รับมือแมลงดำหนามมะพร้าวระบาดหน้าแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459828

news_default

รับมือแมลงดำหนามมะพร้าวระบาดหน้าแล้ง

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อรับมือการระบาดของแมลงดำหนามช่วงฤดูแล้ง กรมสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดที่มีแหล่งปลูกมะพร้าว ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืชลงพื้นที่สำรวจการเข้าทำลายพร้อมให้คำแนะนำการดูแลสวนมะพร้าวให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ นอกจากนี้ ยังสั่งให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.สุพรรณบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.ชลบุรี ผลิตขยายพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว สนับสนุนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ที่มีศักยภาพในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายและมอบให้ชาวสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนาม นำไปปล่อยควบคุมการระบาดเป็นระยะแล้ว ซึ่งแตนเบียนแมลงดำหนามชนิดนี้กรมฯเคยผลิตและปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงดำหนามได้ผลมาแล้วในอ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยลดความเสียหายของผลผลิตมะพร้าวได้ดี

นายเข้มแข็งกล่าวต่อว่า แมลงดำหนาม ปัจจุบันเป็นแมลงศัตรูมะพร้าวประจำถิ่น พบเข้าทำลายมะพร้าวได้ตลอดปี จะระบาดรุนแรงช่วงฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน) โดยทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าวจะซ่อนตัวในใบอ่อนและกัดกินยอดอ่อน โดยเฉพาะยอดที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวหยุดเติบโต หากต้นมะพร้าวถูกทำลายรุนแรง ทำให้ทางใบที่ถูกทำลายแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลมองเห็นเป็นสีขาวโพลนชัดเจน หรือที่ชาวสวนมะพร้าวมักเรียกว่า “โรคหัวหงอก” หากเกษตรกรพบการระบาดไม่รุนแรง ให้ตัดยอดที่ถูกแมลงดำหนามทำลายออก หรือปล่อยแมลงหางหนีบ หรือแตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว หรือใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม ควบคุมการระบาดได้

ส่วนกรณีพบการระบาดรุนแรง ให้เกษตรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรม ได้แก่ มะพร้าวต้นเตี้ยใช้สารเคมี cartap hydrochloride 4% GR อัตรา 30 กรัม/ต้น ห่อใส่ถุงผ้าเหน็บไว้ที่ยอดมะพร้าว จะมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้ 1 เดือน สำหรับมะพร้าวต้นสูงให้ใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ฉีดเข้าลำต้น อัตรา 50 ซีซี/ต้น จะมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้ไม่น้อยกว่า 2 เดือน

‘อลงกรณ์’แนะทางเลือก’เกษตรอินทรีย์’แหล่งอาหารแห่งอนาคต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459883

news_default

‘อลงกรณ์’แนะทางเลือก’เกษตรอินทรีย์’แหล่งอาหารแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.03 น.

“อลงกรณ์”แนะทางเลือกเกษตรอินทรีย์แหล่งอาหารแห่งอนาคต เกษตรหนุนเร่งส่งเสริมตั้งเป้าโต25%ต่อปี ตลาดโลกขยายตัวทะลุ3.5ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ที่อาคารเคเอ็กซ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวโน้มเกษตรอินทรีย์ของไทย” จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการประชุมและเสนอผลวิจัยพืชเขตร้อนและกึ่งร้อน ครั้งที่ 12 ในวันนี้ ว่า การสนับสนุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายที่เฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรปลอดภัยและเกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2562 มีการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 16 จาก 1 หมื่นไร่ เป็น 6 แสนไร่ จึงกำหนดเป้าหมายใหม่ให้เติบโตร้อยละ 25 เพื่อรองรับต่อตลาดเกษตรอินทรีย์ของโลกที่มีการขยายตัวต่อเนื่องที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการระดับกระทรวงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก รวมทั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดทุกจังหวัดเป็นพลังขับเคลื่อนในส่วนภูมิภาค และจะมีจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์รวมทั้งกฎหมายเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นกฤษฎีกา

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำแอฟพลิเคชั่น Organic Zoning (ออร์กานิก โซนนิ่ง) ขึ้นตามนโยบายเทคโนโลยีเกษตร เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านเกษตรอินทรีย์ และยังเป็นตลาดซื้อขายออนไลน์ไว้บริการด้วย สรุปคือ เกษตรอินทรีย์คืออาหารแห่งอนาคตสำหรับผู้บริโภค และเป็นเกษตรปลอดภัยสำหรับเกษตรกร

ปศุสัตว์ร้อยเอ็ดคุมเข้ม20อำเภอ เฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459873

ปศุสัตว์ร้อยเอ็ดคุมเข้ม20อำเภอ เฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.35 น.

ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เข้มสั่ง 20 อำเภอในสังกัดตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมพร้อมทั้งเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกและโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกรต่อเนื่อง

12 ธันวาคม 2562 นายธนบดี ขวาโยธา ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด สั่งการให้ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอร่วมกับกลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ พนักงานไข้หวัดนก พนักงานจ้างเหมา ช่วยงานด้านสัตว์ปีกและพนักงานจ้างเหมาช่วยงานด้านสัตวแพทย์ออกปฏิบัติงานตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและสุกรที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม พร้อมทั้งค้นหาสัตว์ปีกและสุกรป่วยตายผิดปกติและเฝ้าระวังโรคสัตว์ในสัตว์ปีกและสุกร

พร้อมทั้งได้ให้ความรู้ด้านการเลี้ยง การป้องกันโรคและให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงโรงเรือนให้เข้าระบบ Good Farming Management  (GFM) และให้ความรู้พร้อมคำแนะนำในการเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ หากพบอาการผิดปกติ (ตามเอกสารที่แจก) ในสุกร ให้เกษตรกรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ในพื้นที่ทันทีเพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือต่อไปและได้ดำเนินการตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและสุกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด

ซึ่งเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองจำนวน 3,411 ตัว 154 ราย ไก่ไข่จำนวน 111 ตัว 6 ราย เป็ดจำนวน 96 ตัว 6 ราย และสุกรจำนวน 262 ตัว 25 ราย จากการค้นหาและตรวจเยี่ยมไม่พบสัตว์ปีกและสุกรป่วยตายผิดปกติตามคำนิยาม

กรมชลฯเตือน9เขื่อนน้ำวิกฤต ‘เขื่อนภูมิพล’เหลือ14% ประคองใช้ถึงฤดูฝนปีหน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459806

news_default

กรมชลฯเตือน9เขื่อนน้ำวิกฤต ‘เขื่อนภูมิพล’เหลือ14% ประคองใช้ถึงฤดูฝนปีหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่า ปัจจุบัน (12 ธ.ค.62) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,468 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,772 ล้าน ลบ.ม.เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ทั้งนี้ ในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฤดูได้วางแผนจัดสรรน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.62 ถึงวันที่ 30 เม.ย.63 ไว้ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก 3,500 ล้าน ลบ.ม.และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 500 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบัน (12 ธ.ค.62) มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,046 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ซึ่งกรมชลประทานจะทำการควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้ยังคงการระบายน้ำในอัตรา 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้ ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่ – พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค.62) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.46 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนฯ และพืชไร่ – พืชผัก อีก 0.07 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้ทำการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า กรมชลประทานจะดำเนินการจัดสรรน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เป็นไปตามแผนฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และพืชที่ใช้น้ำน้อย ส่วนข้าวนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงไม่สามารถสนับสนุนได้ ต้องขอความร่วมแรงร่วมใจจากเกษตรกรลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ว่า ปัจจุบัน (11 ธ.ค.62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,469 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,988 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบัน (11 ธ.ค.62) มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 73 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 59 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 47 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 10 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำเก็บกัก 520 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ

อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 20 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 286 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 283 ล้าน ลบ.ม.

ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเก็บกักค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะสงวนไว้ใช้สนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น กรมชลประทานจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า รวมทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพของอ่างเก็บน้ำ ลำน้ำ ลำคลอง และระบบนิเวศต่างๆ อีกด้วย

ทางด้านสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) แจ้งเตือนเขื่อนที่มีน้ำใช้การน้อยวิกฤต เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ -3% , เขื่อนจุฬาภรณ์ 6% , เขื่อนกระเสียว 7% , เขื่อนทับเสลา 12% , เขื่อนภูมิพล 14% , เขื่อนลำพระเพลิง 15% และ เขื่อนลำนางรอง 17%

กรมชลฯจัดสรรน้ำ8จว.ตะวันออกเท่าเทียม ย้ำพอกินพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459760

กรมชลฯจัดสรรน้ำ8จว.ตะวันออกเท่าเทียม ย้ำพอกินพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.47 น.

กรมชลฯจัดสรรน้ำภาคตะวันออก8จว.กว่า1.5พันล้านลบ.ม.ทั้งอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ-เกษตร-อุสาหกรรม เท่าเทียมกัน ย้ำมีน้ำพอกินพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนชาวภาคตะวันออก ได้มอบหมายให้ นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 จัดการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำ ภาคตะวันออก และมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่ถูกต้องให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบ

นายสุชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ปัจจุบัน (11 ธ.ค.62) สถานการณ์น้ำภาพรวมของภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 859 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 55 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 626 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่างฯ ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 30 – 50 ของลำน้ำ

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด รวม 1,540 ล้าน ลบ.ม.แบ่งออกเป็นด้านอุปโภคบริโภคประมาณ 146 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 9 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านการเกษตรประมาณ 722 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 47 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านการรักษาระบบนิเวศประมาณ 271 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 18 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านอุตสาหกรรมประมาณ 173 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 11 ของแผนจัดสรรน้ำฯ และด้านอื่นๆ ประมาณ 227 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 15 ของแผนจัดสรรน้ำฯ โดยปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำไปแล้วประมาณ 328 ล้าน ลบ.ม.ยังคงเหลือน้ำอีกกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 78 ของแผนการจัดสรรน้ำฯ ซึ่งเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ ด้านพื้นที่โครงข่ายน้ำจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ปัจจุบันฤดูแล้งปี 2562/2563 มีแผนการจัดสรรน้ำรวมประมาณ 257 ล้าน ลบ.ม.เทียบกับช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ที่มีผลการจัดสรรน้ำประมาณ 448 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของมาตรการรองรับวิกฤตขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ทุกภาคส่วนได้จับมือกันดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาทิ บริษัท EAST WATER ได้ดำเนินการเชื่อมท่อจากประแสร์ – คลองใหญ่ ไปยังประแสร์ – หนองปลาไหล เพื่อลดการสูญเสียน้ำ จัดหาแหล่งน้ำจากบ่อดินเอกชนเพิ่มเติมโดยสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้กว่า 20 ล้าน ลบ.ม. สถาบันน้ำและพลังงานเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากการนิคมอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10 การประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงเพื่อมาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้กว่า 10 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และรถบรรทุกน้ำ เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งควบคุมการใช้น้ำของภาคเกษตรบริเวณฝายบ้านค่ายประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม.นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

‘ปศุสัตว์’เปิดโครงการใช้งานลายเซ็นดิจิทัลฯออกใบอนุญาตเคลื่อนย้าย-ใบค้าสัตว์ ซากสัตว์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459729

‘ปศุสัตว์’เปิดโครงการใช้งานลายเซ็นดิจิทัลฯออกใบอนุญาตเคลื่อนย้าย-ใบค้าสัตว์ ซากสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.53 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์” เปิดโครงการประชุมสัมมนา “การใช้งานลายเซ็นดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ในการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายและใบการค้าสัตว์ ซากสัตว์”

