ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มองอนาคตภาคเกษตรไทย

ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มองอนาคตภาคเกษตรไทย

ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มองอนาคตภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นส่วนราชการระดับกรม ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทหน้าที่เปรียบเสมือน “คลังสมอง” ในภาคเกษตรของไทย จากหน้าที่ 4 ประการ คือ  1.จัดทำและบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศการเกษตร 2.ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยด้านเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

3.เสนอแนะนโยบาย จัดทำแผนพัฒนาและมาตรการทางการเกษตร รวมทั้งจัดทำท่าที และร่วมเจรจาการค้าสินค้าเกษตรและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ 4.ติดตามและประเมินผลแผนงาน / โครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้พูดคุยกับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ถึงสถานการณ์ของภาคเกษตรไทยในปัจจุบัน และสิ่งที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในอนาคต  

– อยากให้ช่วยเล่าสถานการณ์พืชเกษตรหลักในรอบปีที่ผ่านมาของประเทศไทย : จริงๆ ต้องบอกว่าปีนี้ ช่วงต้นปีราคาสินค้าเกษตรหลายตัวยังดีอยู่ ต้องยอมรับว่าแต่พอมาเข้าช่วงที่มีผลลิตออู่เยอะ เช่น พวกข้าวมีคุณภาพดีๆ  ราคาไม่ค่อยตก ข้าวหอมมะลิ จริงๆ ต้นปีปาล์มน้ำมันก็ยังราคาดีอยู่ แต่พอมาเข้าช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดเยอะ ราคามันตกลง แล้วช่วงวันหยุด ปาล์มที่โรงงานเขาไม่ได้เดินเครื่องสกัด มันก็ทำให้ราคาลดลง

จะมีอยู่หลายกลุ่มสินค้า ที่เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำต้นทุนดี ผลผลิตออกมามาก มันก็เป็นหลัก Demand – Supply (อุปสงค์-อุปทาน) ทำให้ราคาลดลง ที่ลดลงจริงๆ จะเห็นภาพรวมๆ พวกข้าวเปลือกเจ้า ผลผลิตเยอะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตมีออกมาสู่ตลาดเยอะพอสมควร มันสำปะหลังเช่นกัน ราคาลดลง ยางพาราขึ้นๆ ลงๆ แต่ว่าไม่ได้แตกต่างกัน ถ้าเกิดผมพูดง่ายๆ ว่าเอาตัวที่มันขึ้นดีกว่า ก็จะเห็นว่าข้าวหอมมะลิ ปาล์มน้ำมัน ใน 5 เดือนที่ผ่านมาราคาก็ยังดีอยู่ ถ้าตัวอื่นๆ ก็ยังเห็นอยู่ ยังมีผลไม้บางชนิดที่ราคาก็ไม่ได้ร่วง ราคาใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

– มีชนิดใดที่น่ากังวลหรือต้องจับตาบ้างหรือไม่? : จริงๆ สินค้าเกษตรมันเป็นไปตามฤดูกาลและตามความต้องการของตลาดโลก ถ้าดูจริงๆ ที่เราเป็นห่วงทุกๆ ปี เราก็จะกังวลสินค้าตัวใหญ่ๆ เช่น ข้าวเจ้า ถ้าผลผลิตออกมาเยอะเกินไปในภาวะที่เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศเป็นแบบนี้ แล้วคู่แข่งเยอะด้วย ข้าวมีคู่แข่งมากทั้งเวียดนาม อินเดีย หลายๆ ที่แล้วไม่มีจำกัดมาตรการส่งออก วันนี้ถ้าเกิดจะดูหลักๆ กังวลเรื่องข้าวเจ้า ที่ผลผลิตมีปริมาณมาก

ข้าวนี่เราต้องมองในภาพรวม Yield (ผลผลิต) ต่อไร่เมื่อไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศมันน้อยกว่าเขา ขณะที่ก็ไม่ได้ข้าวที่แตกต่างกันมาก แล้วเราคาในตลาดโลกถ้าไปขาย เรามีต้นทุนขนาดนี้ แล้วเขามีต้นทุน ผลผลิตเขาเยอะ เขาก็ขายได้ต่ำกว่าเรา คนก็ไปซื้อเขา การส่งออกก็ไปได้น้อย ก็กระจุกในประเทศ ส่งออกไม่ได้ ราคามันก็ลง

จริงๆ มันต้องดูทุกตัว มีทั้งกังวลและไม่กังวล แต่กังวลก็ตามที่ออกมาในช่วงพีค ว่าเราจะจัดการอย่างไร เพราะบางช่วงก็แพง บางช่วงก็ถูก แต่สินค้าผมเรียนตรงๆ จากประสบการณ์ทำงาน ในอดีต 20 – 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่ Demand – Supply อย่างเดียว มันพูดถึงการจัดการด้วย ตอนนี้ต้อง Demand + Supply + การจัดการ ถ้าจัดการดีมันก็ไม่ตก บางอย่างของน้อยทำให้ถูกก็ได้ถ้ามันโดนทุบ เหมือนในตลาดหุ้น ของเยอะทำให้แพงก็ได้ ฉะนั้นภาพรวมผมกังวลสินค้าตัวไหน ผมก็กำลังบอกว่าสินค้าหลักของประเทศเราทั้งหมด ต้องมาดูทั้งหมด     

“เราไม่คิดว่าเราอยากทำให้สินค้าไม่ราคาตก ผมอยากทำให้สินค้าเราราคา Stable (มีเสถียรภาพ) ไม่ได้อยากให้ขึ้นไปสูงๆ แล้วปีนี้มาลง ผมอยากมองว่าสินค้าทุกตัวมีราคาที่เหมาะสม เกษตรกรได้รับกำไรที่เหมาะสม ผู้ประกอบการได้รับกำไรที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าหลักของประเทศ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้สินค้าตัวไหนที่ดูแล้วแนวโน้มปี 2568 มันค่อนข้างขาลง ก็มีหลายตัว มีทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา”

– เห็นว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดูเรื่องคุณภาพชีวิตของเกษตรกรด้วย ตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง? : ดูในภาพรวมทั้งรายรับ – รายจ่าย ทั้งในและนอกภาคเกษตร หนี้สินเกษตรกรก็ดูในภาพรวมๆ เราเป็นคนทำตัวเลข เราเก็บตัวเลข คือจริงๆ ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้เก็บทุกปี เก็บ 2 – 3 ปีครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการเก็บที่ค่อนข้างละเอียดและยาก วิธีการเก็บตามหลักวิชาการทางสถิติ เพราะการเก็บตัวเลขเป็นการเก็บจากเกษตรกรทั่วประเทศแล้วเราก็มาหาค่าเฉลี่ย (Mean) ที่เหมาะสม

 เพราะเกษตรกรแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางคนปลูกข้าวได้ผลผลิต 1,000 บางคนได้ 200 เราต้องหาค่าเฉลี่ย เราก็จะดูเป็นรายได้ของเกษตรกร คือจริงๆ รายได้ภาคเกษตรถ้าพูดถึงในภาพรวมก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่ได้เยอะมาก รายได้เกษตรกรแต่ละปีก็ขึ้นไปตามค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตรจริงๆ ถ้าถามว่ามันตกหมดไหม? มันก็ไม่ได้ตกหมด รายได้เกษตรกรจริงๆ มาจาก 2 ส่วน คือรายได้ในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร แต่รายได้นอกภาคเกษตรจะมากกว่าในภาคเกษตร แต่ในขณะเดียวกัน รายจ่ายนอกภาคเกษตรก็จะมากกว่าในภาคเกษตรเยอะอย่างมีนัยสำคัญ

“รายได้ในกับนอกภาคเกษตรจะห่างกันนิดๆ หน่อยๆ แต่รายจ่ายนอกภาคเกษตรจะเยอะ ในขณะเดียวกันถ้ารวมเป็นรายได้สุทธิแล้วถัวเฉลี่ยในภาพรวมๆ พืช สัตว์ ประมง รวมกันหมดเลยจะมีประมาณ 8 หมื่นกว่าๆ ที่เติบโตขึ้นมาปีหนึ่ง 1,000 – 2,000 ในภาคเกษตร นอกภาคเกษตร ขณะเดียวกันหนี้สินที่น่าเป็นห่วงคือหนี้สินเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้นเพราะปัจจัยหลักๆ หลายปัจจัย

ต้องยอมรับว่าเกษตรกรเป็นกลุ่มที่เปราะบาง เวลาได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผลกระทบจากราคาตกต่ำ เขาไม่มีเงินทุนสำรองมาจัดการ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ก็เลยจะทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น แล้วเกษตรกรในปัจจุบันไม่เหมือนการเป็นเกษตรกรในอดีต ผมทำงาน 20 ปีที่แล้วเกษตรกรอาจยังเป็นคนมีกำลังอยู่ เขาเข้าสวนเข้านาเข้าไร่ ดูแลผลิตภัณฑ์ของเขา เดี๋ยวนี้อาศัยจ้างเอาเยอะ

จึงเป็นที่มาที่ไปของกระทรวงเกษตรฯ กำลังทำนโยบายเรื่อง Service Provider (ผู้ให้บริการ) อันนี้ผมคิดตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แต่ก่อนเรามีความคิดว่าเกษตรกรก็จ้างกันหมดแล้วนะ บางรายก็มีเครื่องจักร พอมีเครื่องจักรเขาก็เอาเครื่องจักรไปทำจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเก็บเครื่องจักของเขาไว้เฉยๆ 3 – 4 เดือน ทำไมเขาไม่เอาเครื่องจักรไปรับจ้างต่อ ถ้าเป็นเครื่องจักรของเขาเอง ทำในแปลงนาของเขา สมมติเขามีเครื่องเกี่ยว เครื่องหยอด ของเขาเองสักอย่างเดียวก็พอ ทำเสร็จก็ไปรับจ้างเพื่อนบ้าน ในขณะที่เพื่อนบ้าน คนนี้มีรถไถ คนนี้มีโดรนพ่น

แล้วเดี๋ยวนี้เครื่องจักรไม่ได้ราคาแพง เราก็ไปมองศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ คนที่จะมีโอกาส กำลังทำนโยบายให้มี Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อจะเข้าถึงเครื่องจักร แต่อย่างน้อยคุณต้องเป็นเกษตรกรและต้องเอามาทำในอาชีพปกติของคุณก่อน คุณมีเครื่องจักรคุณก็ไปลดต้นทุน อย่างน้อยคุณมีฐานของคุณแล้ว คุณไม่ต้องจ้างเขาลดต้นทุน คุณมีรายได้ แล้วรายได้เสริมของคุณอีกก็คือไปรับจ้างเพิ่ม อันนี้คือนโยบาย Service Provider ที่จะทำ

ประกอบกับเกษตรกรที่ไม่มีเครื่องจักรเลยก็มีทางเลือกอีก แต่ก่อนผมไม่มีเลย ผมรู้จักคนนี้ เท่าไร? 1,000 – 2,000 ก็อยู่แค่ 1 – 2 ราย รู้จักแค่นี้ก็ใช้เป็นประจำ แต่วันนี้เราจะมีรายชื่อหมดเลย ในจังหวัดก็จะมีรายชื่อ อำเภอ ตำบล หมู่บ้านไหน ใครมีอะไรคุณก็ไปติดต่อเอา แล้วคุณก็จะได้ใช้ลดต้นทุนการผลิต เพราะเรามองว่าต้นทุนแรงงานคือต้นทุนมากกว่า 50% ของการทำเกษตร

อันนี้ตัวหนึ่ง แล้วเรายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องหาวิธีการ เช่น อาจมีคนรับจ้างเก็บของเหลือใช้ทางการเกษตรไปผสมเป็นปุ๋ยมาทำปุ๋ยให้ เครื่องมาทำที่บ้านเลย เป็นปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก อันนี้จะเป็นนโยบายในภาพใหญ่ที่จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ให้มีเงินเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้หนี้สินในอดีต แล้วหนี้เดี๋ยวก็ต้องมีนโยบายที่เกี่ยวกับการประคับประคองให้เขาสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ ไม่เป็นหนี้เสียด้วย ต้องยอมรับว่าเกษตรกรวันนี้ลำบากเหมือนกัน

“เราอยากให้รายได้ในภาคเกษตรเยอะกว่านอกภาคเกษตร อันนี้คือจุดมุ่งหมายของกระทรวงเกษตรฯ ทำอย่างไร? ทำนโยบายเกษตรมูลค่าสูงด้วย ทำ  Service Provider ด้วย นอกภาคเกษตรคุณมีเวลาว่างก็ทำไป แต่นอกภาคเกษตรเราเห็นว่าไปเน้นนอกภาคเกษตรมันมีรายจ่ายตามมา เพราะคุณต้องขึ้นรถไปโรงงาน หรือมากรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่าย แต่รายได้ในภาคเกษตรคุณอยู่ในพื้นที่ของคุณ อยู่กับครอบครัวกับสังคมของคุณ อันนี้ก็เป็นอีกส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ อยากทำ”   

– การจัดทำบัญชีรายชื่อ Service Provider หรือผู้ให้บริการเครื่องมือ – เครื่องจักรกลทางการเกษตรในแต่ละจังหวัด ปัจจุบันทำไปได้มาก – น้อยเพียงใดแล้ว? : จริงๆ เราเริ่มจากกฎหมาย เรามี พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ผมเป็นนายทะเบียน ทุกคนต้องมาขึ้นทะเบียน วันนี้ในทะเบียนที่มีปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ตอนนี้เราเพิ่มเรื่องของการรับเป็น Service Provider ให้บริการทางการเกษตรเข้าไปอีก แก้เรียบร้อย ออกประกาศเรียบร้อย กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศขึ้นทะเบียน

เราจะประกาศให้คนมาขึ้นทะเบียน คุณจะมีสิทธิ์ได้รับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ก็เลยอยากให้มาขึ้น ก็มีคนทยอยมาขึ้นทะเบียน อันนี้เดี๋ยวเขาจะมีนโยบายของ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ถ้ามีนโยบายของรัฐบาลออกมา ธ.ก.ส. Soft Loan ดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 – ร้อยละ 1 แบบนี้ แต่เราต้องจำกัด เดี๋ยวคนไม่มีที่มาซื้อเครื่องจักร ต้องมีการคัดกรอง แล้ว ธ.ก.ส. เขาสามารถช่วยดูได้อีกทีหนึ่ง

– ในฐานะที่เป็นหน่วยงานคลังสมองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มองภาพที่ควรจะเป็นของเกษตรกรไทยไว้ว่าอย่างไร? : ผมไม่อยากให้มองสินค้า สถานการณ์ มันก็ถามซ้ำๆ นะ ปีนี้ขึ้น ปีนี้ลง Demand – Supply บ้าง น้ำท่วม น้ำแล้ง ต่างประเทศไม่ส่ง เศรษฐกิจตกต่ำ มันก็เป็นไปตามภาวการณ์ วันนี้คือนโยบาย เราทำอย่างไรดีกว่าให้สินค้าเกษตรเรามีเสถียรภาพ ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องเสริมอาชีพ

“ไม่มีทางหรอกที่คุณไปทำเกษตรกรรมอย่างเดียว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านบอกเกษตรผสมผสาน ท่านมองเห็นถึงความยืดหยุ่นของการทำการเกษตร วันนี้พืชแต่ละพืชไม่เหมือนกันนะ วันนี้พืชนี้ทนแล้ง พืชนี้ทนหนาว แต่ถ้าเรามีทั้งแล้งทั้งหนาวอยู่ด้วยกัน มันก็จะ Balance (สมดุล) แล้วผมอยากให้บ้านเราเป็นประเทศผลิตสินค้าเกษตรแบบที่เกษตรกรมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สูงขึ้น”

วันนี้ Climate Change (ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ) มันได้เกิดสถานการณ์ขึ้น โลกเปลี่ยน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาปัจจัยการผลิต ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงหมด เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องปรับตัว รู้ว่าน้ำจะเยอะ เตรียมกระชังเลี้ยงปลา มีเกษตรกรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลายรายที่เจอน้ำท่วม เอาปลามาลง เลี้ยงปลาขายได้มากกว่าข้าวอีก คือวันนี้คุณต้องสร้างรูปแบบของคุณ ในพื้นที่ของคุณมันทำอะไรได้บ้าง แล้วดูสถานการณ์ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เตรียมความพร้อม เกิดปุ๊บจะปรับคัวทำนี่    

แล้วรัฐมีหน้าที่ดูแลเรื่องของภาพใหญ่ เรื่อง Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) เรื่องขององค์ความรู้ ถ้าวันนี้เราสร้างองค์ความรู้ให้เขายืดหยุ่นปรับตัวในการทำการเกษตร ให้เขามีรายได้เพิ่ม ให้เขามีอุปกรณ์ในการลดต้นทุน ให้เขาเข้าถึงทุน อย่างนี้จะทำให้เขาเติบโตได้อย่างยั่งยืนจริงๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐจะต้องทำ เรื่องความคุ้มครอง (Safety Net) ให้กับเกษตรกร ซึ่งวันนี้รัฐต้องเป็นคนทำประกันภัย ไม่ใช่เรื่องของการเข้าไปอุดหนุนเยียวยา

ให้เกษตรกรเขาเข้าถึงระบบประกันภัย ให้เขาเลือกว่าอยากประกันแล้ง ประกันท่วม ประกันหนาว ประกันลูกเห็บ ประกันโรค แล้วถ้าพื้นที่เขาไม่เหมาะสม เป็นพื้นที่โรคระบาดแล้วยังจะดื้อดึงปลูกอีกเบี้ยประกันก็สูงไป จ่ายเองส่วนหนึ่ง ญี่ปุ่นรัฐจ่ายให้ 80 ท้องถิ่นจ่าย 10 เกษตรกรจ่าย 10 ของเรารัฐจ่าย 100 แต่น้อยมาก คือมันไม่ดึงดูด เขาก็ไม่อยากมาทำ

“ผมยังยืนยันว่าภาคการเกษตรประเทศไทยยังสามารถที่จะพัฒนาแล้วปรับตัวและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้ เป็นเกษตรที่ต่อไปจะขยายเป็นเกษตรอุตสาหกรรมและเป็นอุตสาหกรรมเกษตร มันเป็นทิศทางที่เราหนีไม่พ้น ทั่วโลกต้องกิน เราเป็นประเทศที่จะผลิตรถยนต์หรือ? จะไปผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางตัวหรือ? พวกนั้นเกิดภัยวิกฤต ภาวะสงครามจริงๆ มันก็ขายไม่ได้ แต่เกษตรอย่างไรมันต้องกิน แต่จะทำอย่างไรให้เราขายได้ราคาดี ทำอย่างไรให้มีรายได้ที่เหมาะสม”

พูดถึงโอกาสภาคการเกษตรของไทย จริงๆ เรามีสินค้าอีกหลากหลายชนิด แล้ววันนี้เราพยายามจะส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ว่า “ตลาดนำ – นวัตกรรมเสริม – เพิ่มรายได้” ในจีนเขาใช้ดาวเทียมดูทั่วโลกเลย ปีนี้พืชนี้ขาด ไม่ให้หรือให้ผลิตตัวนี้ เราทำไม่ได้ แต่เราให้ความรู้ว่าคุณควรผลิตอะไร พื้นที่คุณเหมาะสมอย่างไร ถึงบอกว่ามีเรื่องเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ซึ่งไม่ได้หมายความแค่การทำเกษตร แต่คุณต้องรู้ด้วยว่าเขาต้องการอะไร ราคาเท่าไร มีกำไร – ขาดทุนหรือไม่ ปัจจัยการผลิตหาที่ไหน คุณก็ต้องไปผลิตที่คุณสามารถทำได้

แล้วไม่ใช่อยู่ดีๆ ตลาดต้องการอย่างเดียว คุณต้องดูเรื่องราคาสูงด้วย ในญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา หลายประเทศถ้าผลิตสินค้าตัวนี้ได้กำไรกิโลกรัมละ 3 บาท แต่ถ้าตลาดต้องการเยอะแยะเลย ผมจะไปเปลืองทรัพยากรน้ำ – ทรัพยากรดินทำไม? ผมผลิตตัวที่ 50 บาท ที่ตลาดอาจต้องการน้อยกว่าแต่ผมบวกลบคูณหารมาแล้วได้มากกว่า ก็ต้องเลือกวิธีนั้น!!!

เลขาธิการสปก.ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

เลขาธิการสปก.ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

เลขาธิการสปก.ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ส.ป.ก. ร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 15 ณ ประเทศญี่ปุ่น

วันที่ 18 – 20 มิถุนายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักบริหารกองทุน และ สำนักวิชาการและแผนงาน เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดทำความร่วมมือระหว่างประเทศ และหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านอาหาร เกษตรกรรม และการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเสาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การประชุม JTEPA เป็นเวทีสำหรับตัวแทนระดับสูงจากภาครัฐไทยและญี่ปุ่น นำโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries : MAFF) ผ่านการทำงานของคณะอนุกรรมการหลักที่ขับเคลื่อนวาระสำคัญ ได้แก่

คณะอนุกรรมการพิเศษว่าด้วยความปลอดภัยทางอาหาร (Special Sub-Committee on Food Safety : Food Safety) ที่มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหาร การอำนวยความสะดวกทางการค้าผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร

คณะอนุกรรมการพิเศษว่าด้วยการเชื่อมโยงสู่ท้องถิ่น Special Sub-Committee on Local to Local Linkage: Local to Local) ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างธุรกิจท้องถิ่นของไทยและญี่ปุ่น

คณะอนุกรรมการว่าด้วยเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง Sub-Committee on Agriculture, Forestry and Fisheries : AFF) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเกษตรกรรม การจัดการทรัพยากรป่าไม้และประมงอย่างยั่งยืน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและประมง

การประชุม JTEPA ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยหารือโครงการและกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

ในการประชุม JTEPA ครั้งที่ 15 นี้ ส.ป.ก. ได้เสนอโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพการสนับสนุนทายาทของเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินในการเข้าถึงเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่ง MAFF ได้เสนอให้บรรษัทการเงินแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Finance Corporation: JFC) เป็นหน่วยงานร่วมดำเนินการกับ ส.ป.ก. และจะประสานการดำเนินงานระหว่าง ส.ป.ก. กับ JFC ต่อไป
 

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.55 น.

‘จุฬาฯ’ เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนของ ’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย2568 ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี ร่วมกับภาคีเครือข่ายได้จัดงาน Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ภายใต้แนวคิด Feeding the Future: Smart Solutions for a Sustainable Dairy Industry คำนึงถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโคนมไทยเมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการขยายกลุ่มผู้เข้าร่วมงานไปยังนักเรียน เยาวชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร นักวิจัย นักพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการ และองค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันนำองค์ความรู้ มาสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และ นายสัตวแพทย์ชุมพล บุญรอด ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณเลิศชัย สกลเสวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวะดสระบุรี รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณัตน์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเดินทางมาเข้าร่วมงานพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มิถุนายน 2568

ในพิธีเปิดงาน รศ.น.สพ.ดร. กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation: AIC)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี ได้กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของเกษตรกรไทยว่า เป็นนโยบายระดับชาติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2563 ที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเป้าให้ทุกจังหวัดต้องมีหนึ่งศูนย์ AIC โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ศูนย์ AIC จุฬาฯ สระบุรีจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 และได้รับงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีพันธกิจในการสนับสนุนและส่งเสริม การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์เพาะบ่มเกษตรกรและผู้นำเกษตรกร Smart Farmer ภายในจังหวัดสระบุรีและพื้นที่ข้างเคียง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตร ปี 2566-2570 ในงาน “Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ” มีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านการเกษตรและโคนม มีการจัดกิจกรรม Chula Saraburi Dairy Conference and Expo โดยศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนมในเขตร้อนชื้น คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยการเสวนาวิชาการทางโคนม การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโคนม และการพัฒนาการเลี้ยงโคนมสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำฐานกิจกรรมเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้กับนักเรียน นักศึกษาที่มาร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจในอุตสาหกรรมโคนมที่ยั่งยืน ตลอดจนการรณรงค์การดื่มนมในเด็กนักเรียนและเยาวชน

ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี กล่าวเสริมว่า การจัดงาน Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์แห่งความเป็นเลิศเฉพาะด้านนวัตกรรมการผลิตโคนมและผลิตภัณฑ์นม คณะสัตวแพทยศาสตร์ หน่วยงานราชการจังหวัดสระบุรี ภาคเอกชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตรและปศุสัตว์ต่าง ๆ วิทยากร นักวิชาการ และผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งในสถานที่จัดงานและออนไลน์ งานนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีและบรรลุผลความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ทุกประการ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานฯ จ.อุดรธานี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานฯ จ.อุดรธานี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานฯ จ.อุดรธานี

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.06 น.

20 มิถุนายน 2568 เวลา 11.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ณ กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

-(016)

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย เผยมีตลาดมันสำปะหลังทดแทนนำเข้าจากกัมพูชาแล้ว

19 มิถุนายน 2568 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวผลกระทบต่อภาคการเกษตรต่อกรณีไทย – กัมพูชาว่า  จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาและกระทรวงเกษตรฯได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลผลกระทบกับเกษตรกร และหาแนวทางที่จะทำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาหรือต้องขนส่งผ่านทางกัมพูชาเพื่อส่งออกไปเวียดนามนั้น มีจำนวนและปริมาณไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสินค้าในกลุ่มอื่น ๆ ไม่ใช่สินค้าภาคการเกษตร ซึ่งทางกัมพูชาน่าจะได้รับผลกระทบในการส่งออกสินค้ามาที่ประเทศไทยมากกว่า เช่น มันสำปะหลัง ที่มีการส่งออกประมาณ 9000 ล้านบาท แต่ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อหามันสำปะหลังจากแหล่งอื่นมาทดแทนให้กับทางโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบ หรือใช้พืชชนิดอื่นมาทดแทน

“ดิฉันได้เรียนให้กับนายกรัฐมนตรีได้ทราบพี่น้องเกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาจจะมีบ้างในส่วนของผลไม้และพืชผักบางชนิด ซึ่งในการประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอื่นๆเข้าไปช่วยเหลือและระบายสินค้าไปที่แหล่งอื่น ๆ และได้มีการสั่งการให้ทำแผนระยะกลางและระยะยาวหากเหตุการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อออกไป ก็จะมีการประสานกับภาคเอกชนในประเทศให้ซื้อสินค้าจากเกษตรกรของไทยแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องขอฝากภาคเอกชน ขอให้ร่วมกันอุดหนุนสินค้าการเกษตรด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่ส่งออกไปประเทศจีนมากที่สุด โดยขนส่งผ่านทางประเทศลาว เช่น ทุเรียน ก็จะผ่านไปทางด่านนั้น และในส่วนของมันสำปะหลัง ตนมองว่าน่าจะเป็นผลดีกับราคามันสำปะหลังในประเทศด้วยซ้ำ เพราะภาคเอกชนจะต้องหันมาใช้มันสำปะหลังในประเทศมากขึ้น รวมไปถึงพืชชนิดอื่น ๆ ที่สามารถนำมาทดแทนกันได้ด้วย

“วันนี้เราอยากจะให้พี่น้องคนไทยมีความสามัคคีกัน และขอให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ คลายความกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้สบายใจได้ว่า จะไม่มีใครได้รับผลกระทบ และกระทรวงเกษตรก็จะดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด จะไม่ปล่อยให้ผลกระทบขึ้นอย่างแน่นอน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

19 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ประชุมติดตาม การก่อสร้างโครงการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง และตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที้รับผิดชอบและความต้องการน้ำ ทั้งหมด 8 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน  จ.เเพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำ  จำนวน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก

-(016)

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

'นฤมล'ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.37 น.

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ หนุนเพิ่มผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศ ลดการนำเข้า ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 36 หน่วยงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ว่า กาแฟ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งปัจจุบันกาแฟไทยกำลังเผชิญหน้ากับทั้งโอกาสมหาศาลและความท้าทายที่ซับซ้อนในการก้าวสู่ความยั่งยืนด้านอาหาร ดังนั้น การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงภาพรวมของการตลาดกาแฟไทยว่า ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 80,691 ตัน ในปี 2562/63 เป็น 93,551 ตัน ในปี 2565/66 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.06 ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มกาแฟสดและกาแฟพิเศษ สะท้อนถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กาแฟไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น การผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ซึ่งทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพ ความผันผวนของราคา ต้นทุนการผลิตที่สูง ปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ และการขาดแคลนแรงงาน จึงเป็นโจทย์สำคัญในการส่งเสริมกาแฟไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และคว้าโอกาสในการเติบโตสู่ความยั่งยืนด้านอาหารอย่างแท้จริง โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การขยายตลาด การนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
“การลงนาม MOU ในวันนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ผ่านมาของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้ประกาศให้กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นเกษตรมูลค่าสูง ที่จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับให้เกษตรกร ซึ่งเป็นการลดการนำเข้าและทดแทนการปลูกพืชชนิดอื่นที่มีปริมาณมากและผลผลิตล้นตลาด ให้หันมาปลูกปลูกพืชที่มีโอกาสอย่างแท้จริง โดยการปรับเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการและสามารถพัฒนาต่อยอดได้ จึงหวังว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้จะสามารถเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรให้หันมาปลูกกาแฟให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่อยอดด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม และตรงตามความต้องการของตลาด“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบ MOU จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและยุวเกษตรกร เข้าสู่เวทีการแข่งขันในระดับสากล พร้อมส่งเสริมการวิจัย เทคโนโลยี ตลาดที่โปร่งใส และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้’ธนาคารที่ดิน’ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้'ธนาคารที่ดิน' มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้’ธนาคารที่ดิน’ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

ประธานเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ชื่นชมผลงานของธนาคารที่ดิน และเห็นสมควรให้คงอยู่ต่อไปไม่ควรยุบเลิก 

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน โดยการมอบหมายจาก ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน นายกุลพัชร ภูมิใจอวด เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ครั้งที่ 1/ 2568 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติสำนักงาน สปก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุทธิโรจน์ เปิดเผยว่า ตนได้นำเสนอที่ประชุมให้ทราบถึงผลงาน และ นำเสนอให้เห็นว่า ธนาคารที่ดิน เป็นกลไกและฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ 

“ธนาคารที่ดิน ได้รับภารกิจในการช่วยเหลือเกษตรกรฯ กลุ่มนี้ จำนวน 5 พื้นที่ เนื้อที่รวมกว่า 340 ไร่ ในพื้นที่จ.สตูล และจ.ขอนแก่น ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรให้มีที่อยู่และมีที่ทำกิน 75 ครัวเรือน”นายสุทธิโรจน์ กล่าวและว่า

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ธนาคารที่ดิน สามารถที่จะดำเนินโครงการฯ ได้แล้วเสร็จ กว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่เป้าหมาย อันจะบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มพี่น้องเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ 

นายสุทธิโรจน์ เปิดเผยด้วยว่า ธนาคารที่ดิน ได้รับความชื่นชมจากคณะกรรมการและกลุ่มเครือข่ายฯ ในที่ประชุมดังกล่าว ว่าสามารถดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้ยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพทันเวลา 

ด้านนายสุเนตร แก้วคำหาญ ประธานเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ได้กล่าวชื่นชม ถึงผลการดำเนินงานของธนาคารที่ดิน และเห็นสมควรสนับสนุนให้ธนาคารที่ดิน คงอยู่ต่อไปไม่ควรยกเลิก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานรัฐที่จะช่วยเหลือกลุ่มพี่น้องประชาชน ต่อไป

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.36 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นประธานในพิธีปล่อยตัวหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “ALRO FORCE” เพื่อเร่งรัดการออกโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ  กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอกเขตพระนคร กรุงเทพฯ

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้จัดกิจกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ในการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินของรัฐของ ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “ALRO FORCE” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเร่งรัดในการดำเนินการตอบสนองภารกิจสำคัญของ ส.ป.ก. ในการปรับปรุงและยกระดับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 -01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีสิทธิในที่ดินอย่างมั่นคง สามารถใช้เป็นหลักประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาวตามเป้าหมายของนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนโยบายสำคัญของ ส.ป.ก. โดยจะทำการลงพื้นที่เข้าปฏิบัติภารกิจในทั่วทุกจังหวัด โดยมีจังหวัดนำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี และสระแก้ว

สำหรับ “ALRO FORCE” หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่แสดงถึงพลัง (Force) ความเป็นหนึ่งเดียว (Organization) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ความร่วมมือ (Collaboration) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของบุคลากร ส.ป.ก. ของส่วนกลาง ที่ร่วมกันในการแก้ไขสถานการณ์ที่ต้องการกำลังคนและความรวดเร็วในการปฏิบัติภารกิจของ ส.ป.ก. เป็นพลังในการขับเคลื่อนที่ของภารกิจที่สำคัญนี้ โดยจะทำการลงพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยหัวใจที่ยึดถือประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ และยึดหลักการปฏิบัติงาน 4 ประการ ดังนี้

     1. ยึดหลักกฎหมาย และแนวนโยบายของ ส.ป.ก. เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

     2. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

     3. ปฏิบัติงานด้วยความสุภาพ อดทน ใส่ใจความเดือนร้อนของเกษตรกร

     4. มีวินัย ตรงต่อเวลา ปฏิบัติงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ

รมช.กษ. ได้กล่าวในพิธีการปล่อยตัวในการลงพื้นที่ของหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หรือทีม “ALRO FORCE” ในครั้งนี้ ว่าขอชื่นชมในความเสียสละและตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่พร้อมขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจสำคัญของหน่วยงาน และอวยพรให้ทุกท่านผู้ปฏิบัติงานดำเนินงานได้สำเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อย่างยั่งยืน และขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพในทุกเส้นทางการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้

-(016)

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

17 มิถุนายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมาตรการช่วยเหลือเกษตร กรชาวไร่อ้อย เก็บเกี่ยวอ้อยสดภาพดี เพื่อลดฝุ่นPM 2.5 ฤดูการผลิต 2567/2568  ผ่านมาตรการสร้างแรงจูงใจ กรอบวงเงิน 5,175 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  และพิจารณาทางเลือกการจ่ายเงินให้กับเกษตร ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้เข้าถึงบริการของภาครัฐ

ทั้งนี้ได้มีการมอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำแผนดำเนินงาน สนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย สามารถเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยวอ้อย โดยไม่ต้องใช้วิธีเผา เพื่อให้เป็นวิธีการที่ยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่องบประมาณของภาครัฐ