กรมชลฯลงพื้นที่สร้างการรับรู้ จับมือเกษตรกรฝ่าวิกฤตภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462358

กรมชลฯลงพื้นที่สร้างการรับรู้ จับมือเกษตรกรฝ่าวิกฤตภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.52 น.

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้มีข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานทุกระดับ ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่มีปริมาณจำกัด พร้อมขอความร่วมมือกับทุกภาคส่วนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ขอให้ช่วยกันประหยัดน้ำอย่างถึงที่สุด

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับไปยังทุกโครงการชลประทาน ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ พร้อมหาแนวทางร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตน อาทิ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว จ.เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สร้างความรู้ความเข้าใจ แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำลาวตอนกลางและตอนปลาย จำนวน 14 เครือข่าย และร่วมประชุมวางแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน สำหรับนำไปเป็นข้อมูลวางแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้กำหนดข้อตกลงร่วมกันในการจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรและราษฎรในพื้นที่อย่างเป็นธรรม และเกิดความเข้าใจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย

ด้านพื้นที่ จ.ลำปาง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วัง ลงพื้นที่ประชุมพบปะเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน คลองส่งน้ำสายใหญ่แม่วังฝั่งขวา เพื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ แผนการส่งน้ำ และการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 พร้อมทั้งให้คำแนะนำ และขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ ปลูกพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง ณ ศาลาอเนกประสงค์บ้านท่าส้มป่อย ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เร่งสร้างความเข้าใจต่อเกษตรกรและประชาชนทุกพื้นที่ถึงสถานการณ์น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ตระหนักถึงปัญหาภัยแล้ง พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ร่วมกันประหยัดน้ำ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคไปจนถึงหน้าฝนปีหน้า

กรมส่งเสริมฯ หนุนปลูกพืชทนแล้ง หลังภัยแล้งส่อเค้ารุนแรงมากกว่าทุกปี! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462330

กรมส่งเสริมฯ หนุนปลูกพืชทนแล้ง หลังภัยแล้งส่อเค้ารุนแรงมากกว่าทุกปี!

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.54 น.

24 ธันวาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าสถานการณ์ภัยแล้งที่มาเร็วกว่าทุกปี กระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่า จะมีพื้นที่เสี่ยงนอกเขตชลประทาน 2.67 ล้านไร่ ทั้งข้าวพืชไร่และผัก และในจำนวนนี้อาจได้รับความเสียหายสิ้นเชิงประมาณ 375,000 ไร่ โดยขอความร่วมมืองทำนาปรัง ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนโครงการปลูกพืชทนแล้ง สนับสนุนค่าเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืช

ทั้งนี้จากสถานการณ์ภัยแล้งที่มาเร็วและมีการคาดการณ์ว่าจะรุนแรงกว่าทุกปี จากการสำรวจของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. กำหนดจากจังหวัดที่มีฝนตกในช่วงฤดูฝนน้อยกว่า 800 มิลลิเมตร ขณะนี้ พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน ใน 20 จังหวัด 54 อำเภอ 109 ตำบล ขณะที่พื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทานในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร มีถึง 30 จังหวัด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งสร้างการรับรู้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำ พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และแจ้งเตือนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชให้สอดคล้องเพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย ขณะเดียวกันก็ประสานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อหาแหล่งน้ำสำรองให้เกษตรกร

สำหรับพื้นที่ทางเกษตรที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง กรมฯ ได้สนับสนุนค่าเมล็ดพันธุ์สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาทต่อไร่ ถั่วเขียว 200 ต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ของพื้นที่ได้รับความเสียหาย เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ได้ถึงวันที่ 26 ธันวาคมนี้

ส่วนแนวทางช่วยเหลือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและจัดการพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ในส่วนของพื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทาน มีการจัดทำกรอบพื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทานในพื้นที่เสี่ยง 30 จังหวัด /สำนักงานเกษตรและเกษตรอำเภอ ร่วมประเมินพื้นที่กับ อบต.เพื่อคาดการณ์ว่ามีพื้นที่เสี่ยงรุนแรงที่ไม้ผลจะตายได้ในฤดูแล้ง และจัดส่งข้อมูลให้ สทนช.เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้องวางแผนสนับสนุนแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่า จะมีพื้นที่เสี่ยงนอกเขตชลประทาน 2.67 ล้านไร่ได้รับผลกระทบ และในจำนวนนี้อาจได้รับความเสียหายสิ้นเชิงประมาณ 375,000 ไร่

กรมส่งเสริมการเกษตร มอบของขวัญปีใหม่ ลั่นใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462251

กรมส่งเสริมการเกษตร มอบของขวัญปีใหม่ ลั่นใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.29 น.

24 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดแถลงข่าวส่งสุขปีใหม่  ให้เกษตรกร ประกาศปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตร ขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

โดยนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าในปี2563 กรมน่งเสริมการเกษตร ได้มีการประกาศขับเคลื่อน 6 แนวทางหลัก เป้าหมายสำคัญ คือ การใช้หลักตลาดนำการเกษตรขับเคลื่อนทุกพื้นที่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับพืชและสถานการณ์ ให้ ทุกหน่วยงานในกรมฯ พร้อมปฏิบัติทันที ผ่าน สำนักงานส่งเสริมและและพัฒนาการเกษตร ที่ 1 – 6 สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ 50 ศูนย์ โดยหน่วยงานภายในส่วนกลางสนับสนุนการทำงานให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่  สำหรับ 6 แนวทางหลักที่ดำเนินการ ได้แก่

1. การขยายผลโครงการพระราชดำริ ปัจจุบันได้สร้างต้นแบบเกษตรกรจากโครงการพระราชดำริ ต่างๆ และสามารถขยายผลสู่เกษตรกรอื่นในชุมชน กว่า 1,000 คน โดย ตัวอย่างผลสำเร็จเกิดจากการขยายผลโครงการบนพื้นที่สูง รวมถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลผลิตทางการเกษตรมายมาย ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับขยายผลให้กับเกษตรกรอื่นๆ ในชุมชน และเครือข่าย

2. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรยึดหลักตลาดนำการเกษตร ดำเนินการผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตร แบบแปลงใหญ่ เช่น แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง จ.เพชรบุรี สามารถรวมกลุ่ม มีพื้นที่ 1,401 ไร่ สมาชิก 465 ราย มีตลาดรองรับ ทั้งในและนอกประเทศ ใช้นวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยวมาช่วยยืดอายุการส่งออก ทำให้ปัจจุบันกลุ่มสามารถดำเนินการเป็นสหกรณ์ ได้มีรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี ซึ่งชุมชน ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผลประโยชน์

3. การพัฒนาองค์กร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน มีรายได้ นอกเหนือจากการทำการเกษตร ลดความเสี่ยง มีเกษตรกรรุ่นใหม่มาต่อยอดแนวคิด และใช้นวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ในชุมชน เช่น บ้านสวนขวัญ ชุมชนริมคลองบ้านบางขาม ของ จ.ลพบุรี ที่พัฒนาแนวคิดมาจากเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer  ที่อยากจะชุมชนให้คนในชุมชนมีรายได้ จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

4. การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงาน การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในงานส่งเสริมการเกษตร ผ่านการจัดงานวันเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ (Field day) ใน 882 ศพก.และเครือข่าย ทั่วประเทศ ให้ชุมชน วิเคราะห์ปัญหา และมีฐานเรียนรู้ ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ตัวอย่าง การจัดงาน Field day การผลิตพริกไทยคุณภาพ ของ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

5. การช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร หัวใจสำคัญ คือ ให้เกษตรกร เรียนรู้ที่จะจัดการและป้องกัน แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น มีกรมฯ คอยสนับสนุน เช่น ตัวอย่างการจัดการหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ของ จ.ชัยภูมิ ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มี ศูนย์ส่งเสริมการอารักขาพืช สนับสนุนแมลงหางหนีบ และ ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จนสามารถส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เห็นผลในการจัดการศัตรูพืชโดยลดการใช้สารเคมีอีกทางหนึ่งด้วย

6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากร การให้ความสำคัญของ การพัฒนาเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่สะท้อนไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ ของ จ.สงขลา ที่มีแนวคิด มะพร้าว zero waste คือ ใช้ทุกส่วนของมะพร้าว แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลส่งความสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเปิดจุดบริการต่างๆ ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการ ต่างๆ ของกรม 21 ศูนย์ ในเส้นทางหลัก ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ คอยให้บริการสำหรับ นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ทั้งให้ความรู้ ได้ถ่ายรูป แปลงเกษตรสวยๆ และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี ผ่าน Application “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” สามารถดาวโหลดได้ฟรี และทั้งหมดภายใต้ 6 แนวทาง เป็นแนวปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งต่อความสุขให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

‘ธรรมนัส’เล็งใช้เงินกองสลาก เดินหน้าทำ’หมอนยางพาราประชารัฐ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462234

news_default

‘ธรรมนัส’เล็งใช้เงินกองสลาก เดินหน้าทำ’หมอนยางพาราประชารัฐ’

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.14 น.

24 ธ.ค.62 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์กรณีแนวคิดหารือกระทรวงการคลัง เพื่อจัดทำโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ ว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ว่าตอนนี้ได้ปรึกษา ฝ่ายกฎหมายว่าสามารถให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเข้ามาทำได้หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดิน ตนมองว่าควรจะใช้รายได้จากการจำหน่ายสลากการกุศล ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทำอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นไปในแนวทางนี้ แต่ก็ต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง กับกระทรวงเกษตรฯ ส่วนกรอบระยะเวลายังไม่แน่ชัด แต่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะบอร์ดการยางฯ จะหารือเรื่องนี้ต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเรียนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ จะไม่ผ่านมือใคร แต่จะลงไปสู่พี่น้องชาวเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง เพราะฉะนั้นเรื่องการคอรัปชั่นไม่มีช่องทางให้ทำ

เมื่อถามว่า ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) มีการตั้งข้อสังเกตว่า หมอนยางพาราประชารัฐ กำหนดราคาที่ 600 บาท ไม่แตกต่างจากราคาที่มีการจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เข้าใจว่าท่านคงเข้าใจข้อมูลผิด เรื่องนี้ต้องดูต้นทุน ในการผลิตหมอนยางพารา 1 ใบ ไม่ใช่ว่าเราจะกำหนดว่าขายในราคา 600 บาท 700 บาท ต้องดูที่ต้นทุนการผลิตก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ถ้าเราไปซื้อชาวบ้านในราคาถูกมันก็ไม่เกิดประโยชน์ แล้วจะทำทำไม ซึ่งการซื้อในราคากิโลกรัมละ 65 บาท จำนวน 150,000 ตันนั้น อย่างน้อยก็กระตุ้นราคาให้สูงขึ้นได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทาง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ มองว่าเงินจำนวนนี้ถ้าหาได้ทำไมไม่เอาไปแจกให้กับเด็กจะได้ประโยชน์มากกว่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ที่เรากำลังจะทำนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เป้าหมายคือการทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น ดังนั้นถ้าเราไปทำเรื่องอื่น ก็ไม่ตรงกับที่กระทรวงเกษตรฯ กำกับดูแล ส่วนเรื่องเด็ก เรื่องผู้ด้อยโอกาสก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนที่ทวงติงว่าจะไม่เกิดประโยชน์เพราะมีการใช้น้ำยางพาราเพียงแค่ 1.5 แสนตัน นั้นก็เรียนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อย่างน้อยก็เป็นแนวทางที่จะทำให้ราคายางดีขึ้น ไม่ใช่ 6 กิโลฯ 100 บาท ส่วนจะมีการแจ้งความกับ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่นั้น ตนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ แต่สิ่งที่ตนจะทำคือการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านติงมา เป็นห่วงเป็นใยมา ก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะนำมาแก้ไข สิ่งสำคัญเรามองว่าการทำงานของฝ่ายค้าน เป็นกระจกเงาที่คอยเตือนพวกเราว่า อย่าทำอะไรนอกลู่นอกทาง หรือส่อไปในทางทุจริต

แนะเฝ้าระวังด้วงหนวดยาวบุกไร่อ้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462041

news_default

แนะเฝ้าระวังด้วงหนวดยาวบุกไร่อ้อย

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้อากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย ที่พบการเข้าทำลายได้ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ถึงระยะแตกกอของอ้อยปลูกใหม่และอ้อยตอ เริ่มแรกจะพบการเข้าทำลายของหนอนด้วงเจาะไชเข้าไปกัดกินเนื้ออ้อยภายในท่อนพันธุ์ ตั้งแต่เริ่มปลูกอ้อย ทำให้ท่อนพันธุ์ไม่งอก หน่ออ้อยอายุ 1-3 เดือน จะถูกหนอนด้วงกัดกินตรงส่วนโคนที่ติดกับเหง้าให้ขาดออก ทำให้หน่ออ้อยแห้งตาย เมื่ออ้อยมีลำแล้วจะพบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อย ทำให้กาบใบและใบอ้อยแห้งตายทั้งต้นหรือทั้งกออ้อย หนอนขนาดเล็กจะกัดกินเหง้าอ้อย ทำให้ระบบส่งน้ำและอาหารจากรากไปสู่ลำต้นและใบน้อยลง เมื่อหนอนใหญ่ขึ้นจะเจาะไชโคนลำต้นขึ้นไปกินเนื้ออ้อย ทำให้ลำต้นเป็นโพรงเหลือแต่เปลือก ลำต้นหักล้มและแห้งตายในที่สุด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยแบบผสมผสานคือ ใช้วิธีกล โดยให้เกษตรกรไถพรวนดินแล้วเดินเก็บตัวหนอนและดักแด้ตามรอยไถช่วงก่อนปลูกอ้อย และช่วงค่ำให้จับหรือเดินเก็บตัวเต็มวัยด้วงหนวดยาวในแปลงอ้อย ส่วนอ้อยระยะแตกกอ ถ้าพบกออ้อยมีหน่ออ้อยแห้งตายให้ขุดกออ้อยและเก็บตัวหนอนด้วงหนวดยาวอ้อยออกไปทำลาย การใช้ศัตรูธรรมชาติกำจัดศัตรูพืช อ้อยปลูก ให้โรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ อ้อยตอ ให้เปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมชิดกออ้อยแล้วกลบดินอัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่

กรณีระบาดรุนแรง ให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด แบบชนิดน้ำ อ้อยปลูก ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง  ฟิโพรนิล 5% เอสซีอัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน อ้อยตอ ให้เปิดร่องอ้อยแล้วพ่นชิดกออ้อยด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ และให้กลบดิน แบบชนิดเม็ด อ้อยปลูก ให้โรยด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 0.3% จี อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยบนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน อ้อยตอ ให้เปิดร่องอ้อยแล้วโรยชิดกออ้อยด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 0.3% จี อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วให้กลบดิน หากมีความชื้นในดินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมและสารเคมีมากขึ้น

รักษ์เกษตร : รู้จัก แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน…ตัวสร้างสมดุลตามธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462044

news_default

รักษ์เกษตร : รู้จัก แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน…ตัวสร้างสมดุลตามธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากขอทราบความรู้เกี่ยวกับแมลงตัวห้ำ ตัวเบียนว่ามีลักษณะและประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สมชัย สุทธิวาทิน

อ.สวี จ.ชุมพร

คำตอบ

การทำเกษตรสมดุลตามธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ ก็จะสมดุลตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใส่ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด แต่การทำการเกษตรที่ฝืนธรรมชาติทำการถางป่าจนหมดเพื่อทำไร่ไถนา การถอนหญ้าออกจากแปลงจนหมดเป็นเหตุให้แมลงศัตรูพืชเข้ามารบกวน ต้องพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืช และยาฆ่าแมลงก็ฆ่าแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน หญ้าเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงทั้งที่เป็นศัตรูพืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น แมลงตัวห้ำ และแมลงตัวเบียน

แมลงตัวห้ำเป็นสัตว์ที่จะเข้าไปกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เช่น แมลงปอ ด้วงเต่า มวน แมลงช้าง แมลงหางหนีบ แมงมุม ไรและนก แมลงตัวห้ำ เป็นแมลงที่ปกติแล้ว หากินเหยื่อที่เป็นแมลงด้วยกันเป็นอาหาร บางชนิดเป็นแมลงตัวห้ำทั้งในระยะที่เป็นตัวอ่อนและตัวเต็มวัย บางชนิดเป็นตัวห้ำเฉพาะระยะตัวอ่อน บางชนิดก็เป็นตัวห้ำตอนเป็นตัวเต็มวัย จะออกหากินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ หรือการดูดกินของเหลวในตัวเหยื่อ เกษตรกรจะใช้ประโยชน์จากแมลงตัวห้ำ โดยนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูทางการเกษตร แมลงตัวห้ำจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเหยื่อที่ใช้เป็นอาหารส่วนมากกินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ ทำให้เหยื่อตายทันที โดยจะกินเหยื่อได้ครั้งละหลายตัว จะอาศัยอยู่คนละที่กับแมลงที่เป็นเหยื่อ และเที่ยวออกหาอาหารในที่ต่างๆ กัน

แมลงตัวห้ำ แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ

1.ตัวห้ำพวกที่แบ่งตามลักษณะการออกหากิน มี 2 ประเภทคือ 1) ตัวห้ำพวกที่ออกล่าเหยื่อที่เคลื่อนที่ ปกติแล้วแมลงตัวห้ำในกลุ่มนี้ มีความว่องไวในการออกหาเหยื่อ จะมีอวัยวะที่ดัดแปลงไปเพื่อช่วยในการจับเหยื่อ
มีขายื่นยาวสำหรับจับเหยื่อ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว ที่มีตาใหญ่เพื่อจะได้เห็นเหยื่อได้ชัดเจน เช่น แมลงปอ เป็นต้น 2) ตัวห้ำพวกที่กินเหยื่ออยู่กับที่ เช่น ด้วงเต่าลาย ชอบกินเพลี้ยอ่อน คอยดักกินเหยื่ออยู่นิ่งๆ

2. ตัวห้ำที่แบ่งโดยอาศัยประเภทของปากมี 2 ประเภทคือ 1) ตัวห้ำพวกที่มีปากแบบกัดกิน จะกัดเหยื่อเป็นชิ้นๆ  เช่น ด้วงเต่า ด้วงดิน แมลงปอ มด แมลงหางหนีบ และตั๊กแตนตำข้าว เป็นต้น 2) ตัวห้ำพวกที่มีปากแบบแทงดูด จะแทงปากเข้าไปดูดกินของเหลวในตัวแมลงจนหมด  เช่น มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต และตัวอ่อนแมลงช้าง เป็นต้น

แมลงตัวเบียน เป็นสัตว์ที่จะเข้าไปเกาะ เพื่อเข้าไปกัดกินแมลงศัตรูพืช หรือเข้าไปวางไข่ในตัวแมลงศัตรูพืชจนทำให้ศัตรูพืชอ่อนแอและตายไปในที่สุด เป็นแมลงที่มีช่วงระยะตัวอ่อน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการอาศัยและหากินอยู่ภายนอกหรือภายในตัวเหยื่อ เพื่อเจริญเติบโตอยู่จนครบวงจรชีวิตของพวกมัน ทำให้เหยื่ออ่อนแอและตายในที่สุดแมลงตัวเบียนตัวเมีย จะวางไข่อยู่บน หรือใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปใน ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ หรือตัวเหยื่อที่โตเต็มวัย ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเบียนนั้นๆ  หลังจากนั้นเมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน เช่น เป็นตัวหนอน ซึ่งจะใช้ร่างกายของเหยื่อเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและเป็นอาหารไปพร้อมกัน เหยื่อของแมลงตัวเบียน มีทั้งที่เป็นแมลงด้วยกันเอง หรือ สัตว์ชนิดอื่นๆ ตัวเบียนมีความสำคัญในการควบคุมปริมาณศัตรูพืชเป็นโดยธรรมชาติ แมลงตัวเบียน จะอาศัยกินอยู่ภายนอกหรือภายในตัวเหยื่อ ตลอดวงจรชีวิต หรืออย่างน้อยก็ระยะหนึ่งของวงจรชีวิตตัวเบียน จะมีขนาดเล็กกว่าเหยื่อมาก ส่วนใหญ่เหยื่อหนึ่งตัวจะมีตัวเบียนอาศัยอยู่จำนวนมาก ตัวเบียนจะค่อยๆ ดูดกินอาหารจากเหยื่ออย่างช้าๆ และทำให้เหยื่อตายเมื่อตัวเบียนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็ใช้เหยื่อเพียงตัวเดียวตลอดระยะการเจริญเติบโตของตัวเบียน

แมลงตัวเบียน อาจแบ่งโดยอาศัยระยะต่างๆของแมลงที่เป็นเหยื่อ ได้ดังนี้ 1) ตัวเบียนไข่ หมายถึง แมลงเบียนที่อาศัยหากินภายในไข่ของแมลงที่เป็นเหยื่อ และเข้าดักแด้อยู่ภายในไข่นั้น 2) ตัวเบียนหนอน หรือแมลงเบียนตัวอ่อน ซึ่งตัวเต็มวัยตัวเมียของแมลงเบียนจะวางไข่ไว้บนหรือในตัวหนอน แมลงตัวเบียน จะเข้าสู่ระยะดักแด้ ในขณะที่ตัวเหยื่อตายก่อนเข้าระยะดักแด้ 3) ตัวเบียนดักแด้ เป็นพวกที่อาศัยและหากินในตัวเหยื่อระยะดักแด้ 4) ตัวเบียนตัวเต็มวัย เป็นแมลงตัวเบียนที่ออกไข่ และตัวอ่อนอาศัยแมลงที่เป็นเหยื่อในระยะตัวเต็มวัย 5) ตัวเบียนหนอนดักแด้ จะอาศัยหากินอยู่กับตัวอ่อนของเหยื่อ และจะเจริญเติบโตครบวงจรชีวิตเข้าระยะดักแด้ไปพร้อมกับเหยื่อ และแมลงตัวเบียน เมื่อเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็จะออกจากดักแด้ของตัวเหยื่อโดยที่เหยื่อจะตายไป

สศก.คาดจีดีพีเกษตรปี’63ขยายตัว2-3% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462043

news_default

สศก.คาดจีดีพีเกษตรปี’63ขยายตัว2-3%

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ภาคเกษตรขยายตัวได้คือ สภาพอากาศเย็นช่วงปลายปี 2561 เอื้อให้ไม้ผลทั้งทุเรียน มังคุด และเงาะออกดอกติดผลให้ผลผลิตได้จำนวนมาก ไม้ยืนต้นมีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น และในส่วนการผลิตสินค้าปศุสัตว์มีระบบผลิตได้มาตรฐาน มีการวางแผนผลิตและเฝ้าระวังควบคุมโรคระบาดต่อเนื่อง  ประกอบกับ กระทรวงเกษตรฯมุ่งพัฒนาภาคเกษตร โดยเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดำเนินนโยบายสำคัญต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer และพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นเกษตรกรมืออาชีพ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรสอดคล้องความต้องการของตลาดและมีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวน ประกอบกับปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2561 ส่งผลต่อการเติบโตของข้าว อ้อย และสับปะรด นอกจากนี้ ฝนที่มาช้าและภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืช  รวมถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม – กันยายน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ส่งผลพื้นที่เพาะปลูกพืชเสียหาย  รวมทั้งการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตเสียหาย อีกทั้ง การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ มีทิศทางลดลง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2563 คาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 2.0-3.0 ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรที่ต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การส่งเสริมการรวมกลุ่ม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุน ทำให้เกษตรกร มีรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยโดยรวม และเศรษฐกิจโลก ในปี 2563 ยังมีแนวโน้มขยายตัว รวมทั้งการส่งเสริมการบริโภคและใช้สินค้าเกษตรในประเทศต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ภาคเกษตรในปี 2563 ขยายตัวได้ดี

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462046

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีกว่า ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 6 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ ต้องเฝ้าระวังควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมให้งดทำนาปรัง

พื้นที่ “อีสานกลาง” และ พื้นที่ “อีสานแห่งกาญจนบุรี” แม้จะอยู่คนละภูมิภาคแต่ปีนี้ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นกัน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ของพื้นที่ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด“อีสานกลาง”คือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 521 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้การได้ขณะนี้นำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ไปแล้วมากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 9.37 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ดังนั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่ง จะส่งน้ำสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น งดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด

ในขณะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,427 ล้าน ลบ.ม.สนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 13 แห่ง โดยอยู่ในเขตจ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.ขอนแก่น 6 แห่ง และจ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ
ดังนั้น กรมชลประทานต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้น้ำที่มีจำกัดพอใช้เฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้น
ฤดูฝนปีหน้า ดังนี้

พื้นที่จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีเป้าหมายลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในอ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ที่ส่งมาจากเขื่อนลำปาวมาเติมหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก. เพื่อให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบย้อนกลับดังกล่าว 4 เครื่อง จะสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม.สูบประมาณ 35 วัน เริ่มสูบกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้หน้าเขื่อนวังยางเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 6 ล้าน ลบ.ม. เพียงพออุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จากแนวทางรดังกล่าว จะลดใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้วันละ 50,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคในเขตจ.ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม หากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามยังไม่พอ ได้วางแผนระบายจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวไม่ต้องการน้ำทำการเกษตรมาช่วยผ่านประตูระบายน้ำพนังชี มาเติมน้ำหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการตระหนักรู้ร่วมกันของประชาชนช่วยประหยัดน้ำให้มากที่สุด

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น กรมมีแผนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุแก้มลิงที่กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่เพิ่มขึ้น กำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในจ.ชัยภูมิคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว เก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ และตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ
อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง มีความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

ในอนาคตเมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนที่กำหนดไว้แล้วเสร็จ ปัญหาขาดแคลนน้ำของ“อีสานกลาง” จะบรรเทาลง

ขณะเดียวกัน“อีสานแห่งกาญจนบุรี”หรือ“อีสานเมืองกาญจน์”พื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ในจ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือและอ.พนมทวน ก็ประสบปัญหาภัยแล้งเกิดขาดแคลนน้ำยาวนานถึงขั้นไม่มีน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภค จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงและซ้ำซาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ ที่อยู่บนสันเขาใกล้เส้นแบ่งสันปันน้ำ จึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้

การแก้ปัญหาปัจจุบันเป็นการแก้เฉพาะหน้าเร่งด่วน กรมชลประทานสูบน้ำจากคลองท่าล้อ-อู่ทอง ที่มีน้ำท่าสมบูรณ์ไปเติมสระเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ สระเก็บน้ำหนองนาทะเลความจุ 2.5 ล้านลบ.ม. สระเก็บน้ำวัดทิพย์สุคนธารามความจุ 1.15 ล้านลบ.ม. และสระเก็บน้ำบ้านหนองมะสังข์ความจุ 400,000 ลบ.ม รวมทั้งยังเติบให้สระเก็บน้ำอื่นๆที่มีศักยภาพด้วย แต่จะสนับสนุนเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีสานแห่งกาญจนบุรีระยะยาวนั้น ล่าสุดคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร่งศึกษา โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้ง จ.กาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากใน 5 อำเภอดังกล่าวให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งกรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติที่จะร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

โดยการศึกษาเบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้คือ สร้างอุโมงค์ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ลอดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสลักพระไปยังอ่างเก็บน้ำลำอีซู ของกรมชลประทานระยะยาว 22 กม. พร้อมระบบท่อส่งน้ำ 14 กม. และคลองส่งน้ายาว 147 กม. หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

กรมประมงนำร่องใช้ระบบดิจิทัล พัฒนาออกใบอนุญาตทางราชการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462042

news_default

กรมประมงนำร่องใช้ระบบดิจิทัล พัฒนาออกใบอนุญาตทางราชการ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ระยะเวลาพิจารณาอนุญาต ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ออกใบอนุญาต หลายกระบวนงาน อาทิ ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 /ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาปัจจุบันกรมประมงพัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งระบบดิจิทัลช่วยอำนวยความสะดวกให้การดำเนินการติดต่อขอใบอนุญาตฯ ระหว่างกรมประมงและผู้ประกอบการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้รับบริการประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ไม่ต้องเดินทางมาด้วยตนเอง ที่สำคัญการขอใบอนุญาตผ่านระบบดิจิทัล ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบขั้นตอน ความคืบหน้าการดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลได้ ดังนั้นการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัลช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้

แบนจริงมิ.ย.63! ‘มนัญญา’จี้ออกประกาศคุมโรงงานผลิตสารเคมี รอเอกชนเคลียร์สต๊อก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462065

news_default

แบนจริงมิ.ย.63! ‘มนัญญา’จี้ออกประกาศคุมโรงงานผลิตสารเคมี รอเอกชนเคลียร์สต๊อก

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.00 น.

“รมช. มนัญญา” ไม่สนฉายา “มาดามแบนเก้อ” ย้ำทุ่มเททำงานได้ผล เร่งเครื่องออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ ควบคุมการผลิตและบรรจุสารเคมีทางการเกษตร ป้องกันเล่ห์ลวงผู้ประกอบการ ผสมเจือจางหรือเติมสารอื่น หวั่นกรรมตกแก่เกษตรกรและผู้บริโภค

23 ธันวาคม 2562 น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า รู้สึกขำฉายา “มาดามแบนเก้อ” ที่ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลตั้ง ที่ผ่านมาตั้งใจแบนสารเคมีอันตรายทางการเกษตรเต็มที่ซึ่งไม่ใช่แบนไม่ได้ แต่ตามกระบวนการที่เกิดขึ้นทำให้การแบนต้องเลื่อนไปจากความตั้งใจเดิมออกไป 6 เดือน ล่าสุดสั่งการอธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้ยกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3 ฉบับเพี่อรองรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พ.ย. 2562 ควบคุมโรงงานผลิตและบรรจุทางการเกษตร

โดยนำมาตรฐาน ISO มากำกับเพื่อให้มีคุณภาพ แก้ปัญหาการผสมที่เจือจางหรือผสมสารปรุงแต่งที่ไม่เป็นไปตามทะเบียน รวมทั้งตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่ถูกหลอกขายสารเคมีคุณภาพต่ำ รวมทั้งเกิดความปลอดภัยทั้งต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกอบด้วย เรื่องกำหนดให้โรงงานที่จะผลิตสารเคมีทางการเกษตร ต้องมีมาตรฐาน ISO 9001 มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 โรงงานผลิตวัตถุอันตรายต้องมี ISO / IEC 170025 ซึ่งกำหนดให้ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับวิเคราะห์ทดสอบสารเคมีเป็นไปตามมาตรฐานสากล ขณะนี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างยกประกาศกระทรวงเกษตรฯ ใหม่ 3 ฉบับ ซึ่งคาดว่าจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับทราบ จากนั้นจึงจะเสนอให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนาม

น.ส. มนัญญากล่าวต่อว่า ขณะนี้ไม่ได้อนุญาตให้นำเข้าพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสแล้ว เพื่อให้ภาคเอกชนจัดการสต๊อกที่มีอยู่ในประเทศ ก่อนที่การแบนจะมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซต ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติจำกัดการใช้ ที่ผ่านมาได้ระงับการนำเข้าชั่วคราว แต่จากนี้ไปต้องควบคุมปริมาณการนำเข้าให้สอดคล้องกับการใช้ตามมาตรการจำกัดการใช้ ดังนั้นปริมาณการนำเข้าต้องลดลง นอกจากนี้ได้ตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วย หน่วยราชการ เอกชน ผู้ผลิต นำเข้า จำหน่าย