กรมชลฯเดินหน้าจัดกิจกรรมCSR สร้างระบบกรองน้ำดื่มสะอาด-วัดสายตาแจกแว่นฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463480

news_default

กรมชลฯเดินหน้าจัดกิจกรรมCSR สร้างระบบกรองน้ำดื่มสะอาด-วัดสายตาแจกแว่นฟรี

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณภัทร เวียงคำมา ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ มีภารกิจพัฒนาแหล่งน้ำบริหารจัดการน้ำ ป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งเพื่อให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการดูแลรักษาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ก็เป็นสิ่งที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ดังนั้น กรมจึงจัดทำ “โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ชนบท” ภายใต้ “โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)” เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนทุกพื้นที่โดยเฉพาะนักเรียน อนาคตของประเทศชาติได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐาน และสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ในด้านการจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่มีเป้าหมายขยายเขตน้ำประปาและน้ำดื่มได้มาตรฐาน 75,032 หมู่บ้านทั่วประเทศ และยังสอดรับกับกิจกรรมที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดเป็นประเด็นจัดงานวันน้ำโลก ในปี 2562 คือ “ Leaving no one behind” หรือ“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อีกด้วย สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าวครั้งนี้กรมติดตั้งระบบกรองน้ำดื่ม ที่โรงเรียนเทศบาลพนา (สามัคคีวิทยา) ตำบลพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เนื่องจากโรงเรียนร้องขอและจากการลงพื้นที่สำรวจยังพบว่า นักเรียน ครูอาจารย์ขาดแคลนน้ำดื่มต้องซื้อน้ำรับประทานดังนั้น การติดตั้งระบบน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเล็งเห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ชนบทยังขาดโอกาสทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลรักษาดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพ ซึ่งจากการสำรวจของหน่วยงานด้านสาธารณสุขพบว่าประชาชนในชนบทมากกว่าครึ่งมีปัญหาเรื่องสายตา ดังนั้นเมื่อกรมชลประทานได้เข้าไปดำเนินโครงการน้ำดื่มชลประทานดังกล่าวแล้วจึงได้ร่วมมือกับสมาคมยี่สิบสองนอซึ่งเป็นสมาคมผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ชนบท ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในการให้บริการตรวจวัดสายตาพร้อมประกอบแว่นด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมแจกแว่นสายตาฟรีให้กับนักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย ซึ่งสมาคมยี่สิบสองนอเป็นสมาคมที่มีประสบการณ์ดำเนินโครงการตรวจวัดสายตามาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ประมงกำหนดสัตว์สงวนเพิ่มอีก4ชนิด เปิดรับแจ้งครอบครองถึง24ก.พ.63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463477

news_default

ประมงกำหนดสัตว์สงวนเพิ่มอีก4ชนิด เปิดรับแจ้งครอบครองถึง24ก.พ.63

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าเพื่อให้การสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองและบำรุงรักษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า และการบริหารจัดการสัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน จึงตราพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้วนั้น และกำหนดชนิดของสัตว์ป่าสงวน (สัตว์น้ำ) เพิ่มขึ้นอีก 4 ชนิดคือ วาฬบรูด้า (Balaenoptera edeni) วาฬโอมูระ (Balaenoptera omurai) เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) และฉลามวาฬ (Rhincodon typus) โดยที่กรมประมงเป็นหน่วยงานมีหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ ออกใบอนุญาต ใบรับรองต่างๆตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขภายใต้กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งรวมถึงสัตว์ป่าสงวนหรือซากสัตว์ป่าสงวน (สัตว์น้ำ) ทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวด้วย โดยผู้ใดมีสัตว์ป่าสงวนซากสัตว์ป่าสงวนดังกล่าวไว้ในครอบครอง และประสงค์จะครอบครองสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าสงวนให้มาแจ้งการครอบครองฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น แต่ถ้าไม่ประสงค์จะครอบครองสัตว์ป่าสงวนดังกล่าวต่อไป ให้ผู้ครอบครองจำหน่าย จ่าย หรือโอนให้แก่ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการสวนสัตว์หรือสวนสัตว์ของรัฐได้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ถ้ายังมีสัตว์ป่าสงวนเหลืออยู่ในความครอบครองอีกเท่าใดให้ถือว่าผู้ครอบครองสัตว์ป่าสงวนนั้นยินยอมให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ผู้นั้นส่งมอบสัตว์ป่าสงวนให้กรมประมง เพื่อนำไปดำเนินการตามระเบียบของกรมประมง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการต่อไปผู้รับใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าสงวนชั่วคราวจะจำหน่าย จ่าย หรือโอนสัตว์ป่าสงวนต่อไปไม่ได้เว้นแต่โดยการตกทอดทางมรดก สำหรับผู้รับใบรับรองการครอบครองซากสัตว์ป่าสงวนจะจำหน่าย จ่าย หรือโอนซากสัตว์ป่าสงวนได้ต้องได้รับหนังสืออนุญาตจากอธิบดีกรมประมงหรือตกทอดทางมรดกเท่านั้น

เร่งชี้แจงผู้ประกอบการขนส่งผลไม้ไปจีน ลดความเสี่ยงทำผิดเงื่อนไขใช้เส้นทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463478

news_default

เร่งชี้แจงผู้ประกอบการขนส่งผลไม้ไปจีน ลดความเสี่ยงทำผิดเงื่อนไขใช้เส้นทาง

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  ชี้แจงกรณีกรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งด่วนที่สุดให้ระงับออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) สำหรับส่งออกผลไม้ทางบกไปจีนของด่านตรวจพืชนครพนมเป็นการชั่วคราวและให้ด่านตรวจพืชมุกดาหารเป็นหน่วยงานออกใบ PC เพียงแห่งเดียว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นนั้น   เพื่อต้องการลดความเสี่ยงการทำผิดข้อตกลงเรื่องเส้นทางการขนส่งของผู้ประกอบการ เนื่องจากที่ผ่านมาจีนแจ้งเตือนถึงปัญหาคุณภาพสินค้า การไม่ทำตามเงื่อนไขการนำเข้า  และการเปิดตู้สินค้าระหว่างการขนส่งผ่านประเทศที่สาม

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีการขนส่งผลไม้ผ่านเส้นทาง R12 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งแห่งใหม่จากจ.นครพนมเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีน ถือว่าฝ่ายไทยไม่ทำตามข้อตกลงในพิธีสาร เนื่องจากเส้นทาง R12 ยังไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายจีน เพราะยังไม่มีพิธีสารมารองรับ  จึงแจ้งเตือนขอให้ไทยดำเนินการแก้ปัญหา ก่อนที่จีนจะมีคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าจากบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในพิธีสาร  ซึ่งหากสถานการณ์ร้ายแรงกว่านั้น เป็นไปได้ว่าฝ่ายจีนอาจระงับนำเข้าผลไม้จากไทยที่ส่งออกทางบกผ่านประเทศที่สามทั้งหมด  ซึ่งความเสียหายจะเกิดขึ้นกับผลไม้ไทยอย่างประเมินค่าไม่ได้

ภายใต้การผลักดันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ไทยได้รับอนุญาตจากกระทรวงศุลกากรของจีน (GACC) ให้นำเข้าผลไม้ได้เป็นจำนวนถึง 22 ชนิด โดยทั้งสองฝ่ายได้มีข้อตกลงที่เรียกว่า “พิธีสารการส่งออกผลไม้ไปจีนทางบกตามเส้นทาง R9” ที่กำหนดให้รถบรรทุกสินค้าของไทยต้องวิ่งตามเส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีน แต่ปัจจุบันได้มีเส้นทางใหม่คือเส้นทาง R12 จากจังหวัดนครพนมเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีนเช่นกัน ระยะเวลาขนส่งต่างกันไม่ถึง 5 ชั่วโมง  จึงไม่ส่งผลต่อคุณภาพของผลไม้แต่อย่างใด กรมวิชาการเกษตรเล็งเห็นที่ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าวโดยด่วนแต่ก็เป็นคำสั่งเพียงชั่วคราวเท่านั้น  เนื่องจากขณะนี้กรมและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เร่งเจรจากับ GACC ขอให้ยอมรับการส่งออกผลไม้ไปจีนผ่านเส้นทาง R12  และจะติดตามผลการพิจารณาของจีนอย่างใกล้ชิด

“ขอให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าใจและให้ความร่วมมือกันเพื่อรักษาการส่งออกผลไม้ไปจีนอย่างยั่งยืนต่อไป โดยมอบให้ดร.ภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมที่ด่านตรวจพืชนครพนมหาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกันปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงในพิธีสารโดยขอยกเลิกการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชชั่วคราวที่ด่านตรวจพืชนครพนมไปก่อนจนกว่าการเจรจาของไทยและจีนสำเร็จและได้รับอนุญาตจากจีน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว

กษ.กางแผนจัดงานField Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรตลอดปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463481

news_default

กษ.กางแผนจัดงานField Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรตลอดปี’63

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกรตลอดปี 2563 โดยมอบให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างความสุขให้คนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงกำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day)ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ได้วิเคราะห์ปัญหาและมีฐานเรียนรู้ ซึ่งจะมีหน่วยงานเข้ามาให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางการตลาดแหล่งข้อมูลความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล ปศุสัตว์ และประมงเป็นต้น

สำหรับแผนการเปิดงาน Field Day 19 จุดหลัก โดยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยครั้งที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562สินค้าหลัก : มะพร้าว ณ ศพก.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เป็นประธาน ครั้งที่ 2 เริ่มวันที่ 10 มกราคม 2563 สินค้าหลัก : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ศพก.ปง จ.พะเยา โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธาน ครั้งที่ 3 วันที่ 16 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ละงู จ.สตูล โดยอธิบดีกรมการข้าวครั้งที่ 4 วันที่ 20 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : จิ้งหรีด ณ ศพก.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยอธิบดีกรมชลประทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : พริกไทย ณ ศูนย์เครือข่ายแปลงใหญ่พริกไทย อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และการจัดงานจะดำเนินต่อเนื่องไปจนครบ 19 จุดในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 กรมจึงขอเชิญชวนเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ ในการจัดงาน Field Day แต่ละพื้นที่โดยกิจกรรมหลักจะมีสถานีเรียนรู้ที่บูรณาการองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานซึ่งเน้นเนื้อหาและเทคโนโลยีที่จำเป็นในกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรได้รับทราบ การให้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ นิทรรศการของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน และกิจกรรมเสริม เช่น การแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่กรมจะส่งต่อความสุขให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

10กระทรวงทำMOUประวัติศาสตร์ คิกออฟฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463479

news_default

10กระทรวงทำMOUประวัติศาสตร์ คิกออฟฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติว่า นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้ง 10 กระทรวง ร่วมกันสร้างมิติใหม่ของวงการเกษตรสู่  Digital Thailand 4.0 โดยร่วมกันพัฒนาระบบฐานข้อมูล เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยมาตรฐานเดียวกันสู่รัฐบาลดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  และนโยบายของรมว.เกษตรฯ ที่มุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร ด้วยฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายการจัดทำ Big Data มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2559 โดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ดำเนินการหลักในการจัดทำ Big Data ของกระทรวงเกษตรฯและพัฒนาต่อยอดสู่โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติในปีนี้ เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลด้านการเกษตรจากหน่วยงานต่างๆ  ในกระทรวงเกษตรฯ และอีก 9 กระทรวง (8 กระทรวง และ 1 หน่วยงานในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี) ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอนันต์ สุวรรณรัตน์) เป็นผู้ลงนามร่วมกับผู้บริหารอีก 9 กระทรวง

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์  เลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 10 กระทรวงพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ตลอดจนข้อมูลในโซเชียลมีเดีย(Social Media) เพื่อนำมาวิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ภาคเกษตร ทั้งด้านเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้านสินค้าและทรัพยากรเกษตร นำมาจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติต่อไป โดยการขับเคลื่อนระยะแรก จะผลักดันฐานข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญ  5 ชนิด คือ ข้าว  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร และจะขยายเพิ่มอีก 8 สินค้าให้ครบ 13 สินค้า ภายในมกราคมปี 2563 รวมทั้งขยายฐานข้อมูลด้านปศุสัตว์และประมงระยะต่อไป  ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ผ่าน  http://agri-bigdata.org ระยะถัดไป จะเร่งเชื่อมโยงข้อมูล 10 กระทรวงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะนี้สศก.อยู่ระหว่างเร่งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ  Big Data ด้านการเกษตร โดยมีแนวทางจัดตั้งเป็นหน่วยงานในสังกัด สศก. เทียบเท่าศูนย์/สำนัก และเตรียมความพร้อมบุคลากร มั่นใจว่า โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกหน่วยงานร่วมกันยกระดับการพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน รวดเร็ว แม่นยำ โดยใช้ระบบ AI  ให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายขับเคลื่อนการเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านนโยบาย การพยากรณ์ และเตือนภัยด้านการเกษตร อีกทั้ง ทุกภาคส่วนยังสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) สู่บริการข้อมูลข่าวสารทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

‘รมว.เกษตรฯ’สั่งผันน้ำแม่กลองเติมลุ่มเจ้าพระยา บรรเทาภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463413

news_default

‘รมว.เกษตรฯ’สั่งผันน้ำแม่กลองเติมลุ่มเจ้าพระยา บรรเทาภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.39 น.

“รมว.เกษตรฯ” สั่งผันน้ำแม่กลอง เติมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้ง วอนเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หนุนเลี้ยงสัตว์บก-น้ำ เสริมรายได้แทน ยอมรับปีนี้น้ำน้อยจริงๆ

30 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.เกษตรและสหกรณ์) กล่าวถึงแผนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ว่า ได้เร่งบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน

ส่วนการทำการเกษตรจะต้องขอความร่วมมือกับเกษตรกรไม่ปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าวนาปรัง แต่จะมีการส่งเสริมปลูกพืชอายุสั้น พืชใช้น้ำน้อย ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ อาทิ ไก่ เป็ด วัว และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ อาทิ ปลา กุ้ง ในแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อเป็นการเสริมรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ก่อนถึงช่วงฤดูฝน

“ต้องยอมรับว่าปีนี้น้ำน้อยจริงๆ การจะปลูกพืชตามฤดูกาลคงไม่สามารถทำได้ปกติ จากการประเมินเรื่องภัยแล้งนั้นจะเป็นแค่บางพื้นที่ เช่น ซีกตะวันตก บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ไม่พบภาวะแล้ง เหมือนเช่นทางฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเติมที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปกติจะผันน้ำปีละประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม. แต่ต้องปรับแผนเพิ่มเป็น 2,000 ล้าน ลบ.ม. และคงใช้ระยะเวลานิดหนึ่ง เพราะจะต้องมีการเพิ่มเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องแปลงสภาพคลองส่งน้ำ เพียงแต่เพิ่มอัตราไหลของน้ำให้เร็วขึ้น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวงทุกวันเท่าที่สภาพอากาศอำนวย เพื่อช่วยเติมน้ำตามเขื่อนต่างๆ และเกือบทุกที่ทั่วประเทศ และจากสภาวะอากาศที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงาน ระบุว่า ปีหน้าฤดูฝนจะดีกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าเดือนพฤษภาคม 2563 ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน คงจะประสบสภาวะภัยแล้งไม่นาน

เดินหน้าCSRน้ำดื่มชลประทาน2พื้นที่เต่างอย ขยายผลนำศาสตร์พระราชาสร้างฝายอนุรักษ์ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463296

news_default

เดินหน้าCSRน้ำดื่มชลประทาน2พื้นที่เต่างอย ขยายผลนำศาสตร์พระราชาสร้างฝายอนุรักษ์ป่า

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณภัทร เวียงคำมา ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) จึงดำเนิน “โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ชนบท” เป็นกิจกรรมที่กรมดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานสากล เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ. ศ. 2561-2580) ด้านจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสอดคล้องกับกิจกรรมที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป็นประเด็นจัดงานวันน้ำโลก ปี 2562 คือ “ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มได้มาตรฐาน ในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ล่าสุดกรมเข้าไปดำเนินโครงการใน 2 หมู่บ้านคือ หมู่ที่ 2 บ้านคำข่า และหมู่ที่ 3 บ้านนาตาล ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งได้รับการร้องขอจากนางสมหมาย มุงคณ ผู้ใหญ่บ้านคำข่าและนายนิเวศ ชาภูคำ ผู้ใหญ่บ้านนาตาลว่า ชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ต้องซื้อน้ำรับประทาน 20 บาทต่อถัง 20 ลิตร แม้ระบบน้ำบาดาลสมบูรณ์แล้วแต่น้ำไม่สามารถดื่มได้ เพราะค่าสนิมสูง ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้เข้าไปติดตั้งระบบกรองบน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คน ของทั้งสองหมู่บ้านมีน้ำดื่มสะอาดบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ชาวบ้าน พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับชาวบ้านและสมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ให้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อทำงานเพื่อสังคมในพื้นที่ชนบท นำศาสตร์พระราชาเรื่องฝายต้นน้ำมาขยายผลสร้างในพื้นที่ต้นน้ำของหมู่บ้านดังกล่าว สร้างความชุ่มชื่นให้ป่าไม้ สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ รวมทั้งยังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ป่าอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“กรมชลประทาน นอกจากนี้รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ มีภารกิจพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้ประชาชนมีน้ำพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ รวมถึงดูแลรักษาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานแล้ว ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติด้วย”ผอ.ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กล่าว

เตือนระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463293

news_default

เตือนระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางวันแดดแรงอากาศร้อนและแห้ง ส่วนกลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบเข้าทำลายระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกและติดผลอ่อน จนถึงระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน ส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์

แนวทางป้องกันแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนดอกและยอดอ่อน หากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก หรือ 1 ตัวต่อยอด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานสารฆ่าแมลงได้

ชสท.จับมือสภาทนายความร่วมพัฒนา ผู้บริหารสหกรณ์ฯด้านกม.-วิชาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463297

news_default

ชสท.จับมือสภาทนายความร่วมพัฒนา ผู้บริหารสหกรณ์ฯด้านกม.-วิชาการ

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานคณะกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดเผยว่า ชสท.และสภาทนายความ ในพระราชูปถัมภ์ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนา ฝึกอบรม สัมมนา ประชุมวิชาการ พัฒนาบุคลากรและกิจกรรมทางวิชาการอื่น รวมทั้งข้อกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมาการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ กว่า 4,000 สหกรณ์ เกิดปัญหาด้านวิชาการ กฎหมายและพัฒนาบุคลากร เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายเกือบ 100% และปัจจุบันการทำธุรกิจการค้ามีความซับซ้อนขึ้น และมีการปรับปรุงแก้กฎหมายตลอดรวมทั้งพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับที่ 3 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ทำให้การทำงานของสหกรณ์การเกษตรเจอปัญหาบ่อยครั้ง ดังนั้นผู้บริหารสหกรณ์ จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสภาทนายความฯครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ทำงานอย่างมั่นใจ มีประสิทธิภาพในการทำงานให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกร

“สหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินธุรกิจและมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย เรามักพบหลังปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เวลาไปทำเรื่องกู้เงินกับสถาบันการเงิน คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ต้องค้ำประกันเป็นการส่วนตัวทั้งคณะ แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดใหม่ ก็ให้ค้ำประกันใหม่เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งดูแล้วไม่เป็นธรรม หรือกรณีทำธุรกรรมของสมาชิกสหกรณ์ มีการนำสินค้ามาขาย โดยให้สหกรณ์เป็นผู้รวบรวม เพื่อนำไปขายให้ผู้ค้า การทำสัญญาบางครั้งเสียเปรียบ ทำให้สหกรณ์ไม่สามารถฟ้อง หรือดำเนินการบังคับคดีผู้ค้ากับสหกรณ์ได้ จึงต้องป้องกันปัญหา โดยหารือกับสภาทนายความฯ จะออกรูปแบบสัญญาต่างๆ ให้สหกรณ์ใช้เป็นแบบฟอร์มเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และถ้ามีปัญหาปรึกษาสภาทนายความได้ทั้งระดับประเทศ และจังหวัด”นายศิริชัย กล่าว

ด้านว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ นายกสภาทนายความ ในพระราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นความร่วมมือทางวิชาการ ด้านกฎหมาย โดยจะนำความรู้ตรงนี้ไปช่วยสหกรณ์การเกษตร และสมาชิกสหกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะบุคคลเหล่านี้ยังมีจำนวนมากที่ไม่รู้กฎหมายการเกษตร รวมทั้งกฎหมายการเงิน หรือการทำสัญญา ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของสภาทนายความฯ ในการช่วยเหลือด้านกฎหมาย ทั้งนี้ สภาทนายความฯ มีสำนักงานสภาทนายความครอบคลุมทุกจังหวัด มีศาลจังหวัด 112 แห่งทั่วประเทศ สหกรณ์การเกษตร และสมาชิกสหกรณ์ที่มีปัญหาข้อกฎหมาย ติดต่อได้ที่สำนักงานสภาทนายความฯ หรือศาลจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด

เกษตรฯประกาศปี’63ลุย6แนวทาง ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463294

news_default

เกษตรฯประกาศปี’63ลุย6แนวทาง ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานพบสื่อมวลชน Meet the Press ส่งสุขปีใหม่  ให้เกษตรกร ประกาศปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตร ขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศขับเคลื่อน 6 แนวทางหลัก เป้าหมาย
สำคัญคือ ใช้หลักตลาดนำการเกษตรขับเคลื่อนทุกพื้นที่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับพืชและสถานการณ์ผ่านสำนักงานส่งเสริมและและพัฒนาการเกษตร ที่ 1 – 6 สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ 50 ศูนย์ สำหรับ 6 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ขยายผลโครงการพระราชดำริสู่เกษตรกรอื่นในชุมชนกว่า 1,000 คน โดยตัวอย่างผลสำเร็จเกิดจากการขยายผลโครงการบนพื้นที่สูง รวมถึงศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลผลิตทางการเกษตรมายมาย ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรอื่นในชุมชนและเครือข่าย

2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรยึดหลักตลาดนำการเกษตรผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง จ.เพชรบุรี มีพื้นที่ 1,401 ไร่ สมาชิก 465 ราย มีตลาดรองรับทั้งในและนอกประเทศ ใช้นวัตกรรมหลังเก็บเกี่ยวช่วยยืดอายุส่งออก 3.พัฒนาองค์กร วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีรายได้นอกเหนือจากทำการเกษตร มีเกษตรกรรุ่นใหม่มาต่อยอดแนวคิด และใช้นวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ เช่น บ้านสวนขวัญ ชุมชนริมคลองบ้านบางขาม ของ จ.ลพบุรี พัฒนาแนวคิดจากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อยากให้คนในชุมชนมีรายได้ จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

4.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงาน สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในงานส่งเสริมการเกษตร ผ่านการจัดงานวันเริ่มต้นฤดูผลิตใหม่ (Field day) ใน 882 ศพก.และเครือข่าย ทั่วประเทศ ให้ชุมชน วิเคราะห์ปัญหา มีฐานเรียนรู้ ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ตัวอย่าง การจัดงาน Field day การผลิตพริกไทยคุณภาพ ของ ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

5.ช่วยเหลือให้บริการเกษตรกร เรียนรู้ป้องกันแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น มีกรมฯคอยสนับสนุน เช่น การจัดการหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ของจ.ชัยภูมิ ผ่านศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มี ศูนย์ส่งเสริมการอารักขาพืช สนับสนุนแมลงหางหนีบ และ ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จนสามารถส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เห็นผล 6. พัฒนาองค์กร ระบบทำงาน พัฒนาเจ้าหน้าที่ ไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ ของจ.สงขลามีแนวคิด มะพร้าว zero waste คือ ใช้ทุกส่วนของมะพร้าว แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มได้