‘เฉลิมชัย’พร้อมรับ‘ม็อบกฟก.-ประมง’เคลื่อนพลบุกก.เกษตรฯพรุ่งนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460489

news_default

‘เฉลิมชัย’พร้อมรับ‘ม็อบกฟก.-ประมง’เคลื่อนพลบุกก.เกษตรฯพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.01 น.

“เฉลิมชัย” ไม่หวั่น พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯพรุ่งนี้ ยันเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ “ชาวประมง” ตามแนวทางรัฐบาล ขณะที่ “ม็อบหนี้สินเกษตรกร” รวบรวมรายชื่อสมาชิกที่ตกหล่นเข้าสู่วาระการประชุมของ กฟก.แล้ว

16 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนจะรับข้อร้องเรียนของเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯวันพรุ่งนี้(17 ธันวาคม 2562) ด้วยตนเอง โดยชาวประมงจาก 22 จังหวัดชายทะเลนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว) จะชี้แจงให้เข้าใจว่ากระทรวงเกษตรฯได้ผ่อนคลายปัญหาต่างๆให้แล้ว ทั้งด้านโครงการเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในการออกทำประมง การพิจารณาเพิ่มวันทำประมง การให้ข้ามฝั่งจากอ่าวไทยไปอันดามันและจากอันดามันไปอ่าวไทยได้ตามฤดูกาล

ทั้งนี้ ไม่มีการออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ มีแต่การออกกฎหมายลำดับรองที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เช่น การจะออกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการปรับปรุงยกร่างกฎหมายประมงนั้น คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา

สำหรับการนำเรือประมงขาว-แดงออกนอกระบบซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 53 ลำ งบประมาณ 294,850,200 บาท รอการจัดสรรงบประมาณปี 2563 เมื่อได้รับแล้วจะเร่งดำเนินการต่อไป ส่วนโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและ/หรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง 2,768 ลำ งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง 7,143,847,900 บาทอยู่ระหว่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

รมว.เกษตรฯ ระบุว่า ปัญหาภาคการประมงนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบนั้นได้ดำเนินการแล้ว แต่บางเรื่อง เช่น การขาดแคลนแรงงาน กระทรวงเกษตรฯได้ประสานกระทรวงแรงางาน โดยนำเสนอมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง เช่น กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562

ด้านการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมัน และการบริการ คือ มีเรือ Tanker ที่เข้าร่วมในโครงการประมาณ 50 ลำ จะนำเรือไปจอดทอดสมอเพื่อขายน้ำมันในบริเวณทะเลเขตต่อเนื่องให้แก่เรือประมง ส่วนเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียวจะต้องได้รับโควตาปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละเที่ยวเรือที่ออกจับปลาในทะเลจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมฯจะเป็นผู้ออกรหัส (Code) การเข้าเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันจากเรือ Tanker ซึ่งเป็นสถานีบริการนอกชายฝั่งทะเล และจะต้องไม่เกินกว่าปริมาณความจุของถังน้ำมันใช้การของเรือ

ขณะที่โครงการนำระบบฟรีทการ์ด (Fleet Card) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเติมน้ำมัน ทดแทนการออกเป็นรหัส (Code) เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามและบริการการใช้น้ำมัน (เขียว) ให้ถูกต้อง ทันสมัย และเป็นฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำมันได้ตั้งแต่โรงกลั่น เรือ Tanker จนถึง เรือประมง โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย ได้มาร่วมรับฟังศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้ระบบฟรีทการ์ดสามารถใช้เป็นบัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง ส่วนสมาคมผู้ค้าน้ำมันเรือ Tanker ได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็มีท่าทีไม่ขัดข้อง หากธนาคารกรุงไทยสามารถให้เครดิตการชำระหนี้น้ำมันในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตประธานกรรมการโครงการได้ประชุมร่วมกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว

นายเฉลิมชัย กล่าวถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สินที่นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจะเดินทางถึงหน้ากระทรวงเกษตรฯ ช่วงเช้าวันที่ 17 ธันวาคม 2562 โดยประสงค์ให้ปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกที่ตกหล่น ซึ่งจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 มีสมาชิกที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้สิน ฯ 18,000 คน แต่ที่ยังไม่ได้แก้ไขมีอีก 2,400 คนนั้น ขณะนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เพื่อให้นำรายชื่อ สมาชิก กฟก. กลุ่มนี้ เสนอ ครม.เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดยนำข้อดีของ มติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 คือ ครอบคลุมทุกสถาบันเจ้าหนี้ โดยให้ลูกหนี้ชำระเงินต้น 50% ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วจะยกหนี้ 50% หลังและดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ และให้นำข้อดีของ มติ ครม.เมื่อ 2 ตุลาคม 2561 คือมีการฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิกด้วย  ความก้าวหน้าของการดำเนินการอยู่ระหว่าง กฟก.ตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของทั้ง 2,400 ราย และจะนำเสนอคณะกรรมการ กฟก.พิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ตน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ กฟก. จะประชุมแก้ไขแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มมวลชนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยได้บรรจุเรื่องการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรของพระราชา เข้าวาระการประชุมด้วยแล้ว

ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460356

news_default

ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบประกาศ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำประมง วิธีทำประมง และพื้นที่ทำประมง ที่ห้ามใช้ทำประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแมงกะพรุนสอดคล้องกับวิถีทำประมงในพื้นที่บางแห่ง ตามความต้องการและข้อเรียกร้องของชาวประมง

จากข้อมูลวิชาการเบื้องต้นของกรมประมงพบว่า ปัจจุบันแมงกะพรุนแพร่กระจายชุกชุมในเขตทะเลชายฝั่ง เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแมงกะพรุนสอดคล้องกับวิถีทำประมงจึงจำเป็นต้องศึกษาทางวิชาการ กระทรวงเกษตรฯ จึงออกประกาศ ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำประมง วิธีทำประมง และพื้นที่ทำประมง ที่ห้ามใช้ทำประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการศึกษาวิจัยรูปแบบทำประมงด้วยเครื่องมืออวนจับแมงกะพรุน ซึ่งจะเก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมกันจากทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายวิชาการกรมประมง และจากการทำการประมงของชาวประมง จึงอนุญาตให้ใช้เครื่องมืออวนจับแมงกะพรุน ให้ทำประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ได้โดยมีผลการบังคับใช้ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ การใช้อวนลากแมงกะพรุนในเขตทะเลชายฝั่งนั้น ชาวประมงยังไม่สามารถทำประมงได้ทันที หากจังหวัดใดประสงค์จะออกมาตรการภายใต้ประกาศฉบับนี้ ต้องเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเพื่อพิจารณาพื้นที่และเงื่อนไขอื่น เช่น เวลาทำประมง และออกประกาศคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด

ทั้งนี้ การพิจารณารูปแบบเครื่องมือประมงวิธีทำประมง ขนาดของเรือที่ใช้ประกอบการทำประมง ระยะที่ทำประมงได้ ต้องเป็นไปตามแนบท้ายของประกาศโดยสาระสำคัญของประกาศฯ กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนลากทุกชนิดที่ใช้ประกอบเรือประมงทำประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง ยกเว้นอวนจับแมงกะพรุนที่ใช้ประกอบเรือประมงทำประมงตามรูปแบบของเครื่องมือวิธีทำประมง พื้นที่ทำประมง ขนาดของเรือประมงที่ใช้ทำการประมง และเงื่อนไขอื่นที่ใช้ทำประมง กรมให้ความสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาครัฐและชาวประมง เพื่อให้เกิดการยอมรับจากชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราเห็นการมีส่วนร่วมของภาครัฐและชาวประมงร่วมกันเก็บข้อมูลการทำประมง เพื่อศึกษาสร้างผลงานวิจัยร่วมกันให้เกิดผลชัดแจ้งเป็นที่ประจักษ์นำมาซึ่งการปรับปรุงมุ่งพัฒนาประกาศฉบับที่มาจากความร่วมมือของผู้ใช้ทรัพยากรโดยตรง มาปรับใช้บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศต่อไป

แนะรับมือไรแดงแอฟริกันทำลายส้มเขียวหวาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460354

news_default

แนะรับมือไรแดงแอฟริกันทำลายส้มเขียวหวาน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศแห้งแล้งในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นถึงหนาว และกลางวันมีอากาศร้อน กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกรสวนส้มเขียวหวานให้เฝ้าระวังไรแดงแอฟริกันในระยะติดผล จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง อยู่ที่บริเวณหน้าใบ หรือด้านบนใบ กรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบการทำลายของไรที่บริเวณหลังใบ และที่ผลส้มเขียวหวาน ทำให้ใบและผลมีสีเขียวจางลงเพราะสูญเสียคลอโรฟิลล์ หากมีการระบาดรุนแรง อาจทำให้ใบและผลร่วงในที่สุด ทั้งนี้ แนวทางป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของไรแดงแอฟริกัน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจใบส้มทุกสัปดาห์ช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนธันวาคม – พฤษภาคม และฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม หากพบไรแดง
แอฟริกันเริ่มลงทำลายส้มเขียวหวาน ให้เกษตรกรป้องกันกำจัดด้วยการให้น้ำติดต่อกันหลายๆ ครั้ง กรณีระบาดรุนแรง เกษตรกรจะสังเกตเห็นใบส้มเริ่มมีสีเขียวจางลง เมื่อใช้แว่นขยายส่องดูบนใบ จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดทำลายอยู่ทั่วไป จากนั้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าไรชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ สารโพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซีไทอะซอกซ์ 2% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโบรโมโพรไพเลต 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สารฆ่าไรเหล่านี้ค่อนข้างปลอดภัยต่อตัวห้ำ ตัวเบียน และผึ้ง หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไรหากพบว่ายังมีไรแดงแอฟริกันระบาดให้พ่นสารฆ่าไรอีกครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 5 วัน

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก รัฐตีปี๊บบริโภคในปท.อัดมาตรการพยุงราคา ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460359

news_default

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก n รัฐตีปี๊บบริโภคในปท.อัดมาตรการพยุงราคา ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาซื้อขายกุ้งขาวแวนนาไมที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – กันยายน ปี 2562 พบว่า กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 139 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 6  เนื่องจากไทยส่งออกกุ้งลดลง มีปริมาณส่งออก 126,658 ตัน (ลดลงร้อยละ 5) คิดเป็นมูลค่า 37,531 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 10) เนื่องจากราคากุ้งไทยมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ความสามารถแข่งขันของไทยจึงลดลงไปด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปขาดสภาพคล่องรวมทั้งเลิกกิจการไปบางส่วน ดังนั้น ความต้องการกุ้งเพื่อส่งออกจึงน้อยลง และกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนจากราคากุ้งตกต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. และ กรมประมง ร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาราคากุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหา โดยนำผลผลิตส่วนเกินกุ้งออกจากตลาด 40,000 ตัน และกำหนดราคาเป้าหมายที่เกษตรกรขายได้ให้กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

ด้านนางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สำหรับมาตรการแก้ปัญหาราคากุ้ง กรมการค้าภายในเตรียมเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพิ่ม 30,000 ตัน  วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 75 ล้านบาท  และการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพื่อเก็บในสต๊อก ระยะเวลา 3 เดือน 10,000 ตัน วงเงินกู้ 1,500 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 22.50 ล้านบาท และชดเชยค่าเก็บกิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 32.50 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำโครงการและมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ เตรียมขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ให้มากขึ้น โดยให้กรมการค้าต่างประเทศจัดทีมเจรจาระหว่างผู้ประกอบการส่งออกไทยกับผู้ประกอบการนำเข้ารายใหม่ๆ พร้อมส่งเสริมการบริโภคในประเทศ โดยให้กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภค เช่น นำกุ้งจากฟาร์มเกษตรกรจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น ขายออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปลายปีที่เป็นช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะซื้อกุ้งราคาถูกลงกว่าท้องตลาดทั่วไป เชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าว จะยกระดับราคากุ้ง ให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460357

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง น้ำท่วมและมีระดับน้ำสูง ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก รวมทั้งส่งผลกระทบในภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์เกษตรที่เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทีได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่เกษตรกรจำเป็นจะต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกภายหลังจากน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมอื่นๆ ภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกจ่ายพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา โดย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้อีกด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว จำนวน 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมแซมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น…นับว่าเป็นโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำขึ้นเป็นการติดอาวุธทางปัญาและสร้างอาชีพต่อเนื่องให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชน ภายใต้โครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจัดขึ้น ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ในตำบลบางกระเจ้า และตำบลบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการสำหรับการจัดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชนภายใต้โครงการ สหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อเป็นการรณรงค์ให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการแสดงพลังความรับผิดชอบต่อสังคมโดยน้อมนำจิตอาสาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผลต่อยอด สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้กับทุกภาคส่วน และเป็นการสืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ภายใต้โครงการจิตอาสา“เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ในการนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมโครงการทำกิจกรรมเดิน และปั่นจักรยาน เพื่อเก็บและคัดแยกขยะรอบสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ บริเวณวัดกอบัว ตำบลบางกอบัว และในชุมชนตำบลบางกะเจ้า จากนั้นร่วมกันทำกิจกรรมการเรียนรู้การปั้นลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball รวมทั้งโยนลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball ลงในบึงน้ำสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ตำบลบางกะเจ้า เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเน่าเสีย ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ด้วย

กรมประมง แจ้งข่าวให้พี่น้องชาวประมงที่ประสงค์ขอใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีประมง พ.ศ. 2563-2564 นำเรือประมงพาณิชย์เข้ารับการตรวจประเมินมาตรฐานด้านสุขอนามัยในเรือประมงเพื่อออกหนังสือรับรอง (สร.3) โดยเจ้าของเรือที่มีความประสงค์จะขอหนังสือรับรองมาตรฐาน สามารถยื่นแบบคำขอหนังสือรับรองมาตรฐาน ด้านสุขอนามัยในเรือประมง (สร.1) ได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงฯ สถานีวิจัยประมงทะเล สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอในท้องที่ที่มีเรือประมงเทียบท่าขอความกรุณาให้ชาวประมงเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้นะครับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มตรวจสอบและรับรองแหล่งประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล โทร. 0-2562-0533

ขุนเกษตรา

รมช.เกษตรฯลุย ตรวจด่านกักสัตว์ เฝ้าระวังโรคติดต่อ สกัดระบาดเข้าไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460413

news_default

รมช.เกษตรฯลุย ตรวจด่านกักสัตว์ เฝ้าระวังโรคติดต่อ สกัดระบาดเข้าไทย

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯลุย

ตรวจด่านกักสัตว์

เฝ้าระวังโรคติดต่อ

สกัดระบาดเข้าไทย

รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว กำชับคุมเข้มโรคติดต่อสัตว์ เยี่ยมชม “โคบาลบูรพา” เดินหน้าเลี้ยงโคเนื้ออาชีพ ยันรบ.ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจรภาคตะวันออก

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว , ด่านตรวจพืช และด่านประมง ประจำด่านพรมแดนคลองลึก จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมี นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผวจ.สระแก้ว , นายออน อุ่นทวีทรัพย์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ , พ.อ.เอกพงษ์ กฤตยาเกียรติชุติ ผบ.ชค.กรม.ทพ.12 และนายวิบูลย์ ศรีมั่นคงธรรม หัวหน้ากลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 2 ภาคตะวันออก พร้อมคณะ ให้การต้อนรับที่ด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ

ทั้งนี้ นายประภัตร ได้ออกเดินเท้าตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำด่านพรมแดนคลองลึกฯ พร้อมทักทายและให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ดูแลเรื่องการตรวจและสกัดกั้นโรคสัตว์ทุกชนิด ป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทยได้ และกำชับการป้องกันการลักลอบนำเนื้อสัตว์ทุกชนิดเข้ามาในประเทศไทย

เมื่อนายนายประภัตร เดินตรวจไปจนถึงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ริมชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก็ได้ทักทายประชาชนทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา ที่เดินทางผ่านเข้า-ออก ด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก่อนจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และเยี่ยมชมการจำหน่ายลูกโคเนื้อเพศผู้ของสมาชิกสหกรณ์โคบาลบูรพาวัฒนานคร ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองน้ำใส อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ

พร้อมกันนั้น รมช.เกษตรฯ ได้มอบถังสนามเก็บน้ำเชื้อแก่อาสาผสมเทียมและมอบลูกโคเพศเมียโคบาลบูรพา เพื่อเป็นการขยายผลโครงการพร้อมทั้งยังได้มอบหญ้าแห้งเพื่อจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ให้แก่สหกรณ์โคบาลบูรพาทั้ง 3 แห่งอีกด้วย

นายประภัตร เปิดเผยว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้แก่โครงการโคบาลบูรพา จำนวน 1,329.30 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำ มาเลี้ยงปศุสัตว์ ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มปริมาณโคเนื้อให้เพียงพอต่อการบริโภคในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย โดยมอบแม่พันธุ์โคเนื้อ จำนวน 3,000 ตัว และแพะเนื้อ จำนวน 3,200 ตัว ให้กับเกษตรกรจังหวัดสระแก้วไปแล้วนั้น ในอนาคต โคเนื้อและแพะเนื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศได้

ส่งช่างเกษตรบริการซ่อมเครื่องยนต์ฟรี18ธ.ค.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460355

news_default

ส่งช่างเกษตรบริการซ่อมเครื่องยนต์ฟรี18ธ.ค.

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าสืบเนื่องจากเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562  ที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยรุนแรงในจ.อุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนเสียหายมาก รวมทั้งส่งผลกระทบภาคเกษตรโดยเฉพาะเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2542 กรมส่งเสริมการเกษตรสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้ด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้ถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 ลดค่าใช้จ่ายนำเครื่องยนต์ไปซ่อมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจำเป็นต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้นำกลับมาใช้งานได้อีกหลังน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงกำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้นวันที่ 18 ธันวาคม ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

มอบเงินเยียวยาเกษตรกรประสบภัยแล้ง’62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460353

news_default

มอบเงินเยียวยาเกษตรกรประสบภัยแล้ง’62

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ภาวะฝนแล้ง ปี 2562 ที่อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานีว่า จากภาวะฝนแล้ง สร้างความเสียหายแก่พืชผลการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจ.อุทัยธานีมีพื้นที่การเกษตรเสียหายรวม 8 อำเภอ มีเกษตรกรประสบภัย 10,377 ราย 151,228 ไร่ วงเงินช่วยเหลือรวม 169,444,764.75 บาท ซึ่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยโอนผ่าน ธ.ก.ส. ตรงไปยังบัญชีเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ และเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพต่อไป

สำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกระทรวงเกษตรฯมีแนวทางแก้ไขบรรเทาความเสียหาย ได้แก่ 1) มาตรการเร่งด่วน โดยรัฐบาลมีแผนฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 เพื่อสร้างรายได้หรือลดรายจ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ประสบภัย โดยจ.อุทัยธานี มีแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง ปี 2562 จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว) ซึ่งจ.อุทัยธานีมีเกษตรกรผู้ประสบภัยเข้าร่วมโครงการ 1,541 ราย โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรผู้ประสบภัยเข้าร่วมโครงการ 4,596 ราย และโครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรผู้ประสบภัยเข้าร่วมโครงการ 1,656 ราย 2) การส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและการปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ 3) นำเทคโนโลยีน้ำหยดมาใช้ผลิต ลดต้นทุนใช้น้ำ 4) ส่งเสริมให้เกษตรกรขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำ และ 5) ปรับปรุงบำรุงดินให้เก็บกักความชุ่มชื้นไว้ได้นาน

ด้าน นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกพืชที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกเสียหายสิ้นเชิง และขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้รับความช่วยเหลือ ตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ. 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป

รัฐมนตรี อว.นำยุวอาสาแก้ไขปัญหากุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460373

รัฐมนตรี อว.นำยุวอาสาแก้ไขปัญหากุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.20 น.

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นำยุวชนอาสากาฬสินธุ์ แก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ตามนโยบายรัฐบาล โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มผลผลิตจาก 120 กก.ต่อไร่เป็น 200 กก.ต่อไร่

15 ธันวาคม 2562 เมื่อเวลา 14.30 น.  ที่ทำการสมาพันธ์กลุ่มผู้เลี้ยงก้ามกรามบัวบาน บ้านโป่งแค ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะลงพื้นที่โครงการยุวชนอาสา จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามดูโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบบูรณาการในพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมพบปะและเยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม

โดยมีนายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.กาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ นายอำเภอยางตลาด นายวีระชาติ ภูโปร่ง ประธานสมาพันธ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ยุวอาสา สมาชิกผู้เลี้ยงกุ้งกร้ามกราม ให้การต้อนรับจำนวนมาก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมโครงการยุวชนอาสา จ.กาฬสินธุ์  ในการร่วมแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  และเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากเดิม 120 กก.ต่อไร่ เป็น 200 กก.ต่อไร่ อีกทั้งยังสามรถลดต้นทุนการผลิตจาก 230 บาทเหลือเพียง 190 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มอัตราการรอดตายของลูกกุ้งจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 45

ทั้งนี้เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 3หมู่บ้านที่เลี้ยงกุ้งก้ามกราม  ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบบูรณาการ ในพื้นที่บ้านโคกก่อง และบ้านโพธิ์ชัย ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ซึ่งมีจำนวนคนจนตามตามระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) จำนวน 120 คน

ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า ก่อนที่ชาวบ้านจะเริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  พบว่าปัญหากุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงนำมาจำหน่ายในตลาดมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 25 – 30 ตัวต่อ กก. ซึ่งยังไม่เป็นที่พอใจของผู้บริโภค แถมมีราคาสูง ไม่แน่นอน การอนุบาลลูกกุ้งมีอัตราการรอดตายต่ำ ปัญหาสายพันธุ์ลูกกุ้งไม่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ใช้ในการเลี้ยง ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้โครงการ “หมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ของ กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนากระบวนการผลิตกุ้งก้ามกรามร่วมกับชาวบ้าน จนกระทั่งได้ผลผลิตที่ดีขึ้น

จากนั้นจึงต่อยอดโดยการนำนักศึกษาใน โครงการยุวชนอาสาลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนาที่ได้มาตรฐานเข้าไปใช้ ตั้งแต่การเตรียมบ่อเลี้ยง การจัดหาลูกกุ้ง อาหาร รวมทั้งการติดตั้งระบบเติมอากาศที่ประดิษฐ์จากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์เข้าไปและนำเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้ง ก้ามกรามเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดทำระบบบัญชี

ดร.สุวิทย์ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินโครงการ ปรากฏว่ากุ้งก้ามกรามมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถขายได้ทั้งบ่อพร้อมกัน และเป็นต้นแบบให้กับหมู่บ้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้สำหรับโครงการยุวชนอาสา อว.นั้นเป็นการส่งนักศึกษา 800 คนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน 1 ภาคการศึกษา จำนวน 83 โครงงาน ลงชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย 83 ตำบล ใน 15 อำเภอ จาก ทั้งหมด 18 อำเภอ ของ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งประสบปัญหาด้านความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมเฉลี่ยต่อคนต่อปีเพิ่มสูงขึ้น โดยค่าเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และลดสัดส่วนคนจนลดลง มีค่าเป้าหมาย ลดลงร้อยละ 2.5 ต่อปี

โดยจะมุ่งพัฒนาศักยภาพที่มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ยกระดับคุณภาพและรายได้ด้านการท่องเที่ยว และส่งเสริมการค้า การลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาทุนมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่มีความมั่นคงและสงบสุข ตามนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล โดยนำร่องที่ จ.กาฬสินธุ์เป็นแห่งแรก

‘รมช.ประภัตร’พบชาวสระแก้ว ดันอาชีพเลี้ยงสัตว์สู้ภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460361

‘รมช.ประภัตร’พบชาวสระแก้ว ดันอาชีพเลี้ยงสัตว์สู้ภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.35 น.

15 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจเยื่นมศูนย์เรัยนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก) ต.หนองสัง อ อรัญประทศ จ.สระแก้วจากนั้นตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคบาลบูรพาวัฒนานคร หมู่ 7 ต.หนองน้ำใส อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยมี นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้ได้พบปะสมาชิก และชมการขายลูกโคเพศผู้ที่เกิดขึ้นตามโครงการที่สามารถจำหน่ายได้แล้วของสหกรณ์โคบาลบูรพา ซึ่งจำหน่ายตามน้ำหนัก โดยเกษตรกรจำหน่ายได้ในช่วง 100-120 บาท/กก.

โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ พร้อมกันนี้ รมช.เกษตรฯ เป็นตัวแทนของสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อที่เป็นผู้มารับซื้อ ตาม mou ที่ได้ทำร่วมกัน มอบเงินให้กับเกษตรกรตามโครงการที่นำลูกโคเพศผู้มาขาย นอกจากนี้ยังได้มอบถังสนามเก็บน้ำเชื้อแก่อาสาผสมเทียม ตลอดจนมอบลูกโคเพศเมียโคบาลบูรพา เพื่อเป็นการขยายผลโครงการฯ และมอบหญ้าแห้งเพื่อจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ให้แก่สหกรณ์โคบาลบูรพาทั้ง 3 แห่งอีกด้วย

ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้แก่โครงการโคบาลบูรพา จำนวน 1,329.30 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำมาเลี้ยงปศุสัตว์ ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มปริมาณโคเนื้อให้เพียงพอต่อการบริโภคในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย

ปัจจุบันโครงการโคบาลบูรพา มีเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อ 6,000 รายๆ ละ 5 แม่ รวมทั้งสิ้น 30,000 ตัว และแพะเนื้อ 100 รายๆ ละ 32 ตัว รวม 3,200 ตัว ซึ่งในอนาคตรัฐบาลมีเป้าหมายว่าโคเนื้อและแพะเนื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เกษตรกรยังเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเกษตรกร จึงได้อนุมัติโครงการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร อาทิ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืช ทุกโครงการจะต้องมีตลาดรองรับ และมีการรวมกลุ่มกัน โดย ธกส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยล้านละ 100 บาทต่อปี รวมถึงกรมทรัพยากรน้ำบาดาลสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร อีกทั้งมีประกันความเสียหายให้ เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงภัยแล้ง มีน้ำน้อย ภายในระยะเวลา 4 เดือน

นอกจากนี้ในวันจันทร์ที่ 16 ธ.ค. 62 จะมีการจัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธ.ก.ส. ณ บึงฉวากรีสอร์ท อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ก่อนจะเริ่มคิกออฟโครงการดังกล่าวในวันอังคารที่ 17 ธ.ค. 62 ณ โดยขับเคลื่อนใน จ.ขอนแก่น เป็นแห่งแรกต่อไป

ทั้งนี้ ในด้านการผลิตโคเนื้อนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงโคเนื้อประมาณ 5.8  ล้านตัว ผลิตเพื่อการบริโภคได้ปีละ 1 ล้านตัว แต่มีความต้องการบริโภค ปีละ 1.2 ล้านตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณโคเนื้อผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งถ้าจะให้เพียงพอต้องเพิ่มแม่โค อย่างน้อย 500,000 แม่ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เกษตรกรจะหันมาประกอบอาชีพการเลี้ยงโค ซึ่งจะจำหน่ายได้ราคาดี ขณะเดียวกันตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนมีความต้องการโคเนื้อมีชีวิตเป็นจำนวนมาก

หากไทยสามารถพัฒนายกระดับศักยภาพการเลี้ยงโคเนื้อได้สำเร็จ จะทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้ สามารถแก้ปัญหาการผลิตภาคเกษตรทั้งระบบ สามารถพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคเนื้อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงจะทำให้เกษตรกรพ้นจากความยากจน และมีอาชีพมั่นคง ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนต่อไป