‘รมช.เกษตร’ลุยด่านอรัญฯ กำชับคุมเข้มโรคจากสัตว์เข้าไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460302

‘รมช.เกษตร’ลุยด่านอรัญฯ กำชับคุมเข้มโรคจากสัตว์เข้าไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.58 น.

เมื่อเวลา 07.40 น.วันที่ 15 ธ.ค. 62 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะฯได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว,ด่านตรวจพืช และ ด่านประมง ประจำด่านพรมแดนคลองลึก จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว,นายออน  อุ่นทวีทรัพย์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ,พ.อ.เอกพงษ์ กฤตยาเกียรติชุติ ผบ.ชค.กรม.ทพ.12(ผู้บังคับชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12) ,นายวิบูลย์  ศรีมั่นคงธรรม หัวหน้ากลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 2 ภาคตะวันออก/ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สระแก้ว นำ จนท.ด่านกักกันสัตว์,จนท.ด่านตรวจพืช และ จนท.ด่านประมง ประจำ ด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อม จนท.ตม.จว.สระแก้ว และ จนท.ด่านศุลกากรอรัญประเทศ มาร่วมให้การต้อนรับบริเวณด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ทั้งนี้นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ได้เดินเท้าตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ จนท.ฯประจำ ด่านพรมแดนคลองลึกฯ พร้อมทักทายและให้กำลังใจ จนท.ในการปฏิบัติงาน โดยกำชับให้ จนท.ทุกฝ่ายดูแลเรื่องการตรวจและสกัดกั้นโรคสัตว์ทุกชนิดป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทยได้ และกำชับการป้องกันการลักลอบนำเนื้อสัตว์ทุกชนิดเข้ามาในประเทศไทย  โดยนายประภัตรฯ ได้เดินตรวจไปจนถึงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ริมชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมเดินทักทายประชาชนทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา ที่เดินทางผ่านเข้า-ออก ด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ก่อนจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และเยี่ยมชมการจำหน่ายลูกโคเนื้อเพศผู้ของสมาชิกสหกรณ์โคบาลบูรพาวัฒนานคร ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองน้ำใส อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ ซึ่ง รมช.เกษตรฯได้มอบถังสนามเก็บน้ำเชื้อแก่อาสาผสมเทียม และ มอบลูกโคเพศเมียโคบาลบูรพา เพื่อเป็นการขยายผลโครงการพร้อมทั้งยังได้มอบหญ้าแห้งเพื่อจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ให้แก่สหกรณ์โคบาลบูรพาทั้ง 3 แห่งอีกด้วย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เผยว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้แก่โครงการโคบาลบูรพา จำนวน 1,329.30 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำ มาเลี้ยงปศุสัตว์ ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มปริมาณโคเนื้อให้เพียงพอต่อการบริโภคในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย โดยมอบแม่พันธุ์โคเนื้อ จำนวน 3,000 ตัว  และแพะเนื้อ จำนวน 3,200 ตัว ให้กับเกษตรกรจังหวัดสระแก้วไปแล้วนั้น ในอนาคต โคเนื้อและแพะเนื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศได้

2 รมช.เกษตรฯ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460175

2 รมช.เกษตรฯ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติ

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.37 น.

2 รมช.เกษตรฯร่วม ไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 

14 ธ.ค.62 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ตามโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปร่วมพิธี ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีกิจกรรมไถ่ชีวิตโค-กระบือ จำนวน4,910 ตัว ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมสมทบทุนโครงการดังกล่าวเพื่อจะนำโค-กระบือ ไปส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ โดยการคัดเลือกเกษตรกรตามคุณสมบัติที่กำหนด เพื่อให้ยืมโค-กระบือ และให้ความรู้ในการเลี้ยงและการดูแลสุขภาพโค-กระบือ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมปศุสัตว์จึงได้จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ขึ้น เป็นการสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ในเดือนธันวาคม โดยตลอดปีมหามงคลนี้กรมปศุสัตว์กำหนดให้ปศุสัตว์จังหวัด 77 จังหวัด ดำเนินการจัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดละ 1 ครั้ง โดยกิจกรรมของส่วนกลางในวันนี้ในช่วงเช้าได้จัดให้มีพิธีสงฆ์ จากนั้นเป็นพิธีไถ่ชีวิตและมอบโค-กระบือ ให้แก่เกษตกรสมาชิกโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพศเมียจำนวน 910 ตัว เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการธนาคารโค-กระบือ (โค 820 ตัว กระบือ 90 ตัว) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด นครพนม กาฬสินธ์และชัยนาท ต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวเพิ่มว่า นอกจากนี้ได้มีการสนับสนุนโค-กระบือทุกตัวตามเป้าหมายโครงการฯ จำนวน 4,910 ตัว นำไปให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระดำริจำนวน 4,910 ราย  ตลอดจนกิจกรรมมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ แก่เกษตกรที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ไม่น้อยกว่า 10,000 ราย อีกด้วย

โดย ประชาชนทั่วไป บุคลากรของกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นการ สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ร่วมกันอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนโค-กระบือ ของประเทศไทยให้มากขึ้น โดยเกษตรกรที่ประพฤติดี ปฎิบัติตามกฎของโครงการจะมีโอกาสได้รับโค-กระบือ เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง และสามารถใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานภาคใต้-ตะวันตกครั้งที่20

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459972

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานภาคใต้-ตะวันตกครั้งที่20

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

13 ธันวาคม 2562 เวลา 9.30 น.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติชิงถ้วยพระราชทานภาคใต้และภาคตะวันตกครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2562 พร้อมด้วยประธานกรรมการชุมชนสหกรณ์โคนมภาคใต้และภาคตะวันตก จำกัด น.สพ. ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ผู้ทรงคุณวุฒิ, ผอ.สทป., ผอ.กกจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ ผู้แทนจากสหกรณ์โคนม 15 สหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้

การจัดงานฯ วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งโคนมไทย ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย และเป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ภาคใต้และตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การจัดกิจกรรมประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทาน การออกร้านแสดงนิทรรศการทางวิชาการ การแสดงหรือจำหน่ายสินค้าสำหรับการเลี้ยงสัตว์ การสัมมนาอภิปราย “ลานบ้าน ลานโค” กิจกรรมงานคาวบอยไนท์ และงานราตรีโคนม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางนโยบายในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย ให้สอดคล้องและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โคนม สู่การปฏิบัติงานด้านโคนมและผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ณ โครงการเลี้ยงวัวนมทดแทนในระบบชีวภาพ (วัวหลุม) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เกษตรฯเชิญชวนขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือ พร้อมพัฒนาเกลือทะเลครบวงจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459939

เกษตรฯเชิญชวนขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือ พร้อมพัฒนาเกลือทะเลครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.13 น.

13 ธันวาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชิญชวนชาวนาเกลือขึ้นทะเบียนเกษตรกรต่อกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการชุดดังกล่าว ทั้งนี้คณะกรรมการพัฒนานาเกลือมีแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกลือทะเลไทย ให้มีความเหมาะสมชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานในปัจจุบันและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาที่เกษตรกรชาวนาเกลือประสบทั้งจากภัยธรรมชาติและการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ ในการนี้กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดตั้งสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวอีกว่า โดยปกติแล้วการผลิตเกลือสมุทรมีช่วงเวลาที่สามารถผลิตได้เพียงในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน – 30 เมษายน ของปีถัดไป จึงขอให้เกษตรกรชาวนาเกลือ มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562/63 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัด ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร การทำนาเกลือสมุทรได้หลังจากวันที่ปล่อยน้ำเข้าแปลงแล้ว 1 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะตรวจสอบพื้นที่ตามที่เกษตรกรได้แจ้งไว้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต่อไป

ทั้งนี้การทำนาเกลือได้รับการตีความจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าอาชีพทำเกลือทะเลเป็นอาชีพเกษตรกรรมในปี 2561 จากนั้นจึงจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อจัดทำมาตรฐานเกลือทะเล ร่างพระราชบัญญัติเกลือทะเล จัดตั้งสถาบันเกลือทะเล และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาเกลือตามยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย พ.ศ. 2560-2564

สำหรับการทำนาเกลือมี 7 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี มีพื้นที่มากกว่า 60,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 900,000 ตันต่อปี ชาวนาเกลือร้องเรียนปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำตั้งแต่ปี 2557 ต้นทุนเกวียนละ 1,600 บาท แต่ขายได้เกวียนละ 700 บาท ขาดทุนเรื่อยมา จนเกิดปัญหาหนี้สินสะสมรวมกันมากกว่า 517 ล้านบาท อีกทั้งผลผลิตเกลือธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหารที่กำหนดว่าเกลือบริโภคต้องเติมสารไอโอดีน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกลือทะเล โดยปรับระบบการผลิตเกลือทะเลให้มีต้นทุนต่ำเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และมีช่องทางการตลาดมากขึ้น ล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้วิจัยนำเกลือมาสร้างนวัตกรรมผลผลิตใหม่ๆ ได้แก่ การพัฒนาดอกเกลือทะเลแห้ง สูตรปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพด้วยขี้แดดนาเกลือในระบบปลูกพืชไฮโดรโพรนิกส์ สูตรปุ๋ยขี้แดดนาเกลือ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตของผลไม้และไม้ตัดดอกเป็นต้น และเตรียมจัดตั้งสถาบันเกลือทะเลไทย เพื่อยกมาตรฐานการผลิตเกลือทะเลให้มีการผลิตแบบอุตสาหกรรม
ชาวนาเกลือประสบปัญหาหนี้สินเนื่องจากราคาตกต่ำและรายได้ไม่เพียงพอซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ สนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรวงเงิน 52.5 ล้านบาท

อีกทั้งมีสหกรณ์การเกษตร 4 แห่งร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร สหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร สหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสงคราม และกลุ่มเกษตรกรนาเกลือบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี รับประกันราคาเกลือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของราคาตลาด โดยสามารถเก็บเกลือไว้ที่ยุ้งฉางของสหกรณ์หรือของเกษตรกร เป้าหมายเฉลี่ยเกวียนละ 2,500 บาท (1 เกวียนเท่ากับ 1,600 กิโลกรัม)

ขณะนี้กำลังเตรียมทำรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่และสำรวจความต้องการใช้เกลือตามนโยบายตลาดนำการผลิต พบว่า ปริมาณการใช้เกลือในประเทศมีประมาณปีละ 900,000 ตัน โดยใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (รวมเพื่อการส่งออก) 450,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตน้ำปลา 430,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตซอสปรุงรสและผักผลไม้ดองในน้ำเกลือ รวมถึงอาหารทะเลในน้ำเกลือ 20,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เกลือสินเธาว์ที่ผลิตได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหาร

ดังนั้น จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการด้านการตลาดนำการผลิตเกลือทะเล เพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ ช่วยเหลือให้ชาวนาเกลือให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พ้นภาวะหนี้สิน และทำนาเกลือทะเลเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ

เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459938

เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.13 น.

เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว

13 ธันวาคม 2562 นายมงคล เจริญสุขคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล เกรงจะถูกสกัดกั้นการเดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี) เหมือนที่เคยประสบ จึงแจ้งไปยังสมาคมประมงทุกจังหวัด หากเกิดปัญหาการขัดขวางการเดินทางจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจพื้นที่ ตำรวจทางหลวงตั้งด่านสกัด หรือข่มขู่เจ้าของรถตู้ห้ามให้บริการชาวประมง เพื่อหวังจะให้ชาวประมงเดินทางมาไม่ได้ จึงขอให้แต่ละสมาคมประมงจังหวัดถ่ายเอกสารใบการขออนุญาตชุมนุมสาธารณะติดรถมาด้วย เพราะแจ้งเรื่องการเดินทางของชาวประมงที่จะใช้ รถยนต์ รถกระบะ รถตู้ และรถบัสในใบแจ้งการชุมนุมสาธารณะแล้ว

นอกจากนี้ กรณีที่มีปัญหาการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐ ให้สมาคมประมงจังหวัดแจ้งพี่น้องชาวประมงที่เดินทางมาเพื่อจะร่วมชุมนุม ให้เดินลงจากรถยนต์ที่ถูกสกัด แล้วพร้อมใจกันเดินบนถนนจนถึงหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการเดินทางมาร่วมชุมนุมสาธารณะด้วยการยืนยันว่าจะไม่ปิดถนน จะเปิดเส้นทางจราจรให้รถผ่านไปได้ และไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

นายมงคล กล่าวอีกว่า สมาคมประมงจังหวัด ผู้ประกอบการเกี่ยวเนื่องภาคประมง จ.ระยอง เจ้าของเรือขาวแดงทุกลำจะเตรียมอาหารและเครื่องใช้จำเป็นสำหรับพักค้างแรมต่อเนื่องยาวจนกว่ากระทรวงเกษตรฯ จะสรุปแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขอุปสรรคในการประกอบอาชีพประมง ทั้งด้านเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียน การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดง ที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ และแก้ไขกฎหมายที่มีโทษรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล

นอกจากนี้ หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มารับฟังปัญหาด้วยตนเอง แต่มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว. เกษตรฯ มารับเรื่อง ชาวประมงจะไม่เจรจาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมานายอลงกรณ์ทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีในการประชุมกับผู้แทนชาวประมงแทบทุกสัปดาห์ แต่หาข้อสรุปไม่ได้ จึงต้องการของเข้าพบ รมว. เกษตรฯ ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจ

“หากการเจรจาไม่เป็นผลทั้งแพปลา โรงน้ำแข็ง อู่เรือ และผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวเนื่องภาคประมงจะหยุดกิจกรรมและหยุดทำการ แล้วดินทางไปสมทบเข้าร่วมชุมนุมด้วย” นายมงคล กล่าว

รายงานพิเศษ : สืบสานศาสตร์พระราชา‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่EEC

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459831

รายงานพิเศษ : สืบสานศาสตร์พระราชา‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่EEC

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานแนวพระบรมราโชบายของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้หน่วยงานราชการรวมถึงพสกนิกร ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ด้วยทรงตระหนักดีว่า ศาสตร์พระราชานั้นได้ผ่านการคิด กลั่นกรอง ปฏิบัติ และพัฒนา จนเป็นรูปธรรมชัดเจนมาแล้วทั้งสิ้น เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยและในระดับนานาชาติ

“กรมชลประทานได้ยึดถือ สืบสาน ต่อยอดศาสตร์พระราชา มาใช้พัฒนาแก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทานภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

ศาสตร์พระราชาเรื่อง “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ“อ่างพวง”ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ปี 2549 ทำให้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่นั้น

กรมชลประทานยึดศาสตร์พระราชา “อ่างพวง” ดังกล่าวมาสืบสาน ต่อยอด แก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ต่างๆ ล่าสุดบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาขยายผลดำเนิน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน ยานยนต์ของไทยในอนาคต ตลอดจนสร้างความมั่นใจด้านการท่องเที่ยว ซึ่ง 3 จังหวัดดังกล่าวยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และที่สำคัญยังทำให้ภาคเกษตร มีน้ำที่อุดมสมบูรณผลิตผลไม้คุณภาพดีระดับโลกอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้ในพื้นที่ EEC จะมีเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนก็ตาม แต่ในอนาคตความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น กรมชลประทานจึงนำศาสตร์พระราชาในเรื่องอ่างพวง มาวางแผนเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC โดยสร้างระบบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญเข้าด้วยกันเป็นโครงข่าย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ทำให้ภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอด้วย ปัจจุบันมีการเชื่อม โยงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เข้าด้วยกันโดยระบบท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำ และลำน้ำธรรมชาติ เป็นโครงข่ายแล้วส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ EEC ในอนาคต

ดังนั้น กรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ EEC ในอีก 20 ปี โดยในส่วนที่กรมชลประทานรับผิดชอบประกอบด้วย สร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 10 แห่ง รวมปริมาณความจุ 208.7 ล้านลบ.ม. ปรับปรุงแหล่งน้ำ 6 แห่งที่มีอยู่เดิมเก็บน้ำได้เพิ่ม 91.5 ล้านลบ.ม. ปรับปรุงเครือข่ายน้ำเดิม คือ เครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล สร้างระบบเครือข่ายผันน้ำพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ และเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนอค้อ-อ่างเก็บน้ำบางพระ ผันน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เครือข่ายน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และเครือข่ายน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ได้ปริมาณน้ำรวม 75 ล้านลบ.ม.ต่อปี สร้างระบบสูบน้ำกลับคลองสะพานอ่างประแสร์เส้นที่ 1 และ 2 สูบน้ำกลับรวมปริมาณได้ 100 ล้านลบ.ม.ต่อปี ระบบสูบน้ำกลับคลองหลวง และระบบสูบน้ำกลับอ่างเก็บน้ำสียัด ได้ปริมาณน้ำรวม 31 ล้านลบ.ม.ต่อปี และสร้างอุโมงค์ส่งน้ำคลองพระสะทึง-อ่างเก็บน้ำสียัด ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 60 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ ยังขุดลอกคลองในพื้นที่ชลประทาน ปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและทบทวนพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นแก้มลิง จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทองเปลวกล่าวว่า ศาสตร์พระราชาในเรื่องอ่างพวงนั้น แก้ปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิ เช่นในฤดูแล้งปีนี้ ภาคตะวันออกมีฝนตกต่ำกว่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 40 โดยเฉพาะที่จังหวัดชลบุรี ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ส่งผลให้แหล่งเก็บน้ำหลักของจังหวัด คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 52.7 ล้านลบ.ม. หรือนประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ ในขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักอีกทั้ง 5 แห่งของเมืองพัทยา มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันพียง 13.8 ล้านลบ.ม. ถือว่าน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำของเมืองพัทยา คือ วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือปีละ 70 ล้านลบ.ม.

กรมชลประทานได้วางแผนส่งน้ำเสริมให้เมืองพัทยาโดยใช้โครงข่ายน้ำ อีกวันละ 100,000 ลบ.ม.เพื่อไม่ให้เมืองพัทยาเกิดวิกฤตขาดน้ำ โดยจะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำบางพระมาเพิ่มเติมให้ แม้อ่างเก็บน้ำบางพระจะมีปริมาณน้ำเพียงแค่ครึ่งของปริมาณเก็บกัก แต่กรมฯใช้ระบบโครงข่ายน้ำที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหา ด้วยการผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิตมาเติมวันละ 500,000 ลบ.ม. และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอีกวันละ 100,000 ลบ.ม.จะทำให้มีน้ำมาสำรองเพียงพอส่งน้ำให้เมืองพัทยา นอกจากนี้ ยังสามารถผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมาเติมที่อ่างเก็บน้ำบางพระได้อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าเมืองชลบุรี และเมืองพัทยามีน้ำเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งนี้อย่างแน่นอน

“การสืบสานศาสตร์พระราชาในเรืิ่องอ่างพวง นำมาต่อยอด ขยายผลใช้วางแผนแก้ปัญหาและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC ควบคู่กับแผนงานด้านอื่นๆที่ได้ทำการศึกษาไว้ จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวได้อย่างแน่นอน รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย ซึ่งกรมชลประ ทานมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลด้านน้ำโดยการใช้โครงข่ายน้ำหรืออ่างพวงผนวกกับเครื่องมือชลประทานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความมั่นคงด้านน้ำให้มากที่สุด พร้อมทั้งจะนำศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ไปขยายผลดำเนินการในพื้นที่อื่นๆที่มีลักษณะปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459830

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ 2 ปีต่อแต่นี้ จะมีข้าราชการที่อยู่ในเจเนอเรชั่น เบบี้บูมเกษียณอายุราชการจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการในเจเนอเรชั่นนี้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ เออร์รี่ รีไทร์ จำนวนมากเช่นเดียวกัน แถมในช่วงเวลาหนึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายการคุมกำเนิดข้าราชการ ทำให้หลายหน่วยงานประสบปัญหาขาดแคลนบุคคลากรที่มีประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ข้าราชการรุ่นต่อๆ ไปให้มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะขึ้นมาแทนรุ่นพี่ หรือที่มักจะกล่าวกันว่า “โตไม่ทัน”

หลายหน่วยงานเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่มีมานานแต่พัฒนา หรือจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่ ที่ใหญ่ขึ้น และมีภารกิจเพิ่มมากขึ้น อย่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่พัฒนาขึ้นมาจากสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2518 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ของในหลวง รัชกาลที่ 9

ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการรวมสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง และกองบินเกษตรจัดตั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงให้แก่เกษตรกรและประชาชน เติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ และบินบริการสนับสนุนการปฏิบัติ งานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการเกษตรอื่นๆ

ในปี 2554 เริ่มมีแนวคิดในการยกฐานะสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงและกองบินเกษตร ขึ้นเป็นกรม มีการนำเสนอ ครม. และ ครม.เห็นชอบในหลักการ จนกระทั่ง 24 มกราคม 2556 ได้มีพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จัดตั้ง “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการการปฏิบัติการฝนหลวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น

กาลเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี กรมฝนหลวงฯประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ในขณะที่ภารกิจมีเพิ่มมากขึ้น เหมือนอย่างที่อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ วราวุธ ขันติยานันท์ เคยเล่าว่าเมื่อปี 2520 มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอยู่เพียง 4 หน่วย จะออกปฏิบัติการช่วยเหลือภัยแล้งเฉพาะกรณีที่มีการร้องขอผ่านมาทางผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วงนั้นซึ่งบางปีแล้งมาก บางปีแล้งน้อยสลับกันไป แต่ต่อมาสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มเป็นไปอย่างกว้างขวาง จากที่เคยมีเพียง10-15 จังหวัด เพิ่มเป็น 30-40 จังหวัด เมื่อมีการร้องขอมาให้ไปทำฝนหลวงพร้อมๆ กัน หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเริ่มไม่พอ

ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 5 ศูนย์ ประจำ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้
แต่ละศูนย์มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 3-4หน่วย รับผิดชอบพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุรสีห์ กิตติมณฑล บอกว่า ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯ มีอัตรากำลังข้าราชการเพียง 205 อัตรา ลูกจ้าง 144 อัตรา พนักงานราชการ 144 อัตรา ในจำนวนอัตรากำลังทั้งหมดนี้ เป็นนักบิน 75 อัตรา จากภารกิจที่เพิ่มขึ้น คำนวณอัตรากำลังแล้วกรมฝนหลวงฯ ควรมีอัตรากำลังข้าราชการเพิ่มอีก 321 อัตรา พนักงานราชการเพิ่มอีก 475 อัตรา โดยเป็นนักบินอีก 58 อัตรา

จำนวนอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 800 อัตรา หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่า ของที่มีอยู่เดิมนี้ คงไม่สามารถเพิ่มได้ภายในบัดดล กปร. หรือ ก.พ. จะมีความเห็นว่าอย่างไร คงต้องใช้เวลาเวลา แต่อธิบดีสุรสีห์ ก็ยังอยากเพิ่มนักบินภายในปี 2563 นี้อีกสัก 44 อัตรา ที่เหลือก็ทยอยเพิ่มไปจนถึงปี 2565 คงต้องฝากความหวังไว้กับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าว่าจะมีกำลังภายในผลักดันได้มากน้อยเพียงไร

แต่ก็น่าจะวางใจได้ เพราะรัฐมนตรีช่วย ธรรมนัส ประกาศว่า ต้องปรับโครงสร้างกรมฝนหลวงฯให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร เกษตรกรเดือดร้อน การขาดแคลนน้ำทำให้ผลผลิตเสียหาย ที่ผ่านมาใครจะทำหรือไม่ทำไม่รู้ แต่ในยุคของรัฐมนตรีช่วยธรรมนัส จะต้องทำให้สำเร็จ งานเพิ่ม คนต้องเพิ่ม……ว่ากันไป

บุคลากรที่สำคัญของกรมฝนหลวงฯ คือ นักบิน เพราะการทำฝนหลวง ต้องใช้เครื่องบินเป็นพาหนะนำสารเคมีสำหรับทำฝนขึ้นไปโปรยบนก้อนเมฆ ดังนั้นจึงไม่ใช่นักบินธรรมดา แต่เป็นนักบินที่ต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีการทำฝน รู้ลักษณะการก่อตัวของก้อนเมฆ รู้ขั้นตอนและกรรมวิธีทำฝนเทียมด้วย

การปรับโครงสร้างกรมฝนหลวง ถ้าไม่ดำเนินการภายใน 5 ปีนี้ จะมีปัญหามาก เพราะนักบินที่มีอยู่จะทยอยเกษียณอายุราชการไปหมด นักบินใหม่ๆ ที่เข้ามาแทนจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากนักบินรุ่นพี่ก่อน ที่สำคัญคือนักบินใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานราชการ จะอยู่กับราชการไม่ได้นานเพราะสถานะไม่มั่นคง ค่าตอบแทนไม่จูงใจ ถ้าเขามีประสบการณ์แล้ว ก็มักจะลาออกไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์

จะมีมาตรการจูงใจอย่างไรให้นักบิน เห็นภารกิจการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับคนไทยทั้งประเทศ เป็นภารกิจที่มีเกียรติ น่าภาคภูมิใจ สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ทั้งประเทศ ที่สำคัญคือ เป็นการสืบสานพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนตลอดไป……การปรับโครงสร้างอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้มากนัก เพราะการมีแต่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพ คือไม่มีจิตใจรักองค์ ไม่ทุ่มเทการทำงานเพื่อองค์กร…การมีคนมากก็ไม่เกิดประโยชน์…..ผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คงต้องช่วยกันคิด…

แว่นขยาย

‘เฉลิมชัย’ปิ๊งไอเดียจับมือลาซาด้า ดันสินค้าเกษตรขายออนไลน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459827

news_default

‘เฉลิมชัย’ปิ๊งไอเดียจับมือลาซาด้า ดันสินค้าเกษตรขายออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าการผลักดันสินค้าเกษตรออนไลน์ เป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ สู่ไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 ในการเพิ่มช่องทางตลาดที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตรมาต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังขยายความร่วมมือไปอีกขั้น สู่แพลตฟอร์มลาซาด้า ผู้นำอี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหารือเบื้องต้นกับทีมบริหารงานผู้ขายลาซาด้า สร้างโอกาสให้สินค้าเกษตรและเกษตรกรไทย กระทรวงเกษตรฯกับ บริษัทลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) เห็นโอกาสสำคัญที่จะร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง สามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าไม่จำกัด  ซื้อขายกับผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรที่ตรงความต้องการของตลาด ลดความเหลื่อมล้ำ และนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดี จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเริ่มเปิดตัวโครงการต้นปี 2563 เป็นของขวัญปีใหม่ ให้เกษตรกร โดยจัดกิจกรรมอบรมทักษะให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าผ่านลาซาด้า โดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ และทีมงานมหาวิทยาลัยลาซาด้าจะมาให้ความรู้เริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ การสมัครเป็นผู้ขาย การใช้ระบบถึงเทคนิคการโปรโมทสินค้า การใช้เครื่องมือถ่ายภาพสินค้า ทำคลิปวีดีโอ บรรจุผลิตภัณฑ์ และขนส่งไปจนถึงร่วมแคมเปญ กิจกรรมการตลาดของลาซาด้า เพื่อกระตุ้นยอดขาย ขณะที่
กระทรวงเกษตรฯจะพัฒนาให้เกษตรกรพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ การแปรรูป และบรรจุสินค้าให้ได้มาตรฐานไปพร้อมกัน

ขั้นตอนแรกจะเน้นจัดกิจกรรมอบรมให้กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่มYoung SmartFarmer ซึ่งปัจจุบัน มีแปลงใหญ่กว่า 6,000 แปลง เกษตรกรมากกว่า 350,000 ราย  ในขณะที่สหกรณ์การเกษตรกว่า 3,000 แห่ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 86,000 แห่งทั่วประเทศ และ Young Smart Farmer มากกว่า 11,000 ราย  ซึ่งมีสินค้าเกษตรคุณภาพจำนวนหลากหลาย พร้อมพัฒนา และแปรรูปจำหน่ายสู่มือผู้บริโภคกับลาซาด้า โดยตรง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อตกลงกับลาซาด้า เชื่อมั่นว่าจะเปิดโอกาส และเป็นมิติใหม่ให้เกษตรกรที่สนใจและยังไม่เคยมีประสบการณ์ขายของออนไลน์ ได้เรียนรู้การขายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ ด้วยการเป็นผู้จำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังเล็งช่องทางการตลาดออนไลน์โดยขยายไปสู่แหล่งช็อปปิ้งออนไลน์รายอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในประเทศไปจนถึงสู่ลูกค้าต่างประเทศในอนาคตต่อไป

‘มนัญญา’เปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459826

news_default

‘มนัญญา’เปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’62

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2562 ที่จ.อุทัยธานีว่า การจัดงานดังกล่าว เพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมแบบยั่งยืน เพื่อปลูกจิตสำนึกของประชาชนให้เห็นความสำคัญในการรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีคุณภาพสูงสุด และเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งผ่านการรับรองจากองค์การ UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก จึงเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของชาวอุทัยธานี ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นป่าอนุรักษ์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีราษฎรตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยทำกิน อีกทั้ง ยังเป็นผืนป่าตะวันตกที่รายล้อมด้วยป่าอนุรักษ์ผืนอื่น เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ – แม่เปิน อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองลาน อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าอุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จึงเป็นป่าอนุรักษ์ผืนใหญ่ที่สุดของแผ่นดินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ยังเป็นแหล่งป่าไม้สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม สภาพนิเวศวิทยาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

“ปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายรวดเร็วทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ เช่น ปัญหาความแห้งแล้งภัยพิบัติธรรมชาติ ลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า จึงเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์มิให้ถูกทำลาย ให้คงสภาพเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าอย่างปลอดภัยสมเป็นมรดกธรรมชาติของชาวอุทัยธานีและชาวโลกต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

ผู้ตรวจราชการฯยัน ใช้มาตรฐานเดียวกัน สอบ‘เอ๋-ปารีณา’รุกป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459878

news_default

ผู้ตรวจราชการฯยัน ใช้มาตรฐานเดียวกัน สอบ‘เอ๋-ปารีณา’รุกป่า

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้ตรวจราชการฯยัน

ใช้มาตรฐานเดียวกัน

สอบ‘เอ๋-ปารีณา’รุกป่า

กมธ.เรียกชี้แจง18ธ.ค.

กรมป่าไม้ระบุ จะเอาเรื่องที่ดิน “ปารีณา” ไปเทียบเคียงกับกรณีชาวบ้านถูกศาลสั่งจำคุก จากการเข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ไม่ได้ เหตุต้องดูรายละเอียดแต่ละกรณี ยืนยันดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน ด้าน กรรมาธิการ ป.ป.ช. เรียก “อธิบดีกรมป่าไม้” เข้าชี้แจงว่าทำคดีตามข้อกฎหมายหรือไม่ 18 ธันวาคมนี้

ความคืบหน้าหลังคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ร่วมประชุมกับฝ่ายกฎหมายของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) แต่สุดทัายยังไร้ข้อสรุป ยังเกี่ยงกันดำเนินคดี ฟาร์มไก่ น.ส.ปารีณา แต่มีมติให้ส.ป.ก.เร่งทำหนังสือ ตีกลับไปให้ น.ส.ปารีณา ส่งคืนพื้นที่ 682 โดยไม่ต้องไม่มีการระบุเงื่อนไขใด ภายใน 7 วัน จากนั้นกรมป่าไม้จะหารืออำนาจการจัดการตามกฎหมายอีกครั้งตามที่ได้เสนอข่าวไปนั้น

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายธวัชชัยลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณากล่าวถึงกรณีที่มีการ เทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาให้ชาวบ้านจำคุก 6 เดือน จากการเข้าไปครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาได้ระบุว่าแม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูป แต่เป็นเพียงแค่การกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจในการดำเนินคดีอยู่ ว่า เรื่องนี้ต้องขอไปดูรายละเอียดของแต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณี น.ส.ปารีณาได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า ทั้งหมดดำเนินไปด้วยมาตรฐานเดียวกันขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้

ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ จะเชิญอธิบดีกรมป่าไม้ มาชี้แจงกรณีที่ กมธ.ตั้งเรื่องตรวจสอบการถือครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5ในพื้นที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีต่างๆ ว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่

นายธีรัจชัยกล่าวว่า ขณะนี้กรมป่าไม้และส.ป.ก.กำลังรอกฤษฎีกาชี้ขาดเรื่องอำนาจในการดำเนินคดีในพื้นที่อีกจำนวน 682 ไร่ ซึ่งก็ต้องรอดูการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันนี้สังคมกำลังจับตาและมีการร่วมตรวจสอบทุกภาคส่วน หากดำเนินการไม่ถูกต้องก็ต้องหันมาพิจารณาตัวเองและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ กมธ.ได้มีการรวบรวมคำติดสินของศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้เพื่อประกอบการพิจารณาได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งประสานขอข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา มาตรวจสอบด้วย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ดินส.ป.ก.ของ น.ส.ปารีณา คืนรัฐแล้วไม่ผิด พร้อมยกตัวอย่างกรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์อดีตนายกรัฐมนตรี คืนที่ดิน ส.ป.ก.แล้วก็จบกันว่า การเอากรณีนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์นั้นไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นคนละกรณีกัน การยึดครองเขายายเที่ยงมีการฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาบุกรุก ครอบครองโดยมิชอบ แต่ต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้อง เรื่องที่ดินของ น.ส.ปารีณารัฐบาลถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ต้องยึดตามแนวการตัดสินของศาลฎีกา ไม่ใช่ไปปรึกษากฤษฎีกาหากกรมป่าไม้ หรือ ส.ป.ก. ไม่ฟ้อง น.ส.ปารีณาก็ต้องมีคำตอบให้กับประชาชน และอาจจะถูกดำเนินคดีข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง