‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่เป็นระบบ และช่วยให้ ตั้งแต่การเข้ามาช่วยกันติดตามเฝ้าระวัง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์หรือแปรรูปนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อใช้บริโภคช่วยลดค่าครองชีพในครัวเรือน และเป็นโอกาสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน อย่าง แจ่วบอง ตราใบโพธิ์ สินค้ายอดนิยม ของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ ตำบลโพพระ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นตัวอย่างของการสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

นายอดิเรก แก้วเจริญ  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เล่าให้ฟังว่า กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำสัตว์น้ำ ตำบลโพพระ มีสมาชิกอยู่ 28 คน ได้รับการส่งเสริมจากประมงจังหวัดนำปลาหมอคางดำมาทำผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มมูลค่าเกิดประโยชน์สูงสุด  ในแต่ละสัปดาห์สมาชิกจะนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักเป็นปลาร้า ปัจจุบัน กลุ่มหมักปลาร้าไว้ได้ 50 ถัง แต่ถังละบรรจุปลาร้าน้ำหนัก 80 กิโลกรัม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาคิด และต่อยอด สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้ง น้ำปลาร้าปรุงรส  ปลาร้าส้มทอด  ปลาหมอแดดเดียว หรือแม้แต่ของทานเล่น เช่น  ข้าวเกรียบผสมปลาหมอคางดำ  ไม่เพียงแต่จะมีหน้าตาที่น่ารับประทาน รสชาติยังอร่อย และชิ้นส่วนของปลาหมอคางดำยังนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด หัวและไส้ปลายังมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้รดแปลงผัก

“ผลิตภัณฑ์ ตราใบโพธิ์ การันตีคุณภาพและความสะอาดด้วยเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารหรือ “Q” มีน้ำพริกแจ่วบอง เป็นสินค้าที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ด้วยรสชาติอร่อยที่นัว กลมกล่อม เผ็ดหอมสมุนไพร  รับประทานง่าย จิ้มกับข้าวเหนียว หรือผักสด ผักลวกได้ ถูกจริตคนไทย สามารถซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือเลือกซื้อเป็นของฝากได้ การมาช่วยอุดหนุนสินค้าของทุกคน มีส่วนร่วมช่วยกันปราบปลาหมอคางดำ คืนความสมดุลของธรรมชาติ และคนในชุมชนยังมีรายได้อีกด้วย ท่านที่สนใจเลือกซื้อสินค้าช่วยชุมชน ได้ที่ตลาดเกษตรกรบ้านลาด และตลาดชุมชนหลังเทศบาล หรือโทรศัพท์ติดต่อ 081-014-7109” นายอดิเรก กล่าว

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน เป็น หัวใจสำคัญในการกำจัดและลดจำนวนปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ตั้งแต่ การจับจนถึงการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เป็น 1 ใน 4 ของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี ที่ประมงจังหวัดเพชรบุรีเข้ามาสนับสนุน ทั้งงบประมาณในการรับซื้อปลาหมอคางดำ การสนับสนุนอุปกรณ์ รวมถึงองค์ความรู้ในการแปรรูป  เริ่มต้นจากการสอนทำปลาร้าจากปลาหมอคางดำ เพื่อการันตีให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้  มีดีทั้งรสชาติ  กระบวนการผลิตสะอาดถูกสุขอนามัย และคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน นอกจากนี้  โครงการยังช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติไปกว่า 40,000 กิโลกรัม ฟื้นคืนความหลากหลายชีวภาพ ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การมีส่วนร่วมของชุมชนทั้ง 4 ชุมชน ในการแปรรูปปลาหมอคางดำทำเป็นปลาร้า มีส่วนช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำได้ทั้งสิ้น 40,000 กิโลกรัม เป็น ตัวอย่างของการใช้ศักยภาพชุมชนเปลี่ยนวิกฤต เป็นโอกาสสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนสู่การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างสมดุลในระยะยาว

‘กรมการข้าว’ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67’

'กรมการข้าว'ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ 'โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67'

‘กรมการข้าว’ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67’

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.19 น.

“กรมการข้าว”ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67” หารือแนวทางการส่งมอบ พร้อมกำชับการส่งให้ตรงตามแผน

วันที่จันทร์ที่ 16 มิ.ย.2568 กรมการข้าวได้จัดประชุมหารือคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ สำหรับประกวดราคาจัดซื้อปัจจัยการผลิต โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ครั้งที่ 5/2568 โดยมี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุม และมีผู้บริหาร ข้าราชการกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนภาคเอกชนเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานความก้าวหน้าการส่งมอบปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) และปุ๋ยเคมี ที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ได้มีการหารือถึง ผลการตรวจคุณภาพปัจจัยการผลิตที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร รวมไปถึงการส่งมอบปัจจัยการผลิตให้ทันตามกำหนดของสัญญาซื้อขาย ตลอดจนหารือแนวทางการส่งมอบปัจจัยการผลิตอีกด้วย

‘กปร.-ม.มาเลเซีย’ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

'กปร.-ม.มาเลเซีย'ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

‘กปร.-ม.มาเลเซีย’ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

‘กปร.-มหาวิทยาลัยมาเลเซีย’ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม สร้างสะพานเชื่อมระหว่างสาขาวิชาและพรมแดน เผยเป็นเวทีสำคัญในด้านวิชาการ และขยายผล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2568 นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่าง สำนักงาน กปร. กับ มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย (UMK) ณ ห้องประชุมหนุมาน 1 อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค.2568 ที่ผ่านมาว่า การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ครั้งนี้เกิดจากผู้นำชุมชนไทยสยามในรัฐกลันตัน และผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน ได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาพัฒนาด้านการเกษตรจนประสบผลสำเร็จ และคณะผู้บริหารของ UMK มีความประทับใจ ต้องการต่อยอดความรู้สานต่อความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ  จึงได้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร กับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ขึ้นมา

“กรอบความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ทาง UMK จะส่งนักศึกษามาฝึกอบรมด้านเกษตรกรรมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ  และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ก็จะส่งบุคลากรไปศึกษาเรียนรู้ด้านการจัดการธุรกิจการเกษตรที่ UMK อาทิ การบรรจุหีบห่อ การตลาด เป็นต้น” นางสุพร ตรีนรินทร์ กล่าว 

ด้าน PROF. TS.  Dr. ARHAM BIN ABDULLAH (ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ อาร์ฮัม บิน อับดุลลาห์) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน กล่าวว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความสัมพันธ์เชิงความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายเพื่อความก้าวหน้า และการเติบโตร่วมกันในด้านวิชาชีพที่หลากหลาย  บันทึกความเข้าใจนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ในการศึกษาดูงานเพื่ออำนวยความสะดวกในความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิดการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ดูแล ตลอดถึงความร่วมมือในการทำวิจัยและการฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ สัมมนา การประชุมเชิงวิชาการ การอภิปรายในหัวข้อที่มีความสนใจร่วมกัน และความร่วมมือในด้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การประมง กิจกรรมทางการตลาด รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม 

“เราได้บรรลุเป้าหมายสำคัญนี้จากความมุ่งมั่น และการสนับสนุนที่ต่อเนื่องของทั้ง 2 ฝ่าย บันทึกความเข้าใจเป็นประจักษ์พยานถึงคำมั่นสัญญาว่าเราจะทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ในการแลกเปลี่ยนความคิด และสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสาขาวิชา พรมแดน และมุมมองต่าง ๆ ต่อไป” รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประสานกับ UMK และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเอเชียตะวันออก กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ร่วมกันพิจารณากำหนดกรอบความร่วมมือดังกล่าว ในการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย รวมถึงนำไปใช้ส่งเสริมและขยายผลให้เป็นรูปธรรม โดยในเบื้องต้นได้กำหนดกรอบความร่วมมือฯ เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบฝ่าละอองพระบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ กปร. เห็นชอบอนุมัติให้ดำเนินโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

เป็นที่คาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชทหาราช บรมนาถบพิตร รวมทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกัน โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จะจัดทำหลักสูตรการศึกษาดูงานและฝึกทักษะในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่ให้แก่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของ UMK  ที่เข้ามาฝึกอบรมภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ระยะเวลา 4 เดือน โดยมีนักวิชาการฝ่ายไทย เป็นพี่เลี้ยงในแต่ละกิจกรรมของการฝึกอบรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติงานและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่  ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาการเกษตรและขยายผลสู่ราษฎรทั้ง 2 ประเทศต่อไป
 

‘นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตรครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ มั่นใจปีนี้ครบ 17 ล้านไร่

‘นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตรครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ มั่นใจปีนี้ครบ 17 ล้านไร่

‘นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตรครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ มั่นใจปีนี้ครบ 17 ล้านไร่

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘รมว.นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตร ครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ เดินหน้าเต็มสูบเพื่อเกษตรกร มั่นใจ ปีนี้ครบ 17 ล้านไร่ ตามเป้า

15 มิถุนายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ตามนโยบายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินว่า ในปี 2568 กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งเป้าหมายจะมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรให้ครบ 22 ล้านไร่ ซึ่งตนได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบอุปสรรคในเรื่องของพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาทที่ดินประมาณ 5 ล้านไร่

“กระทรวงเกษตรฯ จึงปรับแผนเป้าหมายในปี 2568 จากเดิม 22 ล้านไร่ เป็น 17 ล้านไร่ ที่สามารถทำได้ทันที โดยมีแผนงานรับคำขอออกโฉนดเพื่อการเกษตรจำนวน 1.06 ล้านแปลง และต้องจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตรให้แล้วเสร็จ ร้อยละ 70 ของเป้าหมายในการรับคำขอ โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนของปี 68 ส.ป.ก.ได้ทำโฉนดย้ายแปลงแล้วจำนวน 9.98 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ ออกโฉนดไปแล้ว 5.78 ล้านไร่ ส่วนที่เหลืออีก 4.20 ล้านไร่ อยู่ระหว่างการจัดทำโฉนด นั่นหมายความว่า เรากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย 17 ล้านไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่า เราจะทำได้ครบตามที่วางแผงงานไว้แน่นอน ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณและให้กำลังเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ทุกคน ที่ร่วมกันทำงานอย่างทุ่มเทและเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้” ศ.ดร นฤมล กล่าว

ศ.ดร นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังคงยึดเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งเอาไว้ที่ 22 ล้านไร่ ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้ริเริ่มโครงการนี้มา โดยเราจะสานต่อและทำให้สำเร็จ เพื่อผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ และคุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สหรัฐฯห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ‘เครือข่ายปชช.’เชิญทูตจีนลงพื้นที่

สหรัฐฯห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก 'เครือข่ายปชช.'เชิญทูตจีนลงพื้นที่

สหรัฐฯห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ‘เครือข่ายปชช.’เชิญทูตจีนลงพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.48 น.

สหรัฐห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ทูตเผยติดตามใกล้ชิด-เครือข่ายประชาชนทำหนังสือเชิญทูตจีนลงพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยน-เตรียมจัดงาน “ปอยหลวงแม่น้ำกก สาย รวก โขง”21 มิ.ย.

เมื่อคืนวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวตอบคำถามในงานเลี้ยงฉลองวันชาติสหรัฐ ถึงกรณีที่มีสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกโดยแหล่งกำเนิดมาจากการเหมืองแร่ทองและแรร์เอิร์ทในพม่าซึ่งส่งไปยังประเทศจีน ว่าตนได้เห็นรายงานเกี่ยวกับมลพิษในแม่น้ำ (กก) และมีความห่วงใยในเรื่องนี้ เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือที่จะจัดการปัญหามลพิษนี้ แต่สหรัฐอเมริกาก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

“สหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) มาในอดีต ซึ่ง MRC มีหน้าที่รักษาความสมดุลของธรรมาภิบาลข้ามพรมแดน ดังเช่นกรณีนี้ และทราบมาว่า MRC กำลังเสนอการศึกษาร่วมกับพม่าเพื่อจัดการปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำ เราจะติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดและหากมีการร้องขอก็จะดูว่าจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง” เอกอัครราชทูตสหรัฐฯกล่าว

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง ได้ทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย เพื่อเชิญร่วมแลกเปลี่ยนและลงพื้นที่กับประชาชน จ.เชียงราย กรณีแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองของธุรกิจจีนในพื้นที่ต้นน้ำรัฐฉาน เมียนมา

ทั้งนี้เนื้อหาในหนังสือระบุว่าประชาชนในประเทศไทยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย กำลังเดือดร้อนอย่างสาหัสและรู้สึกหวาดหวั่นตลอดเวลา เนื่องจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่ไหลมาจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้ปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ ได้เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำครั้งที่ 4 พบว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนัก สารหนู ในระดับสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานทุกจุด สาเหตุเนื่องจากการเปิดพื้นที่ทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมากในรัฐฉาน

“พวกเราได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า มีบริษัทของชาวจีนที่ได้รับการอนุญาตของกองกำลังว้า (United Wa State Army -UWSA) และกลุ่มกองกำลังอื่น อาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาดำเนินกิจกรรมขุดเจาะทำเหมืองแร่ ทั้งเหมืองทอง แมงกานีส และแรร์เอิร์ท โดยไร้กระบวนการที่มีมาตรฐานสากล ขณะนี้หายนะได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการเป็นผู้นำทางสิ่งแวดล้อมของโลก และนโยบายส่งเสริม ecological civilization กำลังถูกทำลายเพราะการลงทุนของบริษัทจีนและคนจีนในเหมืองนอกกฎหมาย”หนังสือระบุ

หนังสือที่ส่งถึงเอกอัครราชทูตจีนฯ ยังระบุด้วยว่า พวกเราทราบว่าสถานเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ติดตามสถาการณ์ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้ ดังที่ได้เผยแพร่คำอธิบายผ่านโฆษกของสถานเอกอัครราชทูตจีนฯเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเหตุการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทย ท่าทีดังกล่าวนับเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจต่อความกังวลของท่านต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นต่อผลกระทบทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชนนับล้านคนในขณะนี้  จึงขอเชิญมาร่วมพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความห่วงใยในในวันที่ 21 มิถุนายน 2568 นี้ ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย “ขัวศิลปะ” อ.เมือง จ.เชียงราย เวลา 15.30 น.

ทั้งนี้ในวันที่ 21 มิถุนายน จะมีการจัดงาน “ปอยหลวงแม่น้ำกก สาย รวก โขง” โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ เวทีเสวนาวิชาการข้อมูลและทางออกปัญหามลพิษจากการทำเหมืองแร่เถื่อนที่ต้นน้ำ เวทีฟังเสียงประชาชน นิทรรศการศิลปะของศิลปินเชียงราย กิจกรรมวัฒนธรรมและดนตรี

เกษตรฯไฟเขียวงบ6.9ล้านพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลือง

เกษตรฯไฟเขียวงบ6.9ล้านพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลือง

เกษตรฯไฟเขียวงบ6.9ล้านพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลือง

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.37 น.

รมว.เกษตรฯ ไฟเขียวงบ 6.9 ล้าน เดินหน้า“โครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลือง”เพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้เพิ่ม หวังจูงใจเกษตรกรหันปลูกถั่วเหลืองมากขึ้น

วันนี้ (13 มิ.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองของประเทศไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ความต้องการใช้ถั่วเหลืองในประเทศมีประมาณ 3.8 – 3.9 ล้านตันต่อปี แต่ปัจจุบันปี 2568/69 ประเทศไทยผลิตได้เพียง 15,875 ตันต่อปี จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศจำนวนมากถึง 3.8 – 3.9 ล้านตันต่อปี มูลค่าประมาณ 68,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งพื้นที่การเพาะปลูกในประเทศลดลง ไม่สร้างแรงจูงใจ เนื่องจากมีพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ซึ่งต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ จำนวน 6.9 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีความยาวของข้อแรกที่ติดฝักสูงจากพื้นดินเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วเหลือง และเพื่อลดต้นทุนการผลิต

“นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพและผลผลิตที่ดีขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง ทนต่อโรค และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านเกษตรร่วมกันต่อไป”

สำหรับโครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลืองฯ เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวนั้น มีการสูญเสียผลผลิต ซึ่งทำให้ผลผลิตของพืชไร่ตระกูลถั่วของไทยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยการสูญเสียผลผลิตจากการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองนั้นอาจสูงถึง 60 กก. ต่อไร่ หรือมากกว่า ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ จึงมุ่งพัฒนาถั่วเหลืองให้มีความยาวของข้อแรกที่ติดฝักสูงจากพื้นดินเพิ่มมากขึ้น เพื่อปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองเชียงใหม่ 60 ให้มีความยาวของข้อแรกเพิ่มมากขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 5 เซนติเมตร และเป็นการรวบรวมเชื้อพันธุกรรมถั่วเหลืองและจัดทำฐานข้อมูลลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต ผลผลิต และองค์ประกอบทางเคมีของเมล็ดถั่วเหลือง สำหรับใช้ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ โดยมีระยะเวลาดำเนินงานทั้งหมด 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2568 – 2572) ดำเนินการในพื้นที่แปลงทดลอง ได้แก่ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน จ.สุโขทัย และศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น จ.ขอนแก่น รวมถึงแปลงเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา จ.น่าน และชัยภูมิ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จะทำให้ได้เชื้อพันธุกรรมถั่วเหลืองที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงจำนวน 220 – 250 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ไม่ใช่พืชตัดแต่งพันธุกรรม หรือ non GMO) พร้อมกับข้อมูลลักษณะทางสัณฐานวิทยา ลักษณะทางพืชไร่ ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต และชีวเคมี (โปรตีนและน้ำมันในเมล็ด) และได้ถั่วเหลืองสายพันธุ์ใหม่ จำนวน 1 สายพันธุ์ ที่มีลักษณะทางสัณฐานวิทยา ลักษณะทางการเกษตร และผลผลิตเหมือนหรือคล้ายคลึงกับพันธุ์เชียงใหม่ 60 แต่มีข้อแรกของการเกิดฝักสูงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 5 เซนติเมตร รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่เก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องเก็บเกี่ยวมีผลผลิตถั่วเหลืองต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 10 เนื่องจากการสูญเสียผลผลิตด้วยเครื่องเก็บเกี่ยวลดลง ทั้งนี้ สศก. จะติดตามการดำเนินงานโครงการวิจัยดังกล่าวในทุกไตรมาส รวมถึงดำเนินการบูรณาการด้านข้อมูลสินค้าเกษตร เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุเป้าหมายในการวิจัยครั้งสำคัญนี้

015

‘กรมปศุสัตว์’ บุกจับอาหารสัตว์เลี้ยงเถื่อน มูลค่ากว่า 5.9 ล้านบาท

'กรมปศุสัตว์' บุกจับอาหารสัตว์เลี้ยงเถื่อน มูลค่ากว่า 5.9 ล้านบาท

‘กรมปศุสัตว์’ บุกจับอาหารสัตว์เลี้ยงเถื่อน มูลค่ากว่า 5.9 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.46 น.

กรมปศุสัตว์ร่วม บก.ปคบ. ตรวจยึดอาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้าไม่ได้รับอนุญาต 59 รายการ หลังประชาชนแจ้งเบาะแสผ่าน DLD 4.0 พบจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ และปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบโกดังสีเขียว บริเวณถนนกาญจนาภิเษก แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร หลังได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ว่ามีการลักลอบจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ผ่านร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

เจ้าหน้าที่ดำเนินการล่อซื้อและสืบสวนจนทราบที่ตั้ง ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบ พบโกดังขนาดใหญ่ มีพนักงานประมาณ 10 คน ตรวจพบอาหารสัตว์เลี้ยงหลากหลายประเภท ทั้งชนิดเม็ด ชนิดเปียก และขนมแมวเลีย โดยไม่พบเอกสารอนุญาตนำเข้าเพื่อจำหน่าย และไม่มีการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ตามที่กฎหมายกำหนดการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยมีความผิด 2 ฐาน ได้แก่ มาตรา 15 ไม่มีใบอนุญาตนำเข้าอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ มีโทษตาม มาตรา 74 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 56 (4) จำหน่ายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนโดยมิได้ขึ้นทะเบียน มีโทษตามมาตรา 86 วรรคแรก จำคุก 1–5 ปี หรือปรับ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างอาหารสัตว์เลี้ยงที่แบ่งขาย จำนวน 10 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ พร้อมดำเนินการอายัดอาหารสัตว์เลี้ยงควบคุมเฉพาะทั้งหมด 59 รายการ รวมมูลค่า 5,937,734 บาท โดยทำการปิดโกดัง เปลี่ยนกุญแจล็อกประตู และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ กองสารวัตรและกักกัน (กสก.) กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ (อยส.) และ บก.ปคบ. แยกกันถือกุญแจแต่ละชุด เพื่อควบคุมของกลาง ก่อนดำเนินการขนย้ายและแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของสัตว์ ทั้งปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์จึงเป็นภารกิจที่เน้นย้ำแก่กรมปศุสัตว์ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และรักษามาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายได้โดยทันที./

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมปศุสัตว์ระดับพื้นที่ จ.เชียงใหม่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมปศุสัตว์ระดับพื้นที่ จ.เชียงใหม่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมปศุสัตว์ระดับพื้นที่ จ.เชียงใหม่

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมปศุสัตว์ระดับพื้นที่ (DLD Co-ordinator : DLD-C) จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ นายสัตวแพทย์เลิศชัย จินตพิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ นายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สุวรรณภูมิ เข้าร่วมฯ โดยมีนายสัตวแพทย์พืชผล  น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 นายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการศูนย์/สถานี ในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มอบนโยบาย และติดตามภารกิจของกรมปศุสัตว์ พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การเฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดในสัตว์ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคุมประชากรสัตว์ในพื้นที่

2.ราคาสินค้าปศุสัตว์ เน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพราคา ให้ติดตามสถานการณ์ราคา และปฏิบัติตามนโยบายส่วนกลางอย่างจริงจัง

3. การลดต้นทุนอาหารสัตว์ โดยการส่งเสริมการใช้อาหาร TMR  และการใช้ต้นข้าวโพดหมักเป็นอาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ และโคนม เป็นต้น

พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้ปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว และโปร่งใส รวมถึงดำเนินงานตามนโยบายของกรมปศุสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

-(016)

ครบรอบ123 ปี ‘กรมชลประทาน’ จากหยดน้ำ สู่ความยั่งยืน

ครบรอบ123 ปี ‘กรมชลประทาน’ จากหยดน้ำ สู่ความยั่งยืน

ครบรอบ123 ปี ‘กรมชลประทาน’ จากหยดน้ำ สู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.40 น.

13 มิถุนายน 2568 ที่อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 123 ปี กรมชลประทาน ภายใต้แนวคิด “123 ปี พลังน้ำ พลังอนาคต (Power of Water – Power Driven Future)” โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก ตลอดจนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นายสุริยพล นุชอนงค์อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่ากรมชลประทานได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทานขึ้น ภายใต้ชื่องาน 123 ปี พลังน้ำ พลังอนาคต (Power of Water-Power Driven Future) สะท้อนภารกิจสำคัญของกรมชลประทานในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำ ขยายโอกาสการเข้าถึงน้ำในทุกพื้นที่ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กรมชลประทาน   ได้ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ   ควบคู่ไปกับการป้องกันความเสียหายจากน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ โดยยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าปฏิบัติงานภายใต้การบริหารงานตามนโยบาย “RID UNITED” ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ กรมชลประทาน 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) และมุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะภายในปี 2580 เน้นการทำงานร่วมกันอย่างมีมาตรฐาน บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ พร้อมทั้งยกระดับการทำงานในองค์กรให้ทันสมัย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก และตอบสนองต่อกาiเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน พร้อมเดินหน้าพัฒนาการทำงานอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งสู่การบริหารจัดการน้ำที่มั่นคงและยั่งยืน

อนึ่ง ในปีนี้ ยังมีความสำคัญกับชาวชลประทานทุกคน เพราะเป็นปีแห่งการครบรอบ 120 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู “บิดาแห่งชลกร” ผู้บุกเบิกและก่อสร้างงานชลประทาน ให้เป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลังได้นำไปปฏิบัติ และเนื่องในโอกาสวันสำคัญทั้ง 2 วาระนี้ กรมชลประทาน จะปรับปรุงอาคารศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสวัสดิการบุคลากรใหม่ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน และเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อการพัฒนางานชลประทานอย่างเต็มศักยภาพ

ภายหลังพิธีเปิดงาน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงสรุปการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2567/68 โดยที่ผ่านมา กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะด้านการเกษตร มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศกว่า 10 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมากว่า 9 แสนไร่ โดยไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ด้านพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีการวางแผนเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 60,000 ไร่ โดยผลผลิตไม่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งเดินหน้ารับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญอีกมากมาย อาทิ พิธีมอบเกียรติบัตรองค์กรคุณธรรม พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2567 พิธีมอบรางวัลการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการประเภทโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน และฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ประจำปี พ.ศ. 2568 และรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2567 ตลอดจนการเสวนาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน และกิจกรรมการบริจาคเลือด สะท้อนบทบาทที่สำคัญของกรมชลประทานในการเดินหน้าสู่อนาคต ด้วยพลังแห่งน้ำ เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านน้ำ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

-(016)

123 ปี กรมชลฯ ‘นฤมล’ย้ำต้องบริหารจัดการน้ำให้มั่นคง เข้าถึงทุกพื้นที่

123 ปี กรมชลฯ 'นฤมล'ย้ำต้องบริหารจัดการน้ำให้มั่นคง เข้าถึงทุกพื้นที่

123 ปี กรมชลฯ ‘นฤมล’ย้ำต้องบริหารจัดการน้ำให้มั่นคง เข้าถึงทุกพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.55 น.

ครบรอบ 123 ปี กรมชลประทาน ‘นฤมล’ย้ำต้องบริหารจัดการน้ำให้มั่นคง เข้าถึงทุกพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 123 ปี กรมชลประทาน ภายใต้แนวคิด “123 ปี พลังน้ำ พลังอนาคต (Power of Water – Power Driven Future)” โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ 

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนภารกิจสำคัญของกรมชลประทานในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำ ขยายโอกาสการเข้าถึงน้ำในทุกพื้นที่ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้มีการดำเนินงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำควบคู่ไปกับการป้องกันความเสียหายจากน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ พร้อมทั้งมุ่งมั่นเดินหน้าปฏิบัติงานภายใต้การบริหารงานตามนโยบาย “RID UNITED” ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ กรมชลประทาน 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) และมุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะภายในปี 2580 เน้นการทำงานร่วมกันอย่างมีมาตรฐาน บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ อีกทั้งยกระดับการทำงานในองค์กรให้ทันสมัย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน พร้อมเดินหน้าพัฒนาการทำงานอย่างไม่หยุดนิ่ง มุ่งสู่การบริหารจัดการน้ำที่มั่นคงและยั่งยืน

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2567/68 ที่ผ่านมา กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะด้านการเกษตร มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศกว่า 10 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมากว่า 9 แสนไร่ โดยไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ด้านพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีการวางแผนเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 60,000 ไร่ โดยผลผลิตไม่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งเดินหน้ารับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญอีกมากมาย อาทิ พิธีมอบเกียรติบัตรองค์กรคุณธรรม พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2567 พิธีมอบรางวัลการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการประเภทโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน และฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ประจำปี พ.ศ. 2568 และรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2567 ตลอดจนการเสวนาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน และกิจกรรมการบริจาคเลือด สะท้อนบทบาทที่สำคัญของกรมชลประทานในการเดินหน้าสู่อนาคต ด้วยพลังแห่งน้ำ เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านน้ำ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน