ชาวสวนยางเฮ! ราคาพุ่งเฉียดโลละ 80 บ. จ่อเปิดตลาดเอ็กซ์โปยางโลกปลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528019

ชาวสวนยางเฮ! ราคาพุ่งเฉียดโลละ80บ. จ่อเปิดตลาดเอ็กซ์โปยางโลกปลายปี

ชาวสวนยางเฮ! ราคาพุ่งเฉียดโลละ80บ. จ่อเปิดตลาดเอ็กซ์โปยางโลกปลายปี

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.55 น.

28 ตุลาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราและรักษาเสถียรภาพราคายาง เปิดเผยว่า สถานการณ์ความต้องการยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ราคาในประเทศและในต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการต่างๆของรัฐบาล 

โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล”เกษตรพาณิชย์ทันสมัย” ซึ่งเป็นความร่วมมือการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งเรื่องโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางและล่าสุดคือ 6 มาตรการปฏิรูปยางพาราตอบโจทย์ยุคนิวนอร์มอลเพื่อเพิ่มราคาและสร้างเสถียรภาพราคา รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เน้นลงทุนแปรรูปส่งเสริมวิจัยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้กลยุทธ์ใหม่การขายการตลาดเชิงรุกเจาะจีนทุกมณฑลและเปิดตลาดใหม่ๆในประเทศต่างๆ ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

1.มาตรการตลาดและราคา(Market & Price) 2.มาตรการการบริหารด้านอุปทาน(Supply Side Management) 3.มาตรการการบริหารด้านอุปสงค์ ( Demand Side Management) 4.มาตรการส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม 5.มาตรการลดสต็อกยางพารา 6.มาตรการเพิ่มรายได้

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ขยายตลาดส่งออกโดยเจรจาธุรกิจทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อซื้อขายยางพาราและผลิตภัณฑ์ ช่วงวันที่ 30 กันยายน 2563 และ 1 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาและในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด Thailand Rubber Expo ” เพื่อกระตุ้นการซื้อขายยาง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ และสินค้านวัตกรรม ที่สามารถนำไปมอบเป็นของขวัญ เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2564

ขณะที่นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ (28 ตุลาคม 2563) ว่าราคายางยังขึ้นต่อเนื่อง หลังปิดตลาดวันนี้ราคายางแผ่นรมควันพุ่งแตะสูงสุด 77.85 บาท/กก. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช ส่วนตลาดกลางฯ จ.สงขลา และตลาดกลางฯ จ.สุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ 77.72 บาท/กก. โดยหลังจากเปิดตลาดสัปดาห์นี้เพียง 2 วัน ราคาเพิ่มเพิ่มขึ้นกว่า 11 บาท คาดการณ์ว่าราคาสามารถพุ่งสูงต่อเนื่องแตะ 80 บาท/กก. ได้ภายในสัปดาห์นี้ และเชื่อว่าราคายางจะยังคงอยู่ในแนวบวกอย่างต่อเนื่อง และทะลุแนวต้านสูงสุดในรอบ 3 ปี 5 เดือน

ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยด้านอุปสงค์อุปทานและมาตรการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอ้างอิงได้จากปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.4 แสนตัน น้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ประมาณ ร้อยละ 10 ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยุทธภัณฑ์ ถุงมือยาง ยางยืด

ทั้งนี้จีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางที่มากที่สุด มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.9 ดัชนี PMI ของจีนยังอยู่ที่ 51.50 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัว คำสั่งซื้อยางของจีนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว การจำหน่ายรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63 กำลังการผลิตของโรงงานผลิตยางรถยนต์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มใช้ยางมากขึ้นด้วย เชื่อว่าราคายางยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นที่น่าหวั่นใจว่า ต่อไปผลผลิตยางอาจจะไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้ของตลาดต่างประเทศ

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527970

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้าย้อนหลังดูการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในแต่ละยุคสมัย หรือเปลี่ยนไปตามนโยบายที่เน้นหนักของผู้บริหารประเทศในยุคนั้นๆ แต่เดิมการเกษตรอาจเป็นเพียงวิถีชีวิตของชาวบ้านทำการเกษตรไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน เหลือเผื่อแผ่ให้ญาติมิตรเพื่อนบ้าน มีการลงแรงร่วมกันในการทำการเกษตร ผู้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงแรงในการดำนา เกี่ยวข้าว เกิดเป็นประเพณีอันดีงามในท้องถิ่น มีการละเล่น ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ก็มีแหล่งกำเนิดมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นสื่อแสดงถึงวัฒนธรรมและความผูกพันกับการทำการเกษตร เพลงพื้นบ้านเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตอย่างแท้จริง และสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง นาล่ม ต่างสะท้อนเป็นบทเพลงหลายๆ บทเพลง และเป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน

ภาคการเกษตรเมื่อถูกพิจารณาเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญภาคหนึ่งของประเทศ จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิวัติเขียว ปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มาเป็นวิถีชีวิตที่ต้องมีการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงเกิดการจ้างงาน การลงทุนด้านปัจจัยการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปุ๋ย สารเคมีปัองกันกำจัดศัตรูพืช เรื่อยไปถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ทัน เครื่องจักรจึงเข้ามาทดแทน โดยเน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จนบางครั้งหากคิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่ได้รับจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง และบางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุนเลยก็เป็นได้

ขณะที่ทุกฝ่ายต่างมุ่งทำการเกษตรโดยมองที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ได้รับกลับมา ความสัมพันธ์ เชื่อมโยง การช่วยเหลือกันและกันตามวิถีชาวบ้าน วิถีของการพัฒนาชนบทก็เลือนหายไป จนแทบไม่มีปรากฏให้เห็น เมื่อถึงจุดหนึ่งเกิดแนวคิดของการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนหรือองค์กรเพื่อช่วยเหลือกัน มุ่งหวังให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการเกษตรในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่รวมกันผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต จัดการผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ราคาและคุณภาพที่สมเหตุสมผล รวมกันขาย สร้างพลังต่อรองทางธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดผลตามมาจากการที่ชุมชนถูกทำให้แตกแยก แข่งขันกันผลิต ผลผลิตชนิดใดให้ผลตอบแทนดี เป็นราคา ก็แห่กันไปทำการผลิตสินค้านั้น เมื่อแข่งกันผลผลิต ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาตกต่ำลงตามกลไกตลาด ปัจจัยเหล่านี้ถูกกดดันให้มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรทั้งหลาย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านระเบียบ ข้อกฎหมาย การวัดผลสำเร็จของผู้บริหารสถาบันเกษตรกรเหล่านั้น ทำให้แทนที่จะรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง กลายเป็นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจของพ่อค้าหรือผู้มีผลประโยชน์ในองค์กรแทน ไม่ได้เป็นองค์กรที่ปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก การรวมกลุ่มดังกล่าวจำนวนมากกลายเป็นกลุ่มที่อ่อนแอไม่สามารถสร้างพลังในการต่อรองได้อย่างที่หวัง

ในยุคการปฏิรูปภาคเกษตรที่มุ่งหวังสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน หวังให้เกษตรกรสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพการเกษตร มีการตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรในพื้นที่สิ่งแวดล้อมของชุมชนนั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำหน้าที่ประสานงานเท่านั้น เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องสมเหตุสมผลในสิ่งแวดล้อมการผลิตทางการเกษตรนั้น เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปรวมตัวกับเกษตรกรที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือ แบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกัน พัฒนาการผลิตไปในทิศทางเดียวกัน ขยายแนวคิดออกไป เพิ่มจำนวนแปลงให้มากขึ้น กลายเป็นการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ภายใต้แนวคิดและเทคโนโลยีเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมๆ กัน เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาไปด้วยกัน โดยร่วมกันวางแผนการผลิต การตลาด การจัดหาปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมของตน มุ่งลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตคุณภาพมีมาตรฐาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการที่ดี สมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่จึงได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยกลุ่มแปลงใหญ่ต้องมีผู้จัดการแปลงที่มีประสิทธิภาพ สามารถประสานการดำเนินการและการจัดการได้ทั้งระบบ มีการนำความรู้ความสามารถของสมาชิกแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ ดึงลูกหลานเข้ามาร่วมดำเนินการในส่วนที่ตนเองถนัด จึงสามารถสร้างความต่อเนื่อง ขยายผล และสร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

จากรากฐานและเป้าหมายของแปลงใหญ่ที่กล่าวมา หากผู้บริหารประเทศมองว่าแปลงใหญ่คือการอุดหนุน ให้เปล่า โดยขาดจิตสำนึกของการพัฒนาร่วมที่จะสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง สุดท้ายแปลงใหญ่จะกลายเป็นองค์กรเกษตรกรอีกองค์กรหนึ่งที่ล้มเหลวในการพัฒนา เหมือนกับหลายๆองค์กรที่เป็นมาในอดีตที่ถูกทำลายลงด้วยแนวคิดการอุดหนุนของผู้กำหนดนโยบาย บางทีต้องย้อนกลับไปพิจารณากันใหม่ให้ดีๆ คำว่า “อุดหนุน-ให้เปล่า” ในลักษณะที่กำลังคิดและทำ ยังจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมปัจจุบันหรือไม่ หรือ เป็นสารเร่งความอ่อนแอให้เกิดขึ้นกับองค์กรเกษตรกร คิดผิด คิดใหม่ได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมประมงลุยแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527967

กรมประมงลุยแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งก้ามกราม ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย เกษตรกรเพาะเลี้ยงแพร่หลายหลายจังหวัด เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์และเชียงราย ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรายย่อยรวมกลุ่มบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตครบวงจร รวมถึงเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดเสริมสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกุ้งก้ามกรามให้ได้ 40,000 ตัน ภายในปี 2565 กรมประมงจึงจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม (พ.ศ. 2562-2565) สำหรับวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งก้ามกรามตลอดห่วงโซ่อุปทานให้มีขีดความสามารถแข่งขัน รวมทั้งพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ แบ่งประเด็นยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 4 ด้านได้แก่ 1.ด้านวิจัยและพัฒนา 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 3.การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และ4.ด้านการตลาด ใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามครบวงจร มีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีงบประมาณ 2564 กรมประมงหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางผลักดันเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 40,000 ตัน/ปี จากปัจจุบันที่ทำผลผลิตได้ 31,838 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,900 ล้านบาท พร้อมเตรียมขยายฐานการตลาด เพิ่มช่องทางจำหน่าย เช่น จัดทำ Platform ซื้อขายผลผลิตกุ้งก้ามกราม ทำแบรนด์สินค้ากุ้งก้ามกรามไทย จัดมหกรรมสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ทำคลัสเตอร์ส่งออกกุ้งก้ามกราม เพื่อบริโภคทั้งชนิดแช่เย็นและแช่แข็ง เน้นเปิดตลาดไปจีน เพราะเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่มีกำลังซื้อสูงขณะนี้กรมประมงปูแนวทางส่งเสริมพัฒนาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรองรับตลาด โดยยกระดับมาตรฐานปฏิบัติเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี

สำหรับการผลิตสัตว์น้ำ หรือ GAP (Good Aquaculture Practice) โดยนำร่องในโรงเพาะฟัก 200 แห่งในจ.ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรีและในฟาร์มเพาะเลี้ยง 400 แห่งใน 4 จังหวัด ที่เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่สำคัญของประเทศได้แก่ ราชบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี อีกทั้ง ยังพัฒนาระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มกุ้งก้ามกราม ส่งเสริมเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดิน เฝ้าระวังโรคกุ้งก้ามกราม และปรับปรุงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ(ทบ.1) โดยสำรวจข้อมูลใหม่ทุกจังหวัด ทั้งนี้ภาครัฐพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนต่อไป

ปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรปากช่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527969

ปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรปากช่อง

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุดีเปรสชั่นทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมขังหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร เช่นโคนม โคเนื้อ ขาดแคลนอาหารสัตว์ร่วมพันตัว ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.)จึงสั่งการด่วนถึงหน่วยงานในพื้นที่ให้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ลดความสูญเสียโดยเฉพาะใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้อพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร 15 ราย เป็นโคนมและโคเนื้อ 508 ตัว แพะ 38 ตัว จัดหาหญ้าแห้ง 5,000 กิโลกรัม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่รักษาสัตว์เจ็บป่วย มอบเวชภัณฑ์ บำรุง สุขภาพสัตว์ อีกทั้ง ยังสั่งทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมตลอดเวลาให้บริการเกษตรกรได้ทันที ปัจจุบันกรมปศุสัตว์เตรียมเสบียงอาหารสัตว์กว่า 5,600 ตัน หน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ระดับจังหวัด เขตและกรมรวม 325 หน่วย พาหนะสำหรับอพยพสัตว์ ขนส่งเสบียงอาหารสัตว์ 200 คัน ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 3,000 ถุง คอกสัตว์สำหรับตั้งจุดอพยพสัตว์ 30 ชุด เกษตรกรที่เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่หรือศูนย์อำนวยการป้องกันแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. 0-2653-4444 ต่อ 3315 และ 3326 หรือ disaster@dld.go.th

กยท.พร้อมเยียวยาสวนยางประสบภัยพิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527715

กยท.พร้อมเยียวยาสวนยางประสบภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทำให้พื้นที่เพาะปลูกและทำสวนยางพาราเสียหายการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อน โดยมีสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อนจากสวนยางที่ประสบภัยตามระเบียบการยางแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์
และวิธีการใช้จ่ายจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2560 ตามมาตรา 49 (5) โดยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยางกรณีสวนประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยอุทกภัยหรือวาตภัย ทั้งนี้ กยท.มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยเบื้องต้น หากสวนยางได้รับผลกระทบจนเสียสภาพสวนคือ ต้องมีต้นยางพาราเสียหายคราวเดียวกันไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่ จะได้รับเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 3,000 บาท

“ชาวสวนยางต้องเป็นเกษตรฯขึ้นทะเบียนกับกยท. และที่ดินของสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต้องมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงจะแจ้งขอรับการช่วยเหลือต่อพนักงานกยท.ในพื้นที่
ใกล้สวนยางภายใน 15 วัน นับจากวันที่ประสบภัยหรือนับจากวันที่เหตุพิบัติภัยสิ้นสุดแล้วแต่กรณี ซึ่ง กยท. จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบพื้นที่ให้การช่วยเหลือเร็วที่สุด” นายสุขทัศน์กล่าว

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯสุดเจ๋งค้นพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก พบครั้งแรกเฉพาะประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527716

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯสุดเจ๋งค้นพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก  พบครั้งแรกเฉพาะประเทศไทย

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯสุดเจ๋งค้นพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก พบครั้งแรกเฉพาะประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ นางสาวชนาพร สุทธินันท์ นิสิตระดับปริญญาเอก และรศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง(อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์) ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ Dr. Jean-Luc Gattolliat สังกัด Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส (อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม) ค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก คือ แมลงชีปะขาวเข็ม Cymbalcloeon sartorii ที่ลำธารห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และลำธารต้นน้ำเลย อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย นับเป็นการค้นพบครั้งแรกและพบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง เปิดเผยถึงการค้นพบว่า สืบเนื่องจากน.ส.ชนาพรสุทธินันท์ นิสิตทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ระดับปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจศึกษาและทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความหลากหลายของตัวอ่อนแมลงชีปะขาววงศ์ Baetidae ในภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศไทย และค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BDC-PG4-161004) และโครงการทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย และยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูงและ Dr. Jean-Luc Gattolliat สังกัด Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส

ลักษณะทั่วไปของแมลงชีปะขาว ถิ่นกำเนิด และลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นสกุลใหม่ของโลกนั้น รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง กล่าวว่า แมลงชีปะขาวสกุลใหม่จัดอยู่ในวงศ์ Baetidae มีลักษณะเด่นแตกต่างจากสกุลอื่นในวงศ์เดียวกันอย่างเห็นได้ชัดคือ มีแผ่นเหงือกคล้ายรูปหัวใจปล้องท้องที่ 5-7 เท่านั้นและคลุมไปด้านท้องถึงปล้องที่ 9 นอกจากนี้ ยังมีลักษณะโครงสร้างปาก เช่น รูปร่างริมฝีปากล่าง แตกต่างชัดเจน โดยมีลักษณะที่จัดอยู่ในกลุ่ม Anteropatellata ของวงศ์ Baetidae ใกล้เคียงสกุล Baetopus อย่างไรก็ตาม ลักษณะรูปร่างตัว พฤติกรรม และตุ่มอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้คล้ายกับสกุล Cloeon การโบกเหงือกทั้ง 3 คู่ของตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่มีลักษณะเฉพาะจึงนำมาตั้งชื่อสกุล คือ Cymbalcloeon คล้ายการตีฉาบ มีอัตราโบกเหงือกเร็วเฉลี่ยประมาณ 12 ครั้งต่อวินาทีซึ่งช่วยแลกเปลี่ยนแก๊ส แมลงชีปะขาวสกุลใหม่พบครั้งแรกและพบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

แมลงชีปะขาวสกุลใหม่จัดอยู่ในวงศ์ Baetidae มักเรียกชื่อสามัญทั่วไปวงศ์นี้ว่า แมลงชีปะขาวเข็ม เนื่องจากลำตัวยาวเรียวและมีขนาดเล็กกว่าแมลงชีปะขาววงศ์อื่น มีชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงชีปะขาวเข็มสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก คือ Cymbalcloeon sartorii Suttinun, Gattolliat & Boonsoong, 2020โดย specific epithet ตั้งชื่อเป็นเกียรติกับ Dr.Michel Sartori ผู้เชี่ยวชาญแมลงชีปะขาวระดับโลก

รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง ได้ให้ข้อคิดเห็นในด้านความหลากหลาย และการอนุรักษ์เกี่ยวกับการค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลกในครั้งนี้ว่า สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรในประเทศไทย ตัวอ่อนพบอาศัยอยู่ในลำธารต้นน้ำที่มีคุณภาพดีจนถึงดีมาก การอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและพื้นที่ป่าจะช่วยให้คงความหลากหลายทางชีวภาพแหล่งต้นน้ำไว้ และยังคงมีแมลงน้ำอีกมากที่ยังไม่ค้นพบ หากแหล่งอาศัยถูกทำลายด้วยหลายปัจจัย เช่น กิจกรรมของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ส่งผลทำให้แมลงน้ำที่มีอยู่หรือยังไม่ถูกค้นพบลดลงและสูญพันธุ์ไปได้

ข้อมูลอ้างอิง

l Suttinun, C., Gattolliat, J-L&Boonsoong, B. 2020. Cymbalcloeon gen. nov., an incredible new mayfly genus (Ephemeroptera: Baetidae) from Thailand. PLoS ONE 15(10): e0240635. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0240635

หนุนเกษตรกรปลูกแหนแดง ช่วยลดต้นทุนผลิตอาหารสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527714

หนุนเกษตรกรปลูกแหนแดง ช่วยลดต้นทุนผลิตอาหารสัตว์

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยยังประสบปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารที่ราคาสูง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ ในโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการเกี่ยวเนื่องฯ จึงมุ่งหาอาชีพให้เกษตรกรสร้างรายได้ ซึ่งการปลูกพืชอาหารสัตว์ อาทิ แหนแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเนเปียร์ ถือเป็นอาชีพทางเลือกที่เป็นทางออกให้เกษตรกร ซึ่งแหนแดง เป็นพืชที่ใช้เวลาปลูกสั้นเติบโตเร็ว 15-30 วันขายได้ เป็นที่ต้องการของตลาด โปรตีนสูง มีไนโตรเจนสูงถึง 5% ขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจนประมาณ 2.5-3% ขณะที่ราคาอาหารสัตว์ท้องตลาดราคา 12 บาท/กก. แต่หากเป็นอาหารผสมเองราคา 4 บาท/กก. เป็นการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร

สำหรับแหนแดง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก พบอยู่ตามบริเวณน้ำนิ่ง เช่น บ่อ หรือคูน้ำ สำหรับแหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตรให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตสดถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห้ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตเจนได้ประมาณ 6-7 กิโลกรัม ประโยชน์คือ ทดแทนหรือลดใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับพืชผักไม้ผล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใช้ปุ๋ยเคมี ใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับเลี้ยงสัตว์ และมีต้นทุนต่ำ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทีมกิจปวงชน’ประกาศความพร้อมชิง ‘นายก อบจ.ตรัง’ เดินหน้าเฟ้นหาตัวขุนพลก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527466

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทีมกิจปวงชน’ประกาศความพร้อมชิง‘นายก อบจ.ตรัง’  เดินหน้าเฟ้นหาตัวขุนพลก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทีมกิจปวงชน’ประกาศความพร้อมชิง‘นายก อบจ.ตรัง’ เดินหน้าเฟ้นหาตัวขุนพลก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ที่จังหวัดตรัง บรรยากาศความเคลื่อนไหวของผู้ที่ประกาศลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง โดยทีมกิจปวงชนประกาศส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งเป็นทีมแรก ขณะที่ผู้สมัครไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมือง หรือผู้สมัครอิสระ ยังไม่มีการเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังแต่อย่างใด

ล่าสุด นายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ ว่าที่ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ตรัง หัวหน้าทีมกิจปวงชน กล่าวว่า ขณะนี้ตนซึ่งจะสมัครลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังมีความพร้อม 100% ส่วนผู้สมัครสังกัดทีมกิจปวงชนแต่ละเขตเลือกตั้งเกือบสมบูรณ์ โดยจะมีการคัดตัวผู้สมัครที่มีความซ้ำซ้อน จะต้องหารือเพื่อรักษาน้ำใจกันไว้ ว่าอย่ามาแย่งชิงกันบางคนทราบว่าผู้สมัครมีความผูกพันการทีมกิจปวงชนก็ถอนให้ อย่างไรก็ตาม ก็มีการลงสมัครด้วยแต่จะวงเล็บใต้โปสเตอร์หาเสียงว่า สนับสนุนตนเป็น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ก็ดี สำหรับในพื้นที่เขต 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ เบื้องต้น ได้มีการหารือด้วยกันคิดว่าน่าจะไปด้วยกัน เพียงแต่ว่าตำแหน่งต่างๆ จะได้มีการหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติ

นายบุ่นเล้งกล่าวอีกว่า ในส่วนของตำแหน่งผู้บริหารที่มีอยู่  6 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองนายก อบจ.2 ตำแหน่ง เลขานุการ 1 ตำแหน่ง ที่ปรึกษา 3 ตำแหน่ง แต่มีผู้ที่เสนอตัว 7-8 คน ดังนั้น จะต้องดูว่าใครมีความเหมาะสมใคนจะสละบ้างแต่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะต้องไปกันได้  ตนเองเป็นคนยึดหลักสมานฉันท์ พูดจาเข้าใจกัน ทุกคนที่อาสาเข้ามาทุกคนก็หวังที่จะเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น สร้างจังหวัดตรังให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ในเมื่อเรามีอุดมการณ์เดียวกันคงต้องทำงานได้เหมือนๆ กัน อย่างไรก็ตาม ทีมจะใช้ในการลงสมัครในสมัยนี้ยืนยันว่าคงใช้ทีมกิจปวงชนต่อไป

ด้านนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ น้องชาย นายบุ่นเล้ง ในฐานะผู้จัดการทีมกิจปวงชน กล่าวว่า ขณะที่การฟอร์มทีมยังไม่พร้อม 100% แต่ในวันที่ 2 ธันวาคม 2563 จะสมัครพร้อมกันทุกเขต รวมทั้ง
นายก อบจ.ในนามของทีมกิจปวงชน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเคลียร์ในพื้นที่ทุกเขต แต่มีผู้ที่มีความประสงค์ลงสมัครในนามทีมกิจปวงชนแต่ละเขตเกินกว่า 1 คน จึงต้องมีการพูดคุยกัน ในส่วนของพื้นที่เขต 2 ที่มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
สส.ตรังพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันว่ามีใครมาลงในนามทีมได้กี่คน แต่อาจจะได้ไม่หมด เนื่องจากมี ส.อบจ.เก่าในนามทีมกิจปวงชนอยู่ ทั้งนี้หากเขตที่ไม่มีทีมกิจปวงชนก็ไม่เป็นปัญหา ดังนั้นผู้สมัครสังกัดนายสาทิตย์ อาจจะได้ลงในนามทีมกิจปวงชนบ้างไม่ได้ลงบ้างก็ให้เป็นไปตามนั้น

“ส่วนเงื่อนไขที่จะมีการต่อรองตำแหน่งรองนายก อบจ.นั้น ยังไม่มีการพูดคุยกัน เพราะต้องรอให้เลือกนายก อบจ.ก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน ทั้งตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษา ซึ่งจะไม่มีการเปิดตัวตำแหน่งเหล่านี้ จะเปิดหลังเลือกนายกเสร็จ อย่างไรก็ตาม ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ทุกอย่างจะลงตัว ส่วนผู้ที่ไม่ได้ลงในนามทีมกิจปวงชนก็อย่างน้อยใจ ทุกคนเป็นทีมงานกันทั้งนั้น ขณะนี้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นๆ ยังไม่เปิดตัว แต่หากจะเปิดตัวลงแข่งขันนั้นทางทีมกิจปวงชนประกาศสู้เพราะมีความพร้อมมากๆ มีการประกาศตัวไปแล้ว 2 เดือน ผู้สมัครคนอื่นๆ มาลงสมัครก็ยินดีจะได้เป็นทางเลือกให้กับประชาชน” นายสมชาย กล่าว

ชลประทานเตรียมเดินหน้า ขุดลอกแก้มลิงพื้นที่ลุ่มน้ำชี เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527461

ชลประทานเตรียมเดินหน้า ขุดลอกแก้มลิงพื้นที่ลุ่มน้ำชี เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำให้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมดำเนินโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน พร้อมอาคารประกอบ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นแก้มลิงในพื้นที่ลุ่มน้ำชี เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 3.5 หมื่นไร่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งนาปี-นาปรัง และการเกษตรอื่นๆ ขณะเดียวกัน ในกรณีที่แม่น้ำชีมีปริมาณน้ำมากยังสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยได้ส่วนหนึ่ง โดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินโครงการได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

สำหรับโครงการนี้ใช้พื้นที่ในการดำเนินการจำนวน 6,196 ไร่ แต่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่โครงการจะได้รับประโยชน์ 3.5 หมื่นไร่ นอกจากนี้ แล้วกรมชลประทานยังมีแผนงานอีกหลายโครงการตามแนวสองฝั่งแม่น้ำชี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งให้กับประชาชน 

สำหรับโครงการแก้มลิงน้ำต้อนพร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 1) อ.เมือง จ.ขอนแก่น จากเดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติมีความจุ 7.4 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานจะดำเนินการขุดลอกให้มีความลึกประมาณ 3-5 เมตร พร้อมทำคันดินโดยรอบ และมีอาคารบังคับน้ำ 9 แห่ง จะทำให้มีความจุเพิ่มขึ้นอีก 27.62 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็นความจุ 35.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณน้ำจะเพียงพอสำหรับส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ 35,000 ไร่ ในพื้นที่ 7 ตำบล 3 อำเภอ คือ อ.เมืองขอนแก่น พระยืน บ้านฝาง ทั้งนี้กรมชลประทานจะดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ

ลุ่มเจ้าพระยา : 26 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527464

ลุ่มเจ้าพระยา : 26 ตุลาคม 2563

ลุ่มเจ้าพระยา : 26 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การชุมนุมของม็อบเยาวชนปลดแอก ที่อ้างตัวเป็นคณะราษฎร ใช้กิริยา วาจา จาบจ้วง คุกคาม สถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขณะเสด็จพระราชดำเนินในการถวายผ้าพระกฐิน จนหลายคนที่จ้องมองการกระทำของม็อบดังกล่าว จนอดรนทนไม่ไหว ได้ออกมาเคลื่อนไหว แสดงออกถึงความความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมพลังใส่เสื้อเหลือง เปิดเวทีปราศรัยประณามการกระทำของกลุ่มม็อบดังกล่าว บ้างก็โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวถึงความไม่เหมาะสมในการประท้วงขับไล่รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ว่าเป็นการกระทำเกินเลย จาบจ้วงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่คนเคารพบูชา 

nn ว่าที่ร้อยตรี ลักษณ์ ราชสีห์ หรือ “หมอลักษณ์ฟันธง” นักโหราศาสตร์ชื่อดัง ที่ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ค ซัดพวกจาบจ้วงสถาบัน ชั่วบาป หยาบช้า ทำลายประเทศ ส่วน “หมอพรทิพย์” แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ผู้ที่กำลังพยายามทำลายประเทศด้วยแนวคิดที่เรียนมา หรือ ด้วยการสนับสนุนจากต่างชาติ และ การก่นด่าทำลายคุณูปการของพระมหากษัตริย์ไทยจะไม่มีทางสำเร็จ 

nn ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย หรือ “ขาว วังช้าง” ร่วมกับกลุ่มคนรักในหลวง ทั้ง 16 อำเภอ ออกมาแสดงพลังใส่เสื้อเหลืองประกาศเจตนารมณ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเชิญพิธีกรมาปราศรัยพูดถึงบุญคุณพระบารมีของพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) มีผู้เข้าร่วมนับพันคน nn กำนันผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่พระมหากษัตริย์ ในรัชกาลที่ 4 ได้ทรงแต่งตั้ง พระยารัตนกุลอดุลยภักดี หรือ นายจำรัส รัตนกุล ผู้ใหญ่บ้านและกำนันคนแรกของประเทศไทย ในการช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่พี่น้องประชาชนในท้องที่ นายปกรณ์ เสมสายันห์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 12 ต.คลองตะเคียน อ.พระนครศรีอยุธยา นับเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกคนหนึ่งที่มีคุณภาพ ในการดูแลประชาชน ให้มีรายได้ เลี้ยงชีพด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการช่วยเหลือเงินทำศพให้กับลูกบ้านครอบครัวที่เสียชีวิตรายละ 2,000 บาท น้ำไม่ไหลไฟดับ ติดตามดูแลช่วยเหลือ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แบบนี้เอาผู้ใหญ่บ้านแหนบทองไปเลยครับ

nn ต้องขอแสดงความยินดีกับ ว่าที่ ร.ต.ต. (หญิง) ฉัตรชนก ชลวาณิชกุล “น้องต้นรัก” รองสารวัตรกลุ่มงานพิจารณา 1 กองอุทธรณ์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บุตรสาวคนสวย ของท่านพรชัย ชลวาณิชกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ ย้ายสังกัดมาเป็นอัยการผู้ช่วย ลำดับที่ 1 รุ่นที่ 61 แถมเป็น (ประธานรุ่น) อีกด้วย ทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้อนาคตสดใสครับ nn

เกียรติยศ  ศรีสกุล