‘อธิบดีปศุสัตว์’ เปิดอบรมข้าราชการใหม่ พร้อมให้โอวาทการทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529428

'อธิบดีปศุสัตว์'เปิดอบรมข้าราชการใหม่ พร้อมให้โอวาทการทำงาน

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดอบรมข้าราชการใหม่ พร้อมให้โอวาทการทำงาน

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.20 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เปิดอบรมข้าราชการใหม่ของกรมปศุสัตว์ พร้อมให้โอวาทในการทำงาน ให้เรียนรู้ตนเองและผู้อื่น เป็นข้าราชการที่ดี รักประชาชน และทำประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและประเทศชาติ

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมศุภาลัย ป่าสักรีสอร์ท แอนด์ สปา จ.สระบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การเป็นข้าราชการที่ดี” รุ่นที่ 42 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ ปศุสัตว์เขต 1 นายชาญชัย จุลโลบล ปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี โดยมี นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ ทั้งนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ร่วมประชุมฝึกอบรมนี้ว่า เป็นหลักสูตรที่มีความสําคัญมากหลักสูตรหนึ่ง และเป็นเงื่อนไขในการบรรจุรับราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ.2551 เนื้อหาของการฝึกอบรมได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันต่อสถานการณ์ของประเทศและปรากฎการณ์ต่างๆ ของโลกในยุคแห่งเทคโนโลยี สารสนเทศ รวมไปถึงนโยบายสําคัญของภาครัฐ การปรับเปลี่ยนสู่ระบบราชการ Thailand 4.0 ที่ข้าราชการทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ ตระหนักและให้ความสําคัญกลุ่มข้าราชการบรรจุใหม่ทุกคน ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า “เป็นพลังคนรุ่นใหม่” ที่จะขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การฝึกอบรมในหลักสูตรนี้ จึงต้องสร้าง ข้าราชการให้มีพื้นฐานความรู้และอุดมการณ์สําหรับการเป็นข้าราชการที่ดีภายใต้สภาวการณ์การทํางานด้วย “หัวใจ” ที่รักประชาชน โดยเรียนรู้ใน 2 เรื่องที่สำคัญ คือ เรียนรู้ตนเองและเรียนรู้ผู้อื่นทั้งนี้ อาชีพรับราชการไม่ได้เหมือน อาชีพอื่นๆ โดยทั่วไป หากแต่เป็นอาชีพที่ทํางานกับประชาชน โดยไม่ได้หวังผลกําไร ตอบแทน และที่สําคัญอย่างยิ่งอาชีพรับราชการ เป็นอาชีพที่มีเกียรติสูงส่งเพราะทํางานรับใช้แผ่นดิน และจงจำไว้ว่า ข้าราชการนั้นคือ คนที่ทำงานของพระราชา ซึ่งงานของพระราชา คือ การบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน ดังนั้น ในฐานะของคนที่ทำงานของพระราชา จึงมีหน้าที่อันสำคัญในการช่วยเหลืองานของพระราชาเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน เช่นเดียวกัน ดังนั้น คำว่า “ข้าราชการ” นั้นจึงเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากเปี่ยมไปด้วยอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับไว้เพื่อประชาชนนั่นเอง จึงถือได้ว่าพวกเราโชคดีที่ได้เกิดมามีอาชีพรับราชการ” โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมในครั้งนี้จำนวน 88 คน ซึ่งการฝึกอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน – 7 พฤศจิกายน 2563 ให้ข้าราชการทุกคนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาพัฒนาตนเอง ทำประโยชน์ให้แก่องค์กรและประเทศชาติต่อไป

คืนพื้นที่ป่าชายเลน 700 ไร่ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเมืองพังงา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529241

คืนพื้นที่ป่าชายเลน700ไร่ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเมืองพังงา

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมจัดพิธีเปิดป่าชายเลนในเมือง จ.พังงา ตามโครงการ “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” บนเนื้อที่ป่าชายเลน 700 ไร่ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองพังงา และ ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมือง จ.พังงา

โดยได้ทำการเปิดสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 โดยมีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมด้วยนายอภิชัย เอกวนากุล รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรม ทช. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกรม ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อส.ทล.) นักเรียน นักศึกษา พี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ จำนวนกว่า 500 คน

นอกจากนี้ นายวราวุธ ได้มอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่กรม ทช. ในการทำงานและปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งได้นำคณะผู้บริหารเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติป่าชายเลน และร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง หน้าสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ส่วนความสำคัญของป่าชายเลนในพื้นที่ 700 ไร่ในพื้นที่ อ.เมืองพังงา นับว่าเป็นการคืนผืนป่าชายเลนให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมได้ฟื้นฟู เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำ สัตว์บก ต้นไม้ และวงจรของธรรมชาติให้คงอยู่กับชาวพังงา โดยควบคู่กับการดำรงชีวิตของมนุษย์สู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต

‘บิ๊กป้อม’ เคาะแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง63/64 คลอด 9 มาตรการรับมือมั่นใจน้ำกิน-ใช้ไม่ขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529242

‘บิ๊กป้อม’เคาะแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง63/64  คลอด9มาตรการรับมือมั่นใจน้ำกิน-ใช้ไม่ขาด

‘บิ๊กป้อม’เคาะแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง63/64 คลอด9มาตรการรับมือมั่นใจน้ำกิน-ใช้ไม่ขาด

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฟเขียวแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2563/64 เผยปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย “บิ๊กป้อม” สั่งคุมเข้มการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมคลอด 9 มาตรการรับมือสถานการณ์น้ำก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง มั่นใจน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอ

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้เห็นชอบแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563/64 (1 พ.ย. 2563 – 30 เม.ย. 2564) ที่จัดสรรสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยวางลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ดังนี้ 1.เพื่ออุปโภค-บริโภค 2.รักษาระบบนิเวศ 3.เพื่อการเกษตรกรรม และ 4.เพื่อการอุตสาหกรรม ทั้งนี้จากการประเมินปริมาณน้ำต้นทุน ณวันที่ 1 พ.ย.2563 พบว่า จะมีปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศ จำนวน 41,879 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถนำมาจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2563/64 ทั้งประเทศ รวม 22,847 ล้านลบ.ม. ที่เหลือเป็นปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2564 จำนวน 19,032 ล้าน ลบ.ม.

“ปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีปริมาณมากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น จำเป็นจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ที่น้ำต้นทุนจากเขื่อน 4 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งพบว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนทั้ง 4 แห่งดังกล่าวรวมกันใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงสามารถจัดสรรน้ำได้เฉพาะการอุปโภค-บริโภครักษาระบบนิเวศ และเกษตรต่อเนื่อง (ไม้ผลไม้ยืนต้น) เท่านั้น ส่วนการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำอื่นๆ นั้น ให้คณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน(JMC) ในพื้นที่วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เฉพาะอย่างยิ่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งที่จะถึงนี้ต้องไม่มีปัญหา” รองนายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำยังได้เห็นชอบ 9 มาตรการหลักรับรองสถานการณ์ขาดแคลนน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง ได้แก่ 1.เร่งเก็บกักน้ำไว้ในแหล่งน้ำต่างๆ ก่อนสิ้นสุดฤดูฝน 2.จัดหาแหล่งสำรองน้ำดิบในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมวางแผนวางท่อน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคสาขาข้างเคียง และแผนรับน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำโดยตรง 3.ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 4. กำหนดปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งที่ชัดเจน มีการติดตามกำกับให้เป็นไปตามแผน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภคบริโภค พร้อมจัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำ 5.เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง 6.วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการควบคุมการสูบน้ำ การแย่งน้ำ กรณีไม่อาจสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรได้ให้มีการกำหนดมาตรการเยียวยาผลกระทบที่รวดเร็วและชัดเจน 7.ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ระบบ 3R เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า 8.ติดตามประเมินผลการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และ 9.สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำอย่างต่อเนื่อง ให้ทุกภาคส่วนเกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในฤดูแล้งปี 2563/64 ได้คาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยในด้านน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค พบว่า ในเขตการให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง จำนวน 41 สาขาในพื้นที่ 28 จังหวัด ส่วนในเขตการให้บริการของประปาท้องถิ่นมีพื้นที่เสี่ยงจำนวน 50 จังหวัด 334 อำเภอ 966 ตำบล และในด้านการเกษตร มีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 45 จังหวัด 176 อำเภอ 489 ตำบล นอกจากนี้ยังมีที่เสี่ยงต่อการรุกล้ำของน้ำเค็มจำนวน 4 แห่ง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล (กปน.) แม่น้ำท่าจีนบริเวณสถานีปากคลองจินดา แม่น้ำแม่กลอง บริเวณสถานีปากคลองดำเนินสะดวก และแม่น้ำบางปะกง บริเวณสถานีบ้านสร้าง

รมช.มนัญญาติดตามงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529240

รมช.มนัญญาติดตามงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานครบรอบ 33 ปี วันสถาปนาสหกรณ์อิสลาม “33 SAHUN KOPERASI” พร้อมลงพื้นที่ติดตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ณ สำนักงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัดต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ว่า วัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อระลึกถึงวันก่อตั้งสหกรณ์อิสลามแห่งแรกในประเทศไทย และถือเป็นโอกาสอันดีในการพบปะ แลกเปลี่ยน รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างขบวนการสหกรณ์อิสลามในประเทศไทย

สหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัดตั้งขึ้นเพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของสมาชิก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดีขึ้น โดยนำหลักการศาสนาอิสลามบูรณาการร่วมกับหลักการสหกรณ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสอดคล้องการดำเนินชีวิตประจำวันที่เป็นไปตามหลักศาสนา โดยหลักการสำคัญที่สหกรณ์ดำเนินการคือ ดำเนินธุรกิจปลอดดอกเบี้ย ผ่านธุรกิจสินเชื่อของสหกรณ์ นับเป็นสถาบันการเงินที่ปลอดดอกเบี้ยแห่งแรกในประเทศไทย และพยายามผลักดันให้มีสถาบันการเงินปลอดดอกเบี้ยในรูปแบบธนาคารต่อไป อีกทั้ง สหกรณ์ยังช่วยรักษาระดับราคาสินค้าและบริการ ช่วยเหลือสมาชิกและรักษาคงไว้ซึ่งเงินซะกาตสำหรับผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยให้ทุนหรืออุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่บุคคลที่ศาสนาได้กำหนดไว้ ซึ่งนับตั้งแต่มีการจัดตั้งสหกรณ์ได้มีการให้ซะกาตแล้ว เป็นจำนวน 19,633,010 บาท ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ด้วยวิสัยทัศน์ “สหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด เป็นสหกรณ์แบบอย่างที่เน้นหลักชารีอะฮ์สู่ธุรกิจเครือข่ายและมุ่งสู่สากลอย่างมั่นคง เพื่อคุณภาพ ชีวิตที่ดีของมวลสมาชิก และเป็นที่พึ่งของสังคม”

กิจกรรมภายในงาน มีการมอบโล่ห์ที่ระลึกงานครบรอบ 33 ปี วันสถาปนาสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด ให้ผู้แทนหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเครือข่ายที่สนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ 13 ราย และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “กว่าจะมาเป็นสหกรณ์ที่ปลอดดอกเบี้ย” โดยนายเด่น โต๊ะมีนา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้ก่อตั้งสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด จากนั้น รมช.มนัญญา เป็นประธานเปิดมัสยิดในบริเวณสำนักงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด ที่สร้างจากเงินบริจาคของสมาชิกสหกรณ์ บุคคลทั่วไป และงบประมาณบางส่วนของสหกรณ์ฯ เพื่อให้สมาชิกที่มาติดต่อใช้บริการกับสหกรณ์ฯ และบุคคลอื่นๆ ได้ปฏิบัติศาสนกิจการทำละหมาดทั้ง 5 เวลา

สำหรับสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2530 เป็นสหกรณ์ที่ดำเนินในรูปแบบธุรกิจอิสลามแห่งแรกในประเทศไทย มีสำนักงานทั้งหมด 7 สาขา สมาชิก 57,128 คน ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุนดำเนินงาน 1,072,945,025 บาท กำไร 29,069,815 บาท

สศก.หนุนชาวสุราษฎร์เลี้ยงแพะเสริมรายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529238

สศก.หนุนชาวสุราษฎร์เลี้ยงแพะเสริมรายได้

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จ.สุราษฎร์ธานี ส่งเสริมให้เกษตรกรทำอาชีพเสริมในสวนยางพาราเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่ง“การเลี้ยงแพะ”เป็นสินค้าทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและประเทศมาเลเซีย ดังนั้น สศก.โดยสศท.8 ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนสินค้าเกษตรที่สำคัญระดับจังหวัดและสินค้าทางเลือกเพื่อเสริมรายได้เกษตรกร ภายใต้โครงการการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoningby Agri-Map)

สำหรับสถานการณ์ผลิตแพะเนื้อในจ.สุราษฎร์ธานี พบว่า ปี 2563 เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อหลายอำเภอ เช่น อ.กาญจนดิษฐ์ อ.พระแสง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 525 ราย 11,720 ตัว นิยมเลี้ยงสายพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากขยายพันธุ์ได้เร็ว ทนทุกสภาพแวดล้อม ใช้พื้นที่เลี้ยงต่อตัวน้อย และที่สำคัญเลี้ยงง่าย กินอาหารพวกพืชได้หลายชนิด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,717 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 375 บาทค่าแรงงาน 701 บาท ค่าอาหาร 1,332 บาท และส่วนที่เหลือ 309 บาท เป็นค่ายาป้องกันโรค ค่าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 1-2 ตัว/รุ่น สำหรับแพะเพศเมียจะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 8 เดือน ถึงอายุประมาณ 7 ปี ซึ่งแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี เกษตรกรจำหน่ายแพะเนื้ออายุเฉลี่ย 6-8 เดือน (น้ำหนักประมาณ 31.2 กก.) ราคา 5,023 บาท/ตัว(161 บาท/นน.ตัว 1 กก.) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,306 บาท/ตัว นอกจากนี้ เกษตรกรยังสร้างรายได้เพิ่มด้วยการนำมูลแพะมาทำเป็นปุ๋ยขายในราคากิโลกรัมละ 3 บาท เนื่องจากปุ๋ยมูลแพะมีธาตุอาหารสำคัญสำหรับพืช มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ดินร่วนซุยอีกด้วย

ด้านสถานการณ์ตลาด ส่วนใหญ่มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่หน้าฟาร์มนำไปขายต่อให้ผู้รวบรวมใน จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช จังหวัดที่มีกลุ่มแพะแปลงใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มแพะแปลงใหญ่นครศรีธรรมราชจัดหาแพะเนื้อส่งออกไปมาเลเซียประมาณ 2,000-3,000 ตัว/เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดแพะเนื้อของภาคใต้ปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ อาหารข้นมีราคาสูง และขาดแคลนอาหารหยาบบางช่วง หรือกรณีนำเข้าแพะพ่อแม่พันธุ์จากต่างถิ่นเสี่ยงเกิดโรคติดต่อ ที่สำคัญผู้บริโภคในประเทศมีเฉพาะกลุ่ม ยังไม่นิยมบริโภคเนื้อแพะเท่าที่ควร

ทั้งนี้ จ.สุราษฎร์ธานี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมสนับสนุนผลักดันให้มีแผนงานโครงการส่งเสริม การเลี้ยงแพะตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และพัฒนาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผลิต แปรรูป และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยส่งเสริมการผลิตแพะคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค และได้มาตรฐานฟาร์ม สนับสนุนการผลิตพืชอาหารสัตว์ รวมถึงจัดหาแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นการบริโภคเนื้อแพะเพิ่มขึ้น หากเกษตรกรสนใจข้อมูลผลิตและตลาดแพะเนื้อสุราษฎร์ธานีสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.8 โทร. 0-7731-1641 หรือ อีเมล zone8@oae.go.th

ชายคาพระพิรุณ : 2 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529031

ชายคาพระพิรุณ : 2 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แรงไม่หยุดจริงๆ สำหรับราคายางพาราที่วันนี้พุ่งกระฉูดใกล้แตะ 100 บาทต่อกิโลกรัมเข้าไปแล้ว จากตัวเลขหลังปิดตลาดล่าสุด (ณ 28 ต.ค.2563) ราคายางแผ่นรมควันพุ่งแตะสูงสุด 82.80 บาท/กก. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ส่วนตลาดกลางฯ จ.สุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ 82.69 บาท/กก. โดยหลังจากเปิดตลาดสัปดาห์นี้เพียง 3 วัน ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 16 บาท คาดการณ์ว่าราคาสามารถพุ่งสูงต่อเนื่องอาจแตะ 100 บาท/กก.ได้ในไม่ช้า ทั้งนี้ ราคายางจะยังคงอยู่ในแนวบวกอย่างต่อเนื่อง และทะลุแนวต้านสูงสุดในรอบ 3 ปี 5 เดือนปฎิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย” และนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ซึ่งเป็นความร่วมมือการทำงานระหว่าง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางเฟส 1 และ 2 โดยเฟส 2 เริ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผ่านมา โดยกำหนดราคายางแผ่น 60 บาท/กก. น้ำยางสด 57 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาท/กก. แม้ขณะนี้ราคายางแผ่นรมควัน จะทะลุเกิน 60 บาท กก.ไปแล้ว แต่โครงการก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป และล่าสุด. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมปรับเป้าหมายราคายางพาราสูงขึ้นมากกว่า 65 บาท/กิโลกรัม (กก.) หลังผ่านเป้าหมายแรก 60 บาท/กก. แต่โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 (เฟส 2) ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการหารือร่วมกับผู้บริหาร บ.ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีนว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและมีมาตรการต่างๆที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องยางพารา ซึ่งล่าสุด บ. Sino-Chem International มีแผนเข้ามาลงทุนธุรกิจยางพาราในจ.ระยองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนอกจากนี้ยังได้จับมือ 3 บริษัทน้ำยางข้นยักษ์ใหญ่จีน โดยลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กับ 3 บริษัทน้ำยางข้นจีน ได้แก่ 1. บ. GOAMI ZHENGFENG TRADING (บ.นำเข้าน้ำยางข้น อันดับ 1 ของจีน) 2. บ. NINGBO CHANGHKEN (บ.นำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเป็นอันดับ 1) 3. บ. SANGDONG XINGYU (บ. ใช้น้ำยางข้นผลิตถึงมือยางอันดับ 1 ของจีน) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดโลกและประเทศจีนมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอ้างอิงได้จากปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.4 แสนตัน น้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10 ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยุทธภัณฑ์ ถุงมือยาง ยางยืด ล่าสุดยอดการใช้ยางพาราในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าโดยจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางที่มากที่สุด มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.9 ดัชนี PMI ของจีนยังอยู่ที่ 51.50 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัวคำสั่งซื้อยางของจีนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว การจำหน่ายรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63 กำลังการผลิตของโรงงานผลิตยางรถยนต์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มใช้ยางมากขึ้น เชื่อว่าราคายางยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’ หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529033

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’  หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’ หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

งานกฐินมิติใหม่ได้บุญได้สุขภาพ เมื่อเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานร่วมกับ สสส.หนุนชาวบ้าน อสม. สสอ. และเจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง ต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จัดงานทอดกฐิน “ปลอดเหล้า ปลอดน้ำอัดลม” ในงานบุญรณรงค์ให้ชาวบ้านงดน้ำตาล ช่วยลดอ้วนและอีกสารพัดโรคจากการกินหวาน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ที่วัดหนองบัวทองต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้จัดงาน งานบุญกฐินปลอดน้ำอัดลมขึ้น ซึ่งวัดหนองบัวทอง ถือว่าเป็นวัดแรกของตำบลที่จัดงานในลักษณะนี้ หลังจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จ.บุรีรัมย์ ได้เข้ามารณรงค์ให้ความรู้กับชาวบ้าน โดยให้ อสม. เดินเคาะประตูตามบ้าน ให้ความรู้ถึงโทษของน้ำอัดลมและชักชวนให้เลิกนำมาดื่มในงานบุญ

นางกาญจนา เลียนรัมย์ ประธาน อสม.บ้านสวายสอ หมู่ 1 เปิดเผยว่า การทำบุญปลอดน้ำอัดได้เริ่มรณรงค์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้จึงได้มาต่อยอดสู่งานกฐิน โดยได้เชิญผู้นำหมู่บ้านในตำบลและท่านเจ้าอาวาสมาประชุมร่วมกับ อสม. ขอความร่วมมือผู้นำหมู่บ้านประกาศเสียงตามสายและให้เจ้าอาวาสประกาศในวัดว่าน้ำอัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ถ้ายังไม่ได้กินข้าวแล้วดื่มน้ำอัดลมเข้าไปจะไปกัดกระเพาะถ้าเด็กกินก็จะฟันผุเป็นโรคอ้วน เมื่ออ้วนแล้วจะก็จะมีสารพัดโรคตามมา หลังจากชาวบ้านเข้าใจก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

นางกาญจนากล่าวด้วยว่า จากที่ได้รณรงค์ไปแล้วเมื่อปีก่อน ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้น ความดันของผู้สูงอายุเริ่มมีจำนวนน้อยลง จำนวนเด็กอ้วนไม่เพิ่มขึ้น มีจำนวนเด็กฟันผุน้อยลง และตนเชื่อว่านอกเหนือจากความสามัคคีในชุมชนแล้ว สุขภาพที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองเพิ่มมากขึ้น

ทางด้าน พระครูประทุม ธรรมานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง รองเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การทอดกฐินปลอดน้ำอัดลม เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะให้ชาวบ้านได้รักตัวเองก่อนส่งต่อความรักไปสู่คนรอบข้าง ดังนั้นต้องรักตัวเองก่อน จึงค่อยขยายไปรักบุคคลอื่น ปีนี้ทางวัดจึงรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนลดของหวาน เพื่อสุขภาพของตัวเอง หากว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่ง รักตนเองก็สามารถที่จะลดสิ่งเหล่านี้ได้

เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง กล่าวด้วยว่า ด้วยความตระหนักและเห็นความสำคัญต่อเรื่องสุขภาพ ร้านค้าและญาติโยมได้มาตั้งโรงทานภายในงานเกือบ 20 ร้าน เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มก็มีเพียงน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรที่ผ่านการวัดความหวานไม่เกินมาตรฐาน 5 เปอร์เซ็นต์

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและจะเป็นแบบนี้ในปีต่อๆ ไปด้วย ที่สำคัญจะขยายเพิ่มไปทำในงานบุญอย่าง งานบวช หรืองานบุญอื่นๆ เพิ่มด้วย” พระครูประทุม กล่าว

ขวัญชัย หาญประโคน

‘บิ๊กป้อม’ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาหนองหาร ขีดเส้นฟื้นฟู10ปีแล้วเสร็จ-เก็บน้ำเต็มพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529035

‘บิ๊กป้อม’เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาหนองหาร ขีดเส้นฟื้นฟู10ปีแล้วเสร็จ-เก็บน้ำเต็มพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รองนายกรัฐมนตรี นำทีมเร่งขับเคลื่อนแผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร มั่นใจการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูหนองหารสัมฤทธิ์ผล เก็บน้ำได้เต็มพื้นที่ พร้อมมอบหมาย สทนช.บูรณาการ 12 หน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นตามแผนต้องแล้วเสร็จภายในปี 2572

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามแผนการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร ว่า สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานตามแผนหลักการพัฒนาหนองหารต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ปัญหาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว ทำให้หนองหารเก็บน้ำได้เต็มพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โดยมอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)กำกับเร่งรัดขับเคลื่อนแผนหลักการพัฒนาหนองหารให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด และมอบให้กรมชลประทานร่วมกับกรมประมงการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กำหนดรูปแบบการเพาะปลูกและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมตามที่กรมที่ดิน กรมประมงกำหนดไว้ ด้านการบรรเทาอุทกภัยมอบให้กรมโยธาธิการและผังเมืองกำหนดรูปแบบระบบบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ สำหรับด้านการจัดการคุณภาพน้ำมอบให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับองค์การจัดการน้ำเสียกำหนดรูปแบบระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้ปัญหาคุณภาพน้ำของหนองหารที่เรื้อรังมานานได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรมอุดมสมบูรณ์ มีทัศนียภาพสวยงาม เกิดประโยชน์ต่อชาวสกลนครและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดขยายผลความสำเร็จ เพื่อนำไปใช้เป็นต้นแบบพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น เช่น บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ กว๊านพะเยา จ.พะเยา ต่อไป

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ประกอบด้วยกรอบการพัฒนา 5 ด้านได้แก่ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่งคงของน้ำภาคการผลิตการจัดการน้ำท่วมอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการ รวมระยะเวลา 10 ปี (ปี 2563–72) 62 แผนงาน/โครงการวงเงิน 7,445.22 ล้านบาท ดำเนินการโดย 12 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ในส่วนแผนปฏิบัติการเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปี 2563-65 ครม.เห็นชอบตามที่สทนช.และสำนักงบประมาณได้ร่วมกันพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ 33 โครงการ ดังนี้ 1.แผนจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 6 โครงการ ของการประปาส่วนภูมิภาควงเงินรวม 4.92 ล้านบาท โดยขยายเขตและเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน 2.แผนสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 2 โครง การของกรมชลประทานวงเงินรวม 166.66 ล้านบาทโดยสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ารอบหนองหาร 3.แผนจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 6โครงการ วงเงินรวม 440.04 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างระบบระบายน้ำป้องกันพื้นที่ชุมชน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และที่กรมชลประทานรับผิดชอบ ได้แก่ การขุดลอกหนองหาร-ลำน้ำสาขา ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน คาดว่าจะเริ่มขุดลอกได้ปี 2565 และการออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลำน้ำก่ำ/พนังกั้นน้ำ ก่อสร้าง ปตร.ลำน้ำพุง-น้ำก่ำขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจออกแบบ

4.แผนจัดการคุณภาพอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำโดยเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมบำบัดน้ำเสียพร้อมกำจัดวัชพืช/ตะกอนดิน 9 โครงการ วงเงิน661.99 ล้านบาท ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียวงเงิน 615.99 ล้านบาท ดำเนินการ โดยสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสกล นคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครและกรมประมง และ5.แผนบริหารจัดการ โดยกำหนดแนวพิสูจน์การถือครองที่ดิน พัฒนาองค์ความรู้ ประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วม พัฒนาระบบสารสนเทศ 10 โครงการวงเงิน 62.22 ล้านบาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการได้แก่ สำนักงานจังหวัดสกลนคร สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร และกรมประมง

“หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนดำเนินการและขอรับงบประมาณในปี 2565 ต้องเสนอแผนงานที่มีความพร้อมผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เห็นชอบ และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำเพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาในการประชุม กนช. ครั้งที่ 4/2563 เดือนธันวาคมนี้ก่อนเสนอครม.เห็นชอบ และเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณตามลำดับต่อไป”เลขาธิการ สทนช.กล่าว

เปิดตลาดนัดผ้าทอไทลื้อ หาดบ้าย-หาดทรายทอง รับท่องเที่ยวฤดูหนาวนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529036

เปิดตลาดนัดผ้าทอไทลื้อ หาดบ้าย-หาดทรายทอง รับท่องเที่ยวฤดูหนาวนี้

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอุทัย หอมนาน พัฒนาการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดตลาดนัดผ้าทอไทลื้อ หาดบ้าย-หาดทรายทอง โดยมี นายทัศนัย สุธาพจน์ นายอำเภอเชียงของ กล่าวต้อนรับพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว และประชาชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ที่ศูนย์แสดงสินค้าไทลื้อ บ้านหาดบ้าย -หาดทรายทอง ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย  

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างหลากหลายคับคั่ง อาทิ การกล่าวพบปะแสดงมุมมองการพัฒนาการท่องเที่ยว “หาดบ้าย หาดทรายทอง สุดยอดชุมชนที่เป็นปลายทางการท่องเที่ยวแห่งอนาคตของประเทศไทย เชื่อมโยงไทย-ลาว” และ การเสวนา “ก้าวต่อไปของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านหาดบ้าย หาดทรายทอง เชื่อมโยงมิติการท่องที่ยวในบริบทต่างๆ” รวมถึงการเปิดบูธตลาดนัดจำหน่ายผ้าทอไทลื้อในราคาพิเศษ และตลาดสินค้าเกษตร อาหารพื้นถิ่นอีกมากมาย โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวมาชม ชิม ช้อป ได้ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับหาดบ้ายหาดทรายทอง มีสินค้า OTOP ผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์ มีอาหารพื้นถิ่นที่มีความแปลกอร่อย น่ารับประทาน ประกอบกับสภาพภูมิประเทศมีทิวทัศน์ที่งดงาม ทั้งแม่น้ำและภูเขา เหมาะแก่การยกระดับช่องทางการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ จนได้รับรางวัลชนะเลิศชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จ.เชียงราย ประจำปี 2561 มาแล้วด้วย

กษ.จับมือตลาดทิพย์นิมิตร เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าช่วยเกษตรกรปากน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529032

กษ.จับมือตลาดทิพย์นิมิตร เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าช่วยเกษตรกรปากน้ำ

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตลาดทิพย์นิมิตร เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางตลาดทิพย์นิมิตรว่า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรโดยตรง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมีนโยบายเปิดตลาดในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกร ซึ่งตลาดทิพย์นิมิตรพร้อมและจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สินค้าเกษตรเข้าถึงผู้ซื้อและผู้บริโภคในจ.สมุทรปราการ

“ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยผลักดัน ขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลรูปธรรม ซึ่งตรงตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในเรื่องตลาดนำการผลิต และแผนงานที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไรก็ตาม มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมประมง กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มส่งชื่อเกษตรกรที่จะเข้าร่วมให้ตลาดทิพย์นิมิตร เพื่อเริ่มโครงการได้วันที่13-17 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เน้น 6 หน่วยงาน เรื่องคัดสรรตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่กลุ่มเกษตรกรจะนำมาจำหน่ายภายในงานต้องได้มาตรฐาน” ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือมาตรการช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการ โดยระยะแรก ตลาดทิพย์นิมิตรจะฟรีในส่วนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และคิดค่าน้ำและค่าไฟในราคาเหมาจ่ายวันละ 50 บาท ระหว่างวันที่13-17 พฤศจิกายน และหากผู้จำหน่ายสินค้าสนใจขายสินค้าต่อจากระยะเวลากิจกรรม ตลาดจะไม่เก็บค่าเช่าเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 – 20 กุมภาพันธ์ 2564 และระยะสุดท้ายตลาดจะลดค่าเช่าแผง 50% เป็นเวลา 10 เดือน เริ่มวันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 31 ธันวาคม 2564