ชายคาพระพิรุณ : 26 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527463

ชายคาพระพิรุณ : 26 ตุลาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 26 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่พ้นเรื่องตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานที่ยังไม่ลงตัวท่ามกลางกระแสข่าวลือด้วยค่าวิ่งเต้นตำแหน่งหลัก 3-4 ร้อยล้านบาท กันเลยทีเดียว เล่นเอา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เจ้ากระทรวงนั่งไม่ติด มอบหมายให้นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกันทันควัน โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง นายธนา บอกว่า นับตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เข้ามารับตำแหน่งเป็นระยะเวลา 1 ปีกว่า ให้สอบถามกับข้าราชการทุกคนได้เลยว่ามีการซื้อขายตำแหน่งจริงหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้นโยบายอย่างชัดเจนในวันที่เข้ารับตำแหน่งว่าจะไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาดถือเป็นนโยบายที่สำคัญ และถือปฏิบัติมาโดยตลอด ส่วนการดำเนินการแต่งตั้งอธิบดีกรมชลประทานเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ซึ่งมีการพิจารณาชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมระดับกรม โดยรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทานจะเป็นคนเสนอชื่อเข้ามา 2 ชื่อ และจะนำชื่อเข้าคณะกรรมการ อ.ก.พ. ของกระทรวง โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน นายสรวิศธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายจากสำนักงานอัยการสูงสุด และตัวแทนจากสำนักงาน ก.พ. เป็นกรรมการ เพื่อมาดำเนินการพิจารณาคัดเลือกต่อไป โดยคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในการประชุมแต่อย่างใด จึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและแทรกแซงการแต่งตั้งตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานตามระเบียบที่ ก.พ. กำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ จากการที่ปรากฏเป็นข่าวดังกล่าวนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกรรมการ ว่ามีข้อเท็จตามที่ปรากฏเป็นข่าวหรือไม่ หากมีข้อเท็จจริงจะมีการดำเนินการเอาผิดและลงโทษผู้ทำผิดอย่างเด็ดขาดต่อไป ไม่เว้นว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการประจำ อีกทั้งยังสามารถให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ามีเจตจำนงชัดเจนว่าอยากให้ข้าราชการมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยห้ามมีการซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาด…นายธนายังบอกอีกว่า ขณะนี้มีแรงกดดันจากภายนอกกระทรวงที่จะมีการผลักดันในการแต่งตั้งตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งจะขอให้คณะกรรมการที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ดำเนินการตรวจสอบในเรื่องนี้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการมีเงินจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่…เรื่องนี้ยังไงก็ต้องติดตามกันต่อไป กรมชลประทาน เป็นกรมใหญ่ที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณต่อปีจำนวนมหาศาล เป็นกรมเกรดเอของกระทรวงเกษตรฯ ย่อมเป็นที่หมายปองของใครหลายคน รวมถึงฝ่ายการเมืองผู้มีอำนาจก็อยากให้คนของตัวเองเข้ามาดูแล ส่วนเรื่องเงินวิ่งเต้น 3-4 ร้อยล้านบาทนั้น จะจริงแค่ไหน หรืออาจจะมากกว่านั้นหรือไม่อย่างไร หรือจะเป็นเพียงข่าวปล่อย เพื่อวัดกำลังกันระหว่างผู้คุมกระทรวงกับลุงผู้เป็นพี่ใหญ่ในรัฐบาลกันแน่ ก็ต้องสืบหากันดู…งานนี้ต้องลุ้นกันหยดสุดท้ายวันเข้า ครม.เลยทีเดียวนะ ขุนเกษตรา คิดว่าไม่ง่ายเหมือนที่คาดการณ์ตอนแรกว่าลอยลำมาแน่ๆ เสียแล้ว

ขุนเกษตรา

ปิดจ๊อบ!เยียวยาเกษตรกร 7.56 ล้านราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527465

ปิดจ๊อบ!เยียวยาเกษตรกร7.56ล้านราย

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกระทรวงเกษตรฯ โดยสศก.ในฐานะนายทะเบียนได้รวบรวมตรวจสอบความซ้ำซ้อนเกษตรกรจากหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียน 7 หน่วยงาน เพื่อจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่พฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 รวมรายละ 15,000 บาท ซึ่งต่อมาครม.มีมติวันที่ 18 สิงหาคม และ 22 กันยายน 2563 ให้ขยายระยะเวลาจ่ายเงินตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่เอกสารทางบัญชีไม่สมบูรณ์ออกไปถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้เกษตรกรได้รับสิทธิครบถ้วน

ขณะนี้ระยะเวลาดำเนินโครงการสิ้นสุดแล้วตั้งแต่ 30 กันยายนที่ผ่านมา สรุปผลช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการ พบว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรรวม 7,565,880 ราย เป็นเงิน 113,304.4 ล้านบาท (ข้อมูล ธ.ก.ส. ณ 7 ต.ค. 63) อย่างไรก็ตาม ในการขยายการจ่ายเงินช่วงที่สองถึงเดือนกันยายนพบว่า ยังมีเกษตรกรบางส่วน ที่ยังไม่ได้รับโอนเงินทันภายใน 30 กันยายน เนื่องจากระยะเวลาจำกัดจำเป็นต้องใช้เวลาตรวจสอบก่อนโอนเงิน ทำให้เกษตรกรบางส่วนยังไม่ได้รับการจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พิจารณาความเหมาะสมในการเสนอจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ต่อไป จากนี้ สศก. ในฐานะนายทะเบียนและเป็นหน่วยงานเนวิเกเตอร์ด้านเศรษฐกิจการเกษตร จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนา ปรับรูปแบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกร รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลโดยใช้ Big Data และ AI สำหรับประมวลวิเคราะห์ให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทันการช่วยเหลือแก้ปัญหากับภาคเกษตรและเกษตรกรต่อไป

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงเกษตรฯครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและเป็นโครงการลักษณะจ่ายตรง (Direct Payment) ซึ่งเป็นครั้งแรกของกระทรวงเกษตรฯ สศก.จะได้พิจารณาแนวทางพัฒนารูปแบบการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือแนวทางจัดทำมาตรฐานข้อมูล (Data Standard) เพื่อรองรับการพัฒนา Big Data ภาคเกษตรที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ สำหรับใช้ข้อมูลเป็นฐานวิเคราะห์เพื่อเป็นแผนที่นำทาง (Navigator) ตามนโยบายเลขาธิการ สศก. พัฒนาด้านการเกษตรในอนาคต

แนะรับมือโรคแอนแทรคโนสในสตรอว์เบอร์รี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527462

แนะรับมือโรคแอนแทรคโนสในสตรอว์เบอร์รี่

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รี่เฝ้าระวังการระบาดของโรคแอนแทรคโนส ในหน้าฝนสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอว์เบอร์รี่ซึ่งมักพบอาการบนก้านใบและลำต้นมีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยว และตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า ในสภาพที่อากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราสาเหตุโรคอยู่บริเวณแผล

ส่วนอาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามไปตามความยาวของสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล เมื่อย้ายต้นจากไหลที่มีการติดเชื้อมาปลูกหากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรค สตรอว์เบอร์รี่จะแสดงอาการใบเฉา ต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว และพบว่ากอด้านในจะเน่าแห้งสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตายในที่สุด

แนวทางป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25%เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ทีบูโคนาโซล 20%+20%เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน ในส่วนแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอว์เบอร์รี่แล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และควรเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค

รองอธิบดีกรมชลฯ เตรียมขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรลุ่มน้ำชี 3.5 หมื่นไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527035

รองอธิบดีกรมชลฯ เตรียมขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรลุ่มน้ำชี 3.5หมื่นไร่

รองอธิบดีกรมชลฯ เตรียมขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรลุ่มน้ำชี 3.5หมื่นไร่

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.00 น.

23 ตุลาคม 2563 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมดำเนินโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน พร้อมอาคารประกอบ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นแก้มลิงในพื้นที่ลุ่มน้ำชี เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 3.5 หมื่นไร่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งนาปี-นาปรัง และการเกษตรอื่นๆ ขณะเดียวกันในกรณีที่แม่น้ำชีมีปริมาณน้ำมากยังสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยได้ส่วนหนึ่ง โดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินโครงการได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

“โครงการนี้จะช่วยป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองขอนแก่นในช่วงที่มีฝนตกหนัก ขณะเดียวกันก็จะเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เนื่องจากที่ผ่านมาในฤดูฝนปริมาณน้ำในลุ่มน้ำชีจะมีปริมาณน้ำมาก จนส่งผลกระทบกับประชาชนตามแนวลำน้ำชี ก่อนที่จะไหลลงไปรวมกับแม่น้ำมูลที่อำเภอวารินชำราบและไหลลงแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี แต่ในฤดูแล้งก็จะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โครงการแก้มลิงจะเป็นแหล่งน้ำให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี  สำหรับโครงการนี้ใช้พื้นที่ในการดำเนินการจำนวน 6,196 ไร่ แต่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่โครงการจะได้รับประโยชน์ 3.5 หมื่นไร่ นอกจากนี้แล้วกรมชลประทานยังมีแผนงานอีกหลายโครงการตามแนวสองฝั่งแม่น้ำชี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งให้กับประชาชน” นายประพิศกล่าว

สำหรับโครงการแก้มลิงน้ำต้อนพร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่1 ) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จากเดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติมีความจุ 7.4 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานจะดำเนินการขุดลอกให้มีความลึกประมาณ 3 – 5 เมตร พร้อมทำคันดินโดยรอบ และมีอาคารบังคับน้ำ 9 แห่ง จะทำให้มีความจุเพิ่มขึ้นอีก 27.62 ล้านลูกบาศก์เมตร  รวมเป็นความจุ 35.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณน้ำจะเพียงพอสำหรับส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ 35,000 ไร่ ในพื้นที่ 7 ตำบล  3 อำเภอ คืออำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอพระยืน อำเภอบ้านฝาง ทั้งนี้กรมชลประทานจะดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ.

ชุมทางอีสาน : 23 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526944

ชุมทางอีสาน : 23 ตุลาคม 2563

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

nn…เดือน “ตุลาอาถรรพ์” จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแทบทุกปี โดยเฉพาะการเรียกร้องประชาธิปไตย ตุลาคมปีนี้ก็เช่นกัน ท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ไทยเราโชคดีไม่ระบาดหนักเหมือนประเทศอื่น แต่ต้องมาเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นในประเทศ กลุ่มนักศึกษา “ราษฎร” รวมตัวกันชุมนุมทำให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขต กทม.นำไปสู่การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา…

nn แม้แกนนำถูกจับหลายคนการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำยังชุมนุมต่อเนื่องทุกวันตอนเย็นบอกว่าทุกคนคือแกนนำชุมนุมแบบ “ดาวกระจาย” หลายจุดลามไปต่างจังหวัดด้วย โดยข้อเรียกร้อง 1. ให้ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกฯ ลาออก 2. แก้ไขรัฐธรรมนูญ  3. ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่รู้จะจบลงอย่างไร เฮ้อ…เหนื่อยใจกรรมของประเทศไทย…

nn ผศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หน.โครงการอีสานโพล เผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจระดับจังหวัด ไตรมาส 3/2563 จากกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,121 ราย 20 จังหวัดภาคอีสาน พบว่า  ต่ำกว่า 100 เป็นไตรมาสที่ 13 ติดต่อกัน และคาดว่าไตรมาสถัดไป (ต.ค.-ธ.ค. 2563) จะแย่ลงกว่าเดิม ส่วนคะแนนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ 26.5 จากเต็ม 100 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ได้ 29.6 ครึ่งหนึ่ง…

nn ถามว่าถ้ามีเลือกตั้งใหม่ ต้องการคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นนายกฯ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ ตามด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา…

nn ขอแสดงความยินดีกับ ทน.ขอนแก่น โดยการนำของ ธีระศักดิ์ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ที่ได้รับรางวัลพระปกเกล้าทองคำ ประจำปี 2563 ด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ การได้รับรางวัลครั้งนี้ ทำให้เทศบาลนครขอนแก่น เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลพระปกเกล้าทองคำครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการเสริมสร้างเครือข่าย รัฐ เอกชน และประชาสังคม และด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์…

nn นักเรียน ม.2 สร้างชื่อ สอบไอเอล ระดับ 8 มีสิทธิ์ยื่นเรียน ม.ระดับโลก คุณครู อักษรศรี ชาติศรี ชื่นชมน้อง “โบนัส” ด.ช.ชวัลวิทย์ ภูมิสะอาด อายุ 13 ปี ชั้น ม.2/14 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนที่ทำคะแนน IELTS Score Band 8.0 (คะแนนเต็มสูงสุดของ IELTS คือระดับ 9) ซึ่งการสอบ IELTS สอบวัดระดับภาษาอังกฤษนานาชาติมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก มหาวิทยาลัย 100 อันดับแรกของโลกจะใช้คะแนนระดับ 6.5 ขึ้นไป ส่วนมหาวิทยาลัยดัง เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดใช้คะแนนระดับ 7 ขึ้นไป ด.ช.วัลวิทย์ สอบได้ 8.0  มีสิทธิ์ยื่นเรียนมหาวิทยาลัยดังได้ทั่วโลก ยินดีกับน้องโบนัสด้วยครับ…nn 

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526945

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’  วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หลายชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบทต่างต้องหาวิธีจัดการเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ให้ได้ เนื่องจากปัญหาปากท้องเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม

การจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ในวันที่ 16-17 ธันวาคม 2563 ภายใต้แนวคิดหลัก“พลังพลเมืองตื่นรู้ สู้วิกฤตสุขภาพ” จึงมีเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เป็นหนึ่งในร่างระเบียบวาระในงานดังกล่าว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้(side event) “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วมและให้ข้อเสนอต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะในประเด็นดังกล่าว โดยจัดในพื้นที่ของสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563 ซึ่งในเวทีดังกล่าวมีตลาดสินค้าเพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงและกระจายอาหารจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคตามแนวทางของวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย

สร้างพลเมืองตื่นรู้ ดันวาระความมั่นคงทางอาหาร

นายเจษฎา มิ่งสมร ประธานอนุกรรมการการมีส่วนร่วมและสร้างการเรียนรู้ของภาคีเครือข่าย กล่าวในเวทีฯ ว่า “การทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเชื่อมถึงกันโดยตรงเป็นเศรษฐกิจที่วางอยู่บนฐานของความเชื่อใจ ช่วยให้ผู้ผลิตลดภาระจากการกู้หนี้ยืมสิน ที่ดินไม่หลุดมือ ลดการใช้สารเคมี ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นเศรษฐกิจในมิติใหม่ที่ประเทศไทยควรใช้ในอนาคต”

ภายในงานมีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมเปิดร้านขายอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากฐานทรัพยากรชุมชน ผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์และอื่นๆ ให้เลือกซื้อหา โดยมีวิธีคิดเบื้องหลังในการทำเกษตรกรรมที่ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงตามความจำเป็นพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและผู้บริโภค พึ่งพาตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นอิสระ

นอกจากนี้ ยังมีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ” ซึ่งมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิดมาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล และให้ข้อเสนอแนะที่ควรนำไปผลักดันเป็นนโยบาย

โควิด-19 กับการขาดแคลนอาหาร

นายมานพ แก้วผกา ผู้ประสานงานกลุ่มโรงงานสมานฉันท์ เล่าถึงความยากลำบากจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มของเขาไม่มีงานตัดเย็บเสื้อผ้า สมาชิกในกลุ่มจะกลับบ้านก็ไม่มีค่ารถ ที่ดินทำกินในต่างจังหวัดก็ไม่มีเหลือแล้ว ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ยังดีที่มีการปลูกผักอายุสั้นไว้ ช่วยให้สามารถมีอาหารพอประทังชีวิตไปได้

“มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนทำโครงการปันอาหารปันชีวิต รวบรวมผู้คนที่สนับสนุนเงินซื้อผักปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วประเทศแล้วมาบริจาคให้กับกลุ่มคนที่มีปัญหา ทำให้พวกเราพออยู่ได้ เปิดครัวกลางสองเดือน ทำอาหารปันให้คนในชุมชนสองร้อยห้าสิบคน รวมทั้งให้คนไร้บ้านด้วย” มานพเล่า

ผลักดัน “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งชาติ

เรื่องราวข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาหารมีความสำคัญเพียงใด ทั้งในยามปกติและโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติ รศ.ดร.ประพาส ปิ่นตบแต่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานวิชาการในประเด็นนี้ เห็นว่าในแง่รัฐศาสตร์การสร้างนโยบายสาธารณะที่มาจากการมีส่วนร่วมมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้รัฐนำไปปฏิบัติ

“ความมั่นคงทางอาหารคือการที่ผู้คนเข้าถึงอาหารอย่างเสมอหน้า ทั้งปริมาณและคุณภาพ และในกระบวนการการผลิตอาหารยังเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เกษตรกรรายย่อย การผลิต การกระจาย การมีอาหารอินทรีย์ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ๆ จะนำไปสู่ความเปราะบางของเกษตรกรรายย่อยและอธิปไตยทางอาหาร ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารต้องนิยามให้กว้าง เพราะเกี่ยวพันกับการพึ่งตนเอง อิสรภาพทางเมล็ดพันธุ์ และอื่นๆ” รศ.ดร.ประพาสกล่าว

“ในยามวิกฤติควรมีนโยบายให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่เพียงพอหนุนเสริมความมั่นคงทางอาหารจากฐานของชุมชน เช่น ตู้เย็นรอบบ้าน ธนาคารอาหารชุมชน ตลาดชุมชน ตลาดทางเลือก สังคมเห็นว่ากลไกเหล่านี้ควรได้รับการหนุนเสริมในระยะยาว” รศ.ดร.ประพาส กล่าว สอดคล้องกับนายมานพและนางสาวพรทิพย์ที่มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลคล้ายคลึงกันว่า ควรทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพและการทำโครงการต่างๆ ที่เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ติดอยู่กับแนวทางของราชการ เพื่อเปิดให้ชุมชนสามารถออกแบบการทำงานที่สอดคล้องกับตนเองได้

สิ่งสำคัญที่สุด…คงถึงเวลาแล้วที่ “เราทุกคน” ต้องผันตัวเป็น“พลเมืองตื่นรู้” ร่วมกันสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคนนั่นเอง

53ปีกรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526942

53ปีกรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเนื่องในวันที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 53 ปี วันที่ 21 ตุลาคมว่า “สำหรับปี 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายด้านการเกษตรและอาหารที่สนับสนุนและมุ่งเป้าให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก เน้นกรอบการทำงานในการขับเคลื่อนร่วมกันหรือที่เรียกว่า “3 S” คือ ความปลอดภัยของอาหาร (Safety) ความมั่นคงของภาคการเกษตรและอาหาร (Security) และความยั่งยืนของภาคการเกษตร (Sustainability) ตลอดจนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมนโยบายตลาดนำการผลิต โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มช่องทางในการตลาดให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตร ดังนั้นการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องช่วยเหลือดูแลเกษตรกรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการปรับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal) ยึดหลักตลาดนำการผลิต ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้และบริหารจัดการปัจจัยการผลิตเพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ใช้กลไกและเครือข่ายการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชื่อมโยงทุกระดับ สร้างต้นแบบการส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่และการถ่ายทอดความรู้ รวมถึงการช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร สร้างและขยายผลเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้พร้อมเพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการและขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาการเกษตร”

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นหลักในปี 2564 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรต้องขับเคลื่อน ได้แก่ การสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นนโยบายสำคัญที่ยึดถือและปฏิบัติ เพื่อที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามที่ได้พระราชทานแนวทาง การดำเนินการเน้นขยายผลและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดทำแผนปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีอาชีพที่สอดคล้องกับพื้นที่และมีรายได้ที่มั่นคง การสานต่อภารกิจตลาดนำการผลิต โดยขับเคลื่อนผ่านกลไกการเกษตรแปลงใหญ่ให้ครอบคลุมสินค้าและกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณภาพมีเป้าหมายในการยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างสมดุลและยั่งยืนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยการส่งเสริมพืชที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น พืชสมุนไพร, ไม้ดอกไม้ประดับ,ไผ่, หวาย, กาแฟ, พืชเคี้ยวมัน (มะคาเดเมีย,มะม่วงหิมพานต์), แมลงเศรษฐกิจ เป็นต้น

การปรับระบบการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร Agri – mapในพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง, สับปะรด, ปาล์มน้ำมัน, มะพร้าว เป็นต้น สนับสนุนให้เกษตรกรใช้พืชพันธุ์ดีและมีแหล่งผลิตพืชพันธุ์ดีในชุมชน รวมทั้งสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรจากการส่งเสริมการเกษตร มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าและการขนส่ง ทั้งตลาดค้าส่ง ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และตลาดออนไลน์ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์และการสร้างตราสินค้า และส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเกษตร การยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกร Young SmartFarmer Smart Farmer และวิสาหกิจชุมชน ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร รองรับการก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ รวมทั้งสร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง ให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้โดยมุ่งพัฒนาให้เป็น New Startup เปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงยกระดับบทบาทอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐเชื่อมโยงกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ภายใต้สโลแกน “รวดเร็ว ทั่วถึง แม่นยำ นำความรู้ สู่บริการ ประสานความช่วยเหลือ เพื่อเกษตรกร” การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการเกษตรบนพื้นฐานของข้อมูลวิชาการ นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิชาการ รวมถึงการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมการเกษตร

กตส.ระดมความเห็นสร้างภูมิคุ้มกัน พัฒนาสหกรณ์เข้มแข็งด้านบัญชี-การเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526941

กตส.ระดมความเห็นสร้างภูมิคุ้มกัน พัฒนาสหกรณ์เข้มแข็งด้านบัญชี-การเงิน

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดสัมมนา “ทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2564”จัดโดย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรเพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการออม เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ทั้งด้านการสอบบัญชีและวางระบบบัญชีให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรทำบัญชีและงบการเงินได้ และด้านการบัญชีให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างๆตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้รายรับ รายจ่ายเห็นช่องทางลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ช่วยส่งเสริมการออม และสร้างวินัยการเงินที่ดี เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ รวมไปถึงสร้างเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้ได้เรียนรู้การจัดทำบัญชี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประเมินวางแผนจัดระเบียบรายรับ รายจ่าย ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันเข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมกำหนดแผนกลยุทธ์กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นกรอบทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ ตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดโมเดลพัฒนาเป็น “CAD 4.0 : Value – Based Strategies”ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์“ภายในปี 2565สหกรณ์และเกษตรกรมีความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้มุ่งเป้าหมายการบริการคือ สหกรณ์เข้มแข็งด้านการเงินการบัญชี และเกษตรกรมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ 1.พัฒนาความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร มุ่งเน้นด้านการทำงานการสอบบัญชีของสถาบันเกษตรกรเป็นหลัก 2.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร มุ่งเน้นด้านการทำงานการสอนจัดทำบัญชีแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่ายและสร้างความเคยชินในการออม นำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและ 3.พัฒนาระบบการบริหารจัดการสู่องค์กรดิจิทัล มุ่งเน้นด้านการพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยรองรับการเปลี่ยนแปลงพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพ

ในปีงบประมาณ 2564 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีเป้าหมายพัฒนามาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชีแก่สหกรณ์และสถาบันเกษตรกรเพื่อให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และมุ่งสู่มาตรฐานสากลอาทิ การพัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพการสอบบัญชี เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดทำบัญชีและงบการเงินยกระดับชั้นคุณภาพการควบคุมภายใน การพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้บริหารจัดการ สามารถพึ่งพาตนเองได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรได้อย่างสูงสุด

นอกจากนี้ ได้พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการเงินของสหกรณ์เพื่อให้สมาชิก ผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและหน่วยงานภาครัฐ ได้รับรู้ถึงการขับเคลื่อนของภาคสหกรณ์ไทยต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และให้สหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากการนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สถานภาพความผิดปกติทางการเงิน แนวโน้มการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างรวดเร็วรวมไปถึงการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีความพร้อมการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยการยกระดับโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้รองรับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Nationale – Payment) รองรับการทำงานรูปแบบ Cloudและยกระดับสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร โดยนำร่องสินค้ากาแฟและน้ำนมดิบอีกทั้งการพัฒนาและปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่า(Smart4M) ให้มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น เป็นต้น ที่สำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์สู่ความเป็นมืออาชีพเตรียมความพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัลในอนาคต

เร่งจ่ายเยียวยาชาวสวนลำไย2แสนครัวเรือน56จว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526940

เร่งจ่ายเยียวยาชาวสวนลำไย2แสนครัวเรือน56จว.

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ฤดูกาลผลิตปี 2563 เพื่อช่วยเหลือชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด ตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ที่มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายเยียวยาชาวสวนลำไยที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร 200,000 ครัวเรือน อัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ หรือคิดเป็นวงเงินเยียวยาไม่เกินรายละ 50,000 บาท นั้น มีเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะทำงานตรวจสอบสิทธิ์ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด และกรมส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง เป็นจำนวน 202,013 รายคิดเป็นพื้นที่รวม 1,429,021 ไร่ ใน 56 จังหวัด ครอบคลุมชาวสวนลำไยในภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง โดยรายชื่อทั้งหมดส่งให้ ธ.ก.ส. แล้ว และธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนลำไย 200,000 ราย ทันทีที่ธ.ก.ส. ตรวจสอบบัญชีธนาคารของเกษตรกรแล้วเสร็จภายในปลายสัปดาห์นี้

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า รมว.เกษตรฯมอบนโยบายให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใสเป็นธรรมและดูแลชาวสวนลำไยอย่างทั่วถึง อย่าให้ตกหล่นเพราะชาวสวนลำไยฤดูกาลผลิตปี 2563 เดือดร้อนอย่างมากจากผลกระทบด้านการผลิตและผลผลิตเพราะสภาพอากาศที่ร้อนแล้งรวมทั้งเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดปัญหาด้านตลาดและราคา

สำหรับเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้รับความเดือดร้อนและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้องที่เกินจากกรอบของมติคณะรัฐมนตรีจำนวน 2,013 ราย นั้นคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานจะจัดประชุมเพื่อมีมติเสนอคณะรัฐมนตรีเพิ่มจำนวนเกษตรกรให้ครบถ้วน ทั้งนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาโครงการเยียวยาที่ ธ.ก.ส.จะต้องโอนเงินช่วยเหลือไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคมของปีนี้

นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งสถาบันลำไย ภายใต้ศูนย์แห่งความเป็นเลิศผลไม้เมืองร้อน ของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ภายในเดือนหน้า โดยจะทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนา ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศเนื่องจากลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งในปี 2562 มีมูลค่าการส่งออกลำไยสด 583,297 ตัน คิดเป็น 20,812 ล้านบาท การส่งออกลำไยอบแห้ง 164,575 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8,780 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ โดยมีเกษตรกร 2 แสนครัวเรือนพื้นที่การผลิตกว่า 1.4 ล้านไร่ ครอบคลุม 56 จังหวัด

ขอนแก่นรับมอบเงิน จีนสนับสนุน 1.2 ล้าน แก้ไขความยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526939

ขอนแก่นรับมอบเงิน จีนสนับสนุน1.2ล้าน แก้ไขความยากจน

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรับมอบเงินสนับสนุนสมทบโครงการคู่เสี่ยว เกี่ยวก้อย คนขอนแก่น จาก นายเลี่ยว จวิ้นหวิน กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำ จ.ขอนแก่น ประเทศไทย จำนวน 1,200,000 บาท ตามที่รัฐบาลจีน และรัฐบาลไทย ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางและแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนร่วมกันในแต่ละพื้นที่ ที่ห้องปฏิบัติราชการชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน ผ่านสถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งจากการหารือร่วมกันนั้นขอนแก่น มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความยากจน ด้วยการจัดทำโครงการคู่เสี่ยวเกี่ยวก้อยคนขอนแก่นขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนทั้งระบบ ปัจจุบันขอนแก่นมีคนยากจนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ประเมินไว้รวมทั้งสิ้น 1,174 ครอบครัว ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือ โดยมอบหมายให้ข้าราชการแต่ละคนรับผิดชอบคู่เสี่ยวเกี่ยวก้อยแก้จนคนขอนแก่น แบบมีส่วนร่วมและรับผิดชอบอย่างชัดเจน จึงทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกับการให้ความช่วยเหลือนั้นเป็นรูปธรรม เพราะเราไม่ได้เน้นเฉพาะการช่วยเหลือแบบช่วยเหลือเป็นทรัพย์หรือสิ่งของเพียงอย่างเดียวแต่เราให้การช่วยเหลือแบบครบวงจร โดยงบประมาณ 1,200,000 บาท ที่ได้รับจากรัฐบาลจีนจะนำไปต่อยอดแนวทางการทำงานของโครงการในพื้นที่ของจังหวัดในภาพรวม ตามแนวทางที่กำหนด