‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

'เกษตรกร'สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ราคาปาล์มดิ่งหนักเหลือ 3.70 บาทต่อกิโลกรัม ด้านเกษตรกรเดือดจัดนัดรวมพลบุกกรุงเทพฯ 29 พ.ค.นี้หวังทวงสัญญาลมๆ แล้งๆ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มว่า ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยก่อนหกน้านี้มีความหวังที่เคยได้รับปากจากภาครัฐ กลับกลายเป็นคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ในสายตาชาวสวนปาล์มภาคใต้ ต้นทุนยังสูงแต่ราคาขายกลับทรุดหนัก จากที่เคยหวังกิโลกรัมละ 5 บาท ตอนนี้กลับเหลือเพียง 3.70 บาทเท่านั้น

นายวัชระ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ราคาปาล์มจะประกันที่กิโลกรัมละ 5 บาท แต่ในความเป็นจริงที่เกษตรกรพบกลับตรงกันข้าม ราคาตลาดพุ่งลงเหว เหลือเพียง 3.70 บาท ห่างไกลจากที่รัฐเคยให้คำมั่นไว้อย่างน่าตกใจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้( 29 พ.ค) เวลา 10.00 น. จุดหมายปลายทางคือ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือการยื่นหนังสือต่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบ และเร่งแก้ไขปัญหาที่กำลังบีบรัดปากท้องของชาวสวนอย่างหนัก

นายสุมาตร  อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้ 1. รัฐต้องประกาศราคาประกันขั้นต่ำที่ 5 บาทต่อกิโลกรัมอย่างเป็นทางการ 2. ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน และ 3. จัดสรรงบเยียวยาฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ ต้นทุนเราสูงขึ้นทุกปี ค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ไม่มีอะไรลด แต่ราคาที่รัฐรับปาก กลับกลายเป็นแค่ลมปาก

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็นประธานเปิดสัมมนา'ยกระดับฮาลาลไทย 2025'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ยกระดับฮาลาลไทย 2025: พัฒนาและก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก” ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการทางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) และ ผู้ควบคุมการเชือดสัตว์ฮาลาล (Halal Supervisor) ที่เกี่ยวข้อง พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางของระบบฮาลาลไทยในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีนี้ ได้แก่ บทบาทของ OIC และ SMIIC ในการกำหนดกรอบมาตรฐานฮาลาลระดับโลก การขับเคลื่อนมาตรฐานการรับรองฮาลาลร่วมของอาเซียน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการสรุปผล และข้อกำหนดล่าสุดของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

นอกจากมิติด้านนโยบายระหว่างประเทศแล้ว การสัมมนายังมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และเข้าใจแนวโน้มด้านมาตรฐานของแต่ละกลุ่มประเทศ อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ทั้งในระดับองค์กรรับรองฮาลาล หน่วยควบคุมการผลิต ไปจนถึง Halal Supervisor ในโรงงาน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบูรณาการระบบฮาลาลโดยรวม ทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางพัฒนางานของตนเองอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบสินค้าฮาลาลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ผ่านการวางระบบที่มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และพร้อมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ประจำประเทศไทย ในประเด็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยจากนิวซีแลนด์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมการหารือฯ โดยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ นายโจนาธาน คิงส์ (Mr. Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศ เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการนำเข้านมผงขาดมันเนย ภายใต้ความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ
 

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดัดแปรสภาพอากาศ ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แห่งราชอาณาจักรไทย และศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification Centre: WMC) ภายใต้สังกัดองค์การอุตุนิยมวิทยา แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Meteorological Administration: CMA)  ลงนามข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

27 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ลงนามฝ่ายไทย และ นายจ้าว จื้อเฉียง (Mr. Zhao Zhiqiang) รองอธิบดี ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ องค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายจีน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวง

และการบินเกษตร กรุงเทพมหานคร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในเป้าหมายร่วมกันที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนทางเทคนิค และเสริมสร้างศักยภาพด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเฉพาะการพัฒนาแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ อุปกรณ์เมฆฟิสิกส์ และเทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้แม่นยำ รวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและศักยภาพของทั้งสองประเทศ จึงได้ริเริ่มความร่วมมือกับศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และได้นำไปสู่การลงนามข้อตกลงฉบับแรกในปี พ.ศ. 2564 ภายใต้กรอบระยะเวลาความร่วมมือ 4 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อให้ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์ COVID-19 และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบในการขับเคลื่อนดำเนินงานให้ต่อเนื่อง โดยบูรณาการประเด็นความสนใจเทคนิคการทำฝนของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะนำแบบจำลองการพยากรณ์อากาศและการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับเมฆอุ่นที่พัฒนาโดยฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน มาทดลองและเก็บข้อมูลการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่นในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลการพยากรณ์ของแบบจำลองให้มีความแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหวังให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาและยกระดับโครงการวิจัยการปฏิบัติการทำฝนเมฆอุ่น ให้มีความแม่นยำ และหวังผลได้สูงสุด โดยการลงนามข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ไม่เพียงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภารกิจร่วมกันเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนสะพานแห่งมิตรภาพที่เชื่อมโยงสองประเทศให้มีความเข้าใจ สนับสนุน และเติบโตร่วมกันในมิติของวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

27 พฤษภาคม 2568 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมประชุมฯ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC)  กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการภารกิจระหว่าง 2 หน่วยงาน ที่จะช่วยยกระดับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้มีการหารือแผนพัฒนาและปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา ด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและภาพรวมของประเทศได้อีกด้วย

-(016)

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมประชุมสัมมนา'ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ'

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมเข้าประชุมสัมมนา “ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ.2568” โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมด้วย นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้แทนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านป่าคา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เข้าร่วมประมาณ 400 คน ณ ห้องประชุมพึ่งบุญฯ อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโครงการพระราชดำริฝนหลวง และภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 โดยมีนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ ผู้บริหาร และผู้เข้าร่วมพิธีจากหน่วยงานสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานภาคเอกชน เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งในพิธีการประกอบด้วยการถวายราชสักการะพระบรม-ฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรับปีกฝนหลวงพิเศษพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการมอบเกียรติบัตร

โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้านในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าไม้ เขื่อนเก็บกักน้ำ และช่วยบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งในด้านปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควันไฟป่า ตลอดจนการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการรับสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ผู้ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงในการการแก้ไข บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบความเดือดร้อน ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา และการดำเนินภารกิจด้านต่าง ๆ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่ได้รับการประสานงาน การช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมบูรณาการกัน ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งกรมฯ ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากผู้ร่วมกันทำคุณประโยชน์และสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยดีเสมอมา

นายราเชน กล่าวต่อด้วยว่า ในนามกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับปีกฝนหลวงพิเศษทุกท่าน ซึ่งปีกฝนหลวงพิเศษนี้ ถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงเกียรติประวัติในการสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวง การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความต้องการน้ำ ด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

สำหรับผู้เข้ามอบปีกฝนหลวงพิเศษ สามารถดาวน์โหลดภาพเข้าร่วมพิธีตามลิงค์ที่แนบด้านล่าง https://drive.google.com/…/1C83JUXBFU583vIhnDhuGnf-G…

– 006

‘นฤมล’เผย’กนช.’เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ’น้ำท่วม-ภัยแล้ง’

'นฤมล'เผย'กนช.'เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ'น้ำท่วม-ภัยแล้ง'

‘นฤมล’เผย’กนช.’เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ’น้ำท่วม-ภัยแล้ง’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’เผย กนช. เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ น้ำท่วม-ภัยแล้ง เสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ว่า  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นกรณีเร่งด่วน และเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 22,309 รายการ เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอความเห็น โดยทั้งหมดเป็นโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ภายในช่วง 1 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงระบบประปาและมีน้ำสะอาดใช้เพิ่มขึ้น 2.4117 ล้านครัวเรือน 

ในส่วนพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทานที่มีโอกาสเกิดภัยแล้ง 22.36 ล้านไร่ ยังจะได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตรที่มีแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ 2.3 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.08 ของพื้นที่ ส่วนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก 13.25 ล้านไร่ จะได้รับการแก้ไขและบรรเทาน้ำท่วม 0.36 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 4.74 ของพื้นที่ ประโยชน์จากโครงการฯ ยังสามารถลดการชะล้างพังทลายของดินได้ 0.18 ล้านไร่ เกิดการจ้างแรงงานกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ประมาณ 250,000 คนต่อเดือน ครัวเรือนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ 3.374 ล้านครัวเรือน และมีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 124,648.42 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบกำกับการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด

อีกทั้ง ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินงาน และเพิ่มกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและรองรับการขยายตัว รวมถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ดำเนินการเดิม 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2568) เป็น 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2570) และขยายกรอบวงเงินงบประมาณจากเดิม 3,651.62 ล้านบาท เป็น 4,291.62 ล้านบาท พร้อมมอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว 

รวมถึง ที่ประชุมได้พิจารณาการขออนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สามตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยเป็นคำขออนุญาตของกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คำขอ และกรมชลประทาน 1 คำขอ ซึ่ง สทนช. ได้พิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบแล้วว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานติดตามการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้ง ได้เห็นชอบในประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงแนวทางการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ จังหวัด และเห็นชอบผังน้ำเพิ่มเติม ได้แก่ ผังน้ำลุ่มน้ำสาละวินเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากสารหนู-สารตะกั่วที่ลงสู่แม่น้ำกก จากการทำเหมืองทองในพื้นที่เพื่อนบ้าน อันเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งอาจต้องอาศัยกลไกความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เข้ามามีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ได้มอบหมายกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรส่วนท้องถิ่น เร่งซ่อมแซมและปรับปรุงบ่อน้ำ ระบบประปาหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบให้พร้อมใช้งาน สามารถกักเก็บน้ำในฤดูฝนได้อย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนในปัจจุบัน และบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบในช่วงฤดูแล้งถัดไป เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.38 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมเกษตรและผลไม้ไทยภาคตะวันออกทั้งสด – แปรรูป จัดแสดงพร้อมจำหน่ายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ณ ตลาด อ.ต.ก. เพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง E-Commerce  กระจายผลผลิตคุณภาพในช่วงฤดูกาล ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและต้นไม้มีความสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ออกสู่ตลาดมากที่สุด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผลิตผลไม้คุณภาพได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นสนับสนุนการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาด และส่งเสริมช่องทาง E-commerce

อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ภาคตะวันออกซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลออกผลผลิตจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดีและรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานแสดงสินค้าพร้อมจำหน่ายสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค ภายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ระหว่างวันที่ 19 – 31 พฤษภาคม 2568 บริเวณตลาดสด อ.ต.ก.เขตจตุจักร กรุงเทพฯ  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรภาคตะวันออกโดยตรง อีกทั้งเตรียมขยายงานแสดงสินค้าสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป 

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายผลผลิตโดยตรง ลดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าสินค้าเกษตร การดำเนินงานของ อ.ต.ก. ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ตลาด การอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและผู้ซื้อ การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ผลผลิตของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“การร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ อ.ต.ก. ในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการนำผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรงมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านกิจกรรมต่างๆ และช่องทาง E-Commerce ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผลไม้กระจุกตัว ทั้งให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลไม้สดใหม่ คุณภาพดี ในราคาที่เป็นธรรม”นายปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

อ.ต.ก.เปิดตลาดเกษตรไทยในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่เวทีโลก

อ.ต.ก.เปิดตลาดเกษตรไทยในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่เวทีโลก

อ.ต.ก.เปิดตลาดเกษตรไทยในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่เวทีโลก

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวกิจกรรมภายใต้โครงการ “ส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูงสู่ตลาดโลก (Thailand Intertrade)” ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า IFEX Connect 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2568 ณ World Trade Center Metro Manila กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยนับเป็นครั้งแรกที่ อ.ต.ก. ขยายกิจกรรมเชิงรุกสู่ตลาดฟิลิปปินส์อย่างเป็นรูปธรรม

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทยไปยังตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน โดยฟิลิปปินส์ถือเป็นตลาดศักยภาพในภูมิภาคอาเซียนที่มีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการขยายสู่ตลาดภูมิภาคโดยรอบ

“การเปิดตัวในวันแรกได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อสินค้าเกษตรไทย ซึ่งในครั้งนี้ อ.ต.ก. ได้คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพสูงมาร่วมจัดแสดง อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง มะพร้าวอบกรอบ ทุเรียนและมังคุดแบบ Freeze Dried รวมถึงผลไม้แปรรูปแบบ Soft Dried อย่างสับปะรด ฝรั่ง ขนุน มะม่วง และกระเจี๊ยบแดง ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และในวันแรกสามารถเจรจาคู่ค้าได้ถึง 15 คู่ค้า ที่สนใจในสินค้าเกษตรของเรา” นายปณิธานกล่าว

นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรไทยแล้ว ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมควบคู่กับการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยในมิติใหม่ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมงาน การจัดงาน IFEX Connect 2025 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยสู่สากล ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยเสริมสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรไทย สู่การมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับงาน IFEX Connect 2025  นับเป็นหมุดหมายสำคัญของ อ.ต.ก. ในการสร้างเครือข่ายการค้าสินค้าเกษตรในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ซึ่ง อ.ต.ก. จะยังคงดำเนินภารกิจนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรไทยมีความแข็งแกร่งในตลาดโลก และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

-(016)