ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461807

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบัน ภาคการเกษตรของไทยมีแนวโน้มในการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิทธิการผลิตพืชสูงขึ้น โดยสังเกตได้จากปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องช่วยหันหาช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตลง ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการและเร่งขับเคลื่อน “โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2561 เป็นหนึ่งกลไกที่จะช่วยปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสม ตามค่าการวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยที่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตที่จะได้รับแล้ว ที่สำคัญยังสามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างมาก และส่งผลต่อการช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในที่สุด โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร บูรณาการร่วมกับสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ระยะเวลา 2 ปี (2561-2563) โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพและวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองให้เหมาะกับสภาพดินและพืชที่จะเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรจะเข้ามาดูแลเรื่องการผลิตคุณภาพปุ๋ย แนะนำวิธีการผสมปุ๋ยและการเก็บรักษาเพื่อให้ใช้ได้นาน พร้อมทั้งออกใบรับรองปุ๋ยที่ผลิตโดยสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยสำหรับช่วงฤดูทำนาหรือทำไร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้นำไปสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทเอกชน เพื่อมาผสมและจำหน่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมลงไปให้คำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรทุกพื้นที่

สำหรับโครงการ ดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความจำนงและสนใจที่จะเข้าโครงการฯ แล้วกว่า 202 แห่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 500 แห่ง ในจำนวนนี้มีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตหรือผสมปุ๋ยเองเพื่อให้บริการจำหน่ายแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปแล้วประมาณ 100 แห่ง กำลังการผลิตกว่า 20,000 ตันต่อปี ซึ่งมีทั้งที่เป็นปุ๋ยสูตรทั่วไปและปุ๋ยสั่งตัด ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการฯ อย่างเต็มที่และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง อาทิ อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดินและปุ๋ยแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่าการผสมปุ๋ยใช้เองมีวิธีการอย่างไร ปุ๋ยสูตรไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และเทคนิคการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพในการปลูกพืชแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไร รวมถึงปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่นิยมซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีต้นทุนสูง หันมาใช้ปุ๋ยผสมเองที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากปุ๋ยสูตรสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อส่งตรวจหาธาตุอาหารในดิน การอบรมวิธีการใช้ชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (Test Kit) และการส่งโมบายยูนิต (Mobile unit) ลงพื้นที่เพื่อวางแผนการผลิตพืช และสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สำหรับนำไปผลิตปุ๋ยสั่งตัดเพื่อมาให้บริการแก่เกษตรกร ซึ่งการใช้กลไกสถาบันเกษตรกรเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากต้องการผลักดันให้สหกรณ์ได้มีการปรับตัว ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ตลอดจนให้บริการผสมปุ๋ยสั่งตัดแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะช่วยขยายธุรกิจของสหกรณ์ให้ช่วยตอบสนองกับความต้องการของเกษตรกรได้อย่างครบถ้วนและส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับสถาบันเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการจัดหาปุ๋ยสั่งตัดมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และพืชแต่ละชนิด เน้นให้เกษตรกรหันมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือชุดดิน และตรงตามความต้องการของพืช สามารถช่วยแต่งเติมการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังได้ปุ๋ยสูตรที่มีอาหารพืชเหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่เป็นปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือจากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย…

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการเพื่อให้ส่วนราชการมีประสิทธิภาพสูงในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติ คือ การออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของภาคราชการ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดความสิ้นเปลืองลดขยะ และรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับในส่วนของกรมประมง นายมีศักดิ์
ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องในการพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ สามารถลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมประมงมีการนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ในการออกใบอนุญาตหลายกระบวนงาน อาทิ การออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 / ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดทั้งสิ้นแล้ว ซึ่งการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้…

ขุนเกษตรา

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช รับฟังแก้ไขปัญหาน้ำ’ลุ่มน้ำปากพนัง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461826

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช รับฟังแก้ไขปัญหาน้ำ’ลุ่มน้ำปากพนัง’

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.03 น.

“ธรรมนัส “ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช รับฟังแก้ไขปัญหาน้ำ บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำทั้งระะบบ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและรับฟังการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำคลองชะอวด – แพรงเมือง ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า พื้นที่บริหารจัดการน้ำ ที่อยู่ในความรับผิดชอบโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังล่าง คอบคลุม อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ และบางส่วนของ อ.หัวไทร รวม 4 อำเภอ มีพื้นที่โครงการ 696,600 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 324,000 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 46.50 โดยในส่วนของปัญหาที่พบนั้นได้แก่ 1) ปัญหาน้ำท่วม จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ของปีถัดไป

2) ปัญหาน้ำแล้ง/การขาดแคลนน้ำ จะเกิดในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนมิถุนายน ของทุกปี 3) ปัญหาน้ำเปรี้ยว จะเกิดในช่วงฤดูแล้ง ต่อฤดูฝนช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกรกฎาคม 4) ปัญหาการรุกล้ำและการหนุนสูงของน้ำเค็ม เกิดในช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ ของทุกปี 5) ปัญหาน้ำกร่อย จะเกิดในพื้นที่ป่าจากของ ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง ประมาณ 2,500 – 3,000 ไร่ และ 6) ปัญหาน้ำเสีย เนื่องจากประตูระบายน้ำต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนล่างได้จะปิดเก็บกักน้ำจืดช่วงปลายฤดูฝน

ทั้งนี้ จากการพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้เกิดการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ภาคเกษตร โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2551 ได้แบ่งพื้นที่การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ ภาคเกษตรออกเป็น 5 เขตพัฒนาอาชีพภาคเกษตร ยกเว้นเขตป่าไม้ ซึ่งมีหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง รวมดำเนินการ เป็น 17 หน่วยงาน 85 โครงการ งบประมาณรวม 188,019,535 บาท และในการขับเคลื่อนโครงการนั้นจะมีการจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ช่วงต้นฤดูฝนเดือนตุลาคม 1 ครั้ง และช่วงต้นฤดูเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เดือนมีนาคม อีก 1 ครั้ง โดยคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ (JMC) โดยมีนายอำเภอปากพนังทำหน้าที่ประธาน และมีผู้แทนจากผู้มีส่วนได้/เสีย ภาคส่วนต่างๆ ที่จะบูรณาการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน

แล้งมาเร็ว!! อธิบดีกรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมช่วยเหลือปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461809

news_default

แล้งมาเร็ว!! อธิบดีกรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมช่วยเหลือปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.25 น.

อธิบดีกรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เหลือน้ำใช้13,129ล้านลบ.ม. เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน จากสภาพอากาศแห้งแล้งมาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลด เร่งทำความเข้าใจทุกพื้นที่ประหยัดน้ำใช้ผ่านวิกฤตแล้งไปให้ได้

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สภาพอากาศที่แห้งแล้งที่มาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลดลงในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และวางแผนรับมือภัยแล้งในอนาคต ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบร่วมทั้งวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในอนาคต

สำหรับการจัดสรรน้ําฤดูแล้งปี 2562/2563 กรมชลประทาน วางแผนการใช้น้ําจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางท้ังประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทุนสามารถใช้การ ได้จํานวน 26,666 ล้าน ลบ.ม.โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจํานวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.ตามลําดับความสําคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 6,999 ล้าน ลบ.ม. , ภาคเกษตรกรรม 7,881 ล้าน ลบ.ม.งดส่งน้ำนาปรัง 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม.โดยจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4,000 ล้าน ลบ.ม.(เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม.และลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้าน ลบ.ม.) แยกเป็น เพื่อการอุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. , เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,335 ล้าน ลบ.ม.และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.พืชใช้น้ำน้อย

ผลการจัดสรรน้ำ (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 4,570 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ ) วันนี้ใช้น้ำไป 18.15 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 1,316.66 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 33 ของแผนจัดสรรน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 477 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 47,773 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 63 เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 23,920 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 46 ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 มี 58,702 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 77 น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,929 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 24.18 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ ระบายน้ำจํานวน 73.86 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สามารถรับน้ำได้อีก 28,294 ล้าน ลบ.ม.

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปัจจุบัน (21 ธ.ค.62) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 507 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.86 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 74 ล้าน ลบ.ม.เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ในส่วนความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคให้แก่พื้นที่รับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 49 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงยังคงเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือเฉพาะการอุปโภคบริโภค 6 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าร่วมประชุมสานเสวนาเครือข่ายผู้ใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือน้ำ-ท้ายน้ำ เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมในลุ่มน้ำชี แผน-ผลการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและมาตรการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งสร้างการมีส่วนร่วมให้ตระหนักและรับรู้การใช้น้ำให้ประหยัดและรู้คุณค่า

สำหรับในพื้นที่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับ โครงการชลประทานหนองบัวลำภู สำนักงานชลประทานที่ 5 จัดการประชุมร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำบริเวณเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ รวมทั้งขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่เดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้อย จึงต้องสงวนไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงฤดูฝน ปี 2563

ด้านจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้นำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ร่วมกับชาวบ้านและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่บ้านเหล่าบัวบ้าน หมู่ 4 ตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบปัญหาน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

‘ประภัตร’หนุนเกษตรกร! ปล่อยกู้10ล้านเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งส่งขายจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461796

‘ประภัตร’หนุนเกษตรกร! ปล่อยกู้10ล้านเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งส่งขายจีน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.54 น.

22 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้นำคณะเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคพื้นที่ จ.เชียงราย ณ ฟาร์มโคขุน 4 x4 บ้านหนองสี่แจ่ง ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อร่วมหารือร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือในโครงการส่งเสริมให้แก่เกษตรกรให้มีอาชีพในช่วงฤดูแล้ง

โดยใช้สัตว์เลี้ยงประเภทเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ และสัตว์ปีก รองรับฤดูแล้งตลอดระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นไป ลักษณะเป็นการบริหารจัดการปศุสัตว์ ด้วยปริมาณน้ำที่น้อยกว่าการปลูกพืชและสามารถใช้ทดแทนการทำการเกษตรประเภทอื่นได้เป็นอย่างดีด้วย รวมทั้งยังใช้เวลาเลี้ยงสัตว์เพียงเเค่ 4 เดือนซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาดังกล่าวก็สามารถขุนสัตว์ออกจำหน่ายได้พอดีด้วย

โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการโครงการฯ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามามีส่วนร่วมด้วยโดยจะมีการการให้เงินกู้แก่เกษตรกร เพื่อนำไปดำเนินการด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำและยังเป็นอัตราคงที่เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินโครงการได้อย่างเต็มที่และไม่มีภาระมาก ข้อกำหนดคือหากเกษตรกรที่เลี้ยงโค กระบือแพะ แกะ และสัตว์ปีก ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้เลยแต่ต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างน้อย 10 คนขึ้นไปให้เป็นวิสาหกิจชุมชนแล้วยื่นโครงการเพื่อขอสินเชื่อไปยัง ธ.ก.ส.โดยมีเงื่อนไขให้สินเชื่อ 1 กลุ่มสามารถกู้ยืมได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

“การเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ และสัตว์ปีก นั้น เป็นการทำเกษตรที่ใช้น้ำน้อยแต่มีผลผลิตที่ให้ราคาดี ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการทำอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ในช่วงภัยแล้งหรืออุทกภัยได้เป็นอย่างดีด้วย สำหรับจ.เชียงราย ถือว่ามีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านและยังสามารถส่งออกสินค้าไปได้ถึงประเทศจีนที่มีความต้องการค้าปศุสัตว์จำนวนมากจึงถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง ดังนั้นเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อปรึกษากับปศุสัตว์อำเภอและจังหวัดได้เลย” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

ทาวด้าน น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย ฝ่ายกิจการค้าชายแดน กล่าวว่าที่ผ่านมาสินค้าประเภทโคกระบือมีชีวิตนั้นทางการจีนได้ให้โควต้านำเข้าแก่ประเทศเมียนมาและ สปป.ลาวปีละกว่า 1 ล้านตัวหรือประเทศละ 500,000 ตัว จึงถือว่าตลาดมีความต้องการสูงมากและในช่วงนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงก็สูงเพราะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมาในปริมาณมากทำให้การสัญจรด้วยเรือขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขงมีความสะดวก

รายงานข่าวจากด่านศุลกากรเชียงแสนแจ้งว่าในปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกโคและกระบือมีชีวิต ผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน โดยมีน้ำหนักรวมกันประมาณ 26,677 รวมมูลค่ากว่า 2,261,877,500 บาท ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกจำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันเชื้อเพลิง และในปีงบประมาณ 2563 ในเดือน ต.ค.2562 มีการส่งออกเพิ่มเป็นอันดับ 1 โดยมีน้ำหนักรวมกัน 2,265 มูลค่ากว่า 200,920,000 บาท และเดือน พ.ย.มีการส่งออกน้ำหนักรวม 1,964 มูลค่า 174,915,000 บาท ปัจจุบันมีการส่งออกไปทางเรือขนส่งสินค้าแม่น้ำโขงโดยทางกรมปศุสัตว์ได้มีการพัฒนาสถานที่บริเวณด่านกักสัตว์ก่อนการส่งออกที่อ.เชียงแสน ไว้แล้ว

‘มนัญญา’ลั่น ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตร จัดระเบียบซื้อ-ขาย3สาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461601

news_default

‘มนัญญา’ลั่น ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตร จัดระเบียบซื้อ-ขาย3สาร

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ลั่นถึงเวลา ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรเรื่องอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรขจัดปัญหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะเล็งจัดระเบียบ ตั้งแต่โรงงานผลิตสารเคมีเกษตรถึงร้านค้า รวมถึงคนซื้อ กำชับทุกร้านค้าต้องแยกส่วนขายให้ชัด ตั้งกรรมการศึกษา300สารเดินหน้า หาตัวที่ต้องยกเลิกเป็นชนิดต่อไป

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการยกเลิกใช้ไปอีก 6 เดือนว่าตนสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ3ฉบับ รองรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่จะออกมา เพื่อดูแลเกษตรกรและประชาชน จากผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรที่ต้องได้ซื้อสินค้าที่การผลิตมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ จากนี้ไปจะปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรเรื่องอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรทั้งหมด ไม่ให้มีปัญหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ใต้ดินกันอีกต่อไป

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ 3 ฉบับ ประกอบด้วย เรื่องกำหนดให้โรงงานผลิตสารเคมีหรือวัสดุปัจจัยทางการเกษตร ต้องมีมาตรฐานไอเอสโอ 9001 เรื่องขั้นตอนการผลิต และเรื่องบริษัทหรือโรงงานที่จะผลิตสารเคมี ต้องมีไอเอสโอ14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานเรื่องการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และโรงงานต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับตรวจสอบสารเคมีมาตรฐานไอเอสโอ 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบสารเคมีที่บริษัทผลิตจำหน่าย ถึงสารตกค้าง โดยทั้ง 3 ฉบับ เป็นไปตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ขณะนี้ร่างดังกล่าวยกร่างเสร็จแล้ว เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งนัดประชุมเดือนธันวาคมนี้ เพื่อทราบ และประกาศในราชกิจจาฯ

น.ส.มนัญญากล่าวอีกว่า ความต้องการของตนคือ ยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด แต่เมื่อคณะกรรมการฯมีมติออกมา ก็ต้องเคารพ แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน ตนเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบโรงงานผลิตสารเคมีเหล่านี้ให้มีมาตรฐาน ประกาศทั้ง 3 ฉบับจะมีผลทำให้ทุกบริษัทที่ผลิตปุ๋ย หรือสารเคมีเกษตร ต้องมีการผลิตที่มีมาตรฐาน จะทำแบบเดิมไม่ได้ ที่นำเข้ามาขายแล้ว มีคนมาซื้อจะนำไปผลิตในยี่ห้อต่างๆตามใจชอบไม่ได้ เช่น สารพาราควอต ไปผสมเป็น3-4ยี่ห้อ ได้มาตรฐานหรือไม่ก็ไม่ทราบ ดังนั้นต่อไปบริษัทต้นทางต้องปฏิบัติตามประกาศ 3 ฉบับ และต้องรับผิดชอบ

สำหรับร้านจำหน่ายสารเคมี ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด เพราะมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 มีผลบังคับเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 แล้วว่าจำกัดการใช้ ดังนั้น ต้องแยกมุมจำหน่าย 3 สาร ออกจากสารเคมีทั่วไปให้ชัดเจน ฉลากต้องตัวใหญ่แสดงให้ประชาชนเห็น ผู้ซื้อต้องมีใบอนุญาตซื้อที่ถูกต้อง และต่อไปการอนุญาตจำหน่ายจะกำหนดให้ 1 ทะเบียนต่อ 1 ชื่อการค้าเท่านั้นจะไม่ปล่อยให้ทำกัน 2-3 ชื่ออีก เมื่อมีปัญหาจะได้มีเอกชนรับผิดชอบถูกตัว ประชาชนจะได้รู้ว่ายี่ห้อที่ประชาชนซื้อมาใช้ ผลิตโดยบริษัทอะไร

รมช.เกษตรฯกล่าวด้วยว่า เพื่อแก้ข้อครหาเรื่องรับผลประโยชน์ในการขึ้นทะเบียน การต่ออายุสาร และการตรวจเช็กสารเคมีทั่วประเทศ รมช.เกษตรฯ จะกำหนดให้ทำทะเบียนร้านค้า ที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด1.4หมื่นร้านค้า โดยให้แยกทำทะเบียนรายชื่อเอกชนผู้จำหน่ายสารเคมีเกษตร เป็นรายภาค และแต่ละภาค แยกทำเป็นรายจังหวัด เพื่อให้มีการตรวจสอบว่าแต่ละจังหวัด มีร้านจำหน่ายสารเคมีทั้งหมดกี่ร้าน แต่ละร้านจำหน่ายสารเคมี อะไรบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ และยอดจำหน่ายให้ส่งตัวเลขเป็นรายเดือน เพื่อให้หน่วยตรวจสอบที่มีหน้าที่เข้าไปตรวจทะเบียนได้รวดเร็ว และเป็นการนำเอาทะเบียนการค้าขึ้นมาบนดินจะโปร่งใส ไม่มีข้อครหาจ่ายใต้โต๊ะ

โดยเฉพาะกรณี 3 สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ให้กรมวิชาการเกษตรทุกพื้นที่ จัดทำทะเบียนร้านค้าที่มีสาร 3 ตัวจำหน่าย แยกออกให้ชัดเจน เพื่อคุมปริมาณสต๊อก และร้านค้า จำนวนสารที่มีในครอบครอง เพราะเป้าหมาย 1 มิถุนายน 2563 ต้องไม่มีพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งมติ กก.วัตถุอันตราย เดือน พ.ค.62 จำกัดการใช้ ดังนั้น ต้องเข้มงวดการจำหน่ายให้กับเกษตรกร ผู้ผ่านการอบรม อบรมการพ่นสาร โดยให้รายงานจำนวนเป็นระยะ เพื่อคุมสต็อกให้เป็นปัจจุบัน ไม่ให้มีสต็อกเกินกว่าการรายงานไว้ 2.3หมื่นตัน และสามารถติดตามเส้นทางการใช้สารทั้งระบบ และสำหรับไกลโฟเซต หากต่อไปจะขอนำเข้า ให้รายงานต่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีการลด ละ เลิกใช้สารเคมีในอนาคต ให้ตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาศึกษาว่าใน300 สารที่อนุญาต จะมีกี่ชนิด กี่ตัว ที่ควรยกเลิกใช้และหรือให้จำกัดการใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีตรวจพิษ มีมากขึ้น เพื่อรักษาประโยชน์ และสุขภาพประชาชน โดยให้คณะทำงานให้แล้วเสร็จในเวลา 90วัน หาข้อสรุปให้ได้ว่าจะต้องยกเลิกสารอะไรเป็นตัวต่อไป

ถึงคิวชาวไร่ข้าวโพด ‘อู๊ดด้า’กดปุ่ม900ล. จ่ายค่าประกันรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461603

news_default

ถึงคิวชาวไร่ข้าวโพด ‘อู๊ดด้า’กดปุ่ม900ล. จ่ายค่าประกันรายได้

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรปลื้มรับปีใหม่ “จุรินทร์”คิกออฟโอนจ่ายประกันรายได้ข้าวโพดวันนี้กว่า 900 ล้านบาท ย้ำไม่ได้ละทิ้งพืชตัวอื่นๆ เพียงแค่ใช้ยาคนละขนาน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานคิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืช 1 ใน 5 ชนิด ของโครงการประกันรายได้เกษตรกรโดยรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นตัวสุดท้ายที่สามารถทำให้โครงการของรัฐบาลโครงการนี้จ่ายเงินให้เกษตรกรครบก่อนสิ้นปี 2562 ทันเป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกร

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า สรุปความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ซึ่งประกอบด้วยข้าว มัน ยาง ปาล์ม ที่และได้เริ่มโอนเงินส่วนต่างไปแล้วและจะทยอยโอนให้ครบกับเกษตรกรทั้งหมดที่ได้สิทธิ โดยที่ต้องทยอยเพราะต้องมีการตรวจสอบ และพืชเกษตรบางตัวมีการเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน และ ณ เวลานี้ ข้าวโพดได้ผ่านความเห็นชอบของครม.แล้วเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้กำหนดวันเริ่มโอนเงินวันแรกคือวันนี้ และจะทยอยโอนให้ครบโดยจะประกันราคาที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น 14.5% โดยมีวงเงินงบประมาณ 900 กว่าล้านบาท นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เข่นมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้าย ซึ่งจะอนุญาตให้ทำได้เฉพาะบางจังหวัด เช่น จันทบุรี เชียงราย ตาก นอกจากนั้น ผู้นำเข้าข้าวสาลีจะต้องซื้อข้าวโพดไทยในอัตรา 1:3 รวมทั้งได้กำชับฝ่ายความมั่นคงเข้มงวดกับการป้องกันการลักลอบการนำเข้า

“วันนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้กับรัฐสภา รัฐบาลนี้สามารถเริ่มโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเกษตรครบทั้ง 5 ประเภท ถือเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน” นายจุรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า ขอรายงานความคืบหน้าของการโอนเงิน ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ ข้าว จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 4.31 ล้านราย วงเงิน 20,940.84 ล้านบาท โอนแล้ว 785,408 ราย จำนวนเงิน 16,023.06 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76.52 ของงบประมาณทั้งหมด ยางพารา จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 1.7 ล้านราย วงเงิน 23,472.02 ล้านบาท โอนแล้ว 841,390 ราย จำนวนเงิน 5,004.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.32 ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งผมได้กำชับให้เร่งการตรวจสอบการปลูกยางให้เร็วขึ้น เพื่อจะโอนเงินให้เกษตรกรได้ครบทุกคน

สำหรับปาล์ม มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมดกว่า 3 แสนราย วงเงิน 13,000 ล้านบาท โอนแล้ว 324,286 ราย จำนวนเงิน 2,627.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.21 ของงบประมาณทั้งหมด โดยรัฐบาลมีนโยบายเสริมที่เน้นการป้องกันการลักลอบการนำเข้า และขอให้กระทรวงพลังงานกำหนดให้การใช้น้ำมัน B10 เป็นภาคบังคับ รวมทั้งให้แทงค์น้ำมันปาล์มทุกแห่งติดมิเตอร์ ซึ่งจะเสร็จอีกไม่นานนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.90 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ทำให้อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินส่วนต่าง ณ ตอนนี้

มันสำปะหลัง จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 520,000 แสนราย วงเงิน 9,442.34 ล้านบาท โอนแล้ว 2,781ราย จำนวนเงิน 63.96 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.68 ของงบประมาณทั้งหมด ที่ยังน้อยอยู่ เพราะเกษตรกรยังทยอยขุด ขุดเมื่อไหร่จะโอนเงินทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำงานได้เร็ว จนเกษตรกรขุดมันไม่ทัน และสุดท้ายคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 450,000 แสนราย จะเริ่มโอนงวดแรกวันที่ 20 ธ.ค. นี้ ช่วงบ่าย ให้กับเกษตรกรจำนวน 96,740 ราย จำนวนเงิน 326.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด

โครงการประกันรายได้ ครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด 2.05 ล้านครัวเรือน มีวงเงินรวม 67,778.53 ล้านบาท โอนแล้ว 24,045.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.48 ของงบประมาณรวมของโครงการประกันรายได้ และยังมีโครงการสินเชื่อสนับสนุนต้นทุนการผลิตและค่าเก็บเกี่ยวให้กับเกษตรกรด้วย วงเงินรวม กว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวมโครงการสินเชื่อด้วย ทั้งโครงการจะมีวงเงินรวม 120,961.75 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.74 ของ GDP

“ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชรายอื่นสบายใจว่ารัฐบาลจะช่วยท่านด้วย ไม่ใช่ช่วยเฉพาะพืช 5 ชนิดนี้เท่านั้น เพียงพืชชนิดอื่นรัฐบาลจะช่วยยาขนานอื่น” นายจุรินทร์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’ฮึ่ม! แผนขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวงฯอืด ขู่ยกเลิกสัญญา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461555

‘เฉลิมชัย’ฮึ่ม! แผนขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวงฯอืด ขู่ยกเลิกสัญญา

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.48 น.

‘เฉลิมชัย’ฮึ่ม! แผนขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวงฯอืด ขู่ยกเลิกสัญญา

20 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ โดยได้เดินตรวจในจุดก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำ และประตูระบายน้ำแม่ตะมาน กั้นลำน้ำแม่แตง พร้อมกับประชุมซักถามกรมชลประทาน บริษัทผู้รับเหมาอย่างละเอียดถึงปัญหาความล่าช้า และสั่งมาตรการแนวทางแก้ไขทั้งระบบ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน และเอกชน เร่งรัดการก่อสร้างทั้งระบบทุกสัญญา 4 สัญญา วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในอายุสัญญาปี 2564 โดยทางฝ่ายนโยบายได้ช่วยประสานงานในเรื่องอนุญาตให้ใช้พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติศรีล้านนา เพราะหากโครงการนี้สำเร็จ จะช่วยปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยใน จ.เชียงใหม่ และลำพูน โดยโครงการนี้จะรับน้ำจากลำน้ำแม่แตง ไปเติมเขื่อนแม่กวงฯได้ปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

ทั้งนี้ ได้กำชับให้เร่งรัดโครงการทุกระยะเพื่อให้ได้ตามแผนงาน โดยปัจจุบันให้ตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดทุกโครงการของกรมชลประทานให้เสร็จตามสัญญา จะได้หารือกับผู้รับเหมาเพื่อให้เร่งทำงาน ซึ่งกรรมการมีหน้าที่คอยกระตุ้นตลอด ไม่เช่นนั้นก็จะเสียหายต่อประชาชนและเงินหลวง แต่ด้วยระบบวิธีงบประมาณ ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะเวลาสัญญา จะไปยกเลิกบริษัทยังไม่ได้ จะทำให้โดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าบริษัทใดทำไม่เสร็จตามสัญญา พร้อมยกเลิกทุกบริษัท อย่างที่หาดใหญ่ ตนเข้ามาเป็น รมว.เกษตรฯ เห็นผิดสัญญา ไปสั่งยกเลิกเลย และสั่งให้กรมชลประทานเข้าไปดำเนินต่อให้แล้วเสร็จ จากนี้จะมีอีกหลายโครงการที่ต้องยกเลิก

“กังวลในส่วนอุโมงค์ส่งน้ำ 2 ฝั่งที่ยังไม่เชื่อมกันจากความล่าช้า ซึ่งกรมชลประทานชี้แจงว่าเหตุล่าช้าของการเจาะอุโมงค์ 2 ช่วง จากธรณีวิทยา และสภาพดิน บางช่วงจุดเจาะไปเจอถ้ำทำให้เครื่องหัวเจาะทำงานไม่ได้ ต้องมีการปรับหัวเจาะ บางวันแผนการเจาะได้ 5 เมตร ก็จะเหลือ 2-3 เมตรต่อวัน ดังนั้นเหลือ 2 ปี จากนี้จะต้องเร่งรัด และรายงานมาถึงผมให้ทราบทุกระยะ หากติดปัญหาอะไร ผมจะสั่งเร่งแก้ไขทันที เพิ่มกำลังคน เครื่องมือ เพราะงานนี้ต้องให้เสร็จทันสิ้นสุดสัญญาปี 2564 ถ้าบริษัทใดผิดสัญญาผมไม่เอาไว้ ยกเลิกแน่นอน ไม่ได้ขู่จะทำจริงเพราะยิ่งล่าช้า ประชาชนจะเสียโอกาสในการแก้ไขความเดือดร้อน และการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกพื้นที่” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ท่ออุโมงค์ส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด คืบหน้าแล้ว 50% ช่วยชะลอน้ำลงแม่น้ำปิง ท่อส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด ส่งไปเขื่อนแม่กวง อีกทอด ระยะแรก 13 กม.คืบหน้าไปมาก ปลายปี 2564 น่าจะเห็นผลสำเร็จ กรณีปีน้ำหลาก อุทกภัย จะช่วยชะลอลดท่วมตัวเมืองเชียงใหม่ได้ ในส่วนท่ออุโมงค์ผ่านพื้นที่อุทยานฯ จะดำเนินการเร็วที่สุดทุกหน่วยงานรับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี จะทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามโครงการนี้ในภาพรวมปัจจุบันก้าวหน้า 42%

‘รมช.ธรรมนัส’ เปิดงานวันดินโลกปี62 พบปะเกษตรกร’ขอนแก่น’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461480

‘รมช.ธรรมนัส’ เปิดงานวันดินโลกปร62 พบปะเกษตรกร’ขอนแก่น’

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.36 น.

รมช.ธรรมนัส เปิดงานวันดินโลก ประจำปี 2562 สร้างจิตสำนึก การอนุรักษ์ การใช้ดิน และการใช้ทรัพยากร ให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนพร้อมมอบปัจจัยการผลิต และพบปะเกษตรกร ณ จังหวัดขอนแก่น

20 ธันวาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันดินโลก ประจำปี 2562 พร้อมมอบปัจจัยการผลิต และพบปะเกษตรกร ณ เทศบาลตำบลนาแพง อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ว่า นับตั้งแต่ได้มีการประกาศรับรองตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก FAO โดยกลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก หรือ Global Soil Partnership : GSP ได้จัดกิจกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นสื่อความสำคัญของทรัพยากรดินให้เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงแต่กลุ่มของนักวิชาการหรือเกษตรกรเท่านั้น เพราะทรัพยากรดินมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์ในการดำรงค์ชีวิตของการอยู่ร่วมกันซึ่งเมื่อไหร่เกิดการใช้ที่ดินผิดประเภท ขาดการอนุรักษ์ จะก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน ที่ส่งผลต่อคุณภาพ กำลังการผลิตของดินและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ ซึ่งหากดินมีความเสื่อมโทรมที่รุนแรง การฟื้นฟูดินให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์เหมือนเดิมจะทำได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดงานวันดินโลกขึ้น เพื่อส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของดิน ช่วยกันรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านดิน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรที่สำคัญของพระองค์ และสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของดิน การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินให้ตรงกับลักษณะดิน การตรวจวิเคราะห์สมบัติของดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรดินมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดงาน ร้อยเอก ธรรมนัส ยังได้มอบปัจจัยการผลิต พร้อมจรวจเยี่ยมประขาชน และรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนโดยส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาภัยแล้งการจากแคลนที่ดินทำกินซึ่งร้อยเอก ธรรมนัส จะนำเสนอรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไปด้วย

เกษตรฯเตรียมรับนมดิบล้นตลาดปี’63 ตั้งรง.แปรรูป-ศูนย์เรียนรู้ครบวงจรฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461274

news_default

เกษตรฯเตรียมรับนมดิบล้นตลาดปี’63 ตั้งรง.แปรรูป-ศูนย์เรียนรู้ครบวงจรฯ

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมโครงการตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปางว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จึงมอบให้กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อนนโยบายเพื่อดูแลเกษตรกรโคนมให้ประกอบอาชีพได้มั่นคง และเล็งเห็นความสำคัญของการตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมขนาดใหญ่ และตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร เพื่อรองรับปริมาณน้ำนมดิบที่คาดว่าจะเกินความต้องการในปี 2563 จึงมอบหมายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ได้แก่1)ตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ดำเนินการโดยอ.ส.ค. เพื่อรองรับผลผลิตน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้น ตามที่รัฐบาลทำโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรเป็นฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ 2)ตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร ที่ประกอบด้วย ศูนย์ Feed Center เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนอาหารโคนมในราคาต้นทุนต่ำ ศูนย์เลี้ยงโคนมทดแทน เพื่อแบ่งเบาภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นำโคทดแทนมาเลี้ยงยังศูนย์แทน ตามข้อจำกัดด้านแรงงาน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพของครอบครัว และสร้าง Smart Farm เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานด้านกิจการโคนมระดับนานาชาติ

สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบโครงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง มีนายวิเชียรผลวัฒนสุข ที่ปรึกษาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งจากการดำเนินงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ได้พิจารณาพื้นที่เหมาะสมจัดตั้งโครงการบริเวณเดียวกัน การศึกษาทบทวนโครงการพร้อมออกแบบโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมฯ อีกทั้ง ยังได้รับมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ โดยลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาที่ดิน กับอ.ส.ค. เมื่อวันที่26 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเลี้ยงโคนมในจังหวัดภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่อยู่ใน 3 จังหวัดคือ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ที่เป็นฐานการผลิตน้ำนมดิบที่สำคัญและคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย รวมตัวตั้งเป็นสถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 18 สหกรณ์ บริษัทเอกชน4 แห่ง โรงงานนม 5 แห่ง มีเกษตรกรรวม 1,403 ราย ประชากรโดนม 64,147 ตัว และมีปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ 8,990 ตันต่อเดือน หรือ 299.7 ตันต่อวันและมีแนวโน้มปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปีในปี 2559 เฉลี่ย 350 ตันต่อวัน โดยมีอัตราการเติบโตของน้ำนมดิบปริมาณปี 2558 และ 2559 ประมาณ 5-6% คาดว่าปี 2563จะมีปริมาณน้ำนมดิบประมาณ 400 ตันต่อวัน

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461263

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน สั่งให้กรมการข้าว เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ โดยให้ไปศึกษาข้าวกัมพูชา และข้าวเวียดนาม มีลักษณะเด่นอะไรบ้าง เพื่อจะได้พัฒนาข้าวของไทยให้ดีกว่า

เช่นเดียวกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน ในฐานะที่ดูแลกรมการข้าว ก็เรียกประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และจุดอ่อนทำไมข้าวหอมมะลิของไทย จึงพ่ายแพ้ให้กับข้าวเวียดนาม และให้ปรับปรุงข้าวหอมมะลิของไทยให้เมล็ดข้าวมีความยาวมากขึ้น

จากข้อสั่งการของทั้งสองรัฐมนตรี สาเหตุเนื่องมาจากในการประชุมข้าวโลก ประจำปี 2019 ของผู้ค้าข้าวทั่วโลก ที่กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดของโลก หรือ World’s Best Rice ซึ่งผลปรากฏว่า ข้าวหอมมะลิของไทย ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้าว ST24 ของเวียดนาม

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ข้าวหอมมะลิของไทย ก็พ่ายแพ้ให้กับข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา มาแล้วครั้งหนึ่ง นับเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกัน 2 ปี ถ้าย้อนดูสถิติการประกวด World’s Best Rice ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2552 ข้าวหอมมะลิของไทยก็เคยเสียแชมป์ให้กับข้าวของประเทศอื่นๆ มาแล้ว กล่าวคือ ในปี 2552 และ2553 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ ติดต่อกัน 2 ปี ในปี 2554 เสียแชมป์ให้กับ ข้าวพอซาน ของเมียนมา

ในปี 2555 ข้าว Cambodia Jasmine หรือข้าวมาลีอังกอร์ของกัมพูชา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2556 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา และข้าว California Calrose ของสหรัฐอเมริกา ครองแชมป์ร่วมกัน ในปี 2557 ข้าวหอมมะลิของไทย กับ ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา ครองแชมป์ร่วมกัน ปี 2558 ข้าว Calrose ของสหรัฐอเมริกา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2559 และ 25560 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ 2 ปีซ้อน

แต่ในปี 2561 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง ผลักข้าวหอมมะลิของไทยไปอยู่ในลำดับที่ 2 และ ในปี 2562 นี้ ข้าว ST24 ของเวียดนาม คว้าแชมป์ไปครอง ในขณะที่ ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลที่ 2 อีกเช่นเคย

ข้าว ST24 เป็นข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดข้าว ในงานเทศกาลข้าวเวียดนามครั้งที่ 3 ในปี 2561 เป็นข้าวที่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึง 20 ปี จนในปี 2557-2558 ได้ทำการปลูกทดสอบคุณสมบัติต่างๆ จนมีความเชื่อมั่น และในปี 2559 เริ่มทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ และในปี 2562 ได้รับการรับรอง จากกระทรวงเกษตรของเวียดนาม ให้เป็นพันธุ์ข้าวแห่งชาติ

ข้าว ST24 มีลักษณะเมล็ดยาว สีขาวใส มีกลิ่นหอม ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และปรับตัวต่อสภาพดินเค็มได้ดี ให้ผลผลิตสูงกว่า 1,300 กิโลกรัมต่อไร่

สำหรับข้าว Cambodia Jasmine ซึ่งชนะเลิศถึง 4 ครั้ง ในปี 2555 2556 2557 และ 2561 นั้น เป็นข้าวเมล็ดยาว มีกลิ่นหอม ลักษณะการหุงต้ม เหมือนข้าวหอมมะลิของไทยมาก จึงมีการวิเคราะห์กันว่า น่าจะเป็นข้าวหอมมะลิที่ไปปลูกที่กัมพูชา ซึ่งข้าวหอมของกัมพูชา มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวผกามะลิ ผกาลำดวล ผกาเขนย เป็นต้น

ในการประกวด World’s Best Rice นั้น กรรมการตัดสินจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคมบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารในสหรัฐอเมริกา และเชฟผู้มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ โดยพิจารณาองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะ

การที่ปีนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยตกอันดับมาอยู่ที่ 2 โดยเสียแชมป์ให้กับข้าว TS24 ของเวียดนาม ไม่น่าห่วง หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะเวียดนามส่งออกข้าวประมาณปีละ 7 ล้านตันเท่านั้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 4.1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2559-2563)โดยหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน เพราะทุกวันนี้เวียดนามต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์

การที่เรียกร้องให้มีการเร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้นั้น เท่าที่ผ่านมากรมการข้าวก็มีข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอแทบทุกปี เพียงแต่ว่าคุณสมบัติของข้าวที่ออกมามีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อประกวด ลำพังข้าวหอมมะลิของไทย ก็เป็นข้าวที่สุดยอดอยู่แล้ว อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะควบคุมให้ข้าวที่บรรจุถุงจำหน่ายในต่างประเทศ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและเป็นข้าวหอมมะลิแท้ ๆ ไม่มีข้าวพันธุ์อื่นมาผสม

อีกประการหนึ่งคือชื่อ จะใช้ชื่ออะไรให้เป็นเอกลักษณ์ของไทย ก็ใช้ให้แน่นอน แม้แต่ในการประกวด World’s Best Rice นี้ก็ตาม บางทีใช้ว่า Thai Jasmine Rice บางทีก็ใช้ Thai Hom Mali Rice

ข้าวแต่ละพันธุ์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาเป็นข้าวพันธุ์ใหม่นั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายใน 1-2 ปี แต่ใช้เวลานับ 10 ปี อย่างพันธุ์ TS24 ของเวียดนามนี้ ก็ใช้เวลาถึง 20 ปี การที่ประเทศอื่นจะพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมา และชนะการประกวดบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ อย่าไปซีเรียส มาซีเรียสกับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพมาตรฐาน และราคาที่เป็นธรรมตามกลไกตลาดโดยรัฐไม่ต้องอุ้มทุกปีจะดีกว่า….

แว่นขยาย