คิกออฟ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ ชูขอนแก่นโมเดลของขวัญปีใหม่เกษตรกรอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461272

news_default

คิกออฟ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ ชูขอนแก่นโมเดลของขวัญปีใหม่เกษตรกรอีสาน

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง “ขอนแก่นโมเดล”ว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติซ้ำซากในหลายพื้นที่ จึงมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้ประกอบอาชีพสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยทำโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมปศุสัตว์ กับธ.ก.ส.ไปแล้ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร สนับสนุนการจัดการตลาดผลิตผลการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับจ.ขอนแก่น มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ 28,774 ราย มีโคเนื้อรวม 162,863 ตัว ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเลี้ยงโคเนื้อ และเป็นศูนย์กลางในภาคอีสาน จึงมองเห็นโอกาสที่จะช่วยฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรที่ประสบภัย จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ ภายใต้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ” ด้วยการเลี้ยงโคขุนระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรและผลิตปุ๋ยมูลสัตว์ใช้เพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อีกทาง โดยธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพคอกกลางรวบรวมโคขุน และคอกกักเพื่อส่งออกให้สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน 40,000 รายทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดหาซื้อโคตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนดคือ โคเนื้อเพศผู้ 5 ตัว อายุระหว่าง1 ปีครึ่ง-2 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. พร้อมกันนี้รัฐสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ (TMR) ค่าเบี้ยประกันภัย และบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรอีกด้วย

“จ.ขอนแก่น พร้อมทั้งด้านพื้นที่ จึงเริ่มขับเคลื่อน“ขอนแก่นโมเดล”เป็นจังหวัดแรก เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 20 จังหวัดในภาคอีสาน และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกร โดยในงานจัดประชุมชี้แจงให้เกษตรกรและผู้สนใจอาชีพปศุสัตว์เข้าร่วมรับฟัง ทั้งนี้ จ.ขอนแก่นดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องไปเบื้องต้นแล้ว มีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์สนใจขอเข้าร่วมโครงการ 149 กลุ่ม เกษตรกร 1,487 คน ปัจจุบันธ.ก.ส.อนุมัติงบประมาณให้เกษตรกรและแปลงใหญ่โคเนื้อ 3 กลุ่มเป็นเงิน 25.57 ล้านบาท โครงการสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) 4 กลุ่ม เป็นเงิน 7.44 ล้านบาท รวม 33 ล้านบาท และยังมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนมาก” นายประภัตร กล่าว

ประเดิมกิจกรรมField Dayที่ปราณบุรี นำเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพผลิตมะพร้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461265

news_default

ประเดิมกิจกรรมField Dayที่ปราณบุรี นำเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพผลิตมะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ผลิตสินค้าเกษตรปัจจุบันที่แข่งขันด้วยเทคโนโลยี ส่งผลกระทบให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งใช้วิธีผลิตแบบเดิมและขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูล แหล่งทุน ทรัพยากร และการตลาด ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field Day ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษตรกร ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยมอบให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯบูรณาการทำงานสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ด้านนายเข็มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าสถานการณ์ผลิตมะพร้าวในอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประสบปัญหา หนอนหัวดำ แมลงศัตรูมะพร้าวระบาดระดับรุนแรง ส่งผลให้สวนมะพร้าวเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลง ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่แก้ปัญหาโดยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูมะพร้าว และใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณสูง เพื่อฟื้นฟูต้นมะพร้าวให้แข็งแรง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรยังประสบปัญหาราคาผลผลิตไม่แน่นอน กรมจึงใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)อ.ปราณบุรี เป็นศูนย์กลางพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ให้มีความรู้จัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต คัดเลือกพันธุ์ เพาะพันธุ์มะพร้าวใช้เอง และปลูกพืชแซมในสวนมะพร้าวเพิ่มรายได้

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์วันที่ 16 ธันวาคม  รมว.เกษตรฯเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งนับเป็นการจัดงานครั้งแรกของปีงบประมาณ 2563 โดยนำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว 5 สถานีมาให้เกษตรกรเรียนรู้ ได้แก่ 1) สถานี “เพาะ”: เพาะพันธุ์เอง…ต้นทุนน่ารักเพื่อให้ทราบเทคนิควิธีคัดเลือกพันธุ์ และเพาะพันธุ์มะพร้าว 2) สถานี “หมัก” หมักบ่ม…สะสมของดีไว้ เพื่อให้ทราบเทคนิควิธีผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต 3) สถานี“ใส่”เลือกใส่ปุ๋ยให้พอดี…อย่างใส่ใจ ให้ทราบเทคนิควิธีใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่ปุ๋ยเคมีในสวนมะพร้าวที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต 4) สถานี“Fight” ดูแลป้องกันไว้…ศัตรูไม่ได้แอ้ม ให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างมีประสิทธิภาพโดยวิธีผสมผสาน และ 5) สถานี“แซม” ปลูกหลายอย่างแซมกันไว้…รายได้เพิ่ม

กรมชลฯส่งจนท.แจงสถานการณ์น้ำแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461266

news_default

กรมชลฯส่งจนท.แจงสถานการณ์น้ำแล้ง

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาล่าสุดว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกัน 11,451 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม4,755 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ นับว่าอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ทั้งนี้ กรมชลประทานจัดสรรน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เพียงพอกับการอุปโภค บริโภคก่อนเป็นลำดับแรก 1,150 ล้านลบ.ม. ปล่อยน้ำลงแม่น้ำคูคลองเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และผลักดันน้ำเค็ม 2,335 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรต่อเนื่อง สวนผลไม้ ไม้ดอก 515 ล้านลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 1,877 ล้านลบ.ม.สำรองไว้ต้นฤดูฝนหน้า กรณีฝนมาช้า มาน้อย หรือฝนทิ้งช่วง

ปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาปีนี้จึงไม่พอปลูกข้าวนาปรัง กรมขอความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปรังฤดูแล้งปี 2562/63 พร้อมลงพื้นที่สร้างความรับรู้และเสนอแนะแนวทางเลือกสร้างรายได้ หรือป้องกันกรณีเหตุการณ์น้ำน้อย อย่างไรก็ดี ปีนี้กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องจักรกล รถบรรทุกน้ำ รวมมากกว่า 2,000 หน่วย เพื่อเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ว และจะจ้างแรงงานเกษตรกรเพื่อชดเชยรายได้ควบคู่ไปด้วย ล่าสุดลงพื้นที่พบกลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกรจากอ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ฤดูแล้งนี้เพียง 22 ล้านลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทานโครงการกระเสียวมีมติให้สำรองน้ำ 20 ล้านลบ.ม. ไว้เพื่ออุปโภคบริโภค ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2562-กรกฎาคม 2563

ผลจากการขอความร่วมมือกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างฯกระเสียวงดทำนาปีต่อเนื่องและนาปรังปี 2562/63 ได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ราษฎรเข้าใจให้ความร่วมมือประหยัดน้ำ จึงมั่นใจว่าจะมีน้ำใช้ไม่ขัดสนไปจนหมดหน้าแล้งแน่นอน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชลประทานยังจัดทำบันทึกชี้แจงสถานการณ์น้ำ จัดเวทีประชุมชุมชน เสียงตามสาย ป้ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อุทัยธานี และอยุธยา สร้างความรับรู้เข้าใจ และขอความร่วมมืองดทำนาปีและนาปรังต่อเนื่อง

‘วราวุธ’รอกฤษฎีกาตีความเอาผิด’ปารีณา’ครอบครอง682ไร่ ชี้ต้องรอบคอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461287

news_default

‘วราวุธ’รอกฤษฎีกาตีความเอาผิด’ปารีณา’ครอบครอง682ไร่ ชี้ต้องรอบคอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.14 น.

รมว.ทส.รอกฤษฎีกาตีความเอาผิด”ปารีณา” ครอบครอง682ไร่ก่อนประกาศเป็นที่สปก.ได้หรือไม่ ยันพร้อมดำเนินการอย่างรอบคอบ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ได้แจ้งความดำเนินคดี น.ส.ปารีณา บุกรุกที่ป่าสงวนแล้ว หากกฤษฎีกาขอข้อมูลมา ก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล ย้ำทุกอย่างยึดตามกฎหมาย

ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามว่าจะสามารถดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา จำนวน 682 ไร่ ในช่วงที่ครอบครองก่อนประกาศเป็นพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้กฤษฎีกายังไม่ได้ให้ความเห็นเรื่องขอกฎหมายกลับมา แต่ยืนยันว่าหากสามารถดำเนินคดีได้ กรมป่าไม้จะดำเนินการอย่างแน่นอน

“ขณะนี้อาจไม่ทันใจใครหลายคน แต่กรมป่าไม้พยายามดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีกลับ และขออย่าตีความว่าการทำงานอย่างรอบคอบเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่” นายวราวุธ กล่าว

‘มนัญญา’สานต่อโครงการข้าวโพดหลังนา ประกันราคารับซื้อ-มั่นใจรายได้สูงกว่านาปรัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461276

‘มนัญญา’สานต่อโครงการข้าวโพดหลังนา ประกันราคารับซื้อ-มั่นใจรายได้สูงกว่านาปรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.43 น.

19 ธันวาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาปี 2562/63 แก่เกษตรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ต.คุยม่วง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 141 ราย เนื้อที่ 2,555 ไร่ว่า ต้องการสหกรณ์การเกษตรประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย

โดยหน่วยงานต่างๆ จะสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่าย  จากการสำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมร่วมโครงการในปีนี้ซึ่งกำหนดว่า ต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง เบื้องต้นมีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ใน 33 จังหวัด สมาชิก 21,392 ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 15,000 – 200,000 ตัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูก จัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยมีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ 13,971 ราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 % ปัจจุบันมีสหกรณ์ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว 39 สหกรณ์ สมาชิก 3,050 ราย วงเงิน 38.9  ล้านบาท

“นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ รับนโยบายมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหกรณ์จะช่วยให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น เพราะมีอำนาจในการต่อรองผลผลิตทางการเกษตร สมาชิกมีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน” นางสาวมนัญญากล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ต้องการร่วมโครงการอีกเนื่องจากปลูกได้ในที่น้ำน้อย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าทำนาปรัง และมีการประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น 14.5 % เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้สูงกว่าปลูกข้าวนาปรัง ทั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปให้ความรู้แก่เกษตรกรในการปลูก การดูแลแปลง ป้องกันโรคแมลงระบาด  และเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิกอย่างใกล้ชิดและทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต สำหรับปฏิทินการดำเนินงานนั้นกำหนดเตรียมเมล็ดพันธุ์และดูแลการปลูกระหว่าง 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  ทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 15 มกราคม 2563 และคาดว่า จะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

“โครงการข้าวโพดหลังนายังคงยึดแนวทางปฏิบัติเดิมซึ่งได้ผลดีมากในปี 2561 คือ นโยบายตลาดนำการผลิต โดยจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์กับสหกรณ์ กำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคาหน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร“ นายพิเชษฐ์กล่าว

สำหรับโครงการตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้สมาชิกสหกรณ์บางระกำเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวหลังฤดูทำนา ประจำปี 2562/63 โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์ กข.43 ปีการผลิต 2561/62 โดยมีการร่วมมือกับภาคเอกชนที่รับซื้อในราคาประกัน ตันละ 12,500 บาทที่ความชื้น 15% มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 202 ราย เนื้อที่ 3,802 ไร่ ผลผลิต2,286 ตัน เป็นเงิน 22,425,108 บาทซึ่งสมาชิกขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 2,500 – 3,000 บาท/ตัน และปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องในปีการผลิต 2562/63 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 368 ราย เนื้อที่6,720 ไร่ โครงการรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกร 31,599 ตัน

‘ประมง’เฮ!! ขอบคุณรัฐบาลสนองตอบข้อเรียกร้อง ‘อลงกรณ์’ส่งกลับบ้านชื่นมื่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461175

‘ประมง’เฮ!! ขอบคุณรัฐบาลสนองตอบข้อเรียกร้อง ‘อลงกรณ์’ส่งกลับบ้านชื่นมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 07.34 น.

เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 18 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นตัวแทนชี้แจงผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติต่อข้อเรียกร้องของชาวประมงพาณิชย์ 22 จังหวัด ที่ชุมนุมกันอยู่หน้ากระทรวงเกษตรฯ ว่า ที่ประชุมได้สนองตอบข้อเรียกร้องของชาวประมงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ตกลงร่วมกันกับแกนนำชาวประมงทุกข้อ โดยมีบางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่การยกเลิก Fleet card การยกเลิกคำสั่งกรมเรื่อง vms รุ่น 2 พร้อมจะเจราจาลดค่าบริการในปีหน้าและไม่มีนโยบายการติด VMS กับเรือต่ำกว่า 30 ตันกรอส การเพิ่มวันทำการประมงปีนี้และปีหน้า มีบางส่วนที่จะต้องนำเข้า ครม.เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว ได้แก่สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง 10,300 ล้านบาท การนำเรือออกนอกระบบระยะที่2วงเงิน 7,100 ล้านบาท กรณีแก้ปัญหาแรงงาน โดยใช้ ม.83 ทางคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนงานต่างด้าวซึ่งรมต.กระทรวงแรงงาน จะจัดประชุมเห็นชอบในวันที่ 25 ธ.ค.

เรื่องกฏหมายนั้นเราเคารพในข้อตกลงระหว่างประเทศและมาตรฐานไอยูยูแต่ถ้าบทลงโทษที่ผิดหลักมนุษยธรรมจะต้องแก้ไข โดยตนได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯ ให้ไปเจรจากับ EU โดยตรง ที่กรุงบรัสเซล พร้อมตัวแทนชาวประมงในเดือนหน้า ส่วนเรื่องสัตว์น้ำนำเข้านั้นกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวดร่วมกับมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ เรื่องใบอนุญาตและการตรวจสุขภาพพืชสัตว์ รวมทั้งจะตรวจตามห้องเย็นต่างๆ อย่างเต็มที่

หลังจากเสียงไชโยดีใจอันกึกก้องของผู้ชุมนุม นายอลงกรณ์ ก็ได้อวยพรเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ โดยแกนนำผู้ชุมนุมได้กล่าวขอบคุณรัฐบาล นายจุรินทร์ และนายเฉลิมชัย ที่ใส่ใจและช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมา

สศก.แนะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยแทนทำนาปรัง นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461080

news_default

สศก.แนะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยแทนทำนาปรัง นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนแล้งฝนทิ้งช่วงมิถุนายน – ธันวาคม 2562 พบความเสียหายรวม 19 จังหวัด ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 11 ธันวาคม พบพื้นที่เสียหาย ด้านพืช 5,203,667 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4,359,136 ไร่ พืชไร่ 804,664 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 3,866 ไร่ รวมมูลค่าความเสียหาย 5,822.07 ล้านบาท และพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทำการเกษตร กระทรวงเกษตรฯมีแผนและมาตรการรองรับ เพื่อช่วยเหลือ และลดผลกระทบจากความเสียหาย โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data ด้านการเกษตร ประกอบการตัดสินใจวางแผนผลิตซึ่งปีเพาะปลูก 2562/63  กระทรวงเกษตรฯมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพาะปลูก โดยทำแผนจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 รวมพื้นที่ 7.21 ล้านไร่ทั่วประเทศ แยกเป็น ข้าวนาปรัง (รอบที่ 2)  4.54 ล้านไร่ และพืชไร่ – พืชผัก 2.67 ล้านไร่ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ใช้น้ำน้อยเพื่อช่วยประหยัดน้ำ อีกทั้งลดปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการลดผลกระทบจากภัยแล้งได้ในระดับหนึ่ง

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. กล่าวว่า จากการศึกษาถึงแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจระดับภาค โดยใช้ Agri-Map และ Big data พบว่า พืชทางเลือกที่เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรังมาเป็นพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสวนครัวเพาะปลูกได้ทุกภูมิภาค อาทิ คะน้า ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 13,050 บาท/ไร่/รอบ  กวางตุ้ง ระยะเวลาเก็บเกี่ยว40 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ18,082 บาท/ไร่/รอบ ถั่วฝักยาว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 80 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 7,836 บาท/ไร่/รอบ แตงกวา ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 35 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 9,934 บาท/ไร่/รอบ มะระจีน ระยะเวลาเก็บเกี่ยว50 วัน/รอบ  ให้ผลตอบแทนสุทธิ 12,792 บาท/ไร่/รอบ และ พริก ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 20,682 บาท/ไร่/รอบ สำหรับผลผลิตในกลุ่มพืชผัก นอกจากจะใช้บริโภคในครัวเรือนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารแล้ว ในตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้ง สามารถต่อยอดการตลาดให้กลุ่มแปรรูป หรือโรงงาน เพื่อบรรจุภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจำหน่ายโดยสามารถบริหารจัดการให้เชื่อมโยงตลาดจากพ่อค้าคนกลางในท้องที่จนถึงโรงงานแปรรูป

‘เฉลิมชัย’ถกม็อบประมง เพิ่มจำนวนวันออกจับปลา รับปากงบผ่าน-ขอซื้อเรือคืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461149

news_default

‘เฉลิมชัย’ถกม็อบประมง เพิ่มจำนวนวันออกจับปลา รับปากงบผ่าน-ขอซื้อเรือคืน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เปิดเจรจา “ชาวประมง-รมว.เกษตรฯ” ราบรื่นภาครัฐขยายจำนวนวันออกทะเลจับปลาตามคำร้องขอ ทั้งรับปากเร่งซื้อเรือที่จะออกนอกระบบหลังงบประมาณปี’63 มีผลบังคับใช้ ทั้งยังเล็งจะปล่อยเงินกู้ใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจด้วยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อบ่ายวันที่ 18 ธันวาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรประชุมร่วม สมาคมประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล ที่มาปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือในหลายประเด็น

หลังแล้วเสร็จการประชุม รมว.เกษตร เผยว่า สามารถหาข้อสรุปได้ในหลายประเด็นได้แก่ การจ่ายค่าชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบทั้งเรือประมงขาว-แดงและเรือของชาวประมงที่ประสงค์จะประกอบอาชีพอื่นซึ่งชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2563 ขณะนี้รอให้ร่างพ.ร.บ. งบประมาณ พ.ศ. 2563 ผ่านก่อนจึงจะจ่ายค่าชดเชยได้

ส่วนการเพิ่มวันทำการประมงนั้น กรมประมงกำลังรวบรวมวันที่เหลือจากเรือที่ไม่ได้ออกทำประมงระหว่างปีมาออกมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเพิ่มวันทำประมงให้ เบื้องต้นเรื่ออวนลากจะได้เพิ่ม 30 วัน ส่วนเรือทั่วไปจะไม่จำกัดวันทำการประมง การติด VMS ในเรือที่มีอัตราต่ำกว่า 30 ตันกรอสนั้น กรมประมงยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายให้ติด VMS สำหรับเรือที่ติด VMS รุ่นเดิมแล้วให้สามารถใช้ต่อได้เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะนี้นำเสนอโครงการเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียนแก่ชาวประมงไปยังเลขาธิการครม. แล้วเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. พิจารณาต่อไป

สำหรับข้อกังวลของชาวประมงเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ก. ประมงนั้นจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้แทนชาวประมงเพื่อศึกษาว่า มีข้อใดเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและจำเป็นต้องแก้ไข แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบของการทำประมงที่ปราศจากการกระทำผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงออกกฎหมายที่ผ่อนคลายให้การทำประมงนั้นสะดวกขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการศึกษาจะศึกษาผลกระทบจากกฎหมายปัจจุบันและวางแนวทางแก้ไขให้เสร็จสิ้นใน 45 วัน

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า โครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรซึ่งกรมสรรพสามิตจะให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันบังคับให้ชาวประมง ต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะทำให้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงเพิ่มขึ้น ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมสรรพสามิตแล้วซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการการจ่ายเงินแก่แรงงานประมงผ่านบัญชีธนาคารและปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้น ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับไปพิจารณา โดยวันนี้คณะอนุกรรมการแรงงานจะพิจารณา มาตรา 83 จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแรงงานชุดใหญ่ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในวันที่ 25 ธันวาคมนี้

“การหาเป็นไปด้วยความราบรื่น ขอยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการโดยไม่ละเมิดกรอง IUU Fishing ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาชาวประมงอย่างยิ่งจึงสั่งการด่วนที่สุดให้ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในเวลา 18.00 น. มอบหมายรมว. เกษตรฯ เป็นประธาน โดยย้ำให้พิจารณาผ่อนคลายกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงเพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้” นายเฉลิมชัย กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยกล่าวว่า พึงพอใจในการหารือร่วมกับรมว. เกษตรฯ จากนี้จะได้แจ้งแก่ชาวประมงว่า ปัญหาต่างๆ นั้น จะได้รับการแก้ปัญหาในเร็ววัน มีกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน โดยรมว. เกษตรฯ รับปากว่า จะไม่มีกฎหมายลูกที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงหรือมีโทษรุนแรงเกินกว่าที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนด ทั้งนี้กฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไขให้อัตราโทษไม่ให้รุนแรงกว่าสากล ซึ่งมีทั้งกฎหมายของกรมเจ้าท่าและกฎหมายกรมสวัสดิการแรงงานและสังคม

ทั้งนี้ ชาวประมงทั้งประเทศ ยืนยันว่า พร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหา IUU เนื่องจากหากดำรงความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ได้จะทำให้อาชีพประมงยั่งยืน ส่วนปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำนั้น รมว. เกษตรฯ แจ้งว่า จะหารือกับกับกระทรวงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

“แม้ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจในระดับหนี่ง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ชาวประมงที่มาชุมนุมสาธารณะจึงจะยังไม่สลายการชุมนุม โดยจะรอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่ รมว. เกษตรฯ เป็นประธานในเวลา 18.00 น. วันนี้ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนคาดว่า จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลาประมาณ 20.00 น.” นายมงคลกล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตร แจ้งว่า จากการสอบถามแกนนำบางคนยืนยันว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลา21.00นทั้งหมดภายในวันนี้อย่างแน่นอนแม้จะไม่ได้ตามข้อเรียกร้องทั้งหมดแต่ก็ถือว่ารัฐบาลจริงใจในกาคแก้ปัญหา

รายงานพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำ…อีกศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461083

รายงานพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำ…อีกศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีก “ศาสตร์พระราชา” ที่กรมชลประทานได้สืบสาน ต่อยอด และขยายผลใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ได้ทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศลำพะยัง ที่บ้านกุดตอแก่น รวมถึงสภาพความยากลำบากของราษฎรและการขาดแคลนน้ำเนื่องจากขาดระบบชลประทาน จึงพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนิน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยดำเนินงานหลักๆ 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนาวี ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เริ่มก่อสร้างปี 2537 แล้วเสร็จในปี 2538 ซึ่งเดิมสามารถกักเก็บน้ำมีความจุ 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ก่อนจะปรับปรุงขยายเพิ่มเป็น 4.00 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2543 มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และส่วนที่ 2 เป็นการก่อสร้าง อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดกาฬสินธุ์และมุกดาหาร โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2546 แล้วเสร็จในปี 2549

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นศาสตร์บริหารจัดการน้ำโดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็กระจายน้ำให้พื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน สร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเขาวงมากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า นับเป็นความสำเร็จจากอุโมงค์ผันน้ำที่มาจากพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในด้านบริหารจัดการน้ำ อันสอดรับกับคำว่า “ลำพะยังภูมิพัฒน์” ซึ่งหมายถึง “อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

จากศาสตร์พระราชาด้วยการสร้างอุโมงค์ผันน้ำดังกล่าว กรมนำมาต่อยอดขยายผลแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งโครงการนี้ เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัดและลุ่มน้ำแม่แตง ด้วยการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง ในส่วนที่เกินความต้องการช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ประมาณ 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและผันน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมปริมาณน้ำที่ผันประมาณ 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี ซึ่งจะเพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ กรมชลประทานยังจะดำเนินโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล กลับไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ต่อปีทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่กรมชลประทานมีแผนที่จะนำศาสตร์พระราชาดังกล่าวมาแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวล้อม(EIA) ซึ่งเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ฝนตกท้ายเขื่อน น้ำไม่ไหลลงเขื่อน ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. ดังนั้น กรมเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว ซึ่งแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ การผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล โดยสร้างอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 60-68 กิโลเมตร จากแม่น้ำยวม มาลงแม่น้ำปิง บริเวณ บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ จากนั้นให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงสู่เขื่อนภูมิพล

“โครงการดังกล่าวหากทำสำเร็จจะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูงประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อย โดยจะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี ทำให้เปิดพื้นที่นาในเขตลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 845 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี” ดร.ทองเปลว กล่าว

อีกโครงการหนึ่งที่นำศาสตร์พระราชาในการสร้างอุโมงค์ผันน้ำฯไปปรับใช้คือ โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้งใน 5 อำเภอ ของจ.กาญจบุรี ได้แก่ บ่อพลอย
ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือและพนมทวน เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ถ้าผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำแต่ละปีค่อนข้างมากมาช่วยพื้นที่ดังกล่าวจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม โครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วย “ศาสตร์พระราชา”

กษ.ส่งต่อนวัตกรรมไส้เดือนฝอย ให้เกษตรกรผลิตใช้กำจัดแมลง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461081

news_default

กษ.ส่งต่อนวัตกรรมไส้เดือนฝอย ให้เกษตรกรผลิตใช้กำจัดแมลง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า นอกจากงานวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช กรมยังมีภารกิจสำคัญเป็นหน่วยงานวิจัยพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีของกรมที่มีประสิทธิภาพกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด โดยไส้เดือนฝอยจะเข้าไปขยายพันธุ์ในตัวแมลง จนแมลงเหลือแต่ซากไส้เดือนฝอยจะเคลื่อนที่ลงมาในดินเพื่อรอแมลงเป็นเหยื่อรายใหม่ต่อไป ถ้าไม่สามารถเข้าถึงตัวแมลงได้จะอาศัยอยู่นิ่งๆ ในดินมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่ถ้าดินมีความชื้นเล็กน้อยแสงแดดส่องไม่ถูกตัวไส้เดือนฝอยจะอยู่ได้นานเป็นปี จึงเป็นเสมือนนักรบใต้ดินที่ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้าทำลายพืช

ทั้งนี้ กรมพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขยายไส้เดือนฝอยอย่างง่ายระดับเกษตรกรทำใช้เอง รวมทั้งพัฒนาวิธีเพาะขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยในโรงผลิตขยายระดับชุมชน ในรูปแบบ
โรงผลิตขยายขนาดเล็กโครงสร้างน็อกดาวน์ที่ขนย้ายและประกอบติดตั้งง่าย โดยโรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยจะช่วยให้การเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยแบบทำใช้เองประสบผลสำเร็จดีขึ้น ในระดับชุมชน มีกระบวนการเพาะเลี้ยงแบบง่าย สามารถผลิตไส้เดือนฝอยในโรงผลิตดังกล่าวได้จำนวนมาก เกษตรกรนำชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยไปใช้ทดแทนสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้สารเคมีได้ถึง 3,000–4,000 บาท/ไร่/ครั้ง ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 12,000 บาท/ไร่/ครั้ง โรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง เป็นนวัตกรรมเพื่อชุมชนเกษตรปลูกพืชปลอดภัยสามารถผลิตไส้เดือนฝอยได้มากพอที่ใช้พ่นกำจัดแมลงครอบคลุมพื้นที่ปลูก 30 ไร่  มีค่าใช้จ่ายเพาะขยายไม่เกิน 100 บาท/ไร่ กรมฯมีเป้าติดตั้งโรงผลิตชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยให้เกษตรกรในพื้นที่ 100 โรง ปัจจุบันติดตั้งแล้ว 65 โรง
ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินเกษตรกรต้นแบบที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตรวมทั้งความเหมาะสมของพื้นที่ที่จะติดตั้ง