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 12 ธันวาคม 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสัมมนา “การใช้งานลายเซ็นดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ในการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายและใบการค้าสัตว์ ซากสัตว์” ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2562 พร้อมด้วยปศุสัตว์เขต 1 ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการ ณ โรงแรมทินีดี โฮเต็ล แอท บางกอกกอล์ฟคลับ จ.ปทุมธานี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งเป็นนโยบายภารกิจเร่งด่วน (Quick Win) ให้มีเป้าหมายในการสร้าง Gov Tech ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับพัฒนาภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกรไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการแก่ประชาชนในการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ทั้งในการนำเข้า ส่งออก และการเคลื่อนย้ายภายในประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มีแนวความคิดในการพัฒนาระบบต่อยอดในการให้บริการให้มีความทันสมัย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เน้นการบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการขอรับบริการจากกรมปศุสัตว์ โดยพัฒนาปรับโฉมของระบบ e-Movement ใหม่ มีการนำลายเซ็นดิจิทัลมาใช้ในการลงนามเพื่อออกใบอนุญาต โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งมีความปลอดภัย ทันสมัย และสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของใบอนุญาตได้ อีกทั้งยังผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับบริการและเจ้าหน้าที่สามารถส่งข้อมูลติดต่องานกันได้ผ่านระบบออนไลน์ ทุกภาคส่วนจะก้าวสู่ยุคสังคมไร้กระดาษ เพื่อสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและการให้บริการประชาชนแบบไร้รอยต่อ

การพัฒนาระบบงานของกรมปศุสัตว์นั้น สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้จากการรับรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (รางวัลเลิศรัฐ) ที่ได้รับจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รางวัลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ e-Movement นี้ จากผลงานการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร ในปี 2557 และจากผลงานระบบการตรวจสอบสัตว์และซากสัตว์ผ่านด่านอัตโนมัติ (e-Movement Smart Kiosk) ในปี 2562 เป็นความภาคภูมิใจของกรมปศุสัตว์ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ กรมปศุสัตว์จึงไม่หยุดที่จะพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับการให้บริการประชาชน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการให้มีความเข้าใจตรงกันในการออกใบเคลื่อนย้ายและใบการค้าสัตว์ ซากสัตว์ น้ำเชื้อและเอ็มบริโอ (ร.10) นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สามารถอำนวยสะดวกแก่ประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น

ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459727

ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.40 น.

ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี

12 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับสมาคมประมงอวนล้อมจับ (ประเทศไทย) และสมาคมประมงจังหวัดชายทะเล มีมติจะชุมนุมสาธารณะที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาภาคการประมงซึ่งมีหลายประการ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบประมง’22จว.ลุกฮือ!บุกศาลากลางจี้นายกฯแก้11ข้อ ฮึ่ม16ธ.ค.ไม่เคลียร์ลุยเข้ากรุง)

นายมงคล ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาหน่วยราชการต่างๆได้ออกกฎ ระเบียบ ประกาศและมาตรการต่างๆบังคับใช้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมง ตลอดจนธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจุบันไทยได้รับการปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรป (EU) แล้ว แต่ยังมีการออกกฎ ระเบียบเพิ่มเติมที่สร้างปัญหาใหม่ๆอีก เช่น บังคับให้ชาวประมงชำระค่าน้ำมันผ่านระบบฟรีทการ์ด ซึ่งเป็นระบบเงินสด ในขณะที่ภาคเกษตรอื่นๆ ภาครัฐกลับดูแลอย่างเต็มที่ , เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด , ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมายมาตรา 83 แห่ง พรก.การประมง พ.ศ.2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง , เร่งช่วยเหลือด้านเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการทำประมง ตลอดจนเพิ่มวันทำประมงต่อปี หากไม่แก้ไขผู้ประกอบการหลายรายจะต้องเลิกอาชีพ เพราะประสบกับสภาวะขาดทุนและมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น

นายมงคล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสมาคมประมงจังหวัดได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเรียกร้องให้หน่วยงานราชการต่างๆ เร่งดำเนินการ ดังนี้ หยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงมาเพิ่มเติมขึ้นอีก ยกเว้นการออก กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ผ่อนคลายปัญหาให้กับชาวประมง แก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัตินี้ ให้รัฐบาลเร่งซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ 2563 นี้ และเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วนภายในเดือนธันวาคม 2562

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาราคาสินค้าประมงในประเทศตกต่ำต่อเนื่อง แต่ยังมีการนำเข้าเป็นจำนวนมาก จึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องตรวจสอบว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสองและวรรคสาม เป็นสินค้า IUU หรือไม่เนื่องจากสินค้าประมงต่างประเทศเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้าของชาวประมงไทยที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่ต้นทุนสูงกว่า แต่ราคาขายกลับตกต่ำจึงต้องออกมาตรการปกป้องสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศ

นายมงคล กล่าวด้วยว่า ต้องการให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับแก้ปัญหานี้ด้วยตนเอง เพราะจะมีอำนาจในการแก้กฎหมายให้ชาวประมงได้ ที่ผ่านมามอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว. เกษตรฯ เป็นประธานแก้ปัญหาภาคประมง มีการประชุมแทบทุกสัปดาห์ ชาวประมงในจังหวัดต่างๆต้องเสียค่าเดินทางและค่าที่พักเมื่อเรียกประชุม นับตั้งแต่มีรัฐบาลนี้ก็ประชุมตลอด ยังคงย่ำอยู่กับที่

“ล่าสุดแจ้งขอชุมนุมต่อ สน.นางเลิ้ง แล้วตามพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ โดยจะมีชาวประมงมาจาก 22 จังหวัดกว่า 10,000 คน เดินทางมาเรียกร้องรัฐบาล โดยจะอยู่ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 หรือจนกว่าจะได้ข้อยุติซึ่งเป็นที่พึงพอใจ โดยมีมาตรการแก้ไขเยียวยาที่เป็นรูปธรรม หากภาครัฐไม่ดำเนินการแก้ไขตามข้อเรียกร้องของชาวประมงก็ให้รัฐซื้อเรือประมงพร้อมเครื่องยนต์ และเครื่องมือประมงไปให้หมดทั้งประเทศเพราะไม่สามารถทำการประมงได้อีกแล้ว” นายมงคล กล่าว

ปั้นมันเทศพันธุ์พิจิตร2ป้อนรง.อุตสาหกรรมแป้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459587

news_default

ปั้นมันเทศพันธุ์พิจิตร2ป้อนรง.อุตสาหกรรมแป้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ส่งมันเทศพันธุ์พิจิตร 2 ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแป้ง ปลื้มพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง แป้งสูง แถมขนาดหัวใหญ่ตรงความต้องการโรงงาน เผยปี 62 ปั๊มยอดพันธุ์กว่า 5 แสนยอด  ขยายผลปลูกต่อในพื้นที่เกษตรกรได้ถึง 27 ไร่

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  มันเทศเป็นพืชสำคัญของโลก เป็นทั้งพืชอาหารและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันเทศ ซึ่งพันธุ์มันเทศสำหรับเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ต้องเป็นพันธุ์เนื้อสีขาว ให้ผลผลิตสูง และเปอร์เซ็นต์แป้งมากกว่าร้อยละ 10 แต่เนื่องจากมันเทศที่เกษตรกรปลูกปัจจุบันมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมันเทศเพื่อบริโภคสด มีปริมาณแป้งค่อนข้างต่ำ และน้ำตาลสูงไม่เหมาะสมที่จะนำไปผลิตเป็นแป้งมันเทศ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร จึงปรับปรุงพันธุ์มันเทศสำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ตั้งแต่ปี 2554-2560 โดยปี 2554 ทำการผสมพันธุ์มันเทศ ใช้พันธุ์มันเทศเนื้อสีขาวสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ 9 พันธุ์  ปี 2555 คัดเลือกพันธุ์และคัดเลือกสายต้นที่ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ หัวมีขนาดใหญ่ เนื้อสีขาว ผิวเรียบและน้ำหนักแห้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ปี 2556 เปรียบเทียบพันธุ์มันเทศ ปี 2557-2558 ทดสอบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี และศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ปี 2559-2560  ทดสอบพันธุ์ในแปลงเกษตรกรจังหวัดพิจิตร และในปี 2562 เสนอรับรองพันธุ์ โดยคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เห็นชอบให้ตั้งชื่อมันเทศพันธุ์ใหม่นี้ว่า “มันเทศพันธุ์พิจิตร 2”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า  มันเทศพันธุ์พิจิตร 2 มีลักษณะเด่นตามที่ต้องการคือ ให้ผลผลิตสูงถึง 3,617 กิโลกรัมต่อไร่  มากกว่าพันธุ์เกษตรกรซึ่งให้ผลผลิต 2,676 กิโลกรัมต่อไร่  ให้ผลผลิตแป้ง 846 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์เกษตรกรซึ่งให้ผลผลิตแป้ง 624 กิโลกรัมต่อไร่  มีปริมาณขนาดหัวที่โรงงานต้องการสูงโดยมีขนาดหัวร้อยละ 86.2 ของน้ำหนักรวม ซึ่งในปี 2562 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร มีแปลงแม่พันธุ์พร้อมที่จะขยายยอดพันธุ์ต่อได้ตลอด โดยสามารถผลิตยอดพันธุ์ได้ถึง 150,000 ยอด ปลูกได้จำนวนพื้นที่ 27 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร โทร.0-5699-0040

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459592

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมและคณะได้รับเชิญจาก เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority ของฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมประชุมเพื่อวางแผนการช่วยเหลือข้าวตามรูปแบบที่ 3โดยส่งข้าวไปจัดเก็บล่วงหน้า ซึ่งทางฟิลิปปินส์ เสนอตัวเข้าร่วมโครงการในฐานะประเทศผู้จัดเก็บ หรือ Host Country ซึ่งเขาได้จัดสถานที่ประชุมที่เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะทางตอนกลางของประเทศ ชื่อเกาะปาไนย์ ต้องบินจากกรุงมะนิลา ลงไปทางใต้ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง

เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้คนพลเมืองพลุกพล่าน เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ของเขา และเป็นที่ตั้งของสำนักงานเขตของ เอ็นเอฟเอ คุณจูดี้ ซึ่งเป็นรองผู้บริหารสูงสุดในขณะนั้น ก็บินมาจากสำนักงานใหญ่ในกรุงมะนิลา เพื่อมารับรองพวกเรา พร้อมเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของฝ่ายฟิลิปปินส์ ส่วนคณะเราไปกันสามคน รวมทั้งท่านผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากเป็นประเทศผู้บริจาคข้าว ถึงตรงนี้ขอเล่าเสริมนิด เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านอาจสงสัย เกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของพวกเราในการปฏิบัติงาน ขอเรียนให้ทราบว่า สำหรับเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ เราใช้งบ OC หรือ Operational Cost ซึ่ง 13 ประเทศบริจาคให้เป็นรายปี และฝากธนาคารไว้ แต่ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั้น ทางประเทศญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะบริจาค โอซี ตามข้อตกลงแอปเตอร์แล้ว เขายังจัดสรรงบพิเศษอีกก้อนหนึ่ง ที่เรียกว่า SPA หรือ
Special Project Account มาให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝากธนาคารไว้ทุกปีที่มีโครงการ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน รวมถึงเงินเดือน หรือค่าอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีสิทธิเบิกได้นั้น ให้ใช้จากงบ SPA นี้เท่านั้น สรุป คือ ใช้เงินคนละก้อนกันโดยมี จี เอ็ม เป็นผู้บริหารเงินทั้งหมด ทีนี้ หากมีประเทศอื่นมาร่วมดำเนินการบริจาคข้าวเพิ่มเติม โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญมาหรือไม่ ก็ต้องมีบัญชีเงิน SPA เพิ่มขึ้นอีก อย่างเช่นในปัจจุบันกรณีประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

คณะเราบินไปถึงเมืองอิโลอิโลก็ช่วงเย็นแล้ว เพราะเครื่องบินภายในประเทศจากกรุงมะนิลาไปอิโลอิโล ออกช้ากว่ากำหนดมาก ตอนแรกจะออกบินประมาณบ่ายสอง แต่กว่าจะออกบินจริงประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ทราบภายหลังสาเหตุที่เครื่องบินดีเลย์ไปถึงสองชั่วโมง ไม่ใช่เพราะเครื่องไม่พอหรือปัญหาการจราจรทางอากาศหรอก แต่เป็นเพราะที่สนามบินนานาชาตินินอย อาคิโน ของกรุงมะนิลานั้น แม้จะสร้างเทอร์มินอลเพิ่มถึง 4 เทอร์มินอล แต่รันเวย์ของสนามบินกลับมีเพียงรันเวย์เดียว ความแปลกที่ผมเพิ่งเคยพบ คือ อย่างที่ดอนเมือง หรือสุวรรณภูมิ เวลาเครื่องดีเลย์ เราจะต้องนั่งรอเบื่อกันที่ห้องผู้โดยสารขาออก แต่ที่ฟิลิปปินส์ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราถูกเรียกให้เข้าไปนั่งบนเครื่องกันแล้ว และเครื่องก็แท็กซี่ออกจากจุดจอดแล้ว แต่สักพักก็ต้องจอดรอคิวบินขึ้น เจ้าเครื่องบินที่พวกเราเตรียมบินไปอิโลอิโลนี้ จอดรอติดเครื่องนิ่งอยู่ พนักงานแอร์เดินแจกขนมปังอาหารว่าง กินกันจนหมด จนผมหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้น ราวสองชั่วโมง อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ เครื่องบินจึงได้คิวทะยานวิ่งขึ้นฟ้า ความจริงสภาพการรอในเครื่องบินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับสำหรับสนามบินนินอย อาคิโน หลายครั้งผมบินกลับเมืองไทยโดยสายการบินไทย ก็เคยเจอแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนั้นก็ราวครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงที่ต้องนั่งรอในเครื่อง แต่คราวนี้ถือเป็นประสบการณ์พิเศษ ฟาดเข้าไปถึงสองชั่วโมง ขณะที่เวลาบินจริงจากต้นถึงปลายทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เลยต้องขออนุญาตนำมาเล่าแบบไม่เกรงใจครับ

เมื่อถึงสนามบินอิโลอิโล เวลาเกือบใกล้พลบค่ำ เจ้าภาพ เอ็นเอฟเอ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่พวกเราคุ้นเคยดีมารับที่สนามบิน แล้วก็นั่งรถยนต์พาไปโรงแรมที่พัก ซึ่งเดินทางจากสนามบินประมาณครึ่งชั่วโมง บรรยากาศของเมืองคึกคักมาก รถโดยสารจี๊บนี่ สัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ วิ่งเกลื่อนกราด เห็นแล้วเหมือนๆ กันทุกเมืองอย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าในประเทศฟิลิปปินส์ การกระจายความเจริญดีมาก ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองหลวง ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มีพบเห็นทั่วไป เมื่อถึงโรงแรมที่เขาจองไว้ให้ ก็เพียงเอากระเป๋าขึ้นไปโยนโครมเก็บไว้ก่อนในห้อง เพราะเขาจะพาไปรับประทานอาหารเย็นค่ำที่ร้านอาหารชายทะเล โดยมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขต เอ็นเอฟเอพร้อมกับคณะอีก 4-5 คน มาต้อนรับและร่วมรับประทานอาหารก่อนที่จะมีการประชุมในวันถัดไป

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ดึงระบบสหกรณ์หนุนปลูกข้าวโพดหลังนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459589

news_default

ดึงระบบสหกรณ์หนุนปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า ปีนี้กรมจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต 2562/2563 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมา สหกรณ์ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด และมีหน่วยงานต่างๆ เข้าไปสนับสนุนด้านองค์ความรู้ตั้งแต่เตรียมดิน ดูแลพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้บริษัทเอกชน ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ปลูกได้ผลดีช่วงหน้าแล้ง

ขณะนี้กรมสำรวจสหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อเก็บเกี่ยวทันฤดูแล้งเบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน  และมีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ 13,971 ราย กรมจึงจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาทให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกและจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1% ปัจจุบันมีสหกรณ์ขอเงินดังกล่าวแล้ว 39 สหกรณ์ สมาชิก 3,050 ราย วงเงิน 38.9 ล้านบาท

“สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งเน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิกดูแลระหว่างปลูก และรวบรวมผลผลิต โดยกรมประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เตรียมแปลงปลูก ดูแลผลผลิต ให้ปุ๋ยให้น้ำ  กำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้จับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์กับสหกรณ์ ซึ่งกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น  14.5% เป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร“ นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ กรมกำหนดเวลาดำเนินการ ชี้แจงโครงการ เตรียมเมล็ดพันธุ์และดูแลการปลูก30 พฤศจิกายน 2562- 15 มกราคม 2563  ทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่1 ธันวาคม 2562 – 15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป