ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461082

566101

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ให้ไปร่วมพิธีส่งมอบข้าวและแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้ประสบภัยพายุไต้ฝุ่นโพดุล ในแถบตอนใต้ของประเทศสปป.ลาว ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่าพายุลูกนี้ เป็นลูกเดียวกันกับที่ถล่มประเทศไทยเราจนน้ำท่วมหนักในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีคนบอกว่าในรอบห้าสิบปีเพิ่งเคยเจอ จนมีดาราดังออกมาระดมเงินบริจาคช่วยเหลือประชาชนนั่นแหละ ที่ สปป.ลาวก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนัก เนื่องจากเป็นเส้นทางพายุลูกเดียวกัน และแขวงที่ผมไปร่วมงานนั้นก็คือ แขวงสาละวัน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแขวงจำปาสัก และแขวงอัตตะปือ ดังนั้น การเดินทางไปร่วมงานของผมก็ใช้วิธีไปทางลัด กล่าวคือ แทนที่จะขึ้นไปเวียงจันทน์และลงมาใต้ ก็ใช้วิธีเหมือนที่เคยไปอัตตะปือครั้งก่อน คือ ขึ้นเครื่องบินไปลงอุบลราชธานี แล้วต่อรถแท็กซี่ไปด่านช่องเม็ก ชายแดนไทยลาว จากนั้น ทางกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของ สปป.ลาวก็ส่งรถตู้มารับเดินทางต่อไปครับ

ตอนแรกผมเข้าใจว่าเราจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงของแขวงสาละวัน ซึ่งดูในแผนที่แล้วระยะทางจากเมืองปากเซเดินทางเข้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลึกเข้าไปไม่ต่างจากเมืองอัตตะปือที่เคยไป นั่นหมายถึงต้องใช้เวลาเดินทาง 3-4 ชั่วโมง เพราะเป็นทางวกวนไปตามภูเขา แต่เอาเข้าจริง เมืองที่เขาจัดพิธีการส่งมอบข้าว กลับเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของแขวงสาละวัน ที่ภาษาลาวเรียกว่า “เมือง” คือ เมืองโขงเซโดน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลักหมายเลข 13 ที่เป็นถนนเส้นเดียวเชื่อมนครหลวงเวียงจันทน์เลียบแม่น้ำโขงลงมาทางใต้ของประเทศ นั่นหมายถึงเขตพื้นที่แขวงสาละวันก็อยู่ติดชิดชายแดนไทยโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเขตกั้น และถ้าเดินทางข้ามภูเขาจากเมืองโขงเซโดน มาทางทิศตะวันตกหรือชายแดนไทยจุดตรงข้ามเขตแดนแม่น้ำโขงก็คือแถวๆ ผาแต้ม อำเภอโขงเจียมนั่นเองครับ ตอนกินข้าวกลางวันหลังพิธีการเสร็จ ท่านนายอำเภอ (หรือเจ้าเมือง) ยังพูดให้ผมฟังว่าถ้ามีเวลาอยากจะพานั่งรถไปเที่ยวชายโขงฝั่งลาว ซึ่งสวยมาก แต่ก็ไม่ได้ไปจริง เพราะไม่มีเวลา

วันแรกหลังจากที่พวกเราขึ้นรถตู้จากช่องเม็ก เดินทางผ่านปากเซ เมืองใหญ่ ก็ต่อเลยไปยังเมืองโขงเซโดนทันที และใช้เวลาไม่นาน เพราะไม่ได้เดินทางลึกเข้าไปดังที่ได้กล่าวแล้ว เมืองโขงเซโดนเป็นอำเภอเล็กๆ มีบ้านสลับร้านค้าสองฟากถนนหลักแบบหลวมๆ ตึกแถวใหญ่ไม่มี พวกเรารวมทั้งเจ้าหน้าที่ลาว 6-7 คน ที่มารับก็พักกันที่โรงแรมเล็กๆ ระหว่างทาง ราคาระดับ 500-600 บาท ไม่มีอาหารเช้า ข้าราชการผู้ใหญ่ลาวก็คงพักกันในโรงแรมขนาดเดียวกันในที่อื่นกระจายกันไป ตกเย็นเขาก็นัดไปรับประทานอาหารเย็น ซึ่งตอนนี้ก็ได้พบกับท่านรองอธิบดีกรมแผนการและการเงิน ที่ผมคุ้นเคยมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เจ้าภาพอาหารมื้อเย็นนี้ก็คือท่านหัวหน้าแผนกแรงงานและสวัสดิการสังคม ของแขวงสาละวัน ความจริงการไปงานลักษณะเช่นนี้ เวลารับประทานอาหาร ทุกครั้งผมเองก็เกรงใจเขาที่ต้องมารับรอง ก็พยายามถามไถ่ถามเขาว่าจะขอแชร์ด้วย แต่ส่วนมากเขาไม่ยอม แต่สำหรับอาหารเย็นวันนั้น ดูช่างกระจุ๋มกระจิ๋มและแสนง่าย จนต้องชมในความพอเพียงของเขาจริงๆ ครับ เพราะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเขาไปนั่งร้านขายไก่ย่างข้างทาง ซึ่งมีอยู่หลายร้าน แล้วก็สั่งไก่ย่างที่เสียบไม้เป็นตัวสับมาเป็นจานๆ หลายชุด และอีกอย่างคือตำถั่วฝักยาว (เหมือนส้มตำมะละกอ) กินกับข้าวเหนียวที่ใส่มาในกระติ๊บ เสริมด้วยปลาหลดย่างอีก 2-3 ไม้เท่านั้นแหละครับ ใช้มือแกะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย จนอิ่มกันถ้วนทั่ว ใช้เวลาเพียงประมาณชั่วโมงเดียวก็แยกย้ายกันกลับโรงแรม ไม่มีเหล้า เบียร์ใดๆ มีแต่ขวดน้ำเปล่า พอถึงโรงแรมผมก็ขึ้นไปพักผ่อน จนกระทั่งเช้าจึงมารู้ว่าความจริงคือ การกินอาหารเย็นมื้อนั้น ถือเป็นการกินแบบออร์เดิร์ฟเป็นรอบลองไฟเท่านั้นรอบจริงของเขา ซึ่งเขาไม่เรียกผมไปด้วยทราบภายหลังว่าเขาเกรงใจ คือเขานัดแนะไปต่อกันแบบลูกทุ่งแท้ หมายถึงไปนั่งต่อกันร้านขายเหล้า เบียร์ในอำเภอนั้นแหละกินเบียร์ “เขยลาว” กัน แต่สำหรับกับแกล้มได้ยินว่าใครคนหนึ่งไปได้ปลาไหลมาจากไหนไม่ทราบ ต้มได้หม้อใหญ่ แล้วปรุงกันเองในครัวของร้านนั้นเอง เล่นเบียร์กันเสียดึกดื่นจนคนแอปเตอร์ของผมที่ไปด้วยกันและถูกเชิญไปต่อด้วย บอกต้องขอตัวหยุดพักกันเลยทีเดียว โฮ่!ข้าราชการลาวเขาใช้เวลาพักผ่อนกันได้ม่วนชื่นกันแบบนี้ละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปิดจ๊อบม็อบประมง!‘เฉลิมชัย’เจรจาชื่นมื่น จ่อสลายชุมนุมกลับบ้านคืนนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461062

ปิดจ๊อบม็อบประมง!‘เฉลิมชัย’เจรจาชื่นมื่น จ่อสลายชุมนุมกลับบ้านคืนนี้

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.14 น.

ปิดจ๊อบม็อบประมง!‘เฉลิมชัย’เจรจาชื่นมื่น จ่อสลายชุมนุมกลับบ้านคืนนี้

18 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการหารือร่วมกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล ว่า สามารถหาข้อสรุปได้ในหลายประเด็น ได้แก่ การจ่ายค่าชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบทั้งเรือประมงขาว-แดง และเรือของชาวประมงที่ประสงค์จะประกอบอาชีพอื่น ซึ่งชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2563 ขณะนี้รอให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2563 ผ่านก่อน จึงจะจ่ายค่าชดเชยได้

การเพิ่มวันทำการประมงนั้น กรมประมงกำลังรวบรวมวันที่เหลือจากเรือที่ไม่ได้ออกทำประมงระหว่างปีมาออกมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเพิ่มวันทำประมงให้ เบื้องต้นเรื่ออวนลากจะได้เพิ่ม 30 วัน ส่วนเรือทั่วไปจะไม่จำกัดวันทำการประมง , การติด VMS ในเรือที่มีอัตราต่ำกว่า 30 ตันกรอสนั้น กรมประมงยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายให้ติด VMS สำหรับเรือที่ติด VMS รุ่นเดิมแล้วให้สามารถใช้ต่อได้เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะนี้นำเสนอโครงการเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียนแก่ชาวประมงไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.พิจารณาต่อไป

สำหรับข้อกังวลของชาวประมงเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ก.ประมงนั้น จะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้แทนชาวประมง เพื่อศึกษาว่ามีข้อใดเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและจำเป็นต้องแก้ไข แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบของการทำประมงที่ปราศจากการกระทำผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงออกกฎหมายที่ผ่อนคลายให้การทำประมงนั้นสะดวกขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการศึกษาจะศึกษาผลกระทบจากกฎหมายปัจจุบันและวางแนวทางแก้ไขให้เสร็จสิ้นใน 45 วัน

โครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรซึ่งกรมสรรพสามิตจะให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันบังคับให้ชาวประมง ตองจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะทำให้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงเพิ่มขึ้น ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมสรรพสามิตแล้วซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้น

ส่วนการการจ่ายเงินแก่แรงงานประมงผ่านบัญชีธนาคารและปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้น ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับไปพิจารณา โดยวันนี้คณะอนุกรรมการแรงงานจะพิจารณา มาตรา 83 จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแรงงานชุดใหญ่ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในวันที่ 25 ธันวาคม นี้

“การหารือในวันนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯดำเนินการโดยไม่ละเมิดกฏ IUU Fishing นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาชาวประมงอย่างยิ่งจึงสั่งการด่วนที่สุดให้ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในเวลา 18.00 น.วันนี้(18 ธันวาคม 2562) โดยมอบหมาย รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน โดยย้ำให้พิจารณาผ่อนคลายกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงเพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พึงพอใจในการหารือร่วมกับ รมว. เกษตรฯ จากนี้จะได้แจ้งแก่ชาวประมงว่าปัญหาต่างๆนั้น จะได้รับการแก้ปัญหาในเร็ววัน มีกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน โดย รมว. เกษตรฯ รับปากว่า จะไม่มีกฎหมายลูกที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงหรือมีโทษรุนแรงเกินกว่าที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนด ทั้งนี้กฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไขให้อัตราโทษไม่ให้รุนแรงกว่าสากลซึ่งมีทั้งกฎหมายของกรมเจ้าท่าและกฎหมายกรมสวัสดิการแรงงานและสังคม

ทั้งนี้ชาวประมงทั้งประเทศยืนยันว่าพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหา IUU เนื่องจากหากดำรงความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ได้จะทำให้อาชีพประมงยั่งยืน ส่วนปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำนั้น รมว. เกษตรฯ แจ้งว่า จะหารือกับกับกระทรวงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

“แม้ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ชาวประมงที่มาชุมนุมสาธารณะจึงจะยังไม่สลายการชุมนุม โดยจะรอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่ รมว. เกษตรฯ เป็นประธานในเวลา 18.00 น.วันนี้ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนคาดว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลาประมาณ 20.00 น.” นายมงคล กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ แจ้งว่า จากการสอบถามแกนนำบางคนยืนยันว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลา 21.00 น.ทั้งหมดภายในวันนี้อย่างแน่นอน แม้จะไม่ได้ตามข้อเรียกร้องทั้งหมด แต่ถือว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ไขปัญหา

‘ม็อบประมง’ฮึ่ม!ไม่เคลียร์ยกระดับชุมนุม ‘เฉลิมชัย’พร้อมถก11ข้อเรียกร้อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461002

‘ม็อบประมง’ฮึ่ม!ไม่เคลียร์ยกระดับชุมนุม ‘เฉลิมชัย’พร้อมถก11ข้อเรียกร้อง

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.36 น.

‘ม็อบประมง’ฮึ่ม!ไม่เคลียร์ยกระดับชุมนุม ‘เฉลิมชัย’พร้อมถก11ข้อเรียกร้อง

18 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวประมงที่มาร่วมชุมนุมเกือบหมื่นคน มีมติร่วมกันว่าจะให้กรรมการสมาคมฯเจรจากับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่)

ทั้งนี้ รัฐบาลรับจะแก้ปัญหาให้ภาคการประมงมาตั้งแต่สหภาพยุโรป(EU) ให้ใบเหลืองไทยกรณีทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม(IUU) ซึ่งมีการออกกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการรัฐที่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการประมง ขณะนี้ยืดเยื้อมาถึง 3 รัฐมนตรีเกษตรฯแล้ว จึงหวังว่านายเฉลิมชัย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ จากรัฐบาลเลือกตั้งจะทำได้สำเร็จ

ก่อนหน้านี้​นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง และนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ได้ขึ้นเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อรับหนังสือข้อเสนอของชาวประมง แต่แกนนำชาวประมงยืนยันจะเจรจากับรมว. เกษตรฯ เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ อีกทั้งที่ผ่านมาจากการมอบหมายให้นายอลงกรณ์ทำหน้าที่แทน แม้จะมีการเชิญผู้แทนภาคประมงมาประชุมเกือบทุกสัปดาห์ แต่ไม่มีข้อสรุปใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเลย

นายมงคล กล่าวอีกว่า กรรมการสมาคมฯ เห็นร่วมกันว่าหากนายเฉลิมชัย สามารถกำหนดแนวทางแก้ปัญหาในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบได้ชัดเจน รวมทั้งรับที่จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม เพื่อแก้ไขตามข้อเสนอทั้ง 11 ข้ออย่างเป็นที่น่าพอใจ จะสลายการชุมนุม แต่หากดำเนินการไม่ได้กลุ่มผู้ชุมนุมจะยกระดับการเคลื่อนไหว

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พร้อมจะหารือกับกลุ่มชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล เพื่อยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการตามข้อเรียกร้องบางส่วนไปแล้ว เช่น ประสานสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดงที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ โดยส่งเรื่องไปยังสำนักงบประมาณแล้วเพื่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป การออกข้อกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่อำนวยความสะดวกในการทำประมงมากขึ้น

สำหรับข้อเรียกร้องที่เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอื่นๆ ได้แก่ การขอให้หยุดนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 92 เนื่องจากเกิดจากประมง IUU และไม่ถูกสุขอนามัย แล้วสินค้าประมงจากต่างประเทศเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงไทยที่ทาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทาให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ การขาดแคลนแรงงาน ปัญหากฎหมายแรงงาน การกำหนดให้คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการจำหน่ายน้ามันดีเซลสาหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรทบทวนแนวทางบังคับให้ชาวประมงต้องจ่ายเงินแก่บริษัทน้ำมันผ่านบัตรฟรีทการ์ด(Fleet Card) ซึ่งระบุว่าสร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงนั้น จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไขร่วมกันทุกข้อ

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460830

449007

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนธันวาคมของปีนี้ เริ่มมีข่าวเกษตรกรซื้อน้ำมาใช้ในการเกษตรแล้ว ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนหลักๆ หลายแห่งมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้ ประเด็นที่จะตามมาคงหนีไม่พ้นว่าไม้ผลไม้ยืนต้นจะผ่านแล้งที่จะถึงนี้ไปได้อย่างไร เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรัง ปลูกพืชไร่หลังนาจะรอดพอที่จะให้ผลผลิตไหม หรือต้องดิ้นรนซื้อน้ำมาประคองตัวกันไป หรือปลูกไปก่อนแล้วค่อยคิดแก้ไขปัญหาที่จะตามมา หลายฝ่ายต่างตระหนักกันดีว่าแล้งนี้ แล้งแน่ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีการเตรียมการโดยเฉพาะหัวขบวนที่รับผิดชอบงานนี้ คงมีแต่ความกังวลใจของระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเท่านั้นสิ่งเดียวที่ผมเห็นผ่านตาน่าจะเป็นป้ายขอความร่วมมือในงดทำนาปรัง แต่ก็ไม่ได้เสนอว่าถ้าเกษตรกรงดทำนาปรังแล้ว เกษตรกรจะไปทำอะไรดี

อากาศหนาวที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในหลายพื้นที่คงพอยิ้มได้จากการเตรียมต้นลิ้นจี่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ หักยอดอ่อนออกเพื่อรอให้แตกตาดอกเมื่อกระทบอากาศหนาว เมื่ออากาศหนาวถูกจังหวะปีนี้ลิ้นจี่น่าจะได้ออกดอกติดผลแน่ หลังจากที่เป็นพันธุ์ดูใบมาเมื่อปีก่อนแต่ขีวิตการเกษตรที่อาศัยดินฟ้าอากาศก็ไม่แน่นอน หากมีฝนหลงฤดูตกลงมา ตาดอกที่เชื่อว่าติดผลแน่อาจกลายเป็นตาใบ แตกใบอ่อนขึ้นมาแทนก็เป็นได้ ยังต้องลุ้นกันต่อไป หนึ่งปีที่ผ่านไปนั้น โดยที่ลิ้นจี่ไม่ติดผลเลย ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถฝากชีวิตการทำการเกษตรกับลิ้นจี่เพียงสิ่งเดียวได้ ต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย จึงจะสามารถใช้ชีวติอยู่ได้

การเรียนรู้ของชาวสวนลิ้นจี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวสวนลำไย โดยเฉพาะชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มเรียนรู้การตัดแต่งกิ่งและช่อของลำไย เพื่อให้ผลผลิตของลำไยเพิ่มขึ้นจากขนาดผลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จากที่ไม่เคยมีการตัดแต่งกิ่ง หรือไม่เคยมีการตัดแต่งช่อมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากชาวสวนในภาคตะวันออก ที่ปลูกลำไยหลังจากชาวสวนในภาคเหนือแต่มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาปรับใช้การตัดแต่งกิ่งและการตัดแต่งช่อของชาวสวนภาคตะวันออก จึงเป็นเรื่องปกติมาก ในสายตาผมชาวสวนภาคตะวันออก เป็นชาวสวนที่สามารถตัดแต่งและรื้อต้นไม้ทิ้งได้ง่ายๆ แตกต่างจากชาวสวนในภาคอื่นๆ สำหรับชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มยอมรับการตัดแต่งช่อผลของลำไย ให้มีจำนวนผลไม่เกิน 60 ผลต่อช่อ ตามคำแนะนำที่นักวิชาการให้แนะนำ แต่กว่าจะยอมรับคำแนะนำดังกล่าวได้ก็ต้องใช้เวลากันพอสมควร เพราะชาวสวนเองก็เสี่ยงว่าหากไม่ติดผล เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ผลร่วงขึ้นมา อาจไม่ได้ผลผลิตตามที่หวัง แต่เมื่อมีการทำตามคำแนะนำทางวิชาการแล้ว เกิดผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ชาวสวนลำไยเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับคำแนะนำทางวิชาการดังกล่าวเอง และการตัดแต่งกิ่งและช่อของชาวสวนลำไย
ภาคเหนือจะกลายเป็นเรื่องปกติเช่นเดี่ยวกับชาวสวนในภาคตะวันออก

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงต่อการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีแล้ว สภาพดินฟ้าอากาศยังต้องเป็นใจด้วย ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการทำการเกษตรในฤดูนั้นๆ จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรจากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมหรือนักวิชาการ หลายคนอาจไม่เข้าใจ คิดไปเองว่าเมื่อมีสิ่งดีๆ ไปแนะนำ เกษตรกรก็น่าจะยอมรับและนำไปปฏิบัติ แต่หลายครั้งที่เกษตรกรไม่ปฏิบัติตาม สิ่งเหล่านี้นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย คงต้องทำความเข้าใจเหตุแห่งปัจจัยเหล่านั้นที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร อย่าเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง เข้าใจเขา เข้าใจเรา และคิดถึงความพอดี ความเหมาะสม เป็นที่ตั้ง ทุกอย่างจะสำเร็จและเป็นไปได้เสมอ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมชลฯเข้มมาตรการจัดสรรน้ำทั่วปท. วอนปชช.ช่วยประหยัดยันให้พอใช้จนสิ้นแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460836

news_default

กรมชลฯเข้มมาตรการจัดสรรน้ำทั่วปท. วอนปชช.ช่วยประหยัดยันให้พอใช้จนสิ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 ถึงเดือนเมษายน 2563 พื้นที่ประเทศไทยตอนบน จะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ และแหล่งน้ำธรรมชาติ มีปริมาณน้ำลดน้อยลงไปด้วย กรมชลประทานจำเป็นต้องวางมาตรการการบริหารจัดการน้ำทุกพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า โดยปัจจุบัน(13 ธ.ค.2562)เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน48,337 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 64ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 24,474 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,451 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 4,755 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26ของปริมาณน้ำใช้การได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กรมชลประทานจะจัดสรรน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เป็นไปตามแผนฯอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศและพืชใช้น้ำน้อย ส่วนข้าวนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำมีไม่พอต่อการเพาะปลูกจึงไม่สามารถสนับสนุนได้ ต้องขอความร่วมแรงร่วมใจจากเกษตรกรลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้ง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2562 – 30 เม.ย.2563 รวมกันประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม. และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 500 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้นำไปใช้แล้วประมาณ 1,072 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ซึ่งกรมชลประทานจะควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาวันนี้ยังคงการระบายน้ำในอัตรา 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2562) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.46 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนฯ และพืชไร่-พืชผักอีก 0.07 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกพืช เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่พอสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้เพาะปลูกพืชนอกแผนฯรวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองเพาะปลูก

อ.ส.ค.มุ่งมั่นอบรมเกษตรกรสานต่ออาชีพเลี้ยงโคนม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460831

news_default

อ.ส.ค.มุ่งมั่นอบรมเกษตรกรสานต่ออาชีพเลี้ยงโคนม

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหาร พนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) และเกษตรกร/สหกรณ์โคนม ที่สำนักงานอ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ว่า อาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย อ.ส.ค.สานต่อการพัฒนาอาชีพนี้ พร้อมร่วมส่งเสริมพัฒนาวงการโคนม และอุตสาหกรรมนมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุค่อนข้างมากและก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพลดลง ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่และบุตรหลานเกษตรกรสนใจเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ทำให้การสานต่ออาชีพเกษตรกรรมจากบรรพบุรุษมีแนวโน้มลดลง ซึ่งการเลี้ยงโคนมก็เป็นหนึ่งอาชีพที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว อ.ส.ค.จึงต้องกำหนดแนวทางพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการสืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมให้มั่นคงยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตลาด โดยพยายามให้นมของอ.ส.ค.ส่งไปทั่วโลก ทำให้เป็นฮาลาลด้วย โดยต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามบทบัญญัติของโลก เพื่อหาช่องทางส่งออกไปตลาดโลกที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

จากนั้นได้เยี่ยมชมโรงงานนมเชียงใหม่ที่อ.ส.ค.ได้ขยายกำลังผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ โดยนำไปปรับปรุงในส่วนโรงงาน ระบบการผลิต และเครื่องจักรใหม่ ซึ่งปัจจุบันการผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ดังนั้น การลงทุนปรับปรุงและขยายไลน์ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ที่โรงงานนม อ.ส.ค. จ.เชียงใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้รองรับปริมาณน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากภาคเหนือได้มากขึ้น เพราะปริมาณน้ำนมดิบภาคเหนือมีเพียงพอและมีมากกว่ากำลังการผลิตเดิมที่เคยผลิตได้ 15 ตัน/วัน ขยายเป็น 30 ตัน/วัน ทำให้อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้มากขึ้นอีกเท่าตัว

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า เมื่อกำลังผลิตนมพาสจอร์ไรส์สูงขึ้น จะส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเชิงรุกให้ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่กระจายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ให้เข้าถึงและทั่วภาคเหนือ รวมถึงภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ไทย-เดนมาร์คยังวางแผนขยายตลาดไปกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตลอดจนร้านนมในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

กางแผนบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ปี’63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460833

news_default

กางแผนบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ปี’63

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การทำอาชีพเกษตรปัจจุบันนอกจากต้องรับมือกับปัญหาแมลงศัตรูพืชและโรคพืชแล้ว เกษตรกรต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรทุกประเภท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ขึ้น เพื่อให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาที่เกษตรกรพบในการทำเกษตร สำหรับปี 2563 โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ กำหนดจัดงาน 4 ครั้ง แบ่งเป็น ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562 ครั้งที่ 2 เดือนมกราคม – มีนาคม 2563 ครั้งที่ 3 เดือน เมษายน – มิถุนายน 2563 และครั้งที่ 4  โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 22 – 31 กรกฎาคม 2563

จากการดำเนินงานนปี 2562 มีเกษตรกรเข้ารับบริการ 98,639 ราย และเข้ารับบริการในคลินิกต่างๆรวม  365,536 ราย ซึ่งการให้บริการของคลินิกเกษตรเคลื่อนที่จำแนกเป็น 11 ด้าน คือ
1. คลินิกดิน 2. คลินิกพืช 3. คลินิกปศุสัตว์ 4. คลินิกประมง 5. คลินิกชลประธาน6. คลินิกสหกรณ์ 7. คลินิกบัญชี 8. คลินิกกฎหมาย 9. คลินิกข้าว 10. คลินิกหม่อนไหม 11.คลินิกอื่น  นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น เช่น ฝึกอาชีพด้านการเกษตร หรือนำเสนอผลงานดีเด่นด้านการเกษตรของจังหวัด

ทั้งนี้ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่มีวัตถุประสงค์ให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯบูรณาการความรู้และงานวิจัยเพื่อถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร และแก้ปัญหาทำการเกษตร ติดตามผลเพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหาที่เกษตรกรพบได้แก้ไขถูกต้องสัมฤทธิผล โดยกรมดำเนินโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ต่อเนื่องกว่า 18 ปี

สศก.เร่งทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายจว. สร้างความมั่นคงด้านอาหาร-การผลิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460834

news_default

สศก.เร่งทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายจว. สร้างความมั่นคงด้านอาหาร-การผลิต

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า บทบาทภารกิจของ สศก. ในการจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่สำคัญประการหนึ่งคือ ทำปฏิทินสินค้าเกษตรที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรทราบถึงข้อมูลช่วงเวลาการผลิตและการเก็บเกี่ยวสินค้าเกษตรในแต่ละเดือนของปีเพาะปลูกนั้นๆ โดยจัดทำและรวบรวมสินค้าเกษตรสำคัญ 20 ชนิด เผยแพร่ให้เกษตรกรใช้วางแผนการผลิตและผู้สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์ ปัจจุบัน สศก.พัฒนาการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรให้ลงลึกรายละเอียดระดับจังหวัดมากขึ้น โดยบูรณาการกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรด้านการผลิตแล้ว ยังเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร รวมทั้งสร้างสมดุลตลาดสินค้าเกษตรระดับพื้นที่เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนและท้องถิ่นไปพร้อมกัน

สำหรับการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด  สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด โดยจะคาดการณ์ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละเดือนล่วงหน้า ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ สศก. ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆในพื้นที่จัดทำปฏิทินฯ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมงให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน และจัดส่งข้อมูลการจัดทำปฏิทินให้สศก. เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอผลการจัดทำปฏิทินต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ และคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ

ทั้งนี้ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการผลิตและการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยวางแผนหรือเตรียมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อพก.)  ตลอดจนนำมาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายบริหารจัดการความมั่นคงอาหารและโภชนาการ ทราบถึงแหล่งผลิตอาหารในระดับพื้นที่ ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2561 – 2580)  ซึ่งเมื่อหน่วยงานระดับจังหวัดส่งข้อมูลปฏิทินสินค้าเกษตรแล้ว สศก.จะจัดทำเป็นปฏิทินรายจังหวัดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

เปิดยิ่งใหญ่ OTOP City 2019 ตระการตาอาณาจักรของขวัญของฝากทั่วไทย ปลุกเศรษฐกิจปลายปีคึกคัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460930

เปิดยิ่งใหญ่ OTOP City 2019 ตระการตาอาณาจักรของขวัญของฝากทั่วไทย ปลุกเศรษฐกิจปลายปีคึกคัก

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 20.55 น.

เปิดยิ่งใหญ่ !! OTOP CITY 2109 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ชวนคนไทยช้อปของขวัญปีใหม่จากผลิตภัณฑ์ชุมชน ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ตื่นตาตื่นใจกับมหัศจรรย์งานศิลป์ ของเหล่าศิลปิน OTOP ทั้ง “เรือสุพรรณหงส์จำลอง” และ “ผลิตภัณฑ์ไม้รูปสัตว์จากเมืองแพร่” พร้อมเปิดโซนใหม่ OTOP Lady เอาใจสาวนักช้อป “ช้อปสินค้าได้ครบในที่เดียว” และโซน “ตัดเย็บเสื้อผ้า” โดยงานจะมีไปจนถึงวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน OTOP City 2019 ครั้งที่ 14 ภายใต้แนวคิด “เทศกาลของขวัญปีใหม่ ของฝากถูกใจ ผลิตภัณฑ์ทั่วไทย รวมไว้ใน OTOP City 2019” เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้แทนคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด โดยมี นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การจัดงาน OTOP City 2019 เป็นการจัดงานเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ซื้อหาของขวัญของฝากที่เป็นผลิตภัณฑ์อันมีค่าจากฝีมือคนไทย โดยการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการนำองค์ความรู้เชิงนวัตกรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำเสนอ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญ คือ การเป็นศูนย์เรียนรู้ระหว่างผู้ประกอบการ OTOP และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การพัฒนาสินค้า OTOP เป็นสิ่งที่รัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง และจะสนับสนุนช่องทางการตลาดด้าน E-Commerce Online ให้มากขึ้น โดยการเชื่อมประสานแบบบูรณาการกับภาคเอกชน ประชารัฐ องค์การตลาด และส่วนราชการ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและผลักดันยอดจำหน่ายสินค้า OTOP ให้ถึงเป้าหมายสามแสนล้านบาทต่อไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน มีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากกว่า 2,500 บูท  ผลิตภัณฑ์ OTOP มากกว่า 20,000 รายการ ทั้งนี้ ในการจัดงานทุกครั้งที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ผ้าทอไทยมักมียอดจำหน่ายสูงสุด   ดังนั้น กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รณรงค์ให้คนไทยสวมใส่  ผ้าไทยให้มากขึ้น ซึ่งหากคนไทยเพียง 35 ล้านคน สวมใส่ผ้าไทยเฉลี่ยคนละ 10 เมตร เมตรละ 300 บาท จะมีการใช้ผ้าไทยถึง 350 ล้านเมตร คิดเป็นเงินกว่า 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโซน OTOP Lady ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเอาใจสาวนักช้อปที่มีเวลาน้อยให้ “ช้อปสินค้าได้ครบในที่เดียว” ซึ่งภายในโซนจะมี    ทั้งเสื้อผ้า (ผ้าผืน/เสื้อผ้าสำเร็จรูป) กระเป๋า รองเท้า หมวก เครื่องประดับ (เครื่องทอง เงิน เพชรพลอย มุก ลูกปัด ฯลฯ) และเครื่องสำอาง เป็นต้น

ส่วนกระแสตอบรับจากผู้เข้าชมงานในวันแรก (15 ธ.ค.62) สร้างยอดจำหน่ายแล้วกว่า 152 ล้านบาท โดยมียอดจำหน่ายสูงสุด 5 ลำดับแรก ประกอบด้วย 1.นางสมสมัย  เขาหิน ทองสุโขทัย จ.สุโขทัย 2. หินหยกแกะสลัก จ.เชียงราย  3.นางอรอนงค์  พิพิธทอง ทองสุโขทัย จ.สุโขทัย  4. ลำพูนไทยซิลด์  ไหมยกดอกลำพูน จ.ลำพูน 5.นางสาวปาริชาติ แก้วหนัก ผ้าไหมยกดอก จ.ลำพูน  ทั้งนี้  ภายในงาน มีกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย 1. นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ”

2. การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP 5 ประเภท 3.กิจกรรม Highlight  ได้แก่ โซนของขวัญปีใหม่ โซนหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โซน OTOP Masterpiece โซนผลิตภัณฑ์ที่ชนะการประกวด Knowledge based OTOP (KBO) และโซนตัดเย็บเสื้อผ้า 4. การจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคี ที่ขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ร่วมกัน 5. กิจกรรมการบริการ เช่น ธนาคาร/ไปรษณีย์, Health & Spa, บริการห่อของขวัญ

6.OTOP ชวนชิม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมความบันเทิงต่าง ๆ เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงมินิคอนเสิร์ต กิจกรรมสินค้านาทีทอง กิจกรรมจับรางวัลชิงโชค เพียงช้อปสินค้า OTOP ครบทุก 1,000 บาท ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง ทุกวัน ๆ ละ 5 เส้น รวม 45 รางวัล วันสุดท้ายลุ้นรับรางวัลใหญ่ สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 5 รางวัล มูลค่ารวม 500,000 บาท

นอกจากนี้ ภายในงานพิธีเปิดยังจัดให้มีพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้แทนคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่มีการบริหารจัดการหนี้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีดีเด่น จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ พะเยา น่าน เชียงราย แพร่ สุพรรณบุรี อุตรดิตถ์ สระแก้ว และจังหวัดตาก เพื่อยกย่องเชิดชูแบบอย่างของการบริหารกองทุนฯ ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายตามมติคณะรัฐมนตรีให้รับผิดชอบกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่สตรีและองค์กรสตรีในการนำไปประกอบอาชีพสร้างงานสร้างรายได้ ส่งเสริมพัฒนาบทบาทสตรี และพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรี ผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ปัจจุบันมีทรัพย์สินกองทุนมากกว่า 7,200 ล้านบาท มีสมาชิกกว่า 13 ล้านคน โดยในปี 2560 – 2562 ได้อนุมัติเงินอุดหนุนและเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 48,900 โครงการ เป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท มีสตรีได้รับประโยชน์มากกว่า 1.7 ล้านคน

‘เฉลิมชัย’ฉุน! เพิ่งเข้ามาทำงาน‘ม็อบ’มาแล้ว ย้ำต้องดูได้รับการแก้ไขหรือไม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460924

news_default

‘เฉลิมชัย’ฉุน! เพิ่งเข้ามาทำงาน‘ม็อบ’มาแล้ว ย้ำต้องดูได้รับการแก้ไขหรือไม่

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.59 น.

รมว.เกษตรฯฉุน! เข้ามาทำงานไม่เท่าไร มีม็อบมาแล้ว ย้ำต้องดูว่ามีม็อบแล้วได้รับการแก้ไขหรือไม่ เผยกรมประมงเตรียมหารือ “ก.แรงงาน-กรมเจ้าท่า” เพื่อแก้ปัญหาประมงแล้ว

17 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณี เครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เดินทางมาชุมนุมทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่) ว่า เรื่องนี้ได้มีการชี้แจงไปหมดแล้ว ว่า ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 กรมประมงได้ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กรมเจ้าท่า เพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่ยื่นมา 11 ข้อนั้น ในส่วนของกรมประมง ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการไปเกือบทุกข้อแล้ว ยังเหลือการดำเนินการในเรื่องของรายงานเรื่องน้ำมันเขียว การแก้ไขกฎหมายซึ่งคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะแก้ในจุดไหนบ้าง โดยยึดกรอบว่าต้องแก้ไขภายใต้กฎหมาย การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือกฎหมายไอยูยู ทั้ง 11 ข้อ คิดว่าเราดำเนินการไปเกือบทุกข้อแล้ว วันนี้กรมประมงก็จะมีหนังสือชี้แจงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมให้ทราบว่าเราได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง

เมื่อถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าสิ่งที่กระทรวงเกษตรกำลังดำเนินการนั้นไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กรณีนี้ต้องมีการพูดคุยกัน เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ อย่างกรณีกองทุนกู้ยืมที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ได้ทำให้แล้ว แต่การดำเนินการแง่ต่างๆ ก็อยู่ในกรอบของพ.ร.บ.วิธีการใช้งบประมาณ ซึ่งขณะนี้รอเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะเข้าครม.ทันภายในปีนี้ ก็ยังต้องรอ ให้พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่าน เพื่อให้กรอบวงเงินขยาย โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตนได้เสนอให้สำนักงบประมาณและสภาพัฒน์พิจารณาแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งแต่รัฐมนตรีเข้ามา มีม็อบแล้วถึง 3 ม็อบ นายเฉลิมชัย กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมไม่อยากให้มองอย่างนั้น อย่าไปมองว่าหลังจากผมเข้ามาแล้วมีม็อบมามากขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่  ที่ผ่านมาก็มีม็อบ แต่ต้องถามว่าตอนนี้พอมีม็อบเข้ามาแล้วเป็นอย่างไร เราก็ตามเรื่อง จนได้รับการแก้ไขปัญหาเป็นที่พอใจ อย่ามาถามนำแบบนี้”