เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเนื้อโค รับมือมาตรการSSGหมดอายุปี’63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459590

news_default

เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเนื้อโค รับมือมาตรการSSGหมดอายุปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เปิดตลาดและนำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard: SSG) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership Agreement:TNZCEP) ว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้าที่ใช้มาตรการ SSG เหลืออยู่ 18 รายการ และจะสิ้นสุดมาตรการวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป สินค้าทั้ง 18 ชนิดลดภาษีเป็นร้อยละ 0

หากพิจารณาสินค้า SSG ที่ไทยนำเข้าจากนิวซีแลนด์ในปริมาณค่อนข้างสูง พบว่า มีเพียง 3 รายการ จาก 18 รายการ ได้แก่ นมและครีม เนื้อโคกระบือ และเครื่องในโคกระบือ ซึ่งจากข้อมูลปี 2559 – 2561 พบว่าไทยมีปริมาณนำเข้า สินค้านมและครีม จากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 44,440 ตัน/ปี  โดยปี 2563ไทยกำหนดปริมาณนำเข้า (Trigger Volume)สำหรับภาษีร้อยละ 0 จำนวน 51,973 ตัน แต่หากปริมาณที่เกินเพดานที่กำหนด ต้องเสียภาษีร้อยละ 5 หรือร้อยละ 18

สำหรับ สินค้าเนื้อโคกระบือ ไทยมีปริมาณนำเข้าจากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 2,531 ตัน/ปี  โดยปี 2563 ไทยกำหนดปริมาณนำเข้า สำหรับภาษีร้อยละ0 จำนวน 1,039.46 ตัน และหากปริมาณที่เกินเพดานที่กำหนด ต้องเสียภาษีร้อยละ 50 ส่วน สินค้าเครื่องในโคกระบือ ไทยมีปริมาณนำเข้าจากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 2,738 ตัน/ปี  ทั้งนี้ ปี 2563 ไทยกำหนดปริมาณนำเข้า สำหรับภาษีร้อยละ 0 จำนวน 1,247 ตัน หากปริมาณเกินเพดานที่กำหนด ต้องเสียภาษีร้อยละ 30 ส่วนสินค้าอื่น เช่น เนื้อสุกร เครื่องในสุกร เนยแข็ง และผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ พบว่า ไทยไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของนิวซีแลนด์ จึงมีปริมาณนำเข้าจากนิวซีแลนด์ไม่มากนัก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 สินค้าดังกล่าวทั้ง 3 รายการ จะสิ้นสุดมาตรการคือ ลดภาษีเป็นร้อยละ 0 โดยไม่จำกัดปริมาณนำเข้า ดังนั้น สศก. จึงร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯเตรียมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้กรอบความตกลง TNZCEP โดยเฉพาะสินค้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในกรณีรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ด้วยการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า และปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน โดยที่ผ่านมาให้ความช่วยเหลือดำเนินการด้านปศุสัตว์ไปแล้ว 18 โครงการ  นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลง TNZCEP ไทยและนิวซีแลนด์มีโครงการความร่วมมือสำหรับพัฒนาศักยภาพการผลิตโคนมของไทยอีกด้วย ซึ่งเชื่อมั่นว่าผู้ผลิตในประเทศจะพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการผลิตได้ อีกทั้ง ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าดังกล่าว นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรม โคเนื้อและโคนมของไทยได้ในอนาคต สำหรับเกษตรกรที่ต้องการขอคำแนะนำจากกองทุน FTA  สอบถามได้ที่ โทร. 0-2561-4727 หรือ Email: fta.oae@gmail.com หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www2.oae.go.th/FTA

ยื้อฟ้อง‘ปารีณา’ ป่าไม้-สปก.โยนวุ่น ‘วิษณุ’เรียกถก3ฝ่าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459660

news_default

ยื้อฟ้อง‘ปารีณา’ ป่าไม้-สปก.โยนวุ่น ‘วิษณุ’เรียกถก3ฝ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยื้อฟ้อง‘ปารีณา’

ป่าไม้-สปก.โยนวุ่น

‘วิษณุ’เรียกถก3ฝ่าย

รอฟังกฤษฎีกาเคาะ

คณะทำงานป่าไม้ ถกเครียด ส.ป.ก.แต่ไม่มีข้อสรุปใครเป็นเจ้าภาพฟ้องปารีณารุก 682 ไร่ ยื้อ ให้ ส.ป.ก.ส่งหนังสือถึง “ปารีณา”ส่งหนังสือคืนที่ดิน กลับมาใหม่ ไม่ให้ตั้งเงื่อนไขด้าน“วิษณุ”นั่งหัวโต๊ะเรียกถก3ฝ่ายหาข้อกฎหมาย ใช้ดำเนินคดี ใครเป็นเจ้าภาพ ด้าน อธิบดีกรมป่าไม้ รอฟังความเห็น”กฤษฎีกา”ก่อนให้เป็นที่สิ้นสุด แม้ตรงข้ามกับแนวทางเดิม ก็พร้อมปฎิบัติ ขณะ“ธรรมนัส”รวบรัดส.ป.ก.ทำตามเงื่อนไขยึดคืนแล้วจบ ตัดหาง กรมป่าไม้ไปว่ากันเองตามกฎหมาย

ความคืบหน้าการดำเนินคดีน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ครอบครองที่ดิน 682 ไร่ ที่อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่ได้ข้อสรุปใครจะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมฝ่ายกฎหมายเดินทางมาหารือร่วมกับนายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก.ฝ่ายกฎหมาย เพื่อหาข้อสรุปการดำเนินคดีน.ส.ปารีณา

หลังประชุม นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดินน.ส.ปารีณา แถลงว่า การประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายของส.ป.ก. เพื่อหาแนวทางว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินคดีกับที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ของน.ส.ปารีณา ที่ประชุมมีมติให้ส.ป.ก. เร่งทำหนังสือตีกลับไปให้น.ส.ปารีณา ส่งคืนที่ดินโดยต้องไม่ระบุเงื่อนไขใด ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นกรมป่าไม้จึงจะมาหารืออำนาจจัดการตามกฎหมายอีกครั้ง โดยยังไม่มีข้อสรุปวันนี้ เนื่องจากต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่น.ส.ปารีณาส่งกลับมาว่ามีข้อมูลรายละเอียดอย่างไร ส่วนข้อกฎหมายและระเบียบยังไม่ได้ข้อยุติ ยืนยันว่ากรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรฐานด้วยความรอบคอบ แต่ต้องรอความชัดเจนจากทาง ส.ป.ก. ด้วยเช่นกัน

สำหรับการเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาจำคุกชาวบ้าน 6 เดือน จากกรณ๊เข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาระบุ แม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูปแต่เป็นเพียงกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจดำเนินคดีอยู่ นายธวัชชัย กล่าวว่า ต้องขอไปดูรายละเอียด แต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีน.ส.ปารีณาได้ แต่ยืนยันว่า ทั้งหมดดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้ ก่อนหน้านี้ที่ดินที่อยู่ในอำนาจกรมป่าไม้ กรมฯแจ้งความไปแล้วกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) แต่ที่ยังไม่ส่งฟ้อง เพราะนายวีระ สมความคิด ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่สภ.จอมบึงไว้ก่อน ตำรวจ ปทส. ต้องทำความเห็นถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาอำนาจว่าใครจะทำคดีดังกล่าว

ด้านนายจุมพฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมด้านข้อกฎหมายว่า ลักษณะที่ฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา 682 ไร่ ในเขต ส.ป.ก. คล้ายคดีบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.ในอ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปี 2558 ที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของใครผู้นั้นต้องเป็นคนแจ้งความร้องทุกข์ ไม่สามารถดำเนินการก้าวล่วงอำนาจของแต่ละหน่วยงานได้ พร้อมเปรียบเทียบกับที่ดินท้องสนามหลวง หากมีการเข้าไปบุกรุกตักดิน ต้องเป็นอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ของกรุงเทพมหานครแม้ว่าก่อนหน้านี้สภาพท้องสนามหลวงจะเป็นป่าก็ตาม

ส่วนกรณีน.ส.ปารีณา กับกรณีชาวบ้านหมู่บ้านซับหวาย บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง นายจุมพฎ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และมีที่ดินป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่ดินอุทยานฯ ซึ่งตามกฎหมายแล้วที่ดินอุทยานไม่สามารถเข้าไปบุกรุกได้เลย แต่ที่ดินของน.ส.ปารีณา เป็นที่ส.ป.ก.ทำให้การดำเนินการทางกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินรัฐของน.ส. ปารีณา ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงหนังสือส่งมอบคืนพื้นที่แก่ส.ป.ก. ที่น.ส. ปารีณาส่งถึงร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ ดังนี้ “ข้าพเจ้าและ/หรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด”นั้น นายจุมพฏกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์สั่งการให้เลขาฯส.ป.ก. ทำหนังสือแจ้งน.ส. ปารีณาไปอีกครั้ง ให้ทำหนังสือกลับมาใหม่ เพราะการส่งมอบที่ดินเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น มีเงื่อนไขไม่ได้ เพราะอาจทำให้การนำที่ดินมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้ ที่น.ส. ปารีณาระบุในหนังสือว่า “แนบสำเนาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภท ภ.บ.ท. 5 มาด้วย” อาจเป็นความเข้าใจของน.ส. ปารีณาว่า แสดงสิทธิการครอบครอง ซึ่งตามกฎหมายส.ป.ก. เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้แสดงสิทธิการครอบครอง

ด้านร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เพื่อรายงานการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เกี่ยวข้องกับกรณีน.ส.ปารีณา ถือครองที่ดินส.ป.ก.ทำฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ได้ยินยอมคืนพื้นที่ส.ป.ก. 682ไร่ ให้ส.ป.ก.ไปกระจายสิทธิ ให้ผู้ยากไร้ ตามคุณสมบัติของกฎหมายส.ป.ก. ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ส.ป.ก.ได้ทำตามหลักเกณฑ์จบหมดแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขการดำเนินคดี แต่ในส่วนกรมป่าไม้ จะดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่กำกับดูแลพื้นที่ป่า เป็นเรื่องไปว่ากันตามกฎหมายกรมป่าไม้ ที่บังคับใช้อย่างไร

มีความเห็นจากฝั่งรัฐบาล ในประเด็นการถือครองที่ดินของน.ส.ปารีณา โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการถือครองที่ดินตามเอกสาร ภบท.5 และส.ป.ก. ของนักการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับน.ส.ปารีณาว่า ทุกอย่างทั้งการถือครอง ภบท.5 และส.ป.ก.ต้องเป็นไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยพื้นฐานของกฏหมาย ซึ่งมีกฎหมายอยู่หลายตัว

“มาตรา 44 ไม่ได้เสียหาย ผมเคยบอกว่าอย่าใช้คำว่าทวงคืน จากการบุกรุกป่าเกิดขึ้นเป็นแสนไร่ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณหมื่นไร่ หรือน้อยกว่านั้น เพราะมาตรการเหล่านี้ยังอยู่ แต่ปัญหาต่อไปคือ ต้องดูว่า เมื่อเรายึดมาแล้วจะเอาไปทำอะไร ซึ่งกำลังเป็นประเด็นอยู่ในสังคม ผมกำลังให้ไปดูอยู่ว่ามีอีกกี่ราย เอารายอื่นมาดูด้วยเพื่อเปรียบเทียบ หาแนวปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ทั้งหมดต้องอาศัยกฎหมาย”นายกฯกล่าว และว่า วันนี้เราเอาพื้นที่ป่าคืนมาได้แล้ว ทำให้เรามีป่าเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนกว่าไร่ เราเอาพื้นที่ป่ามาแล้ว 7 แสนกว่าไร่ ส่วนใหญ่ก็เป็นของนายทุนทั้งหมด ที่ผิดกฎหมาย ก็ว่ากันไปตามกฎหมายก็แล้วกัน

เวลา 14.00น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเชิญนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาฯส.ป.ก.และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าหารือกรณีการถือครองที่ดินใน จ.ราชบุรีของน.ส.ปารีณา

จากนั้นนายอรรถพล เปิดเผยว่าช่วงเช้าคณะทำงานของกรมป่าไม้หารือกับคณะทำงานของ ส.ป.ก. เรื่องสถานภาพพื้นที่ นายวิษณุจึงเชิญมาหารือข้อกฎหมาย เนื่องจากก่อนหน้านี้นายวิษณุให้สัมภาษณ์ข้อมูล ประเด็นการคืนพื้นที่ พร้อมต้องพิจารณษว่าที่ดังกล่าวสถานภาพเดิมเป็นไปตามกฎหมายใด ต้องว่าตามกฎหมายนั้น แต่มีการเสนอข่าวคลาดเคลื่อน ทำให้มองว่านายวิษณุระบุให้คืนอย่างเดียว ไม่ต้องดำเนินการอย่างอื่น ดังนั้น จึงต้องมาหารือทั้งสามฝ่ายด้านกฎหมายว่าสถานภาพพื้นที่ปัจจุบันจะยึดหลักพิจารณาอย่างไร เข้าข้อกฎหมายของ ส.ป.ก.หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินของกรมป่าไม้

อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่าขณะนี้มี 3ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติคือ 1.คำจำกัดความหรือขอบเขตการพิจารณาว่า พื้นที่ดังกล่าวเข้าไปดำเนินกิจกรรมจัดที่ดินตามกฎหมายใด 2.สมมุติทำความผิด หรือสถานภาพกลับมาในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เดิมคือ ที่ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ควรต้องดำเนินคดีอย่างไร และ3.เมื่อดำเนินคดี หน่วยงานไหนต้องเป็นหน่วยงานหลัก ขณะนี้ได้ข้อยุติพอสมควร ขอให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาก่อนแล้วจะได้ข้อยุติ

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ ส.ป.ก.ระบุพื้นที่ 682ไร่ เป็นของส.ป.ก. ทำไมจึงยังไม่แน่ชัดว่า อยู่ในความรับผิดชอบของใคร นายอรรถพลกล่าวว่า ต้องตีความก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสถานภาพอะไร ตอนนี้เราอยากได้ข้อยุติจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นเข้าไปดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน จึงต้องให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนตามความหมายของกฎหมายที่ตีความไว้ว่าสถานภาพเป็นอะไร และก่อนจะบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และความรัดกุมในการดำเนินคดี ถ้าดำเนินคดี ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

ถามว่า สุดท้ายจะเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า รอความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน เมื่อเขาให้ความเห็นมาเราพร้อมปฏิบัติตาม แม้ออกมาตรงข้ามกับแนวทางที่กรมป่าไม้เคยดำเนินการก่อนหน้านี้เราต้องเคารพความเห็นกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม พื้นที่ 46 ไร่ที่กรมป่าไม้เคยแจ้งความดำเนินคดีอาญาไปแล้ว อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว เพราะถือเป็นความผิดฐานเดิม ที่หารือครั้งนี้เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.

ถามต่อว่า มีการตั้งข้อสังเกตกรณีน.ส.ปารีณาต่างจากกรณีชาวบ้านทั่วไปที่ทำแล้วมีความผิดอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ถือเป็นคนละรูปแบบ เพราะชาวบ้านที่ไปบุกรุกต้องถามว่า บุกรุกแบบไหน ส่วนใหญ่ที่เราเข้าไปดำเนินการคือ บุกรุกใหม่ และชาวบ้านที่ไปบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เราก็ไม่เคยดำเนินการ อีกทั้ง กรมป่าไม้เองรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวกับพื้นที่ส.ป.ก.

ตีปี๊บขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459588

news_default

ตีปี๊บขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า หลังกรมประมงออกประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรอง เพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทย สำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปรากฏว่าชาวประมงพื้นบ้านให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี เข้ายื่นขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงต่อเนื่อง ขณะนี้มีจำนวนกว่า 2,885 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562)

โอกาสนี้ กรมนำสื่อมวลชนลงพื้นที่จ.เพชรบุรี ติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้ชาวประมง พบว่าชาวประมงพื้นบ้านในจ.เพชรบุรี ตื่นตัวมากกับการขอหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว 142  ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) คาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของจ.เพชรบุรีอีกประมาณ 1,000 ลำ

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่น กรมขอย้ำว่า เพื่อรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้เจ้าของเรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคมนี้ ติดต่อขอข้อมูลได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมงกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-1418 ในวันและเวลาราชการ

ทั้งนี้ เนื่องในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร คณะผู้บริหารกรมประมงร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ทะเล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ ธนาคารปูม้าหาดเจ้าสำราญ-แหลมผักเบี้ย อ.เมืองเพชรบุรี โดยพันธุ์สัตว์น้ำที่ใช้ปล่อย ประกอบด้วยกุ้งแชบ๊วย ขนาด P15 จำนวน 299,999 ตัว ปลานวลจันทร์ทะเล ขนาด 5-6 นิ้ว999 ตัว  และปูม้า ขนาดกระดองกว้าง 8-10 เซนติเมตร 99 ตัว

เปิดจุดเช็คอินใหม่สุดกรีน’Sansiri Backyard @T77 Community’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459685

เปิดจุดเช็คอินใหม่สุดกรีน’Sansiri Backyard @T77 Community’

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.53 น.

จุดเช็คอินสุดกรีนใหม่! Sansiri Backyard @T77 Community คอมมูนิตี้สีเขียวเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน แปลงโฉมที่ดิน 15 ไร่ สู่สวนผักสวยกลางกรุง นำเสนอนิยามแห่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง  พร้อมเปิดสวนชวนคุณ กิน-ชิลล์-รักษ์โลก สัมผัสธรรมชาติ ที่ย่านสุขุมวิท 77 ตั้งแต่วันนี้!

หากทุกพื้นที่ว่างในเมืองใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียว โดยผู้อยู่อาศัยในชุมชนร่วมสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการผลิตผักและผลไม้ออร์แกนิค ปลอดภัยและมีสุขภาพดี ผลลัพธ์ที่ได้จะเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ระบบนิเวศของเมืองมีความสมดุล ก่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่มีความหมายในรูปแบบสวนหลังบ้าน ที่เปิดกว้างต้อนรับทุกคนให้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ผ่านการปลูก กิน แบ่งปันผัก-ผลไม้ออร์แกนิคและใช้เวลาร่วมกัน ปลูกฝังไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง (Urban Sustainable Living)

“Sansiri Backyard @T77 Community” (แสนสิริ แบคยาร์ด แอท ที77 คอมมูนิตี้) คอมมูนิตี้สีเขียวเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ใจกลางกรุง ย่านสุขุมวิท 77 ปักหมุดจุดเช็คอินแห่งใหม่ในคอนเซ็ปต์สุดชิค Green-Grow-Give! กิน-ชิลล์-เรียนรู้ สัมผัสชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติได้ในที่เดียว กับสวนสุดอาร์ตในคอนเซ็ปต์ผักและผลไม้ออร์แกนิค 7 สี สร้างความสวยงาม เพิ่มความหลากหลายทั้งด้านสีสันและชีวภาพ Greenovation พื้นที่โชว์เคสนวัตกรรมสุดล้ำด้านฟาร์มอัจฉริยะและการอยู่อาศัยในเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการกินดีอยู่ดีผ่านเมนูซิกเนเจอร์เพื่อสุขภาพจากร้าน My Backyard Farm & Café รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม บนสวนผักและผลไม้ออร์แกนิคยักษ์ 15 ไร่ ที่แสนสิริ ระดม Co-Growing Partner กว่า 30 เจ้า ร่วมนำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง (Urban Sustainable Living) ชวนทุกคนจุดประกายแรงบันดาลใจเปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบตัวให้เป็นพื้นที่สีเขียวอย่างสร้างสรรค์ ‘สร้าง-ปลูก-แบ่งปัน’ ผลผลิตสู่สังคม และสร้างชุมชนน่าอยู่ไปด้วยกัน โดยมีเซเลบสายกรีนอย่างพิม-พิมภัทร์ ยมนาคและพอล-พลภัทร ลีนุตพงษ์ รวมทั้ง Sansiri Social Change Ambassador หัวใจรักษ์โลกอย่าง พิตต้า ณ พัทลุงและเพลง-กวิตา จินดาวัฒน์ เข้าร่วมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

“จากแนวคิดว่าทุกพื้นที่ในเมืองใหญ่ควรถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียว เราใช้หลัก 3Gs คือ Green, Grow และ Give เปลี่ยนพื้นที่รอพัฒนาให้เป็นสวนผักและฟาร์มออร์แกนิคครบวงจรรูปแบบใหม่ ด้วยการนำแนวคิด Zero Waste มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบพื้นที่ฟาร์ม มาผสมผสานกับพื้นที่โชว์เคสเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะและการอยู่อาศัยในเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเต็มเติมความสนุกด้วยกิจกรรมรักษ์โลกสุดฮิปสำหรับคนเมือง จุดประกายแรงบันดาลใจเปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบตัวให้เป็นพื้นที่สีเขียวอย่างสร้างสรรค์ ร่วม ‘สร้าง-ปลูก-แบ่งปัน’ ผลผลิตสู่สังคมเพื่อสร้างชุมชนน่าอยู่ไปด้วยกัน (Make a Great Neighborhood)” นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

กิน-ชิลล์-รักษ์โลก สัมผัสไลฟ์สไตล์แบบ Urban Sustainable Living ที่ Sansiri Backyard @T77 Community

เมื่อเดินเข้ามาใน Sansiri Backyard @T77 Community สิ่งแรกที่จะได้สัมผัสคือความสดใสของพันธุ์ผัก-ผลไม้ออร์แกนิค   7 สี ที่แข่งกันเติบโตต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งสวนนี้ได้รับการจัดการดูแลโดย ไร่กำนันจุล หรือ CHUL FARM มืออาชีพเรื่องการสร้างผลผลิตแบบออร์แกนิคในระบบนิเวศที่สมดุล ภายใต้แนวคิด Zero Waste เติมเต็มความก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีด้านฟาร์มอัจฉริยะ “Intelligent farm” หรือ iFarm ของเอไอเอส มาบริหารจัดการดูแลการเพาะปลูกในรูปแบบของเกษตรแม่นยำบนพื้นที่โชวเคส Greenovation ตั้งแต่ระบบวัดความชื้นในดินบนแปลงผักแบบเปิด และระบบวาล์วน้ำไฟฟ้าแบบไร้สาย และระบบการปลูกในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ

ที่นี่มี My Backyard Farm & Café ฟาร์มคาเฟ่ชิค ๆ ให้นั่งชิลล์จิบกาแฟ หรือจะสั่งอาหารสไตล์ “The Backyard Farm to Table” จากเชฟ มาริอาน บาราเน็ค เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงที่ใส่ใจในกระบวนการผลิตวัตถุดิบจากกสิกรรมวิถียั่งยืน ผู้มีแนวคิดในการสร้างสรรค์เมนูอาหารจากผลผลิตการเกษตรในท้องถิ่นที่สดใหม่ ตามฤดูกาล จากฟาร์มที่ปลอดภัยจากสารเคมี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Healthylicious”

นอกจากนี้ ภายในร้านยังแบ่งพื้นที่เป็น Urban Showcase  จัดแสดงแนวคิดการสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวในบ้านของตนเอง เช่น สวนแนวตั้ง สวนริมระเบียง และสวนภายนอก รวมถึงมีไอเทมในการทำสวนเก๋ ๆ ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเช่น Cap, Bucket Hat, ผ้ากันเปื้อน, เมล็ดผัก และผลิตภัณฑ์จากไร่กำนันจุลไว้จำหน่ายอีกด้วย

เดินเลยเข้ามาอีกนิดก็จะพบกับโซน My Farm ที่เติมเต็มความใฝ่ฝันของคนเมืองที่อยากมีสวนผักของตัวเอง ด้วยการเปิดให้เช่ากระบะปลูกผักขนาด 1×1 เมตร โดยจะรายงานความคืบหน้าของแปลงทุก ๆ 5 วัน ผ่าน LINE หรือ Facebook ส่วนตัว ถัดมาอีกนิดเป็นกิจกรรม Self-Harvest แปลงผักที่เปิดให้ลูกค้าตัดผักสดไปปรุงอาหารเอง และในอนาคตก็สามารถที่จะนำผักสดที่ตัดนี้ส่งให้เชฟไปปรุงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพรสเลิศจากผักที่เก็บสด ๆ ได้อีกด้วย

ที่นี่มีทุ่งปอเทืองที่กำลังออกดอกสีเหลืองสดใสเอาใจสายเซลฟี่ได้เข้าไปเก็บภาพสวย ๆ กันด้วยนะ ซึ่งการปลูกปอเทืองนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้เกษตรกรใช้ต้นปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงดิน โดยการหว่านปอเทือง 1 ครั้ง จะสามารถปรับปรุงโครงสร้างดินได้ถึง 15 ปีเลยทีเดียว

ภายในบริเวณฟาร์มยังมีโรงเรือนสำหรับเลี้ยงแม่ไก่ไข่อารมณ์ดีที่เลี้ยงในแบบ Free Range และโรงเรือนปลูกเมล่อน ที่ควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมโดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อ IoT ทำให้สามารถควบคุมและสั่งงานอัจฉริยะ ที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง ปลอดโรค ปลอดแมลง ส่วนกระแสไฟฟ้าบางส่วนของโครงการก็ยังมาจากพลังงานสะอาดของแผงโซลาร์ที่สนับสนุนโดยบีซีพีจี รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของอิเกียที่ใช้ภายในร้าน My Backyard Farm & Café ก็มาจากการใช้ทรัพยากรแบบหมุนเวียน 100%

สิ่งที่จะได้รับกลับไปจากการมาเที่ยวที่นี่ คือการนำเสนอทางเลือกเพื่อให้เรียนรู้การทำฟาร์มแบบยั่งยืน การปลูกผักเบื้องต้น มาชิมอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบที่สดใหม่ ปลอดภัย มาเล่น เรียนรู้และทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และหวังว่าจะช่วยจุดประกายให้คนเมืองจัดสรรพื้นที่จำกัดของตนเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว จนอาจทำให้คนเมืองอย่างเรา ๆ รักผัก และเพลิดเพลินไปกับนานาเคล็ดลับในการปรับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่เพื่อให้เกิดไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง (Urban Sustainable Living)

Sansiri Backyard T77 Community เปิดให้บริการทุกวัน พบกับกิจกรรมคูล ๆ Farm & Craft Workshop กิจกรรมจุดประกายการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เช่นการครีเอทอาร์ตพีซลงบนลูกเมล่อน การย้ายต้นกล้าลงกระถาง และสัมผัสบรรยากาศชิลล์ ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในงาน Winter Market Fest #7 ‘What A Wonderful World’ วันที่ 14-15 ธ.ค.นี้

‘วิษณุ’เรียก‘ป่าไม้-ส.ป.ก.-กฤษฎีกา’เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ ติดหล่ม 3 ข้อไม่ได้ข้อยุติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459577

news_default

‘วิษณุ’เรียก‘ป่าไม้-ส.ป.ก.-กฤษฎีกา’เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ ติดหล่ม 3 ข้อไม่ได้ข้อยุติ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.41 น.

‘วิษณุ’เรียก‘ป่าไม้-ส.ป.ก.-กฤษฎีกา’เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ ติดหล่ม 3 ข้อไม่ได้ข้อยุติ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เชิญนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ , นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหาถึงกรณีการถือครองที่ดินใน จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน (11 ธันวาคม 2562) คณะทำงานของกรมป่าไม้ได้หารือกับคณะทำงานของ ส.ป.ก.ในเรื่องของสถานภาพพื้นที่ นายวิษณุจึงเชิญมาหารือในข้อกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้นายวิษณุได้ให้ข้อมูลได้ถูกต้องครบถ้วน แต่อาจมีการนำเสนอข่าวที่ไม่ตรง เพราะนายวิษณุพูดถึงประเด็นคืนพื้นที่ พร้อมกับต้องพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสถานภาพเดิมเป็นไปตามกฎหมายใด ซึ่งต้องว่าไปตามกฎหมายนั้น ที่ผ่านมาอาจมีการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ทำให้มองว่านายวิษณุระบุว่าให้คืนอย่างเดียวแล้วไม่ต้องดำเนินการอย่างอื่น ครั้งนี้ทั้ง 3 ฝ่าย จึงมาคุยกันในข้อกฎหมาย เพื่อหารือว่าสถานภาพในพื้นที่ปัจจุบันจะยึดหลักการพิจารณาอย่างไร จะเข้าข้อกฎหมายของ ส.ป.ก.หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินของกรมป่าไม้

นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ คือ 1.ต้องดูคำจำกัดความ หรือเส้นในการพิจารณาให้ได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเข้าไปดำเนินกิจกรรมจัดที่ดินตามกฎหมายใด 2.สมมุติมีการกระทำความผิด หรือสถานภาพกลับมาในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เดิม คือ พื้นที่ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ควรจะต้องดำเนินคดีอย่างไร และ 3.เมื่อมีการดำเนินคดี หน่วยงานไหนจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ขณะนี้ได้ข้อยุติพอสมควร แต่คงไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยในขณะนี้ ขอให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาก่อนแล้วจะได้ข้อยุติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ส.ป.ก.ระบุว่า พื้นที่ 682 ไร่ เป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. ทำไมวันนี้จึงยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ในความรับผิดชอบของใคร นายอรรถพล กล่าวว่า ต้องตีความกันก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสถานภาพอะไร ตอนนี้เราอยากได้ข้อยุติจากคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นเกี่ยวกับการเข้าไปดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน จึงต้องให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนตามความหมายของกฎหมายที่ตีความไว้ว่าสถานภาพมันเป็นอะไร และก่อนจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และความรัดกุมต่อการดำเนินคดี ซึ่งหากมีการดำเนินคดีเกิดขึ้นเราจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วจะเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ต้องรอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งไม่น่าจะนาน เพราะในการหารือครั้งมีตัวแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมด้วย ซึ่งเมื่อเขาให้ความเห็นมาเราพร้อมปฏิบัติตาม และแม้ออกมาตรงข้ามกับแนวทางที่กรมป่าไม้เคยดำเนินการก่อนหน้านี้เราก็ต้องเคารพความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

เมื่อถามว่า จะรวมพื้นที่ 46 ไร่ ที่กรมป่าไม้เคยแจ้งความดำเนินคดีอาญาหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า พื้นที่ 46 ไร่เราดำเนินคดีไปแล้ว อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ส่วนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะไม่เกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว เพราะถือเป็นความผิดฐานเดิม โดยที่หารือกันครั้งนี้เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของ น.ส.ปารีณา แตกต่างจากกรณีชาวบ้านทั่วไปที่กระทำแล้วมีความผิดอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ถือเป็นคนละรูปแบบ เพราะชาวบ้านที่เขาไปบุกรุกต้องถามว่า บุกรุกแบบไหน ส่วนใหญ่ที่เราเข้าไปดำเนินการคือ บุกรุกใหม่ และชาวบ้านที่ไปบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เราก็ไม่เคยมีการดำเนินการ อีกทั้งกรมป่าไม้เองรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก.

ถกครึ่งค่อนวันไร้ข้อสรุป ‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ติดหล่มกม.ดำเนินคดี‘ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459503

news_default

ถกครึ่งค่อนวันไร้ข้อสรุป ‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ติดหล่มกม.ดำเนินคดี‘ปารีณา’

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.04 น.

ถกครึ่งค่อนวันไร้ข้อสรุป ‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ติดหล่มกม.ดำเนินคดี‘ปารีณา’

11 ธันวาคม 2562 ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงการประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายของ ส.ป.ก. เพื่อหาแนวทางว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินคดีกับที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ซึ่งมีการประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงช่วงบ่าย ว่า ที่ประชุมมีมติให้ทาง ส.ป.ก. เร่งทำหนังสือตีกลับไปให้ น.ส.ปารีณา กรณีส่งคืนที่ดินโดยไม่ต้องไม่มีการระบุเงื่อนไขใดๆภายใน 7 วัน หลังจากนั้นกรมป่าไม้จึงจะมาหารืออำนาจการจัดการตามกฎหมายอีกครั้ง โดยยังไม่มีข้อสรุปในวันนี้ เนื่องจากยังต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่ น.ส.ปารีณา ส่งกลับมาว่ามีข้อมูลและเนื้อหารายละเอียดอย่างไร ส่วนเรื่องรายละเอียดข้อกฎหมายและระเบียบยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ยืนยันว่ากรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรฐานด้วยความรอบคอบ แต่ต้องรอความชัดเจนจาก ส.ป.ก. ด้วยเช่นกัน

สำหรับการเทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาให้ชาวบ้านจำคุก 6 เดือน จากการเข้าไปครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาได้ระบุว่าแม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูป แต่เป็นเพียงแค่การกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจในการดำเนินคดีอยู่ นายธวัชชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องขอไปดูรายละเอียดของแต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณี น.ส.ปารีณา ได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าท่ามกลางกระแสการตั้งข้อสงสัยว่ามีการดำเนินการ 2 มาตรฐานหรือไม่นั้น ขอย้ำว่าทั้งหมดดำเนินไปด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้ ที่ก่อนหน้านี้ถ้าที่ดินอยู่ในอำนาจของกรมป่าไม้ก็แจ้งความร้องทุกข์ไปแล้วกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(บก.ปทส.) แต่ที่ยังไม่สามารถส่งฟ้องได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้นายวีระ สมความคิด ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.จอมบึง ไว้ก่อน ตำรวจ ปทส. มีความจำเป็นต้องทำความเห็นไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาอำนาจว่าใครจะเป็นคนทำคดีดังกล่าว

ด้านนายจุมพฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายกรมป่าไม้ กล่าวในแง่ของข้อกฎหมายว่า ลักษณะของที่ฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ทั้ง 682 ไร่ ในเขต ส.ป.ก. คล้ายกับคดีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.ใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปี 2558 ที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของใครผู้นั้นต้องเป็นคนแจ้งความร้องทุกข์ ไม่สามารถดำเนินการก้าวล่วงอำนาจของแต่ละหน่วยงานได้ พร้อมเปรียบเทียบกับที่ดินท้องสนามหลวง หากมีการเข้าไปบุกรุกตักดิน หรือดำเนินการใดๆ ต้องเป็นอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ของกรุงเทพมหานคร แม้ก่อนหน้านี้สภาพท้องสนามหลวงจะเป็นป่าก็ตาม

ส่วนกรณี น.ส.ปารีณา กับกรณีชาวบ้านหมู่บ้านซับหวาย บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง นายจุมพฎ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และมีที่ดินป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่ดินอุทยานฯ ซึ่งตามกฎหมายแล้วที่ดินอุทยานฯไม่สามารถเข้าไปบุกรุกได้เลย แต่ที่ดินของ น.ส.ปารีณา เป็นที่ ส.ป.ก. จึงทำให้การดำเนินการทางกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินรัฐของ น.ส.ปารีณา ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายถึงหนังสือส่งมอบคืนพื้นที่แก่ ส.ป.ก. ซึ่ง น.ส.ปารีณา ให้ผู้รับมอบอำนาจมาส่งต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งไม่ระบุวันที่ในหนังสือ โดย ร.อ.ธรรมนัส รับหนังสือวันที่ 7 ธันวาคม 2562 แต่ปรากฏเลขรับหนังสือภายหลังลงหมายเลข 20 280 วันที่ 6 ธันวาคม 2562 ต่อมาหลังการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ได้ระบุให้ น.ส. ปารีณา ต้องทำหนังสือส่งมอบคืนที่ดินให้ส.ป.ก.ใหม่ เนื่องจากฉบับที่ส่งมากำหนดเงื่อนไขไว้  ดังนี้ “ข้าพเจ้าและ/หรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด”

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. ทำหนังสือแจ้ง น.ส. ปารีณา ไปอีกครั้ง ให้ทำหนังสือใหม่เพราะการส่งมอบที่ดินเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น มีเงื่อนไขไม่ได้ ทางฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่าการระบุเงื่อนไขในหนังสืออาจทำให้การนำที่ดินมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินมีปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้ น.ส.ปารีณา ยังระบุในหนังสือว่า “ได้แนบสำเนาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภท ภ.บ.ท. 5 มาด้วย” ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจของ น.ส.ปารีณา ว่า แสดงถึงสิทธิการครอบครอง ซึ่งตามกฎหมาย ส.ป.ก. เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้แสดงสิทธิการครอบครอง

ที่ดิน’ปารีณา’จบแล้ว! ชี้ส.ป.ก.ยึดคืนแล้วก็ไม่ต้องดำเนินคดี โยนกรมป่าไม้จัดการเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459500

news_default

ที่ดิน’ปารีณา’จบแล้ว! ชี้ส.ป.ก.ยึดคืนแล้วก็ไม่ต้องดำเนินคดี โยนกรมป่าไม้จัดการเอง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เพื่อรายงานการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เกี่ยวข้องกับกรณีน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถือครองที่ดินส.ป.ก.ทำฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ได้ยินยอมคืนพื้นที่ส.ป.ก. 682 ไร่ ให้กับส.ป.ก.ไปดำเนินการกระจายสิทธิ ให้กับผู้ยากไร้ ตามคุณสมบัติของกฎหมายส.ป.ก.

“ในส่วนพื้นที่ส.ป.ก.ได้ทำตามหลักเกณฑ์จบหมดแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขการดำเนินคดี แต่ในส่วนกรมป่าไม้ จะดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลพื้นที่ป่า เป็นเรื่องไปว่ากันตามกฎหมายของกรมป่าไม้ ที่ไปบังคับใช้อย่างไร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ถกเครียด หาเจ้าภาพดำเนินคดี‘ปารีณา’รุก​ป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459455

‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ถกเครียด หาเจ้าภาพดำเนินคดี‘ปารีณา’รุก​ป่า

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.19 น.

‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ถกเครียด หาเจ้าภาพดำเนินคดี‘ปารีณา’ รุก​ป่า

11 ธันวาคม 2562 ความคืบหน้าการดำเนินคดี​ น.ส.ปารีณา​ ไกร​คุปต์​ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ​(พปชร.) รุกที่ป่า 682 ไร่​​ หลังจากที่​ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ยังไม่ได้ข้อสรุปใครจะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดีในที่ดินดังกล่าว ล่าสุดวันนี้​ (11 ธันวาคม 2562) เวลา​ 10.30​ น. นายธวัชชัย ลัดกรูด​ ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายเดินทางมาประชุม​ที่​ ส.ป.ก.​ ถนนราชดำเนิน​ กับ นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน​ อย่างเคร่งเครียด

นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดิน น.ส.ปารีณา กล่าวว่า​ กำลังเร่งศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าสามารถดำเนินคดี น.ส.ปารีณาเพิ่มเติมในพื้นที่ 682 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ส่งมอบ​ ส.ป.ก. แล้วได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาในอดีตที่มีการฟ้องร้องบุคคลซึ่งครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ก่อนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินที่ปรากฏว่า เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ป้าไม้ พ.ศ. 2484 โดย ส.ป.ก.สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ เพราะอยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก. ขณะนี้จึงรอการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่​กรมป่าไม้หารือไป เพื่อนำมาประกอบการดำเนินการต่อ

ด้านนายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. กล่าวว่า ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรมที่​กรมป่าไม้ส่งมอบให้ ส.ป.ก. มาจัดสรรให้เกษตรกรนั้น จะมีเกษตรกรผู้ถือครองที่ดินติดมาด้วย ซึ่ง ส.ป.ก.จะตรวจสอบคุณสมบัติว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินของ ส.ป.ก.หรือไม่​ ตรงนี้เราไม่ได้มีการดำเนินคดี แต่ถ้าผู้ถือครองที่ดินไม่ให้ความร่วมมือก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการของการดำเนินคดี ซึ่งใน พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีบทลงโทษตามกฎหมายอาญาในกรณีที่ผู้ถือครองที่ดินป้องปัดขัดขว้างไม่ให้ ส.ป.ก. เข้าไปตรวจสอบการทำประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมและการสำรวจขอบเขตพื้นที่

ผู้สื่อข่าว​รายงานจาก​ ส.ป.ก.​ ว่า ขณะนี้​ทั้ง​ 2​ หน่วยงานอยู่ระหว่างการประชุมร่วมกัน​ โดยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ​ดำเนินที่ดินของ​ น.ส.ปารี​ณา​ อีก​ 682​ ไร่​ ท่ามกลางการจับตาจากเครือข่าย​ภาค​ประชาชน​ด้านที่ดิน​ ว่ารัฐจะดำเนินคดี​ น.ส.​ปารี​ณา​ แบบเดียวกับชาวบ้านทั่วไปหรือไม่​

กรมชลฯผันน้ำ! ลุ่มน้ำแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา วอนเกษตรกรงดทำนาปรัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459453

กรมชลฯผันน้ำ! ลุ่มน้ำแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา วอนเกษตรกรงดทำนาปรัง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

11 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำรวมกัน 11,524 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างทั้งหมด มีน้ำใช้การได้รวม 4,828 ล้าน ลบ.ม. โดยเขื่อนภูมิพลมีน้ำ 5,748 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 1,948 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 5,017 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 2,167 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำ 468 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 425 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 293 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 290 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่งกรมชลประทานระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 4 แห่ง รวมกันวันละประมาณ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ในฤดูแล้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากน้ำต้นทุนน้อย ไม่เพียงพอสนับสนุนสำหรับการทำการเกษตร แต่เกษตรกรลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไป 1.06 ล้านไร่แล้ว จึงขอไม่ให้ปลูกเพิ่มเพราะเสี่ยงที่จะเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ

สำหรับแผนจัดสรรน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาฤดูแล้งปี 2562/63 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งไว้รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม.  โดยจำเป็นต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 500 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 อีกประมาณ 2,284 ล้าน ลบ.ม.  โดยผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 350 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้กรมชลประทานเฝ้าระวังค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยมีการเฝ้าระวังสถานีที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีประปาสำแล แม่น้ำปราจีน-บางปะกงที่สถานีปราจีนบุรี แม่น้ำท่าจีนที่สถานีปากคลองจินดา และแม่น้ำแม่กลองที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก โดยทุกแห่งยังอยู่ในค่าปกติซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการผลิตน้ำประปาอยู่ที่ 0.25 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการเพาะปลูกกล้วยไม้อยู่ที่ 0.75 กรัมต่อลิตร และเกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการทำการเกษตรอยู่ที่ 2 กรัมต่อลิตร แต่หากเข้าสู่ช่วงกลางฤดูแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนจะลดลง ทางกรมชลประทานจึงได้วางแผนนำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมพื้นที่ท้ายลุ่มเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ และการทำเกษตรกรรม

“ขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว เนื่องจากน้ำในเขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก  ไม่เพียงพอสนับสนุน หากทำการเพาะปลูกอาจได้รับความเสียหายได้ รวมทั้งขอให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำปิง น่าน และแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด สูบน้ำให้เป็นไปตามรอบเวรอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้วางมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนได้ทันที ที่สำคัญต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ให้มากที่สุด” นายทองเปลวกล่าว

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459381

449007

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปีนี้นับว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่อากาศหนาวได้มาเยือนกรุงเทพฯ นานกว่าทุกปีชาวเมืองหลวงได้มีโอกาสสัมผัสอากาศหนาวบ้าง นับว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่หลายๆ คนชอบ ถึงกลับออกปากว่าอยากให้กรุงเทพฯมีอากาศแบบนี้ไปนานๆ

ปกติเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และเพาะปลูกพืชหลังนากัน วันก่อนผมเดินทางไปจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ผ่านท้องนาหลายแห่งตอนนี้เหลือแต่ตอซัง และเริ่มเห็นฟางอัดเป็นก้อนๆ วางเรียงราย แทนกองฟางแบบเก่า เมื่อลงไปหมู่บ้านก็พบแต่เกษตรกรสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ น้อยรายนักที่จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่อยู่ทำการเกษตรในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะหนีเข้าไปทำงานในเขตเมืองมากกว่าทำการเกษตรกัน

ในจำนวนเกษตรกรสูงอายุ ผมได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดหนองคาย เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในแปลงเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นบ่อปลาขนาดใหญ่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับปลูกพืขและที่อยู่อาศัยบางส่วน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการปรุงอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก และส่วนใหญ่จะนำมาจากผลผลิตรอบๆบ้าน ทำกันเองในลักษณะธุรกิจในครัวเรือน มีตา-ยายเป็นเจ้าของกิจการ ลูกค้าร้านแห่งนี้จะต้องโทร.มาแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ทางร้านเตรียมอาหารไว้รอและรายการอาหารอาจไม่มีครบทุกอย่างตามที่ต้องการ ขึ้นกับวัตถุดิบที่มี นับว่าเป็นวิถีของการทำการเกษตรที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง และไม่จำเป็นจะต้องไปแข่งขันกับใคร

สำหรับการเลี้ยงปลาในบ่อเป็นปลาหลายชนิด โดยมีการปลูกมะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ไว้รอบคันบ่อ เห็นว่าได้ราคาดี มีแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านเพื่อนำไปทำมะขามแช่อิ่ม และบางโอกาสถ้ามะขามให้ผลผลิตเยอะมากก็จะทำมะขามแช่อิ่มขายเองด้วย ส่วนปลาในบ่อจะมีแม่ค้าโทร.มาสั่งว่าต้องการเท่าไหร่ จึงจะลงดักปลาขึ้นมาจำหน่ายตามจำนวนที่ต้องการ เรียกได้ว่าทำให้ตลาดเข้ามาหาตัวเอง โดยไม่ต้องออกไปตระเวนขายข้างนอก สามารถใช้ชีวิตอิสระได้ไม่เดือดร้อนอันใด จึงเป็นวิธีคิดของการทำการเกษตรของเกษตรกรสูงวัยที่น่าสนใจมาก

ก่อนที่จะปรับพื้นที่มาเป็นเช่นนี้เดิมทีต้องไปเช่าที่ขายอาหารด้านนอกติดกับถนนใหญ่ และพื้นที่ยังเป็นแปลงนาอยู่ แต่เมื่อทำไปเริ่มไม่คุ้มทุน จึงปรับพื้นที่นาเป็นบ่อปลาและเหลือพื้นที่ไว้ปลูกพืชและสร้างที่อยู่อาศัยบางส่วน จากนั้นจึงย้ายร้านอาหารมาตั้งในพื้นที่ของตนเองแทน เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการทำร้านอาหารลงไปได้มาก รวมทั้งมีเวลาในการดูแลบ่อปลาได้มากขึ้น ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำและใช้การบอกปากต่อปากแทน โดยจะรับลูกค้าไม่ให้มากเกินไป กะประมาณให้พอกับกำลังและวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน เป็นการทำการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย และการตลาด โดยไม่ได้หว้งว่าจะต้องร่ำรวยขึ้นมาทันทีทันใด แต่รับรองได้ว่าอยู่ได้อย่างสบายๆ แน่นอน

แนวคิดของการทำการเกษตรโดยดึงตลาดเข้ามาเป็นแนวคิดที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับการทำการเกษตรในยุคปัจจุบันที่ผลิตในลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะตน ซึ่งผู้ที่จะทำการเกษตรในรูปแบบนี้ต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การผลิตในลักษณะเดิมๆ อีกต่อไป เพราะการผลิตในลักษณะเดิมๆ ผู้บริโภคสามารถหาจากที่ไหนก็ได้ แต่การผลิตและการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้แตกต่างจากแหล่งอื่น เป็นประเด็นที่ต้องสร้างและทำความเข้าใจ หากสามารถทำได้ เชื่อได้ว่าจะสามารถใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอิสระได้อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล