‘น้ำเค็ม’ทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล‘ปทุมธานี’แล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460882

‘น้ำเค็ม’ทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล‘ปทุมธานี’แล้ว

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.13 น.

“น้ำเค็ม”ทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี แล้ว พบความเค็มเกินมาตรฐาน 0.92 กรัม/ลิตร รองอธิบดีกรมชลฯสั่งด่วนเร่งเพิ่มระบายแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระราม 6  พร้อมผันน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันค่าความเค็มลุ่มเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังอย่างเต็มกำลัง ควบคุมน้ำเค็ม 4 แม่น้ำสายหลัก

17 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกิดน้ำทะเลหนุน ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย กรมชลประทานจึงวางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเลียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้ติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และจากการสำรวจพบว่าในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ช่วงเวลา 13.30 – 17.30 น. ในแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดลิ่มความเค็มรุกตัวเพิ่มขึ้นจากน้ำทะเลหนุนสูง หลังจากนั้นในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 22.30 น. แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีประปาสำแล จ.ปทุมธานี มีค่าความเค็มขึ้นสูงถึง 0.92 กรัมต่อลิตร เกินเกณฑ์มาตรฐานในการผลิตน้ำประปาที่ 0.50 กรัมต่อลิตรนั้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่นิ่งนอนใจเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันค่าความเค็มลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเร่งด่วน โดยในวันนี้(17 ธันวาคม 2562) เวลา 06.00 น. แม่น้ำป่าสัก ได้เพิ่มอัตราการระบายที่เขื่อนพระรามหก จากเดิม 5 ลบ.ม./วินาที เป็น 15 ลบ.ม./วินาที อีกทั้ง ใช้ปริมาณน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาสนับสนุน โดยทำการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่าน 3 คลองหลัก เชื่อมมายังแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ คลองจรเข้สามพัน ลำเลียงน้ำผ่านประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ในอัตราไม่น้อยกว่า 25 ลบ.ม./วินาที ลงสู่แม่น้ำท่าจีน และใช้เครื่องสูบน้ำช่วยสูบน้ำที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ซึ่งจะต้องรักษาระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ให้สามารถสูบน้ำเข้าคลองพระยาบรรลือได้ ซึ่งควบคุมให้มีอัตราการไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่น้อยกว่า 30 ลบ.ม./วินาที

“เพิ่มอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนพระรามหก จาก 5 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 15 ลบ.ม.ต่อวินาที ตั้งแต่ 06.00 น.ของวันนี้ พร้อมกับประสานการประปานครหลวง( กปน.)ในการลำเลียงน้ำเพื่อควบคุมค่าความเค็ม ประกอบกับติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่บริเวณประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในคลองพระบรรลือ โดยสำนักงานชลประทานในพื้นที่ ควบคุมกํากับในการลําเลียงน้ำผ่านคลองพระยาบรรลือสู่ แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่น้อยกว่า 30 ลบ.ม.ต่อวินาที และควบคุมกํากับให้มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ไม่น้อยกว่า 25ลบ.ม.ต่อวินาที” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ทางด้านคลองประปา ลำเลียงปริมาณน้ำมาลงยังคลองปลายบาง โดยผ่านคลองประปาและคลองมหาสวัสดิ์ ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองท่าสาร-บางปลา ลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อช่วยผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีน บริเวณประตูระบายน้ำคลองจินดา เพื่อควบคุมค่าความเค็มสำหรับกล้วยไม้ ไม่ให้เกิน 0.75 กรัมต่อลิตร

ทั้งนี้การดำเนินการบริหารจัดการน้ำดังกล่าว จะต้องควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มของแม่น้ำทั้ง 4 สาย (แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง) และด้านการลำเลียงน้ำ ให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบและสามารถดำเนินกิจกรรมการใช้น้ำ เช่น การผลิตประปา ได้ตามปกติ ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน    ใช้น้ำตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้สามารถลำเลียงน้ำไปยังจุดหมายได้ตรงตามแผนฯ ที่วางไว้ เพื่อเร่งผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(17 ธันวาคม 2562) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,098 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,625 ล้าน ลบ.ม. โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ดังกล่าว จะเน้นส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศ ตามแผนที่ได้กำหนดไว้ของแต่อ่างฯเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดมากที่สุด โดยเฉพาะสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขอให้ปฏิบัติตามแผนการสูบน้ำที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ รวมถึงการผลักดันค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ตลอดฤดูแล้งนี้

ส่วนสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 412 แห่ง วันที่ 17 ธันวาคม 2562 แบ่งได้ดังนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า หรือเท่ากับ 30% มีจํานวน 87 แห่ง , อ่างที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 30-50% มี 85 แห่ง และที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50-80% มี 153 แห่ง และมากกว่า80% มี 97 แห่ง

‘ประภัตร’ลั่นฆ้องคลิกออฟ ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ดัน’ขอนแก่นโมเดล’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460767

‘ประภัตร’ลั่นฆ้องคลิกออฟ ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ดัน’ขอนแก่นโมเดล’

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.35 น.

‘ประภัตร’ จับมือทุกหน่วยงานในพื้นที่ ลั่นฆ้องคลิกออฟ ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ดัน ‘ขอนแก่นโมเดล’ หนุนสินเชื่อ 33 ล้านบาท มอบของขวัญปีใหม่ชาวอิสาน สร้างรายได้นะยะสั้น

17 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน การขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง “ขอนแก่นโมเดล” ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครขอนแก่น ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ตลอดจนในช่วงบ่ายเดินทางไปมอบปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ณ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โดยมี ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายจิรวัฒน์ โลหะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดขอนแก่น คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ  หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ และมีเกษตรกรเข้าร่วมรวมกว่า 2,000 คน

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายพื้นที่ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ ผลผลิตได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบด้านราคา อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยมักขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมปศุสัตว์ กับ ธ.ก.ส. ไปแล้ว วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการตลาดผลิตผลการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเพื่อเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะแกะ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ จำนวน 28,774 ราย มีโคเนื้อรวม 162,863 ตัว ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการเลี้ยงโคเนื้อ และเป็นศูนย์กลางในภาคอิสาน จึงมองเห็นโอกาสที่จะช่วยฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรที่ประสบภัยในช่วงที่ผ่านมา จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ ภายใต้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ” ด้วยการเลี้ยงโคขุนระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในการยังชีพ และผลิตปุ๋ยมูลสัตว์ใช้ในการเพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพคอกกลางรวบรวมโคขุน และคอกกักเพื่อการส่งออกให้กับสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน จำนวน 40,000 รายในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดหาซื้อโคตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด คือโคเนื้อเพศผู้ จำนวน 5 ตัว อายุระหว่าง 1 ปีครึ่ง – 2 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. พร้อมกันนี้รัฐสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ (TMR) สนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย ตลอดจนและสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร อีกด้วย

“จ.ขอนแก่นมีความพร้อมทั้งในด้านพื้นที่ จึงได้เริ่มขับเคลื่อน ‘ขอนแก่นโมเดล’ เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 20 จังหวัดในภาคอิสาน และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องเกษตรกร โดยภายในงานมีการจัดประชุมชี้แจงให้กับเกษตรกร และผู้ที่สนใจในอาชีพปศุสัตว์เข้าร่วมรับฟัง จาก 15 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น รวม 1,000 คน ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น และจาก 11 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น รวม 1,000 คน ณ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ จังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องไปเบื้องต้นแล้ว มีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์สนใจขอเข้าร่วมโครงการจำนวน 149 กลุ่ม จำนวนเกษตรกร 1,487 คน ปัจจุบัน ธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินงบประมาณให้กับเกษตรกรและแปลงใหญ่โคเนื้อ จำนวน 3 กลุ่ม เป็นเงิน 25.57 ล้านบาท โครงการสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) จำนวน 4 กลุ่ม เป็นเงิน 7.44 ล้านบาท รวม 33 ล้านบาท และยังมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนมาก โดยได้มอบป้ายสนับสนุนเงินเพื่อผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างมีศักยภาพ” นายประภัตร กล่าว

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง รายละเอียด ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อ กิจกรรมการเลี้ยงโคขุนจำนวน 40,000 รายๆ ละ 5 ตัว รวมโคขุนอย่างน้อย 200,000 ตัว สร้างหรือพัฒนาคอกกลางรวบรวมโคขุน  200 แห่ง (สัดส่วนประมาณ 500/คอก) ในพื้นที่ทั่วประเทศ และคอกกักเพื่อการส่งออก จำนวน 20 แห่ง (รองรับโคขุนประมาณ 1,000 ตัว/คอก) ในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพให้กับเกษตรกร 2) โครงการส่งเสริมการผลิตกระบือ เกษตรกรเป้าหมาย 4,000 รายๆ ละ 5 ตัว รวม 20,000 ตัว 3) โครงการส่งเสริมการผลิตแพะเนื้อ เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 รายๆ ละ 21 ตัว รวม 21,000 ตัว  4) โครงการการส่งเสริมการผลิตไก่พื้นเมือง เกษตรกรเป้าหมาย 294 ราย ผลิตไก่พื้นเมืองขุน 264,000 ตัว/ปี และ 5) กิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศตามศักยภาพและแผนธุรกิจที่มีความชัดเจน ได้แก่ ธุรกิจศูนย์ผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) การผลิตพืชอาหารสัตว์ การผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธุรกิจการส่งขนและการกระจายสินค้า (Logistics) เป็นต้น

ในส่วนของคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน มีความพร้อมในการจัดเตรียมโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อย่างเหมาะสม จัดหาอาหารสัตว์ให้กินอย่างเพียงพอตลอดระยะเวลาการเลี้ยงเพื่อให้สัตว์มีการเจริญเติบโตเต็มที่อย่างมีศักยภาพ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องดำเนินการจัดซื้อจัดหาพันธุ์สัตว์และปัจจัยการผลิตตามโครงการด้วยตนเอง นอกจากนี้ ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี กลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ ส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้ NPL นั้นสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยติดต่อที่ ธกส. เพื่อให้ความช่วยเหลือในการแบ่งผ่อนตามระเบียบต่อไป

โดยขณะนี้ได้ประชุมทำความเข้าใจกับปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว เพื่อสำรวจความต้องการกลุ่มที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังได้มอบนโยบายให้ทดลองเลี้ยงโคเนื้อ ที่ จ.สุพรรณบุรี ใช้เวลาเลี้ยง 117 วัน มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 200 กก. ซึ่งสามารถขายได้ กก.ละ 100 บาท จึงมั่นใจว่าหากเกษตรกรมีความตั้งใจและปฏิบัติอย่างถูกต้องจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ อาทิ แพะ  ไก่พื้นเมือง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ รมช.เกษตรฯ ได้เน้นย้ำให้ส่งเสริมผู้เลี้ยงหมูรายย่อยเพิ่มจำนวนหมูเพื่อส่งออกไปจีน เนื่องจากขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่ปลอดโรคอหิวาห์ทำให้ต่างประเทศมั่นใจในความปลอดภัย

มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460744

มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.31 น.

มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่

17 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า เครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยทั้ง 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อที่ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบประมง’22จว.ลุกฮือ!บุกศาลากลางจี้นายกฯแก้11ข้อ ฮึ่ม16ธ.ค.ไม่เคลียร์ลุยเข้ากรุง)

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่มาชุมนุมในวันนี้เพื่อเตรียมยื่นข้อเสนอ 11 ข้อต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่นายเฉลิมชัย ติดประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถ้ากระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มารับเรื่องร้องเรียน พวกตนจะไม่คุยด้วยเพราะตัดสินปัญหาไม่ได้

นอกจากนี้เดิมตั้งใจจะมาชุมนุมยืดเยื้อถึง 1 เดือนเต็ม แต่ล่าสุดจากการหารือกับ 9 แกนนำ มีข้อสรุปเบื้องต้นว่าหาก 3 วันนี้ พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่มารับข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อด้วยตัวเอง กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมยกระดับการชุมนุมให้ใหญ่กว่านี้ และกลุ่มชาวประมงที่มาในวันนี้ไม่ใช่ม็อบจัดตั้ง ทุกคนที่มาคือกลุ่มชาวประมงที่เดือดร้อนจากการทำประมงอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะรอฟังคำตอบรับการแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อที่ได้ยื่นไป หากรัฐบาลยังไม่ตอบสนองพร้อมจะหยุดทำการประมง และหยุดดำเนินกิจการทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับประมงเพราะปัญหาต่างๆ​ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นปัญหามายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และเคยเรียกร้องมาแล้วหลายครั้งแต่ได้รับการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด

สำหรับข้อเรียกร้อง 11 ข้อที่สำคัญ คือ ให้หยุดการออกกฎหมาย กฏ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ​ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงเพิ่มเติมอีก เสนอให้แก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร็ว , ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติดระบบติดตามเรือ (VMS)  หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทันที เพิ่มวันทำการประมง และให้ทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับชาวประมงต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด  เป็นต้น

กษ.จับมือ10กระทรวง Kick off ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ25ธ.ค.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460581

news_default

กษ.จับมือ10กระทรวง Kick off ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ25ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมีนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรด้วยการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ (Intelligence Agricultural Big data) และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อยกระดับการพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายเกษตร 4.0 กระทรวงเกษตรฯ จึงตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธาน ภายใต้ชื่อโครงการฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ โดย สศก.จัดประชุมคณะอนุกรรมการช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หารือแผนขับเคลื่อนฐานข้อมูลด้านการเกษตรให้เป็นรูปธรรมใช้ได้จริง และกำหนดแผน Kick off  โครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติวันที่ 25 ธันวาคม เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ให้เกษตรกรเข้าถึงการบริการข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรของภาครัฐ ทั้งนี้ จะมีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติร่วมกันทั้ง 10 กระทรวง คือ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางกลางทาง และปลายทาง

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ การดำเนินการจะจัดทำชุดข้อมูล (Datasets) ที่กำหนดหน่วยงานเจ้าของข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมเกษตรกรดำเนินการด้านการเกษตรตั้งแต่ผลิตถึงขายผลผลิตโดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่จะให้คำแนะนำแก้ปัญหา (Coaching) สำหรับข้อมูลดังกล่าวจะนำมาจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และให้บริการข้อมูล Open Data และ Open API อย่างมีรอบด้านและมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ ระยะแรก จะเร่งผลักดันฐานข้อมูลเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 ด้วยฐานข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิดคือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร และมีแผนเปิด Open Data และ Open API ชุดข้อมูลสำคัญให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์ คาดว่าเมื่อโครงการเสร็จ จะช่วยให้การคาดการณ์พยากรณ์ เตือนภัยภาคเกษตรแม่นยำมากขึ้น เป็นประโยชน์สำหรับจัดทำนโยบายเกษตรบริหารจัดการและตัดสินใจวางแผนการผลิตการตลาด พร้อมบริการข้อมูลข่าวสารทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือปี’62/63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460582

news_default

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือปี’62/63

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เพื่อร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกลือทะเลไทยให้เหมาะสมชัดเจน ครอบคลุมสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานในปัจจุบันและมีประสิทธิภาพ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกลือทะเลไทย จัดทำมาตรฐานเกลือทะเล ทำร่างพ.ร.บ.เกลือทะเล พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเกลือทะเลไทยต่อไป รวมทั้งแก้ปัญหาที่เกษตรกรชาวนาเกลือประสบทั้งภัยธรรมชาติและการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ นอกจากนี้ กรมฯตั้งสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นต่อไป ทั้งนี้ ปกติแล้วการผลิตเกลือสมุทรจะมีช่วงผลิตได้ในหน้าแล้ง (1 พฤศจิกายน-30 เมษายน ของปีถัดไป) ดังนั้น กรมฯจึงขอให้เกษตรกรชาวนาเกลือมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยแจ้งขึ้นทะเบียนปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรการทำนาเกลือสมุทรได้หลังจากวันที่ปล่อยน้ำเข้าแปลงแล้ว 1 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่
ส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ตามที่เกษตรกรได้แจ้งไว้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต่อไป

สศก.ยันแปลงใหญ่ปลานิลต้นทุนน้อยกำไรงาม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460583

news_default

สศก.ยันแปลงใหญ่ปลานิลต้นทุนน้อยกำไรงาม

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปลานิลในบ่อดิน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน (ข้อมูลกรมประมง ณ 26 พฤศจิกายน 2562)พบว่า มีแปลงใหญ่ปลานิลในบ่อดินทั้งสิ้น 32 แปลง ครอบคลุม 21 จังหวัด รวมพื้นที่ 23,152 ไร่ จำนวนเกษตรกรทั้งหมด 2,204 ราย  โดย สศก.ศึกษาศักยภาพการผลิตและการตลาดสินค้าปลานิล ในพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่  เพื่อศึกษาต้นทุน ผลตอบแทนการผลิต ประสิทธิภาพการผลิต และช่องทางตลาดของเกษตรกรเปรียบเทียบทั้งในและนอกพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

สำหรับผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิต 34,139.67 บาท/ไร่/รุ่น  ผลผลิต 1,192.07 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 42.19 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 50,293.43 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 16,153.76 บาท/ไร่ หรือ 13.55 บาท/กก. ในขณะที่เกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิต 42,079.63 บาท/ไร่/รุ่น  ผลผลิต 1,345.43 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 41.53 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 55,

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า ปลานิลที่ผลิตในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และมีผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าเกษตรกรนอกพื้นที่โครงการ 2,357.68 บาท/ไร่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ยังขาดการจัดสรรปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เช่น ยังปล่อยลูกพันธุ์น้อยกว่าอัตราปล่อยลูกพันธุ์ที่กรมประมงแนะนำคือ 5,000-8,000ตัวต่อไร่ และใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรสูญเปล่าจากการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มากเกินไป  ดังนั้น เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่โครงการฯ ควรเพิ่มประสิทธิภาพจัดสรรปัจจัยการผลิตในการเลี้ยงให้เหมาะสม คือ อัตราการปล่อยลูกพันธุ์และปริมาณอาหารเม็ดสำเร็จรูปตามคำแนะนำจากกรมประมง และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดที่สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อนำไปสู่การแปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจปศุสัตว์และประมง สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สศก. โทร. 0-2561-3448 ในวันและเวลาราชการ

รักษ์เกษตร : ดิน…การป้องกัน และปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้มีคุณภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460579

news_default

รักษ์เกษตร : ดิน…การป้องกัน และปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้มีคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมมีที่รกร้างว่างเปล่ามากครับ และเป็นดินที่ไม่มีคุณภาพ อยากจะขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้คุณภาพขึ้น ด้วยครับ ขอบคุณครับ

แสงนิล วิเชียรฉาย

อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

คำตอบ

ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างมาก มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร การป่าไม้ และการปศุสัตว์ การใช้ดินเป็นระยะเวลานาน ทำให้ดินเสื่อมโทรมลง จากการที่พืชนำธาตุอาหารไปใช้ และไม่ได้รับคืนความอุดมสมบูรณ์กลับสู่ดิน รวมทั้งดินถูกชะล้างพังทลายอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องทำการบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยการใช้ดินอย่างถูกวิธี มีการบำรุงดินและมีการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นดินได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์  เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การถางพืชที่ปกคลุมหน้าดินออกไปจนหมด ทำให้น้ำฝนชะเอาผิวหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไหลไปด้วย การเผาหญ้าที่ขึ้นในไร่นา ทำให้แร่ธาตุและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินซึ่งมีประโยชน์ต่อพืชถูกทำลายไปการทำไร่บนเนินที่มีความลาดเอียงมาก โดยการไถพื้นดินให้เป็นร่องจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำจะทำให้น้ำฝนชะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย การปลูกพืชชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้แร่ธาตุในดินบางชนิดหมดไป ผลผลิตของพืชจึงลดลง และการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเกินความต้องการของพืช จะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงเป็นต้น

การบำรุง ป้องกันรักษาดินให้มีคุณภาพมีหลายวิธี ได้แก่

1. การใช้วัสดุธรรมชาติคลุมดิน ในช่วงเวลาที่หยุดพักการปลูกพืช ไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่าควรหาวัสดุมาคลุมดินไว้ วัสดุที่เหมาะสำหรับคลุมดินคือ หญ้า และฟาง จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ช่วยรักษาความชื้นของดิน และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

2. การปลูกพืชคลุมดินเพื่อเป็นการป้องกันการชะล้างของน้ำฝน พาเอาหน้าดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไป พืชที่ปลูกคลุมดิน ควรเป็นพืชที่แผ่กิ่งก้านและใบเกาะไปตามผิวดินได้ดี และมีรากยาวและแผ่กว้าง จะช่วยลดอัตราการชะล้างพังทลาย ของหน้าดินได้ดี

3. การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชสลับชนิดกันในพืชหลัก เช่น การปลูกถั่วสลับกับพืชที่เราต้องการผลผลิต จะช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น

4. การปลูกพืชแซม การปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในพื้นที่ว่างระหว่างแถวของพืชหลัก ช่วยป้องกันไม่ให้พื้นที่ว่างนั้นพังทลายลงและช่วยป้องการเจริญชองวัชพืชได้อีกด้วย

5. การปลูกพืชแบบขั้นบันได เป็นเป็นการปลูกพืชบนพื้นที่เนิน หรือไหล่เขาทำได้โดยการสร้างคันดินหรือแนวหินขวางความลาดเอียงของพื้นที่ แล้วปลูกบนขั้นบันได

6. การเติมปุ๋ย อาจจะปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด หรือใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ ทำการหว่านให้ทั่ว จะช่วยให้ดินมีแร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ

7. การปลูกป่า จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี ป่าไม้จะช่วยชะลอการไหลของน้ำทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากขึ้น และหน้าดินไม่พังทลาย และช่วยให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม่เกิดความแห้งแล้งแก่ดิน และไม่เกิดน้ำท่วมอีกด้วย

นาย รัตวิ

เฉลิมชัยรอเจอ2ม็อบ ประมง-กลุ่มหนี้สิน พร้อมถกแก้ปัญหา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460660

news_default

เฉลิมชัยรอเจอ2ม็อบ ประมง-กลุ่มหนี้สิน พร้อมถกแก้ปัญหา

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เฉลิมชัยรอเจอ2ม็อบ

ประมง-กลุ่มหนี้สิน

พร้อมถกแก้ปัญหา

เตรียมข้อมูลแจงยิบ

“เฉลิมชัย”ลั่นพร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากม็อบประมง 22 จังหวัด -กลุ่มหนี้สินเกษตรกรที่มาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ 17 ธันวาคม ด้วยตัวเอง ไม่หวั่นม็อบชนม็อบพร้อมรับฟังปัญหา เตรียมข้อมูลแจงยิบ รับปากเร่งแก้ไข พร้อมนำชื่อสมาชิก กฟก. 2.4 พันคนที่ตกหล่นเข้าที่ประชุมพุธนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรนัดมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเดือดร้อนวันที่ 17 ธันวาคมว่า ตนจะมารับข้อร้องเรียนของกลุ่มเกษตรกรด้วยตัวเองแน่นอน โดยกลุ่มแรก เป็นชาวประมงจาก 22 จังหวัดชายทะเล ซึ่งตนจะชี้แจงให้เข้าใจว่า กระทรวงเกษตรฯผ่อนคลายปัญหาต่างๆ ให้แล้วทั้งด้านโครงการเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนรออกทำประมง การพิจารณาเพิ่มวันทำประมง การให้ข้ามฝั่งจากอ่าวไทยไปอันดามันและจากอันดามันไปอ่าวไทยได้ตามฤดูกาล อีกทั้ง ไม่มีการออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ มีแต่การออกกฎหมายลำดับรองที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เช่น จะออกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนการปรับปรุงยกร่างกฎหมายประมงนั้น คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา สำหรับการนำเรือประมงขาว-แดงออกนอกระบบ ซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 53 ลำ งบประมาณ 294,850,200 บาท รอการจัดสรรงบประมาณปี 2563 เมื่อได้รับแล้วจะเร่งดำเนินการต่อไป สำหรับโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและ/หรือประสงค์จะเลิกอาชีพประมง 2,768 ลำ งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง 7,143,847,900 บาทอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

“ปัญหาภาคการประมงนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบนั้นได้ดำเนินการแล้ว แต่บางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น ได้ประสานงานให้ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ได้ประสานกระทรวงแรงางาน ด้านการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมัน และการบริการคือ มีเรือ Tanker ที่เข้าร่วมในโครงการฯประมาณ 50 ลำ จะนำเรือไปจอดทอดสมอเพื่อขายน้ำมันบริเวณทะเลเขตต่อเนื่องให้เรือประมง

ส่วนเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียวจะต้องได้รับโควต้าปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละเที่ยวเรือที่ออกจับปลาในทะเล จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย การเข้าเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันจากเรือ Tanker สถานีบริการนอกชายฝั่งทะเล และต้องไม่เกินกว่าปริมาณความจุของถังน้ำมันใช้การของเรือ โครงการนำระบบฟรีทการ์ด (Fleet Card) มาใช้ เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามและบริการการใช้น้ำมัน (เขียว) ให้ถูกต้อง ทันสมัย และตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำมันได้ตั้งแต่โรงกลั่น เรือ Tanker จนถึง เรือประมง โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนจาก ธนาคารกรุงไทย ได้มาร่วมรับฟังศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้ระบบฟรีทการ์ดสามารถใช้เป็นบัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง

สำหรับสมาคมผู้ค้าน้ำมันเรือ Tanker ได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็มีท่าทีไม่ขัดข้อง หากธนาคารกรุงไทยสามารถให้เครคิตการชำระหนี้น้ำมันในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตประธานกรรมการโครงการได้ประชุมร่วมกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อถึงกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สิน โดยประเด็นที่เกษตรกรเรียกร้อง มีทั้งปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ตกหล่น 2,400 คน ซึ่งจะตรวจสอบและนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) พิจารณา ซึ่งจะประชุมในวันพุธที่18 ธันวาคมนี้

‘เทพรัตน์ไพลิน63’อัญชันพันธุ์ใหม่ คุณสมบัติเทพให้ผลผลิตสูงเก็บเกี่ยวเร็ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460585

news_default

‘เทพรัตน์ไพลิน63’อัญชันพันธุ์ใหม่ คุณสมบัติเทพให้ผลผลิตสูงเก็บเกี่ยวเร็ว

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า อัญชัน เป็นพืชออกดอกเกือบตลอดปี อย่างไรก็ตาม แม้เป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่ในธรรมชาติมักพบผสมข้ามสายพันธุ์โดยแมลงสูงมากจึงทำให้มีการกระจายตัวทางพันธุกรรม  โดยอัญชันพันธุ์ปลูกทั่วไปพบมีความแปรปรวนทางพันธุกรรม ทำให้ลักษณะกลีบดอกไม่สม่ำเสมอ มีกลีบดอกตั้งแต่ 3-5 กลีบปะปนในต้นเดียวกันและมีทั้งซ้อนและไม่ซ้อนกัน ทำให้ได้ผลผลิตและสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารสำคัญช่วยต้านอนุมูลอิสระ และชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอัญชัญไม่คงตัวและไม่สม่ำเสมอ

ในปี 2554 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร จึงได้ปรับปรุงอัญชันพันธุ์ปลูกทั่วไป โดยปลูกและคัดเลือกอัญชันพันธุ์ปลูกทั่วไป ใช้การคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์  คัดแยกเป็นสายพันธุ์ โดยคัดเลือกต้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตดอกเร็ว ผลผลิตสูง ลักษณะดอก มีกลีบดอก 4-5 กลีบ ซ้อน และให้ปริมาณแอนโทไซยานินรวมสูงสุดหรือไม่น้อยกว่า 70 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักกลีบดอกสด 100 กรัม  และปลูกทดสอบพันธุ์ร่วมกับพันธุ์ปลูกทั่วไปในแปลงของเกษตรกร เพื่อให้ได้อัญชันพันธุ์แท้ที่มีความสม่ำเสมอของลักษณะดอก และให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไปอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่าการปรับปรุงพันธุ์อัญชันประสบความสำเร็จ ได้อัญชัญพันธุ์ใหม่เสนอเป็นพันธุ์พืชแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ใช้ชื่อว่า“อัญชันพันธุ์เทพรัตน์ไพลิน 63” มีลักษณะเด่นตามที่ต้องการคือ ให้ผลผลิตดอกสดสูงถึง 2,122 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไป และยังเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้เร็วกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไป 6 วัน  มีปริมาณแอนโทไซยานินรวมมากกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไป 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักกลีบดอกสด 100 กรัม  และลักษณะเด่นสำคัญคือ ลักษณะดอกมีกลีบดอกใหญ่ 5 กลีบซ้อนเวียน ซึ่งการมีจำนวนกลีบดอกที่เท่ากันและสม่ำเสมอในต้นเดียวกัน จะช่วยเพิ่มผลผลิตและเพิ่มน้ำหนักดอก ในขณะเดียวกันถ้าจำนวนกลีบดอกไม่เท่ากัน น้ำหนักแต่ละดอกก็จะต่างกัน ผลผลิตโดยรวมจะไม่คงตัว ทำให้ได้ผลผลิตไม่คงที่

ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรกระจายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปปลูกแล้วหลายจังหวัด โดยเมล็ดพันธุ์คัด 2 กิโลกรัม ถ้าปลูกขยายพันธุ์ในพื้นที่ 10 ไร่  ผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์หลักได้ 1,000 กิโลกรัม เมื่อนำเมล็ดพันธุ์หลักไปปลูกต่อสามารถผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายได้ 500 ตัน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรให้คำแนะนำการปลูกแก่เกษตรกร กรณีปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ให้ได้ตรงตามพันธุ์ และเพื่อรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ โดยปลูกให้มีระยะห่างจากพันธุ์อื่น ป้องกันการผสมข้ามโดยแมลง  ซึ่งทำให้เมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อแปรปรวนได้  ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรนำอัญชันพันธุ์เทพรัตน์ไพลิน 63 ที่ได้รับจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรไปปลูกขยายเป็นการค้า ส่งออกดอกอัญชันไปประเทศเกาหลีเพื่อนำไปแปรรูปเป็นชา  ถือเป็นการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อีกทาง เกษตรกรที่สนใจพันธุ์อัญชันเทพรัตน์ไพลิน 63 สอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรโทร.0-5699-0035

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เพื่อร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกลือทะเลไทยให้เหมาะสมชัดเจน ครอบคลุมสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานในปัจจุบันและมีประสิทธิภาพ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกลือทะเลไทย จัดทำมาตรฐานเกลือทะเล ทำร่างพ.ร.บ.เกลือทะเล พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเกลือทะเลไทยต่อไป รวมทั้งแก้ปัญหาที่เกษตรกรชาวนาเกลือประสบทั้งภัยธรรมชาติและการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ นอกจากนี้ กรมฯตั้งสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นต่อไป ทั้งนี้ ปกติแล้วการผลิตเกลือสมุทรจะมีช่วงผลิตได้ในหน้าแล้ง (1 พฤศจิกายน-30 เมษายน ของปีถัดไป) ดังนั้น กรมฯจึงขอให้เกษตรกรชาวนาเกลือมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยแจ้งขึ้นทะเบียนปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรการทำนาเกลือสมุทรได้หลังจากวันที่ปล่อยน้ำเข้าแปลงแล้ว 1 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ตามที่เกษตรกรได้แจ้งไว้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต่อไป

เคลื่อนพล!‘ม็อบประมงกระบี่’ลุยเข้ากรุง ประกาศพร้อมชุมนุมยืดเยื้อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460675

เคลื่อนพล!‘ม็อบประมงกระบี่’ลุยเข้ากรุง ประกาศพร้อมชุมนุมยืดเยื้อ

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.24 น.

เคลื่อนพล!‘ม็อบประมงกระบี่’ลุยเข้ากรุง ประกาศพร้อมชุมนุมยืดเยื้อ

16 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.กระบี่ ว่า เครือข่ายประมงพาณิชย์จังหวัดกระบี่ และเจ้าของธุรกิจต่อเนื่องประมงทุกชนิด ได้ทยอยขึ้นรถบัสที่ทางสมาคมชาวประมง จังหวัดกระบี่เตรียมไว้ เพื่อเดินทางเข้า กทม. โดยบางส่วนเดินทางก่อนหน้านี้ไปสมทบกับเครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยทั้ง 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เพื่อร่วมชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังกระบี่ พร้อมกันทั้ง 22 จังหวัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง พร้อมประกาศร่วมชุมนุมยืดเยื้อ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบประมง’22จว.ลุกฮือ!บุกศาลากลางจี้นายกฯแก้11ข้อ ฮึ่ม16ธ.ค.ไม่เคลียร์ลุยเข้ากรุง)

นายมานิตย์ ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ เปิดเผย่า พร้อมจะร่วมชุมนุมยืดเยื้อ รอฟังคำตอบรับแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อ ที่ได้ยื่นไป หากรัฐบาลไม่ยังตอบสนองพร้อมจะหยุดทำการประมง และหยุดดำเนินกิจการทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับประมง เพราะปัญหาต่างๆทั้งหมดเหล่านี้เป็นปัญหามายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และเคยเรียกร้องมาแล้วหลายครั้งแต่ได้รับการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด เช่น หยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงเพิ่มเติมอีก , เสนอให้แก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร็ว , ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง , เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติดระบบติดตามเรือ (VMS) , หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทันที , เพิ่มวันทำการประมง และให้ทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับชาวประมงต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด ( Fleet CARD) เป็นต้น