ลุ่มเจ้าพระยา : 1 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529034

ลุ่มเจ้าพระยา : 1 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อแกนนำหลักของม็อบ “คณะราษฎร 2563” ถูกจับกุม และไม่ได้รับการประกันตัว ม็อบก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่ในการชุมนุมเพื่อไม่ให้แกนนำแต่ละจุดถูกจับอีก โดยการนัดรวมตัวกันชุมนุมแบบดาวกระจาย ไม่มีใครประกาศออกตัวว่าเป็นแกนนำชักนำกลุ่มแนวร่วมมาร่วมชุมนุมประท้วง และให้ใครที่อยากออกมาพูดได้พูดด่าโจมตีรัฐบาล และ สถาบัน เพื่อเป็นการป้องกันการถูกจับกุมแกนนำจากเจ้าหน้าที่ โดยข้อเรียกร้องก็ยังคงเป็นข้อเรียกร้องเดิม คือให้นายกฯประยุทธ์ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า หากม็อบ “คณะราษฎร 2563”หรือ ม็อบเยาวชนปลดแอก ออกมาประท้วงเรียกร้องนายกฯลาออกอย่างเดียวอาจจะสำเร็จได้ แต่พอจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันจนเห็นได้ชัดเจน คนไทยหลายล้านคนที่มีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จึงยอมไม่ได้ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวประกาศเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบัน 

nn เป็นอีกผู้หนึ่งที่ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับดารานักแสดงผู้ใจบุญอย่างบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ที่ประกาศลาออกจากมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ขององค์กร ขณะที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากมาย แต่ บิณฑ์ เองก็ยังคงยืนหยัดที่จะปกป้องสถาบันหลักของชาติต่อไป แล้วเชิญชวนผู้ที่จงรักภักดีพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองออกมาแสดงออกในการปกป้องสถาบัน 

nn คนเก่าไปคนใหม่มา ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ อดีตปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ขยับขึ้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แทนท่าน นิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกษียณอายุราชการไป ถือว่าเป็นคนเก่ง คนดี มีฝีมืออีกท่านในการบริหารปกครอง 

nn เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนที่ได้ประสบอุทกภัย พินิจ จารุสมบัติ ปธ.สภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ร่วมกับ กฤษดา พุ่มฤทธิ์ บอสใหญ่ค่าย SK.Record สั่งผลิต ผลงานเพลง “น้ำท่วมพ่ายน้ำใจ 2020” ร้องโดย พลอย พุ่มพวง ชม MV และฟังเพลงนี้กันได้แล้วทางยูทูบ งานนี้ยังได้สมุนไพร PM ตังถั่งเช่าผสมโสม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นผู้สนับสนุน 

nn หลายปากชื่นชมการจัดงาน “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี’63” ที่ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เสนอคุณค่าความเป็นไทยได้ดี งานออกมาได้งดงามอลังการ เสียดายที่ฝนตกไม่อย่างงั้นคงคึกคักยิ่งกว่านี้นายพัฒนพงษ์ พงษ์ทองเจริญ ผอ.ททท.พระนครศรีอยุธยา คนใหม่ ยิ้มหน้าบานเลยทีเดียว nn

เกียรติยศ ศรีสกุล

รมช.เกษตรฯนำทีมเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528979

รมช.เกษตรฯนำทีมเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด

รมช.เกษตรฯนำทีมเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 22.08 น.

รมช.เกษตรฯ นำทีมหน่วยงานในสังกัด เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด พร้อมแจง 7 โครงการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมชี้แจงมาตรการแนวทางในการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด และมาตรการภายใต้โครงการลดรายจ่ายสร้างรายได้สำหรับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง 2563/2564 ณ โรงแป้งมันสำปะหลังเอี่ยมธงชัย  ตำบลงิ้ว อำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมชลประทาน เป็นต้น โดยมีเกษตรกรจากหลายอำเภอที่ประสบภัยเข้าร่วมรับฟัง 1,000 คน ในการนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ ณ อ่างเก็บน้ำลำเชียงสา  อ.วังน้ำเขียว จ.นครรชสีมา ตลอดจนพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชผลการเกษตร ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดสุราษณ์ธานี (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย.63) ขณะนี้ได้รับรายงานว่าจังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่การเกษตรด้านพืชคาดว่าเสียหาย 198,356  ไร่ 23 อำเภอ 146 ตำบล 1,096 หมู่บ้าน เกษตรกร 48,737 ราย โดยเบื้องต้นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 จำนวน 7 โครงการ โดยเตรียมนำเสนอ ครม. พิจารณา ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สนับสนุนเงินให้แก่เกษตรกร 1,500 บ./ไร่ รายละไม่เกิน 10 ไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.5 กก./ไร่ และปัจจัยการผลิต 870 บ./ไร่, ถั่วเขียว สนับสนุน 1,200 บ./ไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว 5 กก./ไร่ และปัจจัยการผลิต 1,000 บ./ไร่ 2) โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมงในบ่อดิน (ปลาดุก, ปลาตะเพียนขาว) สนับสนุนพันธุ์ปลาดุก 3,000 ตัว อาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูป 60 กก. (3 กระสอบ), สนับสนุนพันธุ์ปลาตะเพียนขาว 5,000 ตัว อาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กก. (3 กระสอบ) 3) โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชน จำนวน 200,000 ตัว/แห่ง ค่าอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูป 200 กก. (10 กระสอบ) และจัดเตรียมพื้นที่สำหรับปล่อยและจัดทำแหล่งอาศัย

4) โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกในฤดูแล้ง ปี 2564 สนับสนุนพันธุ์สัตว์ปีก รายละ 5,000 บาท ได้แก่ ไก่พื้นเมือง เป็ดไข่ เป็ดเทศ ไก่ไข่ ไก่ชน และไก่เนื้อ 5) โครงการส่งเสริมปลูกพืชอาหารสัตว์ สนับสนุนเงินอุดหนุนให้เกษตรกร จัดหาปัจจัยการผลิตและวัสดุ เพื่อปรับปรุงแปลงพืชอาหารสัตว์ ในอัตรา 3,000 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 5 ไร่ หรือ รายละ 15,000 บาท 6) โครงการสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพการเกษตรให้แก่สมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยสนับสนุนปั๊มน้ำ โรงเรือน ปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์ตลาด รวมทั้งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และ 7) โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่ม เพื่อให้ความรู้การแปรรูผลิตผลทางการเกษตรแก่เกษตรกร และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป กระบวนการผลิต คุณภาพมาตรฐาน และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งส่งเสริมการตลาดทั้ง online และ offline (ตลาดเกษตรกร)

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมเพื่อให้เกษตรกรได้มีอาชีพ รายได้หลังน้ำลด โดยวันนี้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันแก้ปัญหา และได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ และเกิดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม เชื่อว่าภายในเดือนธันวาคมจะสามารถจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรได้” นายประภัตร กล่าว

พายุ ‘โมลาเบ’ เล่นงานอีกรอบ น้ำในเขื่อนลำพระเพลิงสูงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528946

พายุ'โมลาเบ'เล่นงานอีกรอบ น้ำในเขื่อนลำพระเพลิงสูงขึ้น

พายุ’โมลาเบ’เล่นงานอีกรอบ น้ำในเขื่อนลำพระเพลิงสูงขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 12.08 น.

ชป.เตือนน้ำในเขื่อนลำพระเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอีกรอบ ผลกระทบจากพายุ “โมลาเบ” 

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากอิทธิพลของพายุ “โมลาเบ” ทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณเขาใหญ่อีกครั้ง วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลำพระเพลิงเป็นจำนวนมาก  ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณ 168.63 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108 % ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ ประมาณ 3.88 ล้าน ลบ.ม. และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำพระเพลิง ได้ทำการระบายน้ำผ่านคลองธรรมชาติ และ Spillway รวมประมาณ 102 ลบ.ม./วินาที หรือ 8.81 ล้าน ลบ.ม./วัน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนด้านท้ายเขื่อนรับมือกับสถานการณ์แล้ว

จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อนลำพระเพลิง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้ประสานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนให้ประชาชน ห้างร้าน ที่อยู่ริมตลิ่งให้ขนของขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น และขอให้รับฟังข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือหรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่หมายเลขสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

นายสัญญา กล่าวด่วยว่า ล่าสุดนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมวเกษตรฯได้สั่งการผ่าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ติดตามแนวทางการให้ความช่วยเกษตรกรอย่างทั่วถึง ตลอดจนวางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยการผันน้ำส่วนเกินไปเก็บกักตามแหล่งน้ำต่างๆ ให้เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งหน้า ด้วยการ กำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดพื้นที่เสี่ยง กำหนดทรัพยากรเครื่องจักรเครื่องมือ พร้อมปฏิบัติงานตลอด24ชั่วโมง โดยเน้นย้ำให้ตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำไหลที่เข้าเขื่อน  ควบคู่ไปกับการเก็บกัก  โดยผันเข้าพื้นที่แก้มลิงหรือบ่อธรรมชาติ  รวมทั้งเร่งระบายน้ำพื้นที่ท้ายน้ำและน้ำค้างทุ่งออกให้เร็วที่สุด

‘ประภัตร’ มอบนโยบายส่งเสริมขยายพันธุ์ ‘แหนแดง’ เป็นพืชเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528542

'ประภัตร'มอบนโยบายส่งเสริมขยายพันธุ์'แหนแดง'เป็นพืชเศรษฐกิจ

‘ประภัตร’มอบนโยบายส่งเสริมขยายพันธุ์’แหนแดง’เป็นพืชเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.13 น.

30 ตุลาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช จ.ขอนแก่น 

ทั้งนี้นายประภัตรเปิด เผยว่า การลงพื้นที่ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช จ.ขอนแก่น ครั้งนี้ได้มอบนโยบายให้ส่งเสริมขยายพันธุ์แหนแดง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกระยะสั้นเติบโตเร็ว 15-30 วัน สามารถขายได้ มีไนโตรเจนสูงถึง 5 % 

ในขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจนประมาณ 2.5 – 3 % นำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ลดต้นทุนการผลิต และมีคุณค่าทางอาหารสูงเป็น ตลอดจนให้ขับเคลื่อนเพื่อเป็นโครงการนำร่องที่ขอนแก่น โดยทำร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง โอกาสนี้ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

กรมควบคุมมลพิษปรับแผนแก้ปัญหาPM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528502

กรมควบคุมมลพิษปรับแผนแก้ปัญหาPM2.5

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ของทุกปี ประเทศไทยเข้าฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำลงทำให้ฝุ่นละอองไม่สามารถกระจายตัว จึงทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 และฝุ่นละอองขนาดใหญ่หรือ PM10 โดยเฉพาะพื้นที่ในเมืองอย่างกรุงเทพมหานครและ 17 จังหวัดภาคเหนือต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว

ในส่วนของกรมควบคุมมลพิษ มีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งหลายหน่วยงานนำแผนไปปฏิบัติและปรับปรุงการดำเนินงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการควบคุมปริมาณการจำกัดใช้รถขนาดใหญ่และโดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล สร้างความเข้าใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดำเนินชีวิตไม่ให้ฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ผ่านคณะทำงานสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ในการหารือกับกลุ่มอุตสาหกรรม ด้านการจราจรและท่องเที่ยว เข้ามามีส่วนร่วมช่วยลดค่า PM2.5

สำหรับมาตรการป้องกันในพื้นที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือ รัฐบาลได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นจัดระเบียบการเผา หรือจองเบิร์น เข้าคิวการเผา เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นของการเผาที่ก่อผลกระทบ PM2.5 และ PM10 เป็นการจัดระเบียบการเผาในพื้นที่เกษตร การเผาป่าและการเผาในที่โล่ง ควบคู่กับการมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนถึงฤดูกาล หรือชิงเผา เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่ไหม้ซ้ำซาก และเมื่อถึงห่วงที่เกิดไฟป่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับจังหวัด เข้ามาทำงานร่วมกับภาคประชาชน นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ยังได้ดำเนินโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า เพื่อช่วยสนับสนุนท้องถิ่นชุมชนให้มีความพร้อมเผชิญปัญหาไฟป่า ป้องกันไฟป่าและดับไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว

หนุนใช้กล้วยไม้ไทย วันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบ 53 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528501

หนุนใช้กล้วยไม้ไทย วันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบ53ปี

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 53 ปี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมและสนับสนุนการใช้กล้วยไม้ไทยในโอกาสพิเศษนี้โดยสั่งพวงมาลากล้วยไม้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจ.สมุทรสาคร เพื่อกระจายและส่งต่อไปยังเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ของสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด ร้านมานะออร์คิดและร้านกล้วยไม้สาย 4 ทั้งแบบที่ใช้กล้วยไม้ตัดดอกและกล้วยไม้ต้น รวมทั้งใช้กล้วยไม้ตกแต่งสถานที่และจัดทำเป็นของชำร่วยสำหรับผู้มาร่วมงาน ซึ่งสามารถนำต้นกล้วยไม้ไปใช้ปลูกเลี้ยงและประดับอาคารบ้านเรือนต่อไปได้ อีกทั้ง ช่วยลดปัญหาทิ้งขยะจากเศษวัสดุเหลือใช้ ถือเป็นการช่วยขยายตลาดกล้วยไม้ไทยในประเทศและส่งเสริมเกษตรกรให้เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป พร้อมใช้ประโยชน์เพิ่มจากเดิมที่เคยนิยมจำหน่ายในรูปแบบตัดดอก ร้อยมาลัยและกระเช้ากล้วยไม้เท่านั้น

ประกอบกับช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นช่วงที่ดอกกล้วยไม้ออกมามากตามฤดูกาล และเป็นช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีงานเทศกาลน้อย จึงมีความต้องการใช้กล้วยไม้ไทยน้อยกว่าช่วงปลายปี-ต้นปี และในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่มีหลายเทศกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ซึ่งทำให้สถานการณ์การส่งออกกล้วยไม้ของไทยยังไม่อยู่ในภาวะปกติ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัด และนอกสังกัดรวมทั้งประชาชนทั่วไปใช้กล้วยไม้ไทยในโอกาสต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้ไม้ดอกไม้ประดับของไทย ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ไฟเขียวนำเข้ากากถั่วเหลืองปี 64-66 คลอดมาตรการเซฟการ์ดป้องมะพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528503

ไฟเขียวนำเข้ากากถั่วเหลืองปี’64-66 คลอดมาตรการเซฟการ์ดป้องมะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ว่า จากที่คณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 20 ตุลาคม รับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอ ในเรื่องเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง รวมทั้งเห็นชอบมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure: SSG) สำหรับสินค้ามะพร้าวปี 2563 นั้น การเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง พิกัดอัตราศุลกากร 2304.00.90 รหัสย่อย 02 เฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และรหัสย่อย 29 เฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ คราวละ 3 ปี (ปี 2564 – 2566) ในกรอบ WTO ได้แก่ JTEPA, AKFTA และ TCFTA รวมปริมาณ 230,559 ตัน ได้กำหนดภาษีในโควตาร้อยละ 10 และนอกโควตาร้อยละ133 ส่วนกรอบการค้าอื่นๆ ตามความตกลง เช่น AFTA ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าภาษี 0% ส่วน TAFTA และ TNZCEP ภาษี 0% ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการบริหารการนำเข้า ขณะที่หากนำเข้าจากประเทศนอกความตกลงภาษี 6% และค่าธรรมเนียมพิเศษ ตันละ 2,519 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากจนเกินความต้องการใช้ในประเทศ ครม.จึงเห็นชอบมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure: SSG) ภายใต้ความตกลง WTO และ AFTA สำหรับสินค้ามะพร้าว ปี 2563 เพื่อเป็นมาตรการคู่ขนานตามข้อเรียกร้องเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยกำหนดกฎระเบียบการนำเข้ามะพร้าวทั้งกะลา มะพร้าวอ่อนและมะพร้าวอื่น (พิกัดอัตราศุลกากร 0801.12.00 0801.19.10 และ 0801.19.90 ตามลำดับ) ให้เป็นแนวทางเดียวกันทั้งกรอบความตกลง WTO และ AFTA

สำหรับการนำเข้ามะพร้าวภายใต้กรอบความตกลง WTO กำหนดให้นำเข้ามะพร้าวได้ 2 ช่วง รวม 6 เดือนคือ มกราคม-กุมภาพันธ์และกันยายน-ธันวาคม (จากเดิมมกราคม-พฤษภาคม และพฤศจิกายน-ธันวาคม) โดยกรอบความตกลง WTO นอกโควตาไม่กำหนดช่วงเวลานำเข้า ส่วนการนำเข้ามะพร้าวผลตามความตกลง AFTA กำหนดช่วงเวลานำเข้า 4 เดือน คือ กันยายน-ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรปริมาณนำเข้าให้ผู้มีสิทธินำเข้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ หากนำเข้าเกินกว่าปริมาณ trigger volume ที่กำหนดคือ 335,926 ตัน จะปรับภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54 เป็นร้อยละ 72 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช อย่างไรก็ตาม หากพบว่า ปริมาณมะพร้าวในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการและนำเข้ามะพร้าวไม่กระทบราคาที่เกษตรกรได้รับ อาจพิจารณาไม่บังคับใช้มาตรการ SSG ซึ่งทางกรมศุลกากรจะเป็นผู้รายงานข้อมูลให้แก่ สศก. ต่อไป

จากการคาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวที่ออกสู่ตลาด พบว่า ปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 0.837 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 1.417 ล้านตัน ทำให้ผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวมีวัตถุดิบไม่เพียงพอในการผลิตซึ่งปัจจุบัน มีผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวที่มีคุณสมบัติและเป็นผู้มีสิทธินำเข้ามะพร้าวผลตามกรอบความตกลงของ AFTA ปี 2563 จำนวน 15 ราย ซึ่งจะสามารถนำเข้ามะพร้าวผลได้หลังจากกรมการค้าต่างประเทศออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับเมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าวเนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าวที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ และการอนุญาตให้มีการนำเข้าดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว (กันยายน – ธันวาคม 2563) เป็นช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ส่งผลให้ราคามะพร้าวผลแห้ง (ใหญ่) ที่เกษตรกรขายได้ในปี 2563 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 11.50 – 16.50 บาท/ผล

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร เร่งเพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528479

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร เร่งเพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร เร่งเพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 22.00 น.

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ เร่ง ‘เพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีกว่า 20 ชนิด’ สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า ให้‘เกษตรกร’จากการปลูกไม้เศรษฐกิจ

29 ตุลาคม 2563 การปลูกป่าเศรษฐกิจ ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้แก่ประชาชน โดยการปลูกป่าเศรษฐกิจจะเป็นการปลูกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือในพื้นที่ที่ปลูกพืชเกษตรแล้วไม่ได้ผล “ป่าเศรษฐกิจ” ถือได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนได้

นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผอ.อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า การปลูกป่าเศรษฐกิจ จะประสบความสำเร็จ มีรายได้ตามที่คาดหวัง สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ก็คือ “กล้าไม้” ที่จะปลูกต้องมาจากแหล่งแม่ไม้พันธุ์ดี มีการเพาะอย่างถูกวิธี มีการดูแลกล้าไม้ที่แกร่งสมบูรณ์ พร้อมที่จะปลูก ซึ่งเรื่องนี้ อ.อ.ป. มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในการเพาะพันธุ์กล้าไม้อยู่จำนวนมาก มีแหล่งแม่ไม้พันธุ์ดีอยู่ทั่วประเทศ ในการผลิตกล้าไม้พันธุ์ดีจำหน่าย และมีศักยภาพจะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงสร้างรายได้ให้กับ อ.อ.ป. อีกประเภทหนึ่ง 

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ผลผลิตและมีรายได้จากการปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดียิ่งขึ้นอ.อ.ป. จึงจัดทำแผนปฏิบัติงานเชิงรุก ภายใต้ “โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์/สินค้าเป้าหมาย (Product Champion) ประเภท กล้าไม้เศรษฐกิจ ประจำปี 2563” เพื่อเป็นการขยายธุรกิจการเพาะกล้าไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นในประเทศ และสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากสินค้าประเภท กล้าไม้ให้กับ อ.อ.ป. ตลอดจนเกษตรกรได้รับกล้าไม้สายพันธุ์ดี ที่มีคุณลักษณะลำต้นตรง (เปลาตรง) เรือนยอดเล็ก มีความต้านทานโรคและแมลงสูง ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในการปลูกป่าเศรษฐกิจอีกด้วย

ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่าวต่อไปอีกว่า กล้าไม้สายพันธุ์ดีที่ อ.อ.ป. พัฒนาขึ้น แบ่งตามการใช้ประโยชน์เนื้อไม้ ได้ 2 ประเภท คือ ไม้โตช้า อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ สัก, พะยูงไทย, พะยูงไหหล่ำ, แดง, มะค่าโมง, ประดู่, ยางนา, ตะเคียนทอง, นนทรี, มะฮอกกานี และไม้โตเร็ว อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 5 ปีขึ้นไป ได้แก่ มะขามป้อม, ฝาง กระถินณรงค์, กระถินเทพา, ยูคาลิปตัส รวมมากกว่า 20 ชนิด

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือเกษตรกร สนใจกล้าไม้เศรษฐกิจสายพันธุ์ดี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวันและเวลาราชการที่ 

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคกลาง 

– เขตบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 3220 – 1565

– เขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 3831 – 1207

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือบน 

– เขตลำปาง จังหวัดลำปาง หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 5422 – 8107

– งานสวนป่าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง หมายเลขโทรศัพท์ 09 – 8750 – 4228

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528197

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการที่เราชาวแอปเตอร์ได้ย้ายที่ทำงานมาอยู่ที่อาคารใหม่ ชื่อว่า อาคารนวัตกรรม ความจริงผมเคยได้คุยกับท่านเลขาธิการ สศก. มาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงที่มีการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ว่าเราน่าจะมีพิธีการเปิดออฟฟิศทำงานของแอปเตอร์ดีไหม ซึ่งแล้วแต่ท่านเลขาฯ เพราะถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใหญ่ระดับกระทรวงเกษตรฯ ได้รับรู้รับทราบ รวมทั้งเป็นการสร้างการรับรู้แก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการทำงานของแอปเตอร์ ซึ่งในการนี้ ในที่ประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ผมเองก็ได้มีการเรียนให้ที่ประชุมทราบถึงการอนุเคราะห์ช่วยเหลือของรัฐบาลไทยต่อองค์กรแอปเตอร์ และได้มีการประกาศว่ามีแผนจะจัดประชุมย่อยที่เรียกว่า Working meeting ในช่วงปลายปี ซึ่งถ้าจะมีการเปิดออฟฟิศ ก็จะได้ถือโอกาสจัดเป็นอีเวนท์เดียวกันไปเลย จะได้มีแขกเหรื่อสักขีพยานจากประเทศสมาชิกแอปเตอร์มาพร้อมหน้าพร้อมตา

ผมจำได้ว่าแอปเตอร์เคยมีการประชุมคณะมนตรีครั้งที่ 1 ในประเทศไทย ในราวปี 2556 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว แล้วก็เคยมีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย (ถ้าจำไม่ผิด) มาทำพิธีเปิดสำนักงานเดิมที่ชั้นสองของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมาแล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ครั้งนี้ก็ควรทำอีก เพราะถือเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทย แต่ทว่าจนป่านนี้เดือนต.ค.เข้าไปแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าเจ้าเชื้อไวรัสโควิด-19 จะหยุดระบาดหมดสิ้นไปง่ายๆ การเดินทางไปมาระหว่างประเทศยังทำไม่ได้เลย แม้แต่งานการแจกจ่ายข้าวช่วยเหลือที่ผมเดินทางไปเข้าร่วมประจำยังต้องงดเว้น พิจารณาดูแล้วคงจะจัดประชุม Working meeting ในประเทศไทยค่อนข้างยากมาก จะมีก็อาจต้องใช้วิธี Teleconference อย่างที่เคยจัดกัน แผนการเปิดออฟฟิศแอปเตอร์ก็คงต้องแล้วแต่ท่านเลขาธิการ สศก แหละครับ ส่วนผมเองจะมีหรือไม่มีก็ได้

ความจริงการได้สถานที่ทำงานใหม่ของแอปเตอร์ ถือเป็นเครดิตของฝ่ายไทยแบบเต็มๆ เริ่มตั้งแต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งถือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับแอปเตอร์มากที่สุด เพราะท่านเลขาธิการท่านเป็นผู้แทนประเทศไทยที่ประกอบเป็นมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่เสาเศรษฐกิจของอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ (Host) อันเป็นที่ตั้งของแอปเตอร์ เพราะจากที่เคยได้กล่าวไปแล้ว องค์กรแอปเตอร์ตอนที่จะตั้งขึ้น มีหลายประเทศแย่งกันเป็นเจ้าภาพ เช่น อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ แต่ในที่สุดเหล่าประเทศสมาชิกในคราวประชุมมนตรีแอปเตอร์ที่ประเทศ สปป.ลาว ต่างยกมือเห็นชอบให้ตั้งในประเทศไทย ด้วยเพราะเห็นว่าประเทศไทยเป็นเจ้ายุทธจักรในการผลิตและส่งออกข้าวของโลก ซึ่งลึกๆ ก็คงหวังว่าประเทศไทยจะแสดงความเป็นพี่เบิ้มในเรื่องข้าวเพื่อช่วยเหลือเจือจานเหล่าประเทศผู้ขาดแคลนและนำเข้าข้าว ซึ่งบังเอิญก็เป็นประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนด้วยกันเสียด้วย ที่บอกว่าเป็นเครดิต ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ “ได้หน้า” นั่นแหละครับ เพราะเวลาไปนำเสนอเรื่องนี้ในที่ใดๆผมก็จะไม่ลืมที่จะโม้ตลอดว่าแอปเตอร์เราจะได้ที่อยู่อาศัยใหม่ แถมยังฉายภาพอาคารอันสวยหรูของ สศก.ให้ดู ทำให้ทุกครั้งบรรดาผู้แทนประเทศสมาชิกพากันปรบมือกับประเทศไทยกันขรมเลย จนท่านผู้แทนไทยที่อยู่ในที่นั้นต้องกล่าวขอบคุณอยู่เสมอๆ มิได้ขาด ใช่สิครับในฐานะที่จีเอ็ม ก็เป็นคนไทย ผมก็เลยพลอยภูมิอกภูมิใจไปด้วยทุกครั้งเช่นกัน

เสียดายนะครับ ผมวางแผนไว้แล้ว ถ้ามีการประชุม Working meeting และมีพิธีเปิดสำนักงานโดยท่านรัฐมนตรีใครก็ได้สักคน ผมกะจะทำให้แขกเหรื่อที่มาประชุมประทับใจและไม่รู้ลืมแอปเตอร์เลย เพราะจริงแล้วที่ผ่านมา ผมว่าสมาชิกผู้ขาดแคลนข้าวต่างพอใจและซึ้งใจมากที่ได้รับการช่วยเหลือจากแอปเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ และแม้แต่ประเทศเวียดนาม จนเวลาผมหรือเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ไปเยี่ยมทีไรได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ตัวแทนแอปเตอร์คนไทยเป็นน้องซึ่งเพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ หน้าตายังดูละอ่อนมาก แต่รองผู้บริหารของประเทศหนึ่ง ซึ่งเทียบแล้วเท่ากับระดับรองปลัดกระทรวงทีเดียวยังต้องมารอรับที่สนามบินเลยนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กษ.จับมือปัญญาภิวัฒน์ พัฒนาคนสู่ผู้นำภาคเกษตรยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528191

กษ.จับมือปัญญาภิวัฒน์ พัฒนาคนสู่ผู้นำภาคเกษตรยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรครอบคลุมทั่วถึงยั่งยืน กรมจึงลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เพื่อสร้างความร่วมมือผลิตพัฒนากำลังคนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ให้สอดคล้องการพัฒนากำลังคนภาคการเกษตร ส่งเสริมสนับสนุนการบูรณาการร่วมกันในการพัฒนาเด็ก และเยาวชน ยุวเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer และ Smart Farmer รวมทั้งพัฒนาบุคลากรทั้งสองฝ่าย โดยแบ่งปันทรัพยากรบุคลากร นักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ และข้อมูลส่งเสริมการเกษตรซึ่งกันและกัน

สำหรับการพัฒนาบุคลากรทางการเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรนั้น ดำเนินการอย่างเป็นระบบต่อเนื่องทุกระดับผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ตั้งแต่เยาวชนผ่านกระบวนการพัฒนายุวเกษตรกร ปัจจุบันมี 5,292 กลุ่ม สมาชิก 121,121 ราย ส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ โดยพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ปัจจุบันมี 13,051 ราย รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ที่มีความรู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นำข้อมูลมาใช้วางแผนผลิตและการตลาด ปัจจุบันมี Smart Farmer 1,101,650 ราย ซึ่งการร่วมมือกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีองค์ความรู้ และประสบการณ์เพิ่มทั้งสองฝ่าย

“การลงนามบันทึกข้อตกลงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกรมกับสถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่ร่วมขับเคลื่อนพัฒนาบุคลากรภาคเกษตรให้ขยายผลวงกว้าง และประสบผลสำเร็จลุล่วงตามจุดประสงค์ที่วางไว้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว