ยาง-ปาล์มกระแสแรงรัฐอัดมาตรการต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529789

ยาง-ปาล์มกระแสแรงรัฐอัดมาตรการต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องว่า ราคายางพาราท้องถิ่น ราคาประมูลตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทย และราคาส่งออก FOB มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราสงขลา ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 56.89 บาท (ณ 1 ตุลาคม 2563) เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 80 บาท (ณ 30 ตุลาคม 2563) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งภาครัฐมีมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราเร่งด่วนหลายด้าน นอกจากนี้ ภาคโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะจีนที่เศรษฐกิจเริ่มยายตัว อีกทั้ง ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

ด้านราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยราคาปาล์มน้ำมันรับซื้อที่หน้าโรงงานในแหล่งผลิตที่สำคัญ (สุราษฎร์ธานี กระบี่ และ ชุมพร) ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 4.10-5.00 บาท (ณ 1 ตุลาคม 2563) เพิ่มเป็นระหว่างกิโลกรัมละ 6.00 – 6.90 บาท (ณ 30 ตุลาคม 2563) และราคาน้ำมันปาล์มดิบ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ25.00 – 25.25 บาท (ณ 1 ตุลาคม 2563) เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 36-37 บาท (ณ 30 ตุลาคม 2563) เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มปรับเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับมาตรการของรัฐที่กระตุ้นใช้น้ำมันปาล์ม ผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อลดผลผลิตส่วนเกินของผู้ประกอบการ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเฉลี่ยเดือนละ 0.24 ล้านตัน ประกอบกับผลผลิตปาล์มน้ำมันช่วงไตรมาสที่ 4 (เดือนตุลาคม – ธันวาคม) ออกสู่ตลาดน้อย(ร้อยละ 19 ของผลผลิตทั้งหมด 16.36 ล้านตัน)คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบเดือนตุลาคม 0.21 ล้านตัน พฤศจิกายน 0.18 ล้านตัน และธันวาคม 0.16 ล้านตัน ส่งผลให้ช่วงไตรมาสที่ 4สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบลดลงเฉลี่ยอยู่ระหว่างเดือนละ 0.03-0.08 ล้านตัน และคาดว่า ณ สิ้นปี 2563 สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบจะปรับลดลงมาอยู่ในระดับเหมาะสมเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0.28-0.32 ล้านตัน คาดว่าราคาปาล์มจะพุ่งต่อเนื่องจนถึงช่วงไตรมาสที่ 1ของปี 2564 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ราคายางพารา ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยังคงทิศทางดีขึ้นจากปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย” และนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”ที่รมว.พาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯร่วมขับเคลื่อนมาต่อเนื่อง

‘บิ๊กป้อม’ ลุยแก้ปัญหาภูเก็ตขาดน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529790

‘บิ๊กป้อม’ลุยแก้ปัญหาภูเก็ตขาดน้ำ

‘บิ๊กป้อม’ลุยแก้ปัญหาภูเก็ตขาดน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามบริหารจัดการน้ำ จ.ภูเก็ต ว่า ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคเกือบทุกปี คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ของจ.ภูเก็ต เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวไปเร่งดำเนินงาน ดังนี้ ให้กรมชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพสูบผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามาเติมอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด และให้การประปาส่วนภูมิภาค เร่งสร้างความเข้าใจกับจ.พังงาในการก่อสร้างระบบประปามายังจ.ภูเก็ต

นอกจากนี้ ยังสั่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำกับ ติดตาม เร่งรัดดำเนินงานของทุกหน่วย พร้อมกำหนดมาตรการประหยัดน้ำแนวทางนำน้ำเสียกลับมาใช้ซ้ำ รวมถึงวางแผนพัฒนาแหล่ง เก็บกักน้ำในจ.พังงาและภูเก็ต รองรับการใช้น้ำให้เพียงพอในอนาคตด้วย รวมทั้งสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เร่งทำระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำกร่อยและน้ำทะเล โดยสทนช.ต้องพิจารณาเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณงบกลางปี 2564 จากสำนักงบประมาณต่อไป

“ภูเก็ตมีประชากรและประชากรแฝงที่เข้ามาทํางานรวมกว่า 1.4 ล้านคน มีนักท่องเที่ยว ปีละไม่ต่ํากว่า 14 ล้านคน จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวและชุมชนเมือง ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ําของภูเก็ตสูงขึ้นจากปัจจุบันปีละ 62 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คาดว่าตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป จะมีความต้องการใช้น้ำจะเพิิ่มขึ้นถึง 112 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จึงจำเป็นต้องวางแผนแก้ปัญหาสร้างความยั่งยืนด้านน้ำให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน” รองนายกฯกล่าว

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของภูเก็ตนั้น ที่ประชุม กนช.วันที่ 12 กันยายนเห็นชอบโครงการก่อสร้าง ปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพังงา-ภูเก็ต ทําให้มีปริมาณน้ําใช้ผลิตน้ําประปาเพิ่มขึ้น 49 ล้าน ลบ.ม. ต่อปีปัจจุบันกปภ.เสนอตั้งงบประมาณประจําปี 2565 และอยู่ระหว่างกระบวนการมีส่วนร่วมในจ.พังงาและภูเก็ต

นอกจากน้ี การประชุม กนช. ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบหลักการ โครงการน้ําต้นทุนและแผนปฏิบัติการปี 2563-2566 จ.ภูเก็ตระยะสั้น (เร่งด่วน)3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ําบางเหนียวดํา จะทําให้ความจุเก็บกักของอ่างเก็บน้ําเพิ่มข้ึน จาก 7.20 ล้าน ลบ.ม. เป็น 8.70 ล้าน ลบ.ม. วงเงินรวม 120 ล้านบาท 2.โครงการระบบสูบผันน้ํา บ้านโคกโตนด – อ่างเก็บน้ําบางเหนียวดํา จะทําให้ปริมาณน้ําใช้ประโยชน์ ในอ่างเก็บน้ําเพ่ิมข้ึน 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี วงเงินรวม 610 ล้านบาท และ 3.โครงการบําบัดน้ําเสียมาผลิตน้ําประปา จะทําให้ปริมาณน้ําในเขตเทศบาลนครภูเก็ตเพิ่มข้ึน วันละ 1,600 ลบ.ม. หรือ 0.584 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี วงเงินรวม 58 ล้านบาท

รวมทั้งมีมติมอบให้สทนช.ร่วมกับจ.ภูเก็ต ทําแผนหลัก แผนปฏิบัติการ จัดลําดับความสําคัญ ให้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งสนทช.ได้รับงบประมาณประจําปี 2564 ศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการ เพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เฉพาะ (Area Based) เกาะภูเก็ต ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สภาพพื้นที่ ปัญหาเชิงลึก กําหนดทิศทางการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ําของภูเก็ตให้ครอบคลุมตามแนวทางพัฒนา ภายใต้แผนแม่บทน้ํา 20 ปี ท้ัง 6 ด้านอีกด้วย

เลขาฯสทนช.กล่าวด้วยว่า รองนายกฯยังมอบแนวทางปฏิบัติงานให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาภูเก็ตเร่งขยายให้บริการน้ำประปาครอบคลุมพื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำสะอาด และขยายกำลังผลิตให้พอความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมเตรียมมาตาการรับมือน้ำท่วมหรือภัยแล้ง โดยเตรียมแหล่งน้ำดิบให้พอผลิตน้ำประปา ตลอดจนใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีมาสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์และให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแบ่งปันองค์ความรู้ประสบการณ์ด้านกิจการประปาให้องค์กรปกครองท้องถิ่นดูแลกิจการประปาได้ถูกสุขลักษณะทำให้ประชาชนได้ใช้น้ำสะอาด มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกัน

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529834

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.40 น.

ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคแถบนี้ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมีพืชพรรณหลายชนิดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแตกต่างกันไป ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่าประเทศไทยมีผักผลไม้บริโภคได้ตลอดทั้งปี สลับชนิดมาให้ผู้บริโภคได้เลือก มากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล หรือพืชพรรณชนิดอื่นก็ตาม ต่างก็ให้ผลผลิตอย่างหลากหลายตลอดฤดูกาลหมุนเวียนไปในแต่ละรอบปีขณะเดียวกันบนความหลากหลายของชนิดพืชที่สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ศัตรูพืชก็ไม่ต่างกัน ทั้งความหลากหลายของชนิดศัตรูพืช แหล่งอาหาร จึงส่งผลให้ศัตรูพืชสามารถขยายแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน จนบางครั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมหาศาล ดังที่เคยปรากฏมาบ่อยครั้งเมื่อในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตั๊กแตนปาทังก้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือแม้แต่หนอนหัวดำในมะพร้าว หรือในยุคปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นต้น

จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าว พืชบางชนิดอาจไม่ใช่พืชในท้องถิ่นมีการนำเข้ามาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก บ้างก็นำมาปลูกทดสอบ เพื่อคัดเลือกให้ได้ผลผลิตที่ดีตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ บ้างก็นำเข้ามาเพราะความสวยงาม แต่สุดท้ายกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ผักตบชวา เป็นต้น หรือบ้างก็นำเข้ามาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ไมยราพยักษ์เป็นต้น พืชบางชนิดที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทำรายได้หลายหมื่นล้านกลับไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หากเป็นการนำเข้ามาทดสอบและทดลองปลูกตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้ผลดีจึงมีการนำมาขยายการผลิตอย่างกว้างขวาง จนคนในยุคปัจจุบันเข้าใจไปเองว่าเป็นพืชผลที่มีอยู่ในประเทศแต่เดิม ด้วยเหตุผลว่าเราสามารถผลิตได้ดีมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญเราสามารถผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของพืชชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นลำไย ลิ้นจี่ หรือ ยางพารา ที่นำเข้าปลูกทางใต้ของประเทศ ปัจจุบันขยายพื้นที่ปลูกไปเกือบทั่วประเทศ

ผลจากการนำเข้าพืชชนิดต่างๆ เข้ามาในประเทศ ย่อมมีโอกาสติดเข้ามาของศัตรูพืชด้วยเช่นกัน หากศัตรูพืชที่ติดเข้ามาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ และมีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง จะส่งผลให้กลายเป็นศัตรูพืชของพืชที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จึงต้องมีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นให้หมดสิ้นไป จากเหตุผลดังกล่าว

เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีของการผลิตทางการเกษตร ป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช ทั้งที่อาจเป็นโรค แมลง หรือ แม้แต่ตัวพืชนั่นเองอาจกลายเป็นวัชพืชหรือพืชรุกรานทำลายพืชเศรษฐกิจหลักของไทยได้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืช พ.ศ.2495 ก่อนที่จะปรับมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นเวลาเกือบจะ 70 ปีแล้ว โดยหวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการรุกรานเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นที่จะเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของไทย โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดสิ่งที่ต้องควบคุมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สิ่งต้องห้าม สิ่งกำกัด และสิ่งไม่ต้องห้าม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาการอารักขาพืชระหว่างประเทศ หรือ International Plant Protection Convention (IPPC) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในระดับโลก เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุม กำกับ ดูแล มิให้เกิดการนำเข้ามา แล้วมาก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชผลภายในประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตามลำดับ คือ ในปี 2542 และในปี 2551 แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯดังกล่าว คงต้องปรับปรุงเพิ่มเติมกันต่อไป ประเด็นสำคัญที่การดำเนินการป้องกันและควบคุมการเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นไม่ได้อยู่ที่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับสามัญสำนึกของการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในรุ่นต่อไป ต้องเข้าใจและร่วมมือกันเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ชป.เผย ‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ แล้งนี้น้ำต้นทุนมีน้อย วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529732

ชป.เผย'ลุ่มน้ำเจ้าพระยา'แล้งนี้น้ำต้นทุนมีน้อย วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด

ชป.เผย’ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’แล้งนี้น้ำต้นทุนมีน้อย วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.28 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ VDO Conference ไปยังผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานชลประทานเครือข่าย SWOC ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อาคารหม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมฯว่า ปัจจุบัน (4 พ.ย.63) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 47,097 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 23,977 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,525 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 5,829 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 32 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า พายุโซนร้อน “โคนี” (พายุระดับ3 ) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเมืองดานัง ประเทศเวียดนามในคืนพรุ่งนี้ (5 พ.ย.63) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยในระหว่างวันที่ 6 – 7 พ.ย.63 บริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จึงสั่งการให้โครงการชลประทานที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเดิมโดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ในส่วนทางภาคใต้ขอให้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค.63 นี้ รวมทั้งเตรียมพร้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยต่างๆ ในพื้นที่ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจในเขต จ.สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร และสุราษฏร์ธานี เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน จะทำการเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด ซึ่งในส่วนของนาปีที่ปลูกล่าช้า กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวไม่ให้ขาดแคลนน้ำ จนกว่าจะทำการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จึงขอให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก และงดทำนาต่อเนื่องหลังจากเก็บเกี่ยวไปแล้ว พร้อมย้ำให้โครงการชลประทานทุกแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ เก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ในช่วงฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทาน ร่วมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คำนึงถึงความสำคัญของภาคเกษตรกรให้มากที่สุด และสั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่เคยถูกน้ำท่วม การเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับช่วยเหลือประชาชนหากเกิดวิกฤติ รวมไปถึงการประสานแจ้งเตือนประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

‘เฉลิมชัย’ ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529726

'เฉลิมชัย'ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด

‘เฉลิมชัย’ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.19 น.

“เฉลิมชัย”ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด แก้ปัญหาความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน ทั้งปัญหาขยะในพื้นที่ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง และผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมให้ความสำคัญทั้งในส่วนของภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะช่วยฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินการตามแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ร่วมเป็นกรรมการ โดยได้มีการประชุมและเห็นชอบประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของจังหวัด และได้สรุปปัญหาหลักที่สำคัญและเป็นปัญหาความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ 1) ปัญหาขยะในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง และ 3) ปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโรโรนา (Covid-19)

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น ซึ่งรัฐบาลอยากให้มีตัวแทนมารับทราบปัญหาได้โดยตรง หากดำเนินการแก้ไขระดับจังหวัดได้ให้รีบดำเนินการ แต่หากเกินกว่าการแก้ไขระดับจังหวัดก็จะนำประเด็นปัญหาไปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งใน 3 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนนั้น ในส่วนของปัญหาขยะ ได้มอบหมายให้มีการประสานความร่วมมือกันในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับในส่วนการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายกรรมมาธิการด้านการเกษตรตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากฎหมาย พร้อมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ประมง โดยได้มีการเชิญทุกภาคส่วนมาให้ข้อคิดเห็น ทั้งในส่วนของประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ และจะนำไปสู่สภาผู้แทนราชฎรต่อไป อย่างไรก็ต้อง รัฐบาลต้องดู IUU เป็นหลัก แต่ต้องดูแลคนไทยเป็นหลักด้วย จึงสามารถสังเกตได้ว่าจะมีมาตรการเยี่ยวยาที่ช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง ซึ่งเป็นการสื่อให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาล และอยากขอให้ในพื้นที่มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อพี่น้องประชาชน อีกทั้งในเรื่องแรงงานประมง ได้มีการประสานกับกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง พี่น้องชาวประมงสามารถสอบถามความคืบหน้าได้ทั้งจากประมงจังหวัดและประมงอำเภอ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องหนี้นอกระบบ ปัญหาที่ดิน และปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งน้ำนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยว จึงต้องดูให้ครอบคลุมและมีการบริหารจัดการน้ำ โดยได้มอบหมายกรมชลประทานบริหารจัดการทั้งระบบ ทั้งการอุปโภค-บริโภค ภาคการเกษตร รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม พยายามที่จะเพิ่มน้ำต้นทุนและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

“ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องการโควิด-19 อยากขอให้พี่น้องประชาชนมีการป้องกันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ประเทศไทยจะสามารถป้องกันได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ต้องไม่ประมาท มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลมีนั้นต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไป ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และการล้างมือ เป็นต้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และขอเป็นตัวแทนรัฐบาลขอบคุณข้าราชการ ที่มุ่งมั่นทำงานอยากหนัก และพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด หากเราตั้งหลักได้ก่อนประเทศอื่น ก็จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย จึงให้ความสำคัญทั้งในส่วนของภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะช่วยฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจของจังหวัดได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อยากขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เหมือนคนในครอบครัว เพราะจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘เฉลิมชัย’ ชวนเกษตรกรเปลี่ยน ‘ปลูก’ ให้ ‘ใช่’ นำร่องกล้วยหอมทองแม่แตงส่งขายญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529516

‘เฉลิมชัย’ชวนเกษตรกรเปลี่ยน‘ปลูก’ให้‘ใช่’ นำร่องกล้วยหอมทองแม่แตงส่งขายญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคเกษตรมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศทุกมิติ ที่ผ่านมายึดหลัก “ตลาดนำการเกษตร” ควบคู่กับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ก้าวทันยุคสมัย สินค้าเกษตรต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐานปลอดภัย และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเหมาะสม โดยผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map)ที่ตลาดมีความต้องการสูง

กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมวางแนวทางดำเนินโครงการ เปลี่ยน “ปลูก” ให้“ใช่” เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับแน่นอน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ และยังให้ผลตอบแทนที่สูง คุ้มค่าแก่เกษตรกร โดยจะบูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และรับซื้อราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รวมถึงยังลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ด้วยการร่วมมือกับบริษัทประกันภัยสินค้าเกษตร รองรับกรณีเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังดำเนินการควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถคงคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อยืดอายุของสินค้าเกษตร สร้างโอกาสส่งออกไปสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังทำให้เกิดการจ้างแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรหลายชนิดที่ผลผลิตไม่เพียงพอ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ อาทิ กล้วยหอมทอง โกโก้ กระเจี๊ยบเขียวถั่วลันเตา ข้าวโพดฝักอ่อน มะปราง มะยงชิด

การดำเนินโครงการดังกล่าว ขณะนี้ได้ศึกษาและเริ่มนำร่องแล้วในพืชเศรษฐกิจ กล้วยหอมทอง เป็นชนิดแรก กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ตามแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เหมาะกับการเพาะปลูกกล้วยหอมทอง เบื้องต้นหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรแปลงใหญ่Young Smart Farmer ผู้ประกอบการและเกษตรกรรายอื่น ที่สนใจปรับเปลี่ยนการผลิตสู่กล้วยหอมทองร่วมกัน ซึ่งพบว่า พื้นที่ดังกล่าวให้ผลผลิตได้คุณภาพมาตรฐานโดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 64 ราย พื้นที่รวม 167 ไร่กลุ่มเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 21,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 9 – 11 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) จำหน่ายตามเกรดของผลผลิต โดยเกรด A ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ 14 บาท/กก. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,160 กก./ไร่ สร้างรายได้ 54,080 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,000 บาท/ไร่

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สำหรับผลผลิตกล้วยหอมทองที่ได้ นอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ ทำให้กล้วยหอมทองไทย เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น Beisia Supermarkets ที่ต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125 ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปีนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับ Beisia และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ส่งเสริมองค์ความรู้ในการเพาะปลูก ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ เทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว โดยนำเทคโนโลยีน้ำนาโน (Fine Bubble Technology) ที่พัฒนาในญี่ปุ่น เพื่อรักษาสภาพและยืดอายุของสินค้าเกษตรส่งออกอีกด้วย คาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือ MOU ระหว่างกลุ่มเกษตรกร Beisia Supermarkets และบริษัทประกันภัยต้นปี 2564 โดยกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการหลักในการประสานความร่วมมือ MOU ดังกล่าวจากนั้นจะขยายผลโครงการไปยังกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลุ่มวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในระยะต่อไป

ชาวนา-สวนยางเฮ ครม.อนุมัติประกันรายได้ วงเงิน 6.1หมื่นล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529558

ชาวนา-สวนยางเฮ  ครม.อนุมัติประกันรายได้  วงเงิน6.1หมื่นล้านบาท

ชาวนา-สวนยางเฮ ครม.อนุมัติประกันรายได้ วงเงิน6.1หมื่นล้านบาท

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาวนา-สวนยางเฮ ครม.อนุมัติประกันรายได้

วงเงิน6.1หมื่นล้านบาท ‘จุรินทร์’มุ่งช่วยเกษตรกร

ครม.เคาะงบ 6.1 หมื่นล้านบาท ประกันรายได้ชาวนา-ชาวสวนยาง“จุรินทร์”ย้ำช่วยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ขณะที่นายกฯสั่งศึกษาขยายวง 2 มาตรการ“คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน”หลังกระแสนิยมดี

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.ภูเก็ต นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและยางพาราวงเงินรวมทั้งสิ้น 61,900.82 ล้านบาท ดังนี้ สินค้าข้าว วงเงินรวม 51,858 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการประกันรายได้ ปี 2563/64 มาตรการคู่ขนานและโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยโครงการประกันรายได้ ปี 2 กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันตันละ 15,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกันตันละ 14,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกันตันละ 10,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาประกันตันละ 11,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ราคาประกันตันละ 12,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – พฤษภาคม 2564

ส่วนมาตรการคู่ขนานควบคู่กับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2563 – 29 กุมภาพันธ์ 2564) โดยนอกจากเกษตรกรจะได้รับสินเชื่อและไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแล้ว เกษตรกรที่มียุ้งฉางจะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท กรณีสหกรณ์จะได้รับตันละ 1,000 บาท และสมาชิกจะได้รับ ตันละ 500 บาท (2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร (ระยะเวลาดำเนินการ 1 ตุลาคม 2563-30 กันยายน 2564) โดยสหกรณ์เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 และ (3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2563-31 มีนาคม 2564 ให้ผู้ประกอบการเก็บข้าวไว้ระยะเวลา 2-6 เดือน และจะได้รับชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ซึ่งจะสามารถดูดซับอุปทานในช่วงที่ข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมากเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 7 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณในการชดเชยตามโครงการประกันรายได้

โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 จะเริ่มเดือนพฤศจิกายน 2563 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ช่วยให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยในช่วงแรกเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของรัฐบาล จะจ่ายเงินให้เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 ในรอบแรกเบื้องต้น อัตราไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ ก่อน และในช่วงต่อไปจะได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอ ครม.เพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมต่อไป

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง ในโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางปี 2 ก็ได้รับการอนุมัติเช่นกัน โดยกำหนดราคาประกันรายได้ ยางแผ่นดิบ กก.ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 23 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ ให้คนกรีด ร้อยละ 40 และเจ้าของสวนร้อยละ 60 วงเงิน 10,042 บาท ระยะเวลาดำเนินการเดือนตุลาคม 2563 – มีนาคม 2564 แต่ระหว่างนี้ยางพาราราคาดีดตัวสูงขึ้นทะลุรายได้ที่ประกันไว้สร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก แต่โครงการประกันรายได้เกษตรกรก็อยากเดินหน้าเพื่อเป็นหลักประกันว่าถ้าราคาตกลงมาเกษตรกรก็จะอยู่รอดด้วยการประกันรายได้ที่ได้รับการอนุมัตินี้

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.สัญจร ว่า ที่ประชุม ครม. ร่วมกันมีมติอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563-2564 รอบที่ 1 ประกอบด้วยมาตรการอื่นๆ วงเงินรวมจำนวน 61,193.96 ล้านบาท

ทั้งนี้ เราต้องปรับลดงบประมาณบางรายการ ในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรดังกล่าว ซึ่งนี่คือปัญหาของเราที่ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลเกษตกร เพราะมีเกษตรกรปลูกพืชหลักต่างๆ รวม 6 ชนิด ดังนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการพิจารณาโครงการประกันรายได้เกษตรกรวงรอบต่อไปสำหรับปีงบประมาณ 2564 ว่าเราจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการประกันราคาพืชผลการเกษตรอย่างไร ซึ่งตนสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับกระทรวงการคลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้ คือ เราจะต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจที่ยังมีโอกาส มีสภาพที่ไม่ใช่เรื่องของการบริการท่องเที่ยวอย่างเดียวสามารถที่จะเดินต่อได้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียน ทางรายได้ มีเงินอยู่ในระบบหมุนเวียน ทั้งนี้ สิ่งที่ตนได้รับแจ้งมา จากมาตรการของรัฐบาลคือเรื่องของโครงการ “คนละครึ่ง” และโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งได้รับความนิยม ตนจึงได้สั่งการว่าในเมื่อวงเงินเรายังเหลืออยู่ ให้ลองดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะปรับปรุงอะไรให้มากขึ้นได้หรือไม่ มีมาตรการอื่นเสริมหรือไม่ในตรงนี้

“ที่ผ่านมามันเป็นเรื่องของรัฐกับประชาชนช่วยกัน ต่อไปนี้อาจมีภาคเอกชนธุรกิจมาร่วมมือกันด้วยได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสถานประกอบการ หรือสายการบินต่างๆ ที่จะมาร่วมในโครงการเหล่านี้ ซึ่งรัฐบาลก็จะหามาตรการที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้มีการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น เพราะขณะนี้เราก็มั่นใจในระบบ สาธารณสุขที่ดูแลเรื่องสุขภาพเราทำได้ดี ถือว่าดีมากแต่เราก็ประมาทไม่ได้ อย่าลืมเรายังประมาทไม่ได้” นายกฯ กล่าว

รายงานพิเศษ : กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’ สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529518

รายงานพิเศษ :  กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’  สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด

รายงานพิเศษ : กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’ สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหายาเสพติดฯ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นำต้นแบบชุมชนบำบัด เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเปิดประเด็นบูรณาการทุกภาคส่วนแก้ปัญหายาเสพติด พร้อมผลักดันกฎหมายให้รวดเร็วรอบคอบ แย้มอาจมีศาลยาเสพติดเพื่อแก้ปัญหาล่าช้า

นายคมเดช ไชยศิวามงคล ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมคณะอนุกรรมาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ศึกษาดูงานโดยมีนายทรงพล
ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และผู้แทนหน่วยงานในจังหวัดเข้าร่วมหาแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรื่อง “การบูรณาการด้านการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย” ว่าในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดสิ่งสำคัญคือเรื่องของชุมชน โดยชุมชนต้องบูรณาการ ทั้งการปราบปราม การบำบัด และการฟื้นฟู รวมทั้งหาแนวทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนข้อมูลการเงินจากธนาคารต่างๆ และข้อมูลการสื่อสารจากผู้ให้บริการด้านคมนาคมและเพื่อความรวดเร็วเสนอจัดตั้งศาลยาเสพติดเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดี โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเสนอตัวเข้าร่วมโครงการเป็นชุมชนต้นแบบ

คมเดช ไชยศิวามงคล

“ในวันนี้ได้นำต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบชุมชนบำบัด การสร้างกระบวนการชุมชนที่เข้มแข็ง ที่มีรูปแบบ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมีทีมวิทยากร มาบรรยายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน กับนายอำเภอ ผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการและหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเน้นแนวทางด้านการปราบปราม ด้วยการใช้ชุมชนบำบัด ป้องกันยาเสพติดอย่างเข้มแข็งในส่วนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นทางสภาฯจะหาทางแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและเข้มข้น” นายคมเดชกล่าว

ด้านนายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวทางยุทธการฟ้าแดดสงยาง ระดมกวาดล้างยาเสพติด โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จคือผู้นำ การบูรณาการ การมีส่วนร่วม และการดำเนินงานอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ ซึ่งแนวทาง การใช้ชุมชนบำบัด ด้วยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ไม่เฉพาะแต่การแก้ปัญหายาเสพติดให้เบาบางอย่างเดียวเท่านั้น ยังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านอื่น เช่น ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ การแก้ไขปัญหา เด็กและเยาวชนก็จะได้รับการแก้ไขด้วย ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการตื่นตัวจากทุกภาคส่วนอย่างมาก เชื่อว่าจะสามารถทำให้ปัญหายาเสพติดได้เบาบางลง

ผ่าผลงานบูรณาการ3ปี สทนช. สู่มิติใหม่ขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529517

ผ่าผลงานบูรณาการ3ปีสทนช. สู่มิติใหม่ขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

3 ปี สทนช. โชว์ผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ 20 ปี คลอด 6 แผนงานสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญ กฎหมายรอง เปิด App Thai Water Planเกาะติดการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.มีอายุครบ 3 ปี เมื่อวันที่25 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ขณะนี้กำลังก้าวย่างขึ้นสู่ปีที่ 4 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสทนช.ได้บูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด รวมทั้งได้จัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ ตลอดจนได้มีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการขยายผลให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ ได้เห็นชอบ 6 แผนงาน/แนวทาง คือ

1.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชน 20 ปี ตั้งเป้าจัดระบบบำบัดน้ำได้ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 10 ล้านคน 2.แผนปฏิบัติการโครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2562-2563 เพิ่มกำลังการผลิตได้ 989,160 ลบ.ม.ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 1 ล้านคน 3.แผนหลักการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนสำคัญ 715 ชุมชน ประชาชนได้ประโยชน์ 7.82 ครัวเรือน 4.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำต้นทุน จ.ภูเก็ต 3 โครงการ 5.แผนบูรณาการอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนปี 2562-2563เพื่อให้ระบบการพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำทันสมัย และ 6.แนวทางด้านการจัดการคุณภาพน้ำโดยเร่งรัดก่อสร้าง ฟื้นฟู ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย เก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียตามผู้ก่อมลพิษ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สทนช.ยังได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีก 526 โครงการ โดยแบ่งเป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ โครงการที่ต้องเตรียมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) 128 โครงการ และโครงการที่ต้องรายงานความก้าวหน้าต่อ กนช.ในภาพรวม 247 โครงการ ตลอดจนได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ
เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2563-2580 จำนวน 38 โครงการ

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสทนช.บูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำและติดตามประเมินผลโครงการ ประกอบด้วย 1.ผลดำเนินงานแผนบูรณาการน้ำ ปี 2563 จำนวน 3,621 โครงการ งบประมาณ 56,711 ล้านบาท2.งบกลางปี 2563 บูรณาการหน่วยงานจัดทำโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และโครงการเร่งด่วนเพื่อการกักเก็บน้ำฤดูฝนปี 2563 โดย ครม.ได้อนุมัติงบกลางจำนวน 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรีอนุมัติอีก 69 โครงการ 24,59 ล้านบาท 3.จัดทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำ ปี 2564 จำนวน 26,810 โครงการ วงเงิน 115,448 ล้านบาท 4.ติดตามประเมินผลโครงการตามแผนบูรณาการด้านน้ำปีงบประมาณ 2563 และงบกลางปี 2563 และ 5.App Thai Water Plan พัฒนาระบบฐานข้อมูลแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพัฒนาระบบติดตามพร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จำนวน 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท

“การขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 และจัดทำกฎหมายลำดับรอง เป็นอีกผลงานที่ สทนช. ดำเนินการ 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ…..ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว รวมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ 76 จังหวัด ร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับ ระเบียบ/ประกาศอีก 4 ฉบับ นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างกลไกการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ จัดตั้งและขับเคลื่อนกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งดำเนินแก้ปัญหาคุณภาพน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย พิจารณาปรับแผนปลูกข้าวนาปรังให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก จัดทำหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางการเร่งรัดการแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดวัชพืช จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำต้นทุน ติดตามเร่งรัดดำเนินงานงบกลางและสร้างการรับรู้กับประชาชน นอกจากนี้ สทนช.ยังให้ความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือด้านน้ำนานาประเทศ” เลขาธิการสทนช.กล่าว

เล็งขุดหนองน้ำทำแก้มลิง พื้นที่ ‘ปักธงชัย’ นครราชสีมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529515

เล็งขุดหนองน้ำทำแก้มลิง พื้นที่‘ปักธงชัย’นครราชสีมา

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาพร้อมพัฒนาแหล่งน้ำในระยะยาวอย่างยั่งยืน กรมชลประทานได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยหารือถึงแนวทางที่เหมาะสมและลงพื้นที่จุดเสี่ยงรวมไปถึงพื้นที่ลุ่มต่างๆ เพื่อสำรวจและศึกษาสภาพของพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้มากขึ้น โดยขุดลอกหนองน้ำสาธารณะ บริเวณพื้นที่ใกล้เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย เพื่อให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงน้ำหลาก และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงน้ำแล้ง

สำหรับแนวทางดังกล่าว กรมชลประทานได้มีการดำเนินการแล้วในรูปแบบเดียวกัน ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการขุดพื้นที่ข้างคลอง
ส่งน้ำของกรมชลประทานในจังหวัดเพชรบุรี เพื่อทำพื้นที่แก้มลิงขนาดเล็กนับว่าได้ผลเป็นอย่างดี โดยสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง และเป็นพื้นที่รับน้ำในช่วงหน้าฝน

ทั้งนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำเป็นไปตามนโยบายของกรมชลประทานและสอดคล้องกับข้อสั่งการของ พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่ประสบอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมทั้งพิจารณาหาพื้นที่เก็บกักน้ำ อาทิ แก้มลิง เพื่อเป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงน้ำหลาก ปรับปรุงระบบชลประทานให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป พร้อมกับ
ส่งเสริมให้ประชาชนทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และให้นำสถานการณ์อุทกภัยต่างๆ มาเป็นบทเรียนในการบริการจัดน้ำในครั้งต่อไป