ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463299

586851

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็เข้าจะสู่ปีใหม่กันอีกคราแล้ว วันนี้ ขุนเกษตรา ขออนุญาตเติมความสุขส่งท้ายปีหมูต้อนรับปีหนูด้วยคำอวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทำการเกษตรประสบผลสำเร็จ ราคาผลผลิตดีขึ้นๆไปนะครับ แล้วเราค่อยมาดูกันว่า หลังจากปีใหม่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะมีแคมเปญอะไรออกมาส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรกันบ้าง…แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังมาถึงด้วยนะครับ สำหรับในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็ได้ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญชวนประชาชนให้มาทำบัญชี 3 มิติ สร้างความสำเร็จในชีวิตรับปีใหม่ โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกคน เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อมและรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน ลงมือทำ ทบทวน นำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยบัญชี 3 มิติ เริ่มจาก มิติแรก “รู้ตนเอง” รู้ถึงการใช้จ่ายเงินในแต่ละวัน รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้หนี้สิน เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้เงิน เริ่มต้นจากลงมือทำบัญชีประจำวัน โดยคิดวิเคราะห์ถึงรายรับ รายจ่าย สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ มิติที่สอง คือ “รู้สภาพแวดล้อม” คิดและวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีอย่างเป็นระบบ รู้การตลาด รู้สังคม รู้สิ่งแวดล้อม รู้ภูมิอากาศ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในชุมชน มีการจัดสรรด้านรายจ่าย ลงทุนและเงินออมอย่างเหมาะสม สร้างนิสัยรักการออม และนำไปสู่ความพอเพียง มิติสุดท้าย คือ “รู้อนาคต”นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ทิศทางการตลาด รู้การวางแผนจัดการอาชีพล่วงหน้า สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่คิด-วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน ทำให้สามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิตได้ นำไปสู่ความยั่งยืน…อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ย้ำอีกว่า การมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิต ซึ่งหากนำหลักบัญชี 3 มิตินี้ ไปวางแผนปรับใช้ให้เหมาะสม ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองและคนในครอบครัว มองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

หลังจากเที่ยวปีใหม่กันแล้ว กรมปศุสัตว์เชิญเที่ยวงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17…ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้ข้อมูลว่า กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน และจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจพบว่า มีแพะรวม 832,533 ตัว เกษตรกร 65,850 ครัวเรือนจะเห็นว่าในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 387,759 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 27,197 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 501 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศเมียนมา จำนวน 39,231 ตัว/ปี จะเห็นว่า โดยสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลย…นับว่าเป็นอีกอาชีพที่น่าส่งเสริม

ขุนเกษตรา

แนะพืชทางเลือกหลังนาสิงห์บุรีสร้างกำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463298

news_default

แนะพืชทางเลือกหลังนาสิงห์บุรีสร้างกำไรงาม

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ของจ.สิงห์บุรี พบมีพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) ปลูกข้าว 287,652 ไร่ จากการผลิตข้าวนาปีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,166.22 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,072.11 บาท/ไร่ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าหลากหลายช่วงหลังหมดฤดูทำนาหรือทดแทนการทำนาปรัง โดยนิยมปลูกพืชหลังนาที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้ง สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรเป็นอย่างดี

จากการศึกษาของสศท.ที่ 7 จังหวัดชัยนาท ถึงพืชทางเลือกหลังนา ที่น่าสนใจของจ.สิงห์บุรีมีหลายชนิด อาทิ
ถั่วลิสงฝักสด แตงโม ข้าวโพดข้าวเหนียว ถั่วเหลืองฝักสด ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภออินทร์บุรี อีกทั้ง ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยการซื้อขายผลผลิตจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต รวมถึงเกษตรกรบางรายนำไปจำหน่ายที่ตลาดสำคัญในจังหวัด เช่น ตลาดเกษตรกร และตลาดประชารัฐ เป็นต้น หากพิจารณาการผลิตสินค้าแต่ละชนิด พบว่า

ถั่วลิสงฝักสด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,000 บาท/ไร่/รอบการผลิตระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 9,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 20 บาท/กก. แตงโม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,560 บาท/ไร่/รอบการผลิต ปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกคือกันยายนถึงมกราคมของปีถัดไป ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ข้าวโพดข้าวเหนียว มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 7,060 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 – 65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,940 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก. ถั่วเหลืองฝักสด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,070 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 62-65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,530 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 18 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7)กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ เกษตรกรยังทำการเกษตรผสมผสานเพื่อสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ซึ่งยังมีสินค้าทางเลือกอีกหลายชนิดที่น่าสนใจและตลาดต้องการ เช่น ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 85-90 บาท/กก. ระยะเวลาเลี้ยง 6 เดือน ซึ่งจะได้น้ำหนักที่ 30-35 กก. เกษตรกรจับขายในราคา 120-125 บาท/กก. ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 35 บาท/กก. จะส่งขายให้เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่ต้องการ
ของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านประมง เลี้ยงปลาช่อน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 126,000 บาท/รอบการผลิต ระยะเวลาเลี้ยง 6-8 เดือน (ปลาช่อน 10,000 ตัว/รอบการผลิต) ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 58,000 บาท/รอบการผลิต จำหน่ายทั้งปลาสดและแปรรูป

ปีหน้าหนักกว่านี้!! กรมชลฯชี้วิกฤติแล้ง’ลุ่มเจ้าพระยา’รุนแรงสุดเป็นที่2ของไทยรอบ60ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463339

news_default

ปีหน้าหนักกว่านี้!! กรมชลฯชี้วิกฤติแล้ง’ลุ่มเจ้าพระยา’รุนแรงสุดเป็นที่2ของไทยรอบ60ปี

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.32 น.

กรมชลฯชี้วิกฤติแล้งลุ่มเจ้าพระยารุนแรงสุดเป็นที่สองของไทยรอบ60ปี เตือนรับมือปริมาณน้ำเจ้าพระต่ำกว่าระดับ13.33ม.รกท.เร่งเพิ่มระบายน้ำ4เขื่อนหลัก28ล้านลบ.ม.ดันน้ำเข้าคลองสาขา แก้น้ำเค็มรุกประปาหนัก-ปีหน้าแล้งหนักกว่านี้มาก

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด โดยใน 4 เขื่อนใหญ่ (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักฯ) ได้จัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งนี้ (1 พ.ย.62 – 30 เม.ย.63) เป็นน้ำใช้การได้ 4,044 ล้าน ลบ.ม.ใช้ไปแล้ว 1,044 ล้าน ลบ.ม.เท่ากับต้องใช้น้ำเกินแผนจัดสรรน้ำ 200 ล้าน ลบ.ม.หรือ 4% จึงมีการเพิ่มระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก จากแผนเดิมวันละ 18 ล้าน ลบ.ม.เป็น 28.88 ล้าน ลบ.ม.ในระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.62 ถึงวันที่ 5 ม.ค.63 เพื่อผลิตประปา รักษาระบบนิเวศตลอดลำน้ำ ตั้งแต่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา ผลักดันน้ำทะเล จนถึงอ่าวไทย เนื่องจากขณะนี้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี มีระดับ 0.28 กรัมต่อลิตร ท่าน้ำนนทบุรี จ.นนทบุรี 4.73 กรัมต่อลิตร ท่าน้ำกรมชลประทานกรุงเทพ 6.06 กรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั้ง 3 จุด โดยจะต้องคุมค่าความเค็มให้ไม่เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร สำหรับผลิตประปาและการเกษตร 2 กรัม

“จะต้องรักษาระดับน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้ต่ำกว่า 13.33 ม.รทก.โดยระบายผ่านเขื่อน 85 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ที่ผ่านมาในการปล่อยน้ำตามแผนพบว่ามีน้ำหายระหว่างทาง จากระบบมีสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร ขอให้หยุดสูบตั้งแต่ จ.กำแพงเพชร ลงมาจนถึง เขื่อนเจ้าพระยา เพราะหากไม่หยุดจะทำให้มีปริมาณน้ำในลำน้ำน้อยลงมาก ส่งผลรักษานิเวศทุกลำน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา กระทบการผลักดันน้ำเค็มไปด้วย หากระดับน้ำหน้าเขื่อนต่ำกว่า 13.2 ม.รทก.จะเป็นผลทำให้มีปัญหาต่อการดันน้ำเข้าระบบชลประทานคลองสาขาทั้งฝั่งซ้าย ขวา ของแม่น้ำเจ้าพระยา และปลายน้ำ จะกระทบระบบนิเวศทุกคลอง ตลิ่งทรุดพัง กระทบการผลิตประปาทั้งท้องถิ่นภูมิภาค และประปานครหลวง

จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน เพื่อให้มีปริมาณในการผลักดันน้ำเค็มไม่ให้เข้าระบบสถานสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี ขณะนี้ยังน่าห่วงเพราะเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงถึง 15ม.ค.63 จะต้องปล่อยระบายน้ำดันน้ำเค็ม ที่บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูง แต่อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคุมการใช้น้ำอย่างเข้มงวดไม่ได้เท่ากับปี 2558 ที่มีรัฐบาล คสช.ที่สามารถคุมน้ำไม่หายไว้ได้หลายร้อยล้าน ลบ.ม.ซึ่งปีนี้มีปัญหาน้ำหายกลางทาง เพราะพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังกว่า 1.3 ล้านไร่ แม้ได้ประกาศล่วงหน้าไม่ส่งน้ำให้ทำเกษตร คาดว่าชาวนาจะหยุดปลูกแล้วจาการลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจ เพราะตัวเลขเริ่มนิ่งจากสัปดาห์ที่ผ่านมาขยายพื้นที่ปลูก 2 แสนไร่ต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ ยังได้ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยตลอดฤดูแล้งนี้ มาเสริมลุ่มเจ้าพระยา ผ่านคลองพระยาบรรลือ มาช่วยดันน้ำเค็ม ได้เพิ่มติดตั้งเครื่องสูบน้ำคลองจระเข้สามพัน เดิมวันละ 25 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น 30 ลบ.ม.ต่อวินาที ในการรักษานิเวศ ตลอดลำน้ำ เพิ่มจาก 800 ล้าน ลบ.ม.เป็น 2 พันล้าน ลบ.ม.ในพื้นที่เจ้าพระลาตอนล่าง ป้องกันความเค็มและมีน้ำดิบเพียงพอป้อนระบบประปากรุงเทพ และปริมณฑล” อธิบดีกรมชลฯ กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่าช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาประเทศไทยมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมถึงน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่งมีปริมาณลดน้อยลง เช่นเดียวกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปีหน้าฝนจะตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 60 ปี และปีนึ้ตกต่ำประมาณ 16% และปี 63 จะแล้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 จากปี 2522 และปี 2558 กลายเป็นแล้งที่สุดอันดับ3ของไทย

“หากคุมการใช้น้ำภาคเกษตรไม่ได้ ปล่อยระบายน้ำหายกลางทางและกรมอุตุฯ คาดอีก 7 เดือน ฝนต่ำกว่าเฉลี่ย และผลการส่งน้ำ ยังไม่คุมเข้ม จะใช้น้ำมากกว่าแผน แนวโน้อย่างนี้ปีหน้าความแห้งแล้งทวีความรุนแรงเกิดขึ้นกระจายทั่วประเทศ นายกฯ รมว.เกษตรฯ ห่วงใย ให้ทุกกรมในกระทรวงเกษตรฯทำงานเชิงบูรณาการป้องกันปัญหาภัยแล้งโดยเร่งด่วน ไม่ขยายวงกว้าง มีทางเดียวคือการขอความมือจากประชาชน ช่วยกันประหยัดน้ำ และขอให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ท้องที่ ช่วยคุมการใช้ทุกระดับ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมชลฯทุกที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เฝ้าน้ำ ไม่ให้เกิดปัญหาน้ำต่ำหน้าเขื่อน เจ้าพระยา ถ้าต่ำกว่าระดับ 13.1 ม.รทก.(น้ำทะเลปานกลาง) จะกระทบพังทุกระบบ และกระทบไปถึงปีหน้าน่ากลัวมากเรื่องน้ำ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหากรณีคลองชัยนาท-ป่าสัก บริเวณสะพาน 4 (สะพานข้ามคลอง มุ่งหน้าสถานีรถไฟโคกกะเทียม แห้งขอด นั้น ว่าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาต่ำกว่าประตูระบายน้ำมโนรมย์ ประมาณ 7 เซนติเมตร ทำให้ไม่สามารถรับน้ำโดยแรงโน้มถ่วงได้

สำหรับการให้ความช่วยเหลือ สำนักงานชลประทานที่ 10 สำนักเครื่องจักรกล โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 6 เครื่อง สูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก ได้ประมาณ 16 ลบ.ม./วินาที โดยทำการสูบต่อเนื่องมาตั้งแต่ วันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งประสานมายังกรมชลประทานขอเพิ่มปริมาณน้ำที่ส่งเข้าสู่ระบบ ในการนี้กรมชลประทาน ได้สนับสนุนปริมาณน้ำเพิ่มจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณน้ำส่วนนี้เดินทางถึงเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2562 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้ายามีระดับสูงขึ้น และเมื่อเวลา 06.00 น.ของวันนี้ (29 ธันวาคม 2562) มีปริมาณน้ำไหลโดยแรงโน้มถ่วงเข้าสู่ประตูระบายน้ำมโนรมย์ได้กว่า 16 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณจากการใช้เครื่องสูบน้ำอีกประมาณ 16 ลบ.ม./วินาที จะมีปริมาณน้ำผ่านประตูระบายมโนรมย์กว่า 31 ลบ.ม./วินาที สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ

ด้าน สำนักงานชลประทานที่ 10 ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรบริเวณต้นคลอง ไม่ทำการสูบน้ำระหว่างทางเนื่องจากต้องควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลลงสู่พื้นที่ทางตอนล่าง เพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปา พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์ในปัจจุบันให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ อีกทั้งได้ร่วมมือกับการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในการเตรียมใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำรอง (ทะเลสาบบ้านหมอ) เพื่อมาช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพระพุทธบาท ตามแผนที่กำหนดไว้เพื่อให้สามารถคงการจ่ายน้ำให้กับบ้านเรือนได้

‘เฉลิมชัย’ประกาศปฏิรูปภาคการเกษตรไทยเริ่มต้นปี63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462910

‘เฉลิมชัย’ประกาศปฏิรูปภาคการเกษตรไทยเริ่มต้นปี63

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.24 น.

“เฉลิมชัย”ประกาศ ปฏิรูปภาคการเกษตรไทย เริ่มต้นปี 63 ทันที นำเทคโนโลยีมาส่งเสริมการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร และถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ลั่นขับเคลื่อนเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ลด ละ เลิกใช้สารเคมี ขยายช่องทางจำหน่าย นำสู่ตลาดออนไลน์และส่งตรงถึงผู้บริโภค

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในปี 2563 จะเร่งปฏิรูปภาคการเกษตรของไทยอย่างครบวงจร มีนโยบายหลักคือ การตลาดนำการผลิต โดยผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ประกอบกับหาตลาดใหม่ๆ และช่องทางการจำหน่ายที่ทันสมัย โดยเฉพาะทางออนไลน์ซึ่งล่าสุดจับมือกับลาซาด้านำสินค้าเกษตรขายผ่านเว็บไซต์ อีกทั้งประสานกับบริษัทไปรษณีย์ไทย บริษัทขนส่งเอกชน และบริษัทการบินไทยเพื่อให้ขนส่งถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วและรักษาคุณภาพของสินค้าตลอดการขนส่งซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2563 ทันที

สำหรับพื้นฐานที่สำคัญของการปฏิรูปภาคการเกษตรคือ การรวบรวมข้อมูลและการให้บริการข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรซึ่งล่าสุดได้ประสานกับ 10 องค์กรจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตรจะทั้ง 77 จังหวัดให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุมเป็นสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน ที่สำคัญคือ การส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตรเพื่อพัฒนาเป็น Young Smart Famer สืบสานการทำเกษตรกรรมจากพ่อแม่และนำองค์ความรู้ที่ทันสมัย โดยเฉพาะการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามาพัฒนาให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ต้องพัฒนาการผลิต ตั้งแต่คุณภาพของเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์ที่ให้คุณภาพดี ผลผลิตต่อไร่สูง ตลอดจนทนทานต่อโรคและแมลง นำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรใหม่ๆ มาใช้อย่างจริงจังได้แก่ การทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ (Agri-Map) ซึ่งนำไปสู่การกำหนดพื้นที่ทำการเกษตร (Zoning) การลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชและสภาพดินซึ่งดำเนินเป็นโครงการปุ๋ยสั่งตัดที่สามารถลดต้นทุนได้ถึงร้อยละ 30 หากเกษตรกรประสงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ สำหรับการป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชนั้นมีนโยบายลด ละ เลิกใช้สารเคมี โดยเร่งวิจัยและพัฒนาสารชีวภัณฑ์เพื่อทดแทน เป็นไปตามเป้าหมายให้ไทยเป็นครัวของโลกซึ่งต้องผลิตอาหารปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ โดยจะนำศาสตร์พระราชาและทฤษฎีใหม่มาเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อน

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญในการทำเกษตรคือ น้ำ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานวางนโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กเพื่อป้องกันภาวะน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง สำหรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยแล้งเกิดถี่ขึ้นจะแก้ไขโดยทำโครงการระยะยาวเพื่อเติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำสำคัญและการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาซึ่งมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้น มีโครงการเพิ่มปริมาณการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาสู่ลุ่มเจ้าพระยาจากปีละ 800 ล้านลบ.ม. เป็น 2,000 ล้านลบ.ม.

นายเฉลิมชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีหน้าจะเร่งแก้ไขปัญหาภาคการประมงต่อเนื่องจากปีนี้ ล่าสุดได้ให้กรมประมงจัดระเบียบเรือประมงพื้นบ้าน โดยให้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ดำเนินการแล้วกว่า 50,000 ลำ ส่วนเรือประมงพาณิชย์ซึ่งขอทำประมงได้ตลอดทั้งปีนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เรืออวนลากสามารถทำประมงเพิ่มได้ 30 วัน ส่วนเรืออื่นๆ ในปี 2563 สามารถทำประมงได้ทั้งปี โดยกรมประมงได้พิจารณาถึงความสมดุลของทรัพยากรสัตว์น้ำแล้ว

ส่วนในฤดูแล้งนี้ หลายพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ทั้งข้าวนาปรังและพืชอื่นๆ ได้มอบหมายกรมชลประทานจัดทำโครงการว่าจ้างแรงงานซึ่งกำหนดกรอบงบประมาณแล้วเพื่อให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังให้กรมประมงนำพันธุ์สัตว์น้ำไปปล่อยในแหล่งน้ำต่างๆ 550 ล้านตัว จับมาบริโภคและจำหน่ายได้ใน 4 เดือนซึ่งจะบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ทั้งนี้จะให้กรมต่างๆ มาชี้แจงแผนปฏิบัติการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยละเอียดในวันที่ 3 มกราคม 2563

จีนซมพิษ‘อหิวาต์แอฟริกา’ระบาด ดันส่งออก‘หมู-ไก่ไทย’พรวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462884

จีนซมพิษ‘อหิวาต์แอฟริกา’ระบาด ดันส่งออก‘หมู-ไก่ไทย’พรวด

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.39 น.

สศก. ระบุยอดส่งออกหมู-ไก่ไทยไปจีนเพิ่มขึ้น หลังจีนได้รับความเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเป็นวงกว้าง กรมปศุสัตว์คุมเข้มป้องกันโรคเข้าไทย ย้ำยังป้องกันได้และมีแผนรับมือตามวาระแห่งชาติ

27 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การคาดการณ์ผลผลิตเนื้อสุกรทั่วโลกในปี 2563 จะลดลง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดว่า จะอยู่ที่  95.22 ล้านตัน ลดลงจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 106.13 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 10.28 เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับความเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยเฉพาะจีนนั้นปริมาณการผลิตสุกรลดลงร้อยละ 25.27  ดังนั้นประเทศที่จะกลายมาเป็นผู้ส่งออกสำคัญในปี 2563 คาดว่า ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งมีปริมาณส่งออกรวมทั้ง 4 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ  92.10 ของโลก ปริมาณทั้งสิ้น 10.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับปี 2562

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสุกรและสินค้าทดแทนได้มากขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาไทยส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นหรือแช่แข็งและผลิตภัณฑ์รวม 10,107 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 8,736 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15.68 จากการที่ปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งตลาดในและต่างประเทศ ผู้บริโภคจึงบริโภคสินค้าทดแทนมากขึ้น ไทยยังส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูปได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  ช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562  รวม 744,119 ตัน มูลค่า 87,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการส่งออก ปริมาณ 698,229 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6.57 มูลค่า 82,975 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.15

สำหรับการส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3.7 เท่า โดยจีนนำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทยในช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ปริมาณ 55,401 ตัน มูลค่า 5,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 11,795 ตัน มูลค่า 1,166 ล้านบาท ขณะที่เกาหลีใต้นำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทย ปริมาณ 34,696 ตัน มูลค่า 4,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 23,795 ตัน มูลค่า 2,976 ล้านบาทหรือร้อยละ 46

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในไทย ส่วนสถานการณ์การระบาดทั่วโลกนั้น พบการระบาดทั้งหมด 30 ประเทศประกอบด้วย ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ ทวีปยุโรป 12 ประเทศ และทวีปเอเซีย 12 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต ฮ่องกง และอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ แม้ไทยยังไม่พบการระบาดของโรค ASF แต่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อธุรกิจปศุสัตว์ภายในประเทศ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ดำเนินมาตรการป้องกัน โดยประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค  บูรณาการกับทุกภาคส่วนป้องกันการลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร และจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เอกซเรย์แบบเคาะประตูบ้าน เฝ้าระวัง ให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกัน พร้อมนี้กรมปศุสัตว์ ได้เสนอของบกลางเพื่อป้องกันโรค ASF เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 950 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462708

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มีเรื่องราวเล่าต่อกันมาในหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ในสังคมออนไลน์บ้างว่า จะมีโครงการผลิตหมอนยางพาราแจกชาวบ้านจำนวน 30 ล้านใบ ใช้งบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีคนบวกลบคูณหารแล้ว ผลลัพธ์ออกมาว่าหมอนยางพาราที่จะแจกชาวบ้านนี้ตกราคาใบละ 600 บาท

มีคนบวกลบคูณหารอีกเช่นกันบอกว่าหมอนยางพาราผลิตใบเดียวอาจจะใบละ 600 บาทแต่ถ้าผลิต 100 ใบขึ้นไป ราคาจะลดลงเกือบครึ่ง และยิ่งผลิตเป็นหลายสิบล้านใบให้มากที่สุดก็อาจจะตกที่ใบละเพียง 100 บาทเท่านั้น….

ส่วนวิธีการที่จะนำงบประมาณผลิตหมอนยางพารามาจากไหนนั้น ก็เล่าต่อๆกันมาอีกเช่นกันว่า จะให้การยางแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการโดยไปกู้เงิน ธ.ก.ส. มาดำเนินการผลิตหมอนยางพารา และใช้วิธีการออกสลากการกุศล ใช้เวลาประมาณ 1 ปี นำเงินมาคืน ธ.ก.ส. ส่วนหมอนที่ผลิตนั้นก็แจกประชาชนเดือนละ 3 ล้านใบ เป้าหมายของโครงการนี้คือการดึงยางพาราออกจากตลาดได้ 1.5 แสนตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท ซึ่งมีคนคัดค้านว่า ปริมาณยางที่ดึงออกจากระบบไปเพียงเท่านี้ไม่น่าจะมีผลให้ราคายางขึ้นมามากมายขนาดนั้น….

ทำไมต้องเป็นหมอนยางพารา คงต้องไปถามเจ้าของความคิดนี้กันเอาเอง….

รู้แต่ว่าหมอนยางพารา เป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ผลิตจากยางธรรมชาติ มีความนุ่ม มีความยืดหยุ่นสูง ไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่เป็นที่เกาะอาศัยของไรฝุ่น หรือแบคทีเรียซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค มีปุ่มนวดเวลาหนุนจึงช่วยในการไหลเวียนโลหิต ลดการนอนกรนได้ ทำความสะอาดง่าย สามารถซักได้ด้วยเครื่องซักผ้า และปั่นแห้งได้ มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรตากแดด

อุตสาหกรรมผลิตหมอนยางพารามีมานานเกือบ 50 ปีแล้ว แต่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย จนกระทั่งยางพาราประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงมีการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาราคายางตกต่ำด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆและหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคือ หมอนยางพารา ซึ่งการรวมกลุ่มนั้นมีทั้งวิสาหกิจชุมชน และ กลุ่มสหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ และการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน

ขณะเดียวกันก็มีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในลักษณะอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมาอีกไม่น้อย และตลาดของหมอนยางพารายังไม่มีปัญหาทั้งในและต่างประเทศ โดยโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มิได้มีเฉพาะหมอน แต่ยังมีที่นอน เครื่องนอนสำหรับเด็ก เบาะรองนั่ง อาสนสงฆ์ และหมอนรองคอ เป็นต้น

โครงการแจกหมอนยางพาราจะดำเนินต่อหรือพักไว้ก่อน ต้องรอดูกันต่อไป คนคิดโครงการคงต้องคิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสีย ผลกระทบกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอยู่แล้วในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์เคยนั่งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกันถึงมาตรการช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ อันเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงว่าจะต้องแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำให้ได้โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ คุยว่าได้ไปเปิดตลาดยางที่อินเดีย 100,000 ตัน มูลค่า 7.5 พันล้านบาท นอกจากนี้การยางแห่งประเทศไทย ยังสามารถเจรจาขายยางSTR20 ให้กับบริษัทเอกชนของจีน และบริษัทเอกชนของฮ่องกง มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอีกหลายมาตรการ มาตรการแรกคือ การประกันรายได้ชาวสวนยาง สำหรับยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ในราคาประกัน ยางแผ่นดิบราคากิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 57 บาท ยางก้อนถ้วยราคากิโลกรัมละ 23 บาท ซึ่งได้ทยอยโอนเงินส่วนต่างของราคาประกันกับราคาที่เกษตรกรขายได้ให้เกษตรกรไปแล้วงวดแรก เม่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 และจะโอนอีก 2 งวด คือ 1 มกราคม และ 1 มีนาคม 2563

มีมาตรการเสริม 11 โครงการ ใช้งบประมาณรวมเกือบ 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งใช้ยางแห้งเพื่อดูดซับยางออกจากระบบ

โครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางโดยเป้าหมายเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม และอื่นๆ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ โดยเป็นของเจ้าของสวน 1,100 บาท และเป็นของคนกรีดยาง 700 บาท และโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร สร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้ ถ้ายังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้ การทำหมอนยางพาราแจกประชาชน 30 ล้านใบ ก็คงช่วยแก้ปัญหาราคายางไม่ได้ นอกจากจะทำให้ประชาชนมีหมอนเพื่อสุขภาพไปนอนหนุนเล่นเย็นๆ ใจเท่านั้น…..

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : กษ.แถลงจัดเต็มวันเกษตรแห่งชาติปี’63 ชูแนวคิด‘นวัตกรรมเกษตรไทย-ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462710

รายงานพิเศษ : กษ.แถลงจัดเต็มวันเกษตรแห่งชาติปี’63 ชูแนวคิด‘นวัตกรรมเกษตรไทย-ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา’

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวเตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และจังหวัดนครราชสีมา เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10-19 มกราคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ภายใต้แนวคิด“นวัตกรรมเกษตรไทย ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ และเพื่อน้อมนำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาการเกษตร อันเป็นพื้นฐานการพัฒนาคน องค์ความรู้ พัฒนาประเทศ และเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการผลงานวิจัยด้านการเกษตร ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกสาขาอาชีพที่สนใจ

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ปีนี้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯพร้อมเข้าร่วมจัดนิทรรศการแบ่งเป็น 2 ภาคส่วน ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล  อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 นำเสนอนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” และ“พระบิดาแห่งฝนหลวง” รวมถึงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เช่น การปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์4 อย่าง การจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาที่ดิน การปลูกพืช ทั้งการปลูกไม้ผล ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกยางพารา ปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการเกษตร และด้านปศุสัตว์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา เป็นการสานต่อพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

สำหรับการจัดงาน“วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563” ครั้งนี้ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 คือ วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ซึ่งตรงวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นการถ่ายทอดศาสตร์พระราชาให้เด็กเยาวชนไทยน้อมนำพระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาให้ยุวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้เข้าใจเข้าถึง นำไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม

ในส่วนนิทรรศการภาควิชาการนำเสนอความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศ รายการแข่งขันเกมเกษตรกร รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโดรนพ่นสารชีวภัณฑ์ โดรนสำรวจเพื่อทำแผนที่การบริหารจัดการน้ำ ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT FARM) ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยแอพพลิเคชั่นฟาร์มดี การบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ นวัตกรรมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม การปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน นวัตกรรมของปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ (Smart Cooperative Directors) นอกจากนี้ ยังจัดทำโมเดลจำลองทั้งเรื่องการจัดตั้งตลาด อ.ต.ก.โรงทอ จอหอตลาด Farmer Market ระบบการจัดการฟาร์มโคเนื้อแบบประณีต รวมถึงทำอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงปลานิลครบวงจร การเลี้ยงปลานิล/ปลาตะเพียน/กบในนาข้าว ส่งเสริมการเลี้ยงโคนม นำไปสู่การแสดงเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้ในจ.นครราชสีมา และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นำมาปรับใช้ในพื้นที่ราบทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ราบทุ่งสัมฤทธิ์ ทั้งปรับปรุงดินเค็มปานกลางเพื่อปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม ปรับปรุงดินเค็มจัดด้วยไม้ทนเค็มและหญ้าเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้ และนำเสนอปลาประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ปลาพวง

ด้านน.ส.นนทิชา วรรณสว่าง  รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตฝึกอบรมให้ความรู้จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯและซุ้มจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร สินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากภาคต่างๆจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากข้าว ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวกล้อง ข้าวฮาง รวมถึงผักปลอดสาร ผลไม้ และสินค้าเกษตรแปรรูป ผ้าไหมที่ได้รับรองเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน ผลิตภัณฑ์จากไหมและรังไหม จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจากหญ้าแฝก รวมถึงการนำเสนอวัฒนธรรมวิถีชีวิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งปราสาทข้าวขนาดใหญ่ ผีตาโขนตุงใยแมงมุม เพื่อให้ผู้ชมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

6ชาติสมาชิกเห็นชอบแผนบริหารลุ่มน้ำโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462704

news_default

6ชาติสมาชิกเห็นชอบแผนบริหารลุ่มน้ำโขง

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หัวหน้าคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำของไทย (Joint Working Group) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยร่วมประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนายเทวัญกล่าวว่า ที่ประชุมสรุปผลดำเนินงานที่ผ่านกรอบความร่วมมือ กลไกการทำงาน ทิศทางดำเนินการในอนาคต โดยประเทศสมาชิกกลุ่มแม่โขง-ล้านช้าง 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และประเทศเจ้าภาพคือ จีน เห็นชอบพัฒนากรอบความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการคำนึงถึงการใช้แม่น้ำร่วมกัน โดยเคารพสิทธิใช้น้ำของประเทศต้นน้ำและท้ายน้ำ ซึ่งจีนในฐานะผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างแสดงจุดยืนเคารพสิทธิใช้น้ำบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และตอบสนองเป้าหมายพัฒนายั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก นอกจากนี้ เวทีประชุมยังเปิดให้รัฐมนตรีของประเทศสมาชิก กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของแต่ละประเทศ ผลลัพธ์จากความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และทิศทางความร่วมมือในอนาคต ในส่วนไทยแสดงเจตจำนงว่า เนื่องจาก MLC เป็นความร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำที่พัฒนารวดเร็วและเป็นไปเชิงบวก จึงควรมีกลไกความร่วมมือที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณน้ำทั้งปี เพื่อให้ประเทศท้ายน้ำนำข้อมูลมาใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำหรือแจ้งเตือนประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขงทันเวลา

ด้านดร.สมเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกรอบแม่โขง-ล้านช้าง และกรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีโอกาสร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MOU ระหว่าง LMC Water Center และ MRCS จึงเชื่อมั่นว่าศูนย์น้ำทั้งสองจะแบ่งปันข้อมูล เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนให้อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้างต่อไป รวมทั้งฝ่ายไทยยังเสนอให้ตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขง หรือประเด็นโดดเด่นที่ควรได้รับความสนใจ จากกรณีระดับน้ำส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งขอความร่วมมือจากจีนพิจารณาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนเป็นครั้งคราว โดยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่วมติดตามและป้องกันสถานการณ์ภัยแล้ง

กยท.เจ้าภาพลงนามซื้อขายยางไทย-จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462705

news_default

กยท.เจ้าภาพลงนามซื้อขายยางไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนาม MOU เพื่อความร่วมมือด้านธุรกิจ ของChina ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัดเพื่อซื้อ-ขายยางพารา เน้นยางธรรมชาติจากเกษตรกร – สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยมาเป็นวัตถุดิบ กระตุ้นการส่งออกยางระหว่างประเทศ โดยมีนายขจรจักษณ์นวลพรหมสกุล  รักษาการผู้ว่าการ กยท.เป็นประธานพิธีลงนามระหว่าง Mr.BenjaminZhang GuaQiang รองผู้จัดการ ChinaZhengXin Group Limited และนายเกรียงศักดิ์ ทิพย์สิงห์ ประธาน บริษัท Dimond Star Network จำกัด ที่การยางแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเปิดเเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ระหว่าง China
ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัด ที่จัดขึ้นเพื่อซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางพาราของสถาบันเกษตรกรถือเป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์ยางพาราของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่กยท.ดูแล ซึ่งบริษัทผู้ขายต้องผลิตหรือจัดหาผลิตภัณฑ์ยาง โดยใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติจากเกษตรกรชาวสวนยางไม่น้อยกว่า 400,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ กยท.มีบทบาทสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยางให้ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต แปรรูป การตลาดและดำเนินการอื่นที่
เกี่ยวกับยางพารา และอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้น รวมถึงงานครั้งนี้จะช่วยดูดซับปริมาณยางพาราในระบบ ตลอดจนกระตุ้นส่งออกยางพาราของประเทศไทย โดยเฉพาะจีน ประเทศนำเข้ายางพารามากที่สุด ฉะนั้น การร่วมมือด้านธุรกิจระหว่างจีนและไทยสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในประเทศไทย สร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์อุปทาน สร้างสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านยางพารา

สศก.แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง คาดผลผลิตทั้งปท.ปี’63กว่า1.38แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462709

news_default

สศก.แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง คาดผลผลิตทั้งปท.ปี’63กว่า1.38แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบริหารนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งและหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลง WTO ปี 2563 ว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมเห็นชอบนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ปี 2563 ครั้งที่ 1 ปริมาณรวม 5,208.75 ตันอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 โดยกำหนดให้การนำเข้ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2563 และจัดสรรให้ 3 บริษัทได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด 4,347 ตัน  บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด 850 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด 11.75 ตัน การนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งกำหนดปีละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกษตรกรปลูกคือ ช่วงเม.ย.-ก.ค.  ช่วง ส.ค.- ต.ค. และช่วงพ.ย.-ม.ค.(ปีถัดไป) ทั้งนี้ ผู้นำเข้าต้องจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งโรงงานให้เกษตรกรราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35.00 บาท

สำหรับการบริหารนำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปปี 2563 กำหนดอัตราภาษีโควตาร้อยละ 27 (อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125) ปริมาณรวม 52,000 ตันกำหนดการนำเข้าช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม- 31 ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรให้บริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯปริมาณ 44,750 ตัน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ฯปริมาณ 6,750 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ฯปริมาณ 500 ตัน มีเงื่อนไขว่าผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าต้องทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบปริมาณในโควตาที่ขอขยายเพิ่มเติมอีกปริมาณ 6,400 ตัน โดยจัดสรรให้บริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯปริมาณ 5,400 ตันบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ฯปริมาณ 1,000 ตัน ซึ่งสศก.จะนำเข้าคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ  ด้านราคารับซื้อ ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าต้องรับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) และราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาทช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.)

สำหรับแนวทางจัดการสินค้ามันฝรั่ง ปี 2563 เน้นมาตรการกระจายผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก พร้อมตรวจสอบสต็อกผู้ประกอบการป้องกันกักตุนและเก็งกำไร ขณะที่กรมศุลกากรจะดำเนินมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ สศก.คาดว่า ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63)มันฝรั่งมีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 47,297 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ผลผลิตรวม 138,782 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว เฉลี่ย 2,943 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 92 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 3 โดยเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่งมีแผนความต้องการและส่งเสริมให้ขยายการผลิตในปี 2561-63 ซึ่งขอเพิ่มโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของมันฝรั่ง และบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่ง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้หัวพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ผลผลิตได้ขนาดตามความต้องการ ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถึงแม้จะขยายการผลิตและนำเข้าเพิ่มขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ เนื่องจากมีการรับซื้อตามราคาขั้นต่ำที่คณะอนุกรรมการ กำหนดอยู่แล้ว