งการให้มีการทบทวนองค์ความรู้ การฝึกบินทบทวนประจำปี และการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และนำมาเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในปีงบประมาณถัดไปให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติราชการของบุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะต้องทำงานตรงต่อเวลา มีความรักในองค์กร มีความสามัคคีความเอื้ออาทรต่อกัน และให้ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล ถูกต้อง โปร่งใส ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ภัยพิบัติต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและตรงจุด

ประชุมโคเด็กซ์โชว์ศักยภาพความปลอดภัยทางอาหาร

ประชุมโคเด็กซ์โชว์ศักยภาพความปลอดภัยทางอาหาร

ประชุมโคเด็กซ์โชว์ศักยภาพความปลอดภัยทางอาหาร

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อน โชว์ศักยภาพด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยอาหารของไทยในเวทีโลก

วันนี้ (23 มิ.ย.) น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อน (Codex Committee Contaminants in Food : CCCF) โดยมี ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กทม.และผ่านระบบออนไลน์จาก 26 ประเทศทั่วโลก

สำหรับคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อนในอาหาร มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อย่างมากต่อมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนสูงสุด (Maximum Levels หรือ MLs) ในอาหารซึ่งครอบคลุมทั้งโลหะหนัก สารพิษจากเชื้อรา และสารปนเปื้อนจากกระบวนการผลิตต่างๆ โดยมาตรฐานเหล่านี้เป็นแนวทางสำคัญที่ประเทศไทยได้นำมาใช้ในการกำหนดนโยบายควบคุมความปลอดภัยอาหาร รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดทำกฎหมายและมาตรการควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการอ้างอิงมาตรฐานของ CCCF ยังมีความสำคัญในมิติของการค้า เนื่องจากสามารถใช้เป็นหลักอ้างอิงภายใต้ข้อตกลง SPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในปริมาณสูง โดยในฝั่งการนำเข้า ประเทศไทยมีสินค้าหลายรายการที่มีความสำคัญ เช่น เมล็ดถั่วลิสง เครื่องเทศ และธัญพืช ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารพิษตามธรรมชาติ อาทิ อะฟลาทอกซิน และสารตะกั่ว หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคภายในประเทศ มาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการโคเด็กซ์ สาขาสารปนเปื้อน เช่น ค่าปริมาณสารปนเปื้อนสูงสุด (Maximum Levels: MLs) และแนวทางการสุ่มตรวจสินค้า จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบการควบคุมอาหารภายในประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรให้ปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก โดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกสูงกว่า 1.8 ล้านล้านบาท สินค้าส่งออกหลักที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็นสารปนเปื้อน ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด เครื่องเทศ และสมุนไพร ซึ่งหลายรายการอยู่ในวาระการพิจารณาของการประชุม CCCF ครั้งนี้ วาระการพิจารณาในการประชุมดังกล่าว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธการนำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวต่อว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดค่ามาตรฐานสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและติดตามการดำเนินงานของ CCCF ทั้งในด้านการจัดทำข้อคิดเห็นเชิงวิชาการ การส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม และการสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสารปนเปื้อน เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของประเทศไทยจะได้รับการสะท้อนในเวทีสากลอย่างเหมาะสม

“สำหรับการเป็นเจ้าภาพร่วมในการประชุม CCCF ครั้งที่ 18 ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงบทบาทที่แข็งแกร่งของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยอาหารเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภค สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลกว่าประเทศไทยคือแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพและได้มาตรฐาน” เลขานุการ รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้าน ดร.พงศ์ไท กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานที่ประสานงานด้านมาตรฐาน Codex ของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการนำมาตรฐานสากลไปใช้จริงภายในประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการยกระดับสู่มาตรฐานโลก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบอาหารระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อจัดทำท่าทีของประเทศในการประชุม CCCF พร้อมทั้งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนามาตรฐาน และวิธีการควบคุมสารปนเปื้อนในอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีการนำมาตรฐานของ Codex มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงการแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม

015

ก.เกษตรฯเร่งควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก

ก.เกษตรฯเร่งควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก

ก.เกษตรฯเร่งควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“รมว.เกษตรฯ” ตั้งอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพทุเรียน คุมส่งออกให้ได้มาตรฐาน เผย ประสาน “พาณิชย์” รับมือ “ลำไย – ทุเรียน” ช่วง ก.ค.นี้ เร่งกระจายผลไม้ แก้ปัญหาล้นตลาด

วันนี้ (23 มิ.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 4/2568 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ว่าตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตามข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพสินค้าทุเรียน โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทย ให้การพัฒนาคุณภาพทุเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในระดับโลก นำไปสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทุเรียนและภาพลักษณ์ประเทศไทยต่อไป

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ผลไม้ ปี 2568 โดยคาดการณ์ผลผลิตลำไย และทุเรียน จะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือน ก.ค.นี้ และมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงที่ผลิตออกตามฤดูกาล จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิดในการวางแผนรองรับทั้งในเรื่องการกระจายผลไม้ออกสู่ตลาด และด้านราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเน้นย้ำให้ความสำคัญในการดูแลสุขอนามัยพืชให้ปลอดสารเคมี (Food Safety) ตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกำชับให้เข้มงวดในการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรก่อนออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า

สำหรับสถานการณ์ผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย และลิ้นจี่) ปี 2568 ดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 พ.ค.68) 1.ลำไย มีปริมาณผลผลิตรวม 1,064,242 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 947,140 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.36 โดยผลผลิตจะออกมากสุด (พีค) ช่วงเดือน ก.ค.ปริมาณ 224,991 ตัน ถึงเดือน ส.ค.ปริมาณ 422,400 ตัน 2. ลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิตรวม 30,745 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 12,857 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 139.13 โดยผลผลิตจะออกมากสุด ช่วงเดือน พ.ค.ปริมาณ 18,962 ตัน ถึงเดือน มิ.ย.ปริมาณ 11,258 ตัน

ส่วนสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง) ปี 2568 ดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ค.68) 1. ทุเรียน มีปริมาณผลผลิตรวม 606,958 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 530,258 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.46 ออกดอกแล้วร้อยละ 65.04 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ก.ค.ปริมาณ 202,520 ตัน 2. มังคุด มีปริมาณผลผลิตรวม 109,697 ตัน ลดลงจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 119,305 ตัน หรือร้อยละ 8.05 ออกดอกแล้วร้อยละ 61.72 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ก.ค.ปริมาณ 43,464 ตัน 3. เงาะ มีปริมาณผลผลิตรวม 36,334 ตัน ลดลงจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 40,108 ตัน หรือร้อยละ 9.41 ออกดอกแล้วร้อยละ 67.89 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ก.ค.ปริมาณ 16,364 ตัน และ 4. ลองกอง มีปริมาณผลผลิตรวม 11,571 ตัน ลดลงจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 22,735 ตัน หรือร้อยละ 49.10 ออกดอกแล้วร้อยละ 16.33 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือน ต.ค.ปริมาณ 5,229 ตัน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านต่างๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ (ทุเรียน ลำไย และมะม่วง) ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เตรียมพัฒนาแอปพลิเคชั่นระบบการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรอง GAP (Good Agricultural Practices) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ในใบรับรอง GAP ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าเกษตรได้ รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้เพื่อยกระดับราคาสถาบันเกษตรกร ปี 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ผลไม้ ปี 2568 ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในปริมาณที่มาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมาชิกของสถาบันเกษตรกรที่ไม่สามารถกระจายผลไม้ออกนอกแหล่งผลิตได้ในช่วงเวลาที่ผลผลิตกระจุกตัว สามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยมีเป้าหมาย คือ สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ (สหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ผู้กระจายผลไม้) 34 แห่งใน 24 จังหวัด รวบรวมและกระจายผลไม้ จำนวน 1,393.10 ตัน งบประมาณ 4.73 ล้านบาท จากเงินจ่ายขาดกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งดำเนินการต่อไป

015