ส.ป.ก.รับหนังสือส่งคืนที่ดิน682ไร่ฉบับใหม่’ปารีณา’แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462558

news_default

ส.ป.ก.รับหนังสือส่งคืนที่ดิน682ไร่ฉบับใหม่’ปารีณา’แล้ว

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.14 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 แหล่งข่าวด้านกฎหมายระดับสูงจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยัง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้ทำหนังสือมอบคืนที่ดินฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” จำนวน 682 ไร่ เลขที่ 109 หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินฯ มาใหม่ โดย นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก.ได้ส่งหนังสือถึง น.ส.ปารีณา ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่ง น.ส.ปารีณา จะต้องตอบกลับภายใน 7 วัน หลังได้รับหนังสือ

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือส่งถึง ส.ป.ก.แล้ว เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไม่ปรากฏข้อความ “ขอใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด” เนื่องจากทาง ส.ป.ก.ระบุว่า หนังสือส่งมอบที่ดินจะต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ อีกทั้ง น.ส.ปารีณา ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร ที่จะได้รับหนังสืออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ส.ป.ก.ได้รับหนังสือมา 1 สัปดาห์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.ต้องเร่งเข้าสำรวจและรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ ซึ่งลงชื่อรออยู่เป็นจำนวนมาก โดยสามารถดำเนินการในส่วนซึ่งไม่มีสิ่งก่อสร้างได้ทันที สำหรับบริเวณที่มีโรงเรือนให้เร่งเข้ารื้อถอนออก การมอบหนังสือทำประโยชน์ ส.ป.ก. 4-01 แก่ผู้มีคุณสมบัติ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รายละไม่เกิน 50 ไร่นั้น ยังเป็นการป้องกันผู้ครอบครองเดิมกลับเข้าไปใช้ประโยชน์อีก ทั้งนี้ ควรดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็ว หากล่าช้าอาจมีผู้หนึ่งผู้ใดร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

สำหรับการที่กรมป่าไม้ขอหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ทางคณะกรรมการได้ติดต่อสอบถามข้อกฎหมายจาก ส.ป.ก.บ้างแล้วเพื่อจะสรุปความเห็นว่า การแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด เนื่องจาก ส.ป.ก.ระบุว่า ไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่ทางกรมป่าไม้ระบุว่า ได้มอบที่ดินบริเวณนี้ให้ ส.ป.ก.ซึ่ง ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ดังนั้น ส.ป.ก.จึงเป็นหน่วยงานที่ดูแลที่ดินบริเวณนี้อยู่ ต้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.ปารีณา ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ซึ่งนิยามคำว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลใดได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 54 ห้ามแผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือ ครอบครองป่า มีโทษตามมาตรา 72 ทวิคือ จำโทษไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ห้ามยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ อยู่อาศัย ก่อสร้าง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ห้ามเข้ายึดถือ ครอบครอง หรือทำลายที่ดินของรัฐ มีโทษตามมาตรา 108 หากกระทำความผิดในที่ดินของรัฐเกินกว่า 50 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ปารีณา แจ้งการครอบครองที่ดินบริเวณนี้ทั้งหมด 29 แปลง การดำเนินคดีจะแยกเป็น 29 กระทง ตลอดจนความผิดทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งต้องรับผิดชอบความเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในที่ดินรัฐ

เกษตรฯประกาศ2020ปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร คิกออฟ4โครงการใหญ่สู่เกษตร4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462532

เกษตรฯประกาศ2020ปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร คิกออฟ4โครงการใหญ่สู่เกษตร4.0

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

25 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0แถลงข่าววันนี้(25ธ.ค.) ว่า ภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ตั้งเป้าหมายปฏิรูปการบริหารและการบริการของกระทรวงเกษตรฯและภาคเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล วันนี้การขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ได้ปรากฎผลเป็นรูปธรรมสู่ยุคดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชั่น(Digital Transformation)เฟสที่1เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่2563ด้วย4โครงการดิจิทัลดังนี้

1. โครงการบริการออนไลน์ ควิกวิน(22 Quick Win)แก่เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม Cluster เริ่มบริการ1มกราคม2563พร้อมกัน 22 หน่วยงาน

2. โครงการ วันแอพ (One App)กระทรวงเกษตรได้พัฒนาโมบายแอปพลิเคชัน ที่รวบรวมงานบริการ ด้านการเกษตร องค์ความรู้ด้านการเกษตร และเชื่อมโยงบริการโมบายกว่า50แอปพลิเคชันของทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงและสหกรณ์ มาไว้ในที่เดียวคือ แอปพลิเคชัน ”เกษตรดิจิทัล”  เริ่มคิกออฟ 1 มกราคม 2563

3. โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ใน 77 จังหวัด ทำหน้าที่ส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรมรวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรทั้งยังเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรและสนับสนุนสตาร์ทอัพในแต่ละจังหวัดเป็นรูปแบบการบริหารจัดการในภูมิภาคมิติใหม่โดยความร่วมมือของ6ภาคีหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน เริ่มจัดตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมให้แล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ.2563

4. โครงการศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC

โดยในวันนี้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติของ10หน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย(1) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2) กระทรวงการคลัง (3) กระทรวงดิจิทัล เพื่อ เศรษฐกิจและสังคม (4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (5) กระทรวงพาณิชย์(6) กระทรวงอุตสาหกรรม (7) กระทรวงมหาดไทย (8) กระทรวงสาธารณสุข (9) สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (10)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

โดยเฟส1ตั้งแต่เดือนมกราคมเริ่มบริการฐานข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญเช่นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรและข้อมูลครัวเรือนเกษตร ทั้งนี้ในเฟสที่2จะเพิ่มฐานข้อมูลและเชื่อมฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆและนำระบบปัญญาประดิษฐ์(AI)มาใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตามโครงการทั้ง4ดำเนินการมาโดยไม่ใช้งบประมาณใหม่จนแล้วเสร็จภายใน120วันภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษคร4.0ซึ่งประกอบไปด้วยคณะอนุกรรมการรัฐบาลเทคโนโลยี่(GovTech)และบิ๊กดาต้า (Big Data)คณะอนุกรรมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture )คณะอนุกรรมการเทคโนโลยีอนาคต(Future Tchnology )และคณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce)โดยความร่วมมือของศูนย์ไอที22หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานรัฐหน่วยงานวิชาการหน่วยงานเอกชนพร้อมเปิดบริการเป็นของขวัญปีใหม่ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมสู่มิติใหม่ของไทยแลนด์ 4.0 นับได้ว่าปี 2563 คือปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร (AgriTech 2020)

เกษตรฯเสนอสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล ชงครม.พิจารณาแก้ล้นตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462509

เกษตรฯเสนอสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล ชงครม.พิจารณาแก้ล้นตลาด

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.28 น.

เกษตรฯเตรียมเสนอโครงการสินเชื่อ ชะลอการขายเกลือทะเล วงเงิน 3,000 ล้านบาท ให้ครม.พิจารณาแก้ปัญหาเกลือล้นตลาด-ราคาตกต่ำ 

25 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุม คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าการประชุมดังเพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือตกต่ำเนื่องจากปัญหาด้านประมงทำให้ความต้องการใช้เกลือทะเลลดลง การนำเข้าเกลือทะเลมีราคาต่ำกว่าราคาจำหน่าย รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการกำหนดปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภคให้ทำผลผลิตเกลือทะเลตกค้าง

โดยฤดูกาลผลิต 2561/62 ตกค้างในยุ้งเกษตรกร 15,783 เกวียนและจะมีผลผลิตปี 2562/63 อีก 620,000 เกวียน เกินความต้องการตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำขณะนี้ราคาเกลือที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 สตางค์ ต่ำกว่าทุนที่กิโลกรัมละ 1 บาท 50 สตางค์

เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2563/2564 วงเงิน 3,000 ล้านบาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในเดือนมกราคมปีหน้า วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0.01 ต่อปีเพื่อให้เกษตรกรสามารถชะลอการขายเกลือในช่วงที่ปริมาณมากเกินความต้องการ เพื่อทำให้ราคาเกลือสูงขึ้นบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรนาเกลือ

กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 7 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี มีพื้นที่ทำนาเกลือประมาณ 78,289 ไร่ และกำหนดวงเงินสินเชื่อและการกำหนดราคาเกลือทะเลในการจ่ายเงินกู้ ในอัตราร้อยละ 80 ของราคาที่กำหนดประเภทเกลือคุณภาพปานกลาง ในอัตรา 937.50 บาทต่อตัน ระยะเวลาการจัดทำสัญญาเงินกู้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563

นอกจากนั้น ยังได้ขอความร่วมมือจากสถานประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ในการเร่งระบายผลผลิตเกลือทะเล ระหว่างชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย กับ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะนาวแพ้วดาเนิน จำกัด สหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัดและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับผลผลิตเกลือทั้งประเทศ มีปริมาณเฉลี่ย 992,000 ตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 9 แสนตันในจำนวนนี้ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ร้อยละ 30.50/ประมง ร้อยละ19.50/โรงงานดองผัก ร้อยละ 20.7/อื่นๆ ร้อยละ 19.30/ผู้บริโภคร้อยละ 7.10 และอื่นๆร้อยละ 2.9

‘เอ๋’เผชิญหน้าป่าไม้ โผล่ร่วมฟังอธิบดีฯแจงขั้นตอนฟันปมที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462406

‘เอ๋’เผชิญหน้าป่าไม้ โผล่ร่วมฟังอธิบดีฯแจงขั้นตอนฟันปมที่ดิน

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.58 น.

‘เอ๋’เผชิญหน้าป่าไม้ โผล่ร่วมฟังอธิบดีฯแจงขั้นตอนฟันปมที่ดิน

25 ธันวาคม 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย ห้องประชุม 409 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุม ได้เชิญนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เข้าชี้แจงกรณีที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

โดยนายอรรถพล ชี้แจงว่า หลังจากที่กรมป่าไม้ได้รับเรื่องร้องเรียน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็จะเห็นว่าระยะเวลาที่เข้าไปดำเนินการ ครั้งที่ 1 ครั้งที่2 รวมถึงการแจ้งความดำเนินคดีใช้ระยะเวลาเพียง 9 วัน ซึ่งมีพื้นที่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกที่เราเข้าไปตรวจพิสูจน์ที่เราพบว่าอยู่ในเขตป่าสงวนจำนวน 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดำเนินคดีไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม และอยู่ในเขตป่าสงวนอีก 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และพื้นที่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ มาตรา 54 อีก 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา รวมเป็นพื้นที่ 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดำเนินคดีอยู่ ส่วนอื่นๆ ที่เหลือซึ่งทำกิจการฟาร์มไก่มีการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ส.ป.ก. โดยตรวจสอบเทียบจากแผนที่ ส.ป.ก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอรรถพล กำลังชี้แจง น.ส.ปารีณา ได้เดินเข้ามาห้องประชุม และนั่งฟังคดีตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่ตอบโต้อะไร จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เชิญผู้สื่อข่าวออกจากห้องประชุม เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป

ก่อนหน้านั้นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้กมธ. ยุติเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกรณีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ กมธ. มากเกินไป หากเรื่องใดที่ยังไม่เคยร้อง ป.ป.ช. ก็ให้กมธ. เข้าไปสอบหาข้อเท็จจริงได้ทันที เพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชน เพราะหากไปทำงานซ้ำซ้อนจะไม่เกิดประโยชน์เลย

ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังไม่ต้องปรับอะไรเพราะข้อกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสี่ ที่ระบุว่า กมธ. จะพิจารณาข้อร้องเรียนได้ ยกเว้นการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม หรือองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ใช่แค่ ป.ป.ช. อย่างเดียว แต่ยังรวมถึง ผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. หากพบว่าคดีนี้ ป.ป.ช. ดำเนินการอยู่ เราก็จะไม่เข้าไปยุ่ง หรือเชิญคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงต่อกมธ. อีก

ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เสนอเพิ่มเติมว่า หากกรณีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. เราควรที่จะยุติเรื่อง และส่งเรื่องกลับไป แต่กรณีที่ป.ป.ช. รับเรื่องไป เราก็ต้องดูว่าผู้ร้องร้องเรียนเรื่องอะไร หากไปยุติเรื่องที่ไปสู่ป.ป.ช. หมดอาจจะไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการตัดเรื่องไปทุกเรื่อง

โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวเห็นด้วยต่อความเห็นของนายธีรัจชัย ซึ่งการหารือครั้งนี้ได้ถือเป็นมติของ กมธ. และจะนำไปแจ้งผู้ร้องเรียน และป.ป.ช. เพื่อให้รับทราบต่อไป (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อธิบดีป่าไม้’เข้าแจงกมธ.ปราบโกงปม‘ปารีณา’ ลั่นได้ที่ดินคืนรัฐแน่)

‘อธิบดีป่าไม้’เข้าแจงกมธ.ปราบโกงปม‘ปารีณา’ ลั่นได้ที่ดินคืนรัฐแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462402

news_default

‘อธิบดีป่าไม้’เข้าแจงกมธ.ปราบโกงปม‘ปารีณา’ ลั่นได้ที่ดินคืนรัฐแน่

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.32 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้” เตรียมแจง กมธ.ปราบทุจริตฯ ปมที่ดิน “ปารีณา” ชี้ต้องรอความเห็นกฤษฎีกาก่อนดำเนินคดี มั่นใจได้ที่ดินคืนกลับมาเป็นของรัฐแน่

25 ธันวาคม 2562 ที่รัฐสภา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ในกรณีข้อสงสัยจะดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กรณีบุกรุกที่ดินตามกฎหมายใด ว่า วันนี้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อให้ทราบในรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งในส่วนข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นที่ของรัฐ และในส่วนของกฎหมาย

โดยกรณีที่กรมป่าไม้ทำเรื่องสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฏีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดี น.ส.ปารีณา บุกรุกที่ดินนั้น ได้ทำเรื่องสอบถามครบทุกประเด็น ทั้งสถานภาพของพื้นที่ เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กรมป่าไม้ และสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการดำเนินการต่างๆ ถ้าเป็นการดำเนินการภายใต้กฎหมาย หากดำเนินการไปแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้ชัดเจนจะเกิดปัญหา ดังนั้นเพื่อความถูกต้องต้องสอบถามกฤษฏีกา ซึ่งแนวทางการดำเนินการมีอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติสบายใจว่าที่ดำเนินการครบถ้วนหรือไม่ ถ้าตัดสินใจแล้วไม่ครบถ้วนจะมีผลต่อการดำเนินการกฎหมายต่อไป

เมื่อถามว่ากรมป่าไม้ดำเนินคดีที่ดิน 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ขอสงวนความเห็นไว้ก่อน แต่เรามีความเห็นแตกต่างจาก ส.ป.ก. ยืนยันแม้ความเห็นจะต่างกัน แต่ที่ดินได้คืนเป็นของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหา ประเด็นอยู่ที่ว่าสถานภาพที่ดินทางกฎหมายเป็นป่าหรือไม่ และถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายต้องใช้ฉบับใด และผู้ที่บังคับใช้กฎหมายคือหน่วยงานใด จะเป็น ส.ป.ก. กรมป่าไม้ หรือทั้ง 2 หน่วยงาน

เมื่อถามต่อว่าหากมีการครอบครองที่ดินมาก่อนสามารถดำเนินคดีได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ต้องดูว่าครอบครองตั้งแต่ช่วงเวลาใด

เมื่อถามย้ำว่าหากครอบครองแล้วภายหลังส่งคืนถือว่าความผิดสำเร็จแล้วใช่หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ขอให้รอกฤษฏีกาซึ่งต้องเคารพและให้เกียรติ กฤษฏีกาตีความอย่างไร เราพร้อมดำเนินการทันที

ทางรอดสุดท้าย! ชาวนาลงขันสูบน้ำบาดาล เลี้ยงต้นข้าวหวั่นยืนต้นตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462395

ทางรอดสุดท้าย! ชาวนาลงขันสูบน้ำบาดาล เลี้ยงต้นข้าวหวั่นยืนต้นตาย

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 09.29 น.

25 ธันวาคม 2562 สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดนครสวรรค์ ขณะนี้ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดชาวนาในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลหนองเต่า อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ต่างลงขันสูบน้ำบาดาลที่อยู่ก้นคลองชลประทาน เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังยืนต้นตาย บางรายถึงกับปล่อยต้นข้าวทิ้งเนื่องจากระยะเวลากว่า 50 วันแล้ว ที่ไม่มีน้ำมาเลี้ยงต้นข้าว ทำให้ข้าวกว่าพันไร่ต้องยืนต้นตาย ส่วนที่เหลือต้องช่วยกันลงขันดูดน้ำบาดาลก้นคลองห้วยร่วม เพื่อนำมาเลี้ยงต้นข้าวเนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง

ชาวบ้าน ต.หนองเต่า อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ร่วมกันลงขัน กว่า 10,000 บาท จ้างเอกชนเข้าไปทำการขุดเจาะเป่าบ่อบาดาล ลึกกว่า 50 ม. เพื่อสูบน้ำเข้ามาใช้ในการเกษตร บางรายต้องนำมาเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว เพื่อให้นาข้าวกว่า 6,000 ไร่ ในพื้นที่รอดตายหลังจากประสบปัญหาภัยแล้งในปีนี้ แทนการรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง

ด้านชาวนาในพื้นที่รายหนึ่ง เล่าว่า ตอนนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างมาก นับว่าปีนี้ภัยแล้งมาเร็วกว่ากำหนดและรุนแรงที่สุดในรอบสิบปี เนื่องจากปกติช่วงเดือนธันวาคมนี้ ยังพอมีน้ำให้ทำนาได้แต่ในปีนี้กลับไม่มีน้ำทำให้ชาวนาในพื้นที่ ต้องรวมตัวลงขันดูดน้ำบาดาลที่เจาะทิ้งไว้ก้นคลองสาธารณะ เพื่อนำมาเลี้ยงต้นข้าวนับเป็นทางรอดสุดท้ายของชาวนาแล้ว เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงต้นข้าวได้

สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรกปี’63 คาดให้ผลผลิต9.9แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462261

news_default

สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรกปี’63 คาดให้ผลผลิต9.9แสนตัน

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2563 ซึ่งสศก.ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกพิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2563 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 4 ธันวาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมี  713,294 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 มี 692,810 ไร่ (เพิ่มขึ้น20,484 ไร่หรือร้อยละ 2.96) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.85 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.79 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.16 และลองกอง ลดลงร้อยละ 0.1 เนื้อที่ให้ผลทั้ง 4 ชนิดมี 637,849 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้น 11,510 ไร่ หรือร้อยละ 1.84)  โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08  มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.71 เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.92 ส่วนลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.09

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมี 991,618 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562ที่มี 886,535 ตัน (เพิ่มขึ้น 105,083 ตันหรือร้อยละ 11.85) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้า จะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยทุเรียนเพิ่มมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 15.60 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี รองลงมาได้แก่ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.44  ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 และ มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.58 ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิดคาดว่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยประกอบกับปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผล หรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง ประกอบกับราคาผลไม้เกณฑ์ดีปีที่ผ่านมา  จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของทุเรียน คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผอ.สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ทุเรียนออกดอกแล้วร้อยละ 57 ผลผลิตที่ติดช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบา ที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วร้อยละ 3.55 จะเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ปลายเดือนมกราคม 2563 ในจ.ระยอง มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 1.40 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนออกดอก ทั้งนี้ เก็บผลผลิตรุ่นแรกได้เดือนปลายมีนาคม 2563 ออกชุกช่วงปลายพฤษภาคมต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2563 ส่วนลองกองยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เพราะยังมีฝนประปรายเดือนพฤศจิกายน ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำทำให้ต้น ใบ ยังไม่สลด คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกชัดเจนขึ้นเดือนมกราคม 2563

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศช่วงแรกของภาคตะวันออกมีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมาอีกทั้ง สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ทุเรียน มังคุดและเงาะ ติดดอกออกผลเร็วขึ้นเริ่มเห็นพัฒนาการออกดอกได้ชัดเจนหลังกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป หลังจากนี้ สศท.6 จะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อวางแผนบริหารจัดการผลไม้และรายงานผลพยากรณ์รอบสุดท้ายให้ทราบเดือนมีนาคม 2563 ผู้สนใจสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกได้ที่ สศก.ที่ 6 จ.ชลบุรี โทร. 0-3835-2435 หรืออี-เมล zone6@oae.go.th

ปฐมฤกษ์เกษตรกรปลูก กัญชา‘ต้นแรก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462260

news_default

ปฐมฤกษ์เกษตรกรปลูก กัญชา‘ต้นแรก’

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์  ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากการพยายามผลักดันของสภาเกษตรกรแห่งชาติให้แก้พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอื่นๆที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การแก้พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ทำให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ให้บริการทางเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรมเข้ามาศึกษาวิจัยพืชสมุนไพร “กัญชา” เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ดังนั้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จึงขอความร่วมมือสภาเกษตรกรฯผลิตพืชสมุนไพร “กัญชา” เป็นวัตถุดิบผลิตตำรับยาแผนไทย  โดยสภาเกษตรกรฯเห็นชอบให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติกำหนดพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด จ.ลำปาง เป็น 1 ใน 4 จังหวัดกลุ่มเป้าหมายกำหนดให้ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนา” ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม เป็นผู้ผลิตพืชสมุนไพร “กัญชา” ให้กรมการแพทย์แผนไทยฯ เพราะเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน หรือกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือปลูกกัญชาภายใต้โครงการศึกษาวิจัยและนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ระหว่างสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปางและวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ผลิตพืชสมุนไพร “กัญชา” ให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข  2,000 กิโลกรัมสด

“ถือเป็นปฐมฤกษ์ “กัญชา” ต้นแรกลงสู่ดินโดยเกษตรกร จากนี้ไปเราจะทำแปลงปลูกให้ดีที่สุดทั้งนอกโรงเรือน 1,200 ต้น และในโรงเรือน 800 ต้น รวม 2,000 ต้น ให้ได้กัญชาเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพทางยาสูงที่สุดจนสังคมไทยและแพทย์ได้เชื่อมั่นในความรู้ของเกษตรกรไทย” นายประพัฒน์ กล่าว และว่า การปลูกครั้งนี้เป็นการปลูกเชิงวิจัยที่ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน นอกจากปลูกเชิงวิจัยทางการแพทย์แล้ว ยังวิจัยเชิงพันธุกรรม สายพันธุ์ต้นทุนการผลิตและระบบการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์โดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมวิจัยจนถึงการใช้พืชสมุนไพร“กัญชา” เป็นสารบำรุงสุขภาพให้ภาคปศุสัตว์ นำไปสู่เอกสารที่ผ่านการปฏิบัติจริงเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะภายในปี 2563

รายงานพิเศษ : สกก.พรหมพิรามหนุนแปลงใหญ่ ใช้กลไกสหกรณ์พัฒนาภาคเกษตรเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462263

รายงานพิเศษ : สกก.พรหมพิรามหนุนแปลงใหญ่ ใช้กลไกสหกรณ์พัฒนาภาคเกษตรเพิ่มรายได้

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนโยบายสำคัญพัฒนาภาคเกษตรต่อเนื่อง โดยยึดหลัก “ตลาดนำการผลิต” ของรัฐบาลมาปรับใช้วางระบบการผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (Zoning) โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้เกษตรกร การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต วางแผนการผลิตให้สอดคล้องความต้องการของตลาด และการบริหารจัดการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นปลายทางเชื่อมโยงตลาดรับซื้อผลผลิตในราคาธรรมตามเกณฑ์คุณภาพ  เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดและมีรายได้จากการทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินลดลง

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า  สหกรณ์การเกษตร (สกก.)พรหมพิราม จำกัด จ.พิษณุโลก เป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอ  ที่ดำเนินงานได้ประสบผลสำเร็จ ดำเนินธุรกิจเจริญก้าวหน้าต่อเนื่อง ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 3,648  คน  มีทุนดำเนินงาน 965,251,237.50  บาท สหกรณ์ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตและแปรรูป  ถือเป็นสหกรณ์ที่พร้อมให้บริการแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปแบบครบวงจร โดยยึดโยงแนวนโยบายของรัฐ “ตลาดนำการผลิต” มาปรับใช้วางแผนธุรกิจแผนส่งเสริมอาชีพให้แก่สมาชิกที่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อาทิ 1.ส่งเสริมปลูกข้าวพันธุ์ กข43 มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2,800 บาท/ตัน  2.ส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1,500 บาท/ตัน   3.ส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา  มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2,000 บาท/ตัน  และ 4.ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพเสริม

สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกกล่าวอีกว่า  การขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ข้าว  ในพื้นที่บางระกำโมเดล อยู่ความรับผิดชอบของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด  ได้บูรณาการทำงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก  และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯจ.พิษณุโลก เพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ข้าว ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 1,003 ราย จำนวน16 แปลง พื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 19,952.30 ไร่ จำแนกเป็น สายพันธุ์พิษณุโลก 2, กข43, กข49, ขาวดอกมะลิ 105 โดยแบ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวตามรอบการผลิตในฤดูกาลที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งปีที่ผ่านมามีปริมาณรวบรวมผลผลิต 16,701 ตัน มูลค่า 119,089,578  บาท

ด้านนางปิยาพัชร  สุจรรยา  ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวว่า  สหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงและควบคุมการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP  รวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตรกรสมาชิกตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์จำหน่ายและส่งขายข้าวเปลือกให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ทำบันทึกข้อตกลงรับซื้อผลผลิตตามที่ได้ MOU ไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งนำมาสีแปรเป็นข้าวสารจำหน่าย ส่วนเงินทุนที่ใช้ดำเนินธุรกิจ สหกรณ์ใช้เงินทุนภายในของตนเอง และเงินทุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้สนับสนุนผ่านเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ และรวบรวมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิก

ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวอีกว่า สหกรณ์เป็นจุดบริการที่พร้อมด้านอุปกรณ์การตลาดสามารถรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้อย่างทั่วถึง  โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างเครื่องอบลดความชื้น ขนาด 500 ตันต่อวัน จากโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดที่ได้รับ โดยนำผลผลิตข้าวเปลือกและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับซื้อจากเกษตรกร เข้าเครื่องอบลดความชื้นเก็บรักษาผลผลิตไว้รอจำหน่ายเพิ่มมูลค่าสินค้า

“จากการดำเนินโครงการฯที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรพอใจและเชื่อมั่นระบบบริหารจัดการการผลิตและการตลาดข้าวภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มากขึ้น เพราะมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอนได้ราคาเป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสหกรณ์พร้อมเป็นกลไกขับเคลื่อนงานนโยบายของรัฐสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”นางปิยาพัชร กล่าว

ส่องเกษตร : วิ่งเต้น เส้นสาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462262

449007

ส่องเกษตร : วิ่งเต้น เส้นสาย

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งอำนวยการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มทยอยออกมา สร้างเสียงฮือฮาอยู่หลายตำแหน่ง มีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจ คละๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่จะออกมาเป็นประเด็นหลังมากกว่า

ในทางการบริหาร เรามักจะเชื่อกันว่า จบอะไรก็สามารถเป็นผู้บริหารได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น นักบริหารหน่วยงานที่มีลักษณะงานเฉพาะเจาะจง เป็นศาสตร์เฉพาะสาขานั้น ใช่ว่าใครก็จะบริหารได้นักบริหารที่คิดว่าแน่ ตกม้าตายกันไปหลายราย ยิ่งหน่วยงานที่ต้องทำงานกับผู้คนที่ยากจนที่สุดในสังคม เป็นหน่วยงานบริการสาธารณะ ได้นักบริหารที่ไม่มีพื้นฐาน ขาดความเข้าใจในเนื้องาน จะยิ่งพบความยุ่งยาก ล้มเหลว ไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วผลจากความผิดพลาดของนักบริหารไม่ได้ตกแก่ตัวนักบริหาร หรือหน่วยงานเท่านั้น แต่จะกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่มารับบริการ และถ้าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการทำอาชีพการเกษตรแล้ว ปัญหาจะยิ่งรุนแรง สะสม หมักหมม ยากที่จะเยียวยา

ผู้แทนกระทรวงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระดับจังหวัด ที่เรียกกันว่า เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ทำหน้าที่บริหารจัดการงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ครอบคลุมงานทุกด้านของกระทรวง หากผู้บริหารดังกล่าวไม่มีความเข้าใจในเนื้องาน ไม่มี
พื้นฐานทางด้านการเกษตร ขาดความรักต่ออาชีพการเกษตร ขาดจิตวิญญาณของการเป็นนักเกษตร เห็นเป็นเพียงทางผ่านของเส้นทางอาชีพรับราชการเพื่อมุ่งไปสู่ตำแหน่งอื่นๆ ต่อไปนั้น หรือ มองว่าเป็นตำแหน่งก่อนเกษียณ ส่วนผลจากการครองตำแหน่งนั้น จะเป็นอย่างไร ไม่ได้คำนึงถึง ให้คิดให้หนัก ยิ่งในช่วงที่การเมืองเฟื่องฟูนักวิ่งเข้าสู่ตำแหน่ง ก็พยายามหาช่องทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จะโทษนักวิ่งเหล่านี้แต่เพียงฝ่ายเดียวก็ไม่น่าจะถูกต้องนักคงต้องโทษคนแต่งตั้งด้วย ความผิดพลาดประการใดที่เกิดขึ้นจากการบริหารของนักบริหารที่ขาดความเป็นมืออาชีพ คงต้องย้อนกลับไปหาคนที่แต่งตั้งที่หวังเพียงรักษาสถานภาพของตนเอง ให้ทุกอย่างผ่านไปและรอวันอำลาชีวิตราชการไปเปล่าๆ เมื่อไล่เรียงรายชื่ออำนวยการสูงในรอบนี้ เห็นชัดถึงเรื่องราวแต่หนหลังของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ยังนึกอยู่ว่าจะฝากอนาคตการเกษตรไทย ตามนโยบายรัฐบาลไว้กับท่านๆทั้งหลายได้หรือไม่ ท่านๆจะเข้าใจในงานการเกษตรจริงหรือ หรือจะเป็นเพียงหุ่นเชิดของใคร หากเป็นเช่นนี้ คงสิ้นหวังกับอนาคตการเกษตรไทยแน่นอน

ผมมีโอกาสร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในต่างจังหวัด เป็นหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ได้พูดคุยกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช อายุยังไม่มาก มีความรู้ความสามารถในงานที่รับผิดชอบ ไม่มีความทะเยอทะยานในงานบริหาร แต่มีความกระตื้อรือร้นในการทำงานวิจัย มีผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาทางการเกษตรได้อย่างชัดเจน เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร แต่นักปรับปรุงพันธุ์คนนี้ กลับถูกมองจากกลุ่มคนอีกกลุ่มว่า ล้าหลัง ไม่เจริญเติบโตในอาชีพราชการ หลายครั้งที่หยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยกัน กพ. มักจะแนะนำว่า ถ้าอยากก้าวหน้าในอาชีพราชการก็ให้เปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปเป็นนักบริหารแทน เป็นคำตอบที่ง่ายเกินไปหรือไม่ เพราะกว่านักวิจัยจะสะสมประสบการณ์ สะสมความชำนาญ สร้างผลงานวิจัยแต่ละชิ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเกษตรของประเทศ สร้างมูลค่าให้กับการเกษตรอย่างมหาศาล รัฐได้ลงทุนกับนักวิจัยแต่ละรายไปเป็นจำนวนไม่น้อย แทนที่จะใช้ประโยชน์จากนักวิจัยนั้นให้เต็มที่ กลับผลักให้นักวิจัยออกไปจากวงจรของการวิจัยคำแนะนำที่ว่าอยากโตก็ต้องเปลี่ยนงาน ไม่น่าใช่วิธีการที่เหมาะสม ด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นตามมา หาก ก.พ. ยังคงแนวคิดเช่นนี้ ในที่สุดวงการราชการจะสูญเสียนักวิจัยดีๆ ไป แล้วได้ผู้บริหารแย่ๆ มาแทน แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เกษตรกรจะอยู่ได้หรือ

หากจะยังคิดกันอยู่ในกรอบเดิมๆ เอาง่ายๆ ทางรอดของการเกษตรไทยคงริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องบ่นว่าประเทศไทยขาดนวัตกรรม ขาดผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาการเกษตร เพราะความคิดทางบริหารของหน่วยงานกลางเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจึงไปไม่ถึงไหนและประสานกับเส้นทางของนักวิ่ง เส้นทางของเส้นสาย และการบริหารแบบเอาตัวรอดไปวันๆ ทุกอย่างจึงจบ พยาบาลมาเป็นเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้ ก็โอเค

สมชาย ชาญณรงค์กุล