แม็คโครผนึกพณ.ชวนกินกุ้งไทยช่วยเกษตรกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459382

news_default

แม็คโครผนึกพณ.ชวนกินกุ้งไทยช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม็คโคร เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม จุดพลุเปิดเทศกาล “ชวนกินกุ้งไทย ฯ” หลังลงนามรับซื้อภายใต้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน 15 ตัน ลงพื้นที่ติวเข้มพัฒนาคุณภาพ แนะจัดระบบซัพพลายเชน เจาะตลาดร้านอาหาร พร้อมโปรแกรมกิจกรรมส่งเสริมการขาย สู่ 100 สาขาทั่วไทย กระตุ้นการบริโภครองรับเทศกาล

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครให้ความสำคัญกับการคัดสรรอาหารคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร ลูกค้าสมาชิก และผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมาตลอด 30 ปี รวมทั้งให้การสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรไทยต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การลงนามรับซื้อกุ้งก้ามกรามกับผู้แทนสมาชิกของสมาคมผู้เพาะสัตว์น้ำไทยในภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ภายใต้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 15 ตัน โดยแม็คโครให้คำแนะนำเกษตรกรด้านการตลาด ซัพพลายเชน เน้นคุณภาพปลอดภัยไร้ฟอร์มาลีน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายจนถึงสิ้นปี เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกุ้งใหญ่คุณภาพดี ซึ่งจะวางขายใน 100 สาขาทั่วประเทศ

“เทศกาล ชวนกินกุ้งไทย ช่วยเกษตรกรไทยเติบโตยั่งยืน นอกจากจะช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามพื้นที่ภาคกลาง ที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดแล้ว แม็คโครยังเน้นคัดสรรความสมบูรณ์ของกุ้ง เนื้อแน่น ขนาด 8-10 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มร้านอาหาร การพัฒนาระบบซัพพลายเชน หรือการขนส่งสินค้าให้คงความสด สะอาด ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยที่ศูนย์กระจายสินค้า และทำโปรโมชั่นในราคา 399 บาท เพื่อให้คนไทยได้รับประทานกุ้งคุณภาพดี คุ้มราคาและปลอดภัย”

ทั้งนี้ กุ้งก้ามกราม เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตร 10 ชนิด ที่คณะกรรมการและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มุ่งช่วยเหลือ เพราะมีปัญหาด้านราคา ผลผลิตมาก แต่ความต้องการบริโภคลดลงโดยแม็คโคร เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่าย ที่กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงให้เกษตรกรมีช่องทางตลาดในการระบายผลผลิต ซึ่งได้วางแผนพัฒนาต่อยอดเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในด้านต่างๆ ให้แข็งแกร่ง ประกอบอาชีพได้มั่นคงและยั่งยืน

สศก.คาดผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษปี’63 รวมกว่า4.5หมื่นตันเพิ่มขึ้น7%จากปีก่อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459384

news_default

สศก.คาดผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษปี’63 รวมกว่า4.5หมื่นตันเพิ่มขึ้น7%จากปีก่อน

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลการติดตามสถานการณ์หอมแดง ใน จ.ศรีสะเกษ แหล่งผลิตสำคัญของประเทศการผลิตหอมแดง ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก2562/63 คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก 14,817 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 7,979 ไร่ (ลดลงร้อยละ 35) เนื่องจากปีที่ผ่านมาหอมแดงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ร้อนจัด ความชื้นในอากาศ มีน้อย หอมแดงจึงมีหัวเล็ก แคระแกร็น และเกิดปัญหาหนอนกระทู้ระบาด ส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เนื้อที่เพาะปลูกลดลงแต่ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45,665 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2,872 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7) และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,082 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,205 กก./ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 64) ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเย็น ความชื้นในอากาศสูง เหมาะสำหรับเจริญเติบโต และไม่มีโรคแมลงรบกวน คาดว่าผลผลิตหอมแดงจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563

สำหรับต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เฉลี่ยอยู่ที่ 12 บาท/กก. ลดลงจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 5 บาท/กก. (ปี 61/62 ต้นทุนเฉลี่ย 17 บาท/กก.) ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา (ราคา ณ 20 พฤศจิกายน 2562) หอมแดงสด ที่ยังไม่ตากราคาเฉลี่ย 18 บาท/กก. หอมปึ่ง ซึ่งเป็นหอมแดงที่เก็บเกี่ยวและแขวนตากในโรงเก็บ 12 วัน ราคาเฉลี่ย 35 บาท/กก. และหอมมัดจุกใหญ่ ราคาเฉลี่ย 55 บาท/กก. (ราคาปี 61/62 ของหอมแดงสด หอมปึ่ง และหอมมัดจุกใหญ่ อยู่ที่เฉลี่ย 12, 20 และ 35 บาท/กก. ตามลำดับ) โดยการซื้อขายหอมแดงจะมีพ่อค้าในชุมชน พ่อค้ารายย่อย พ่อค้าเร่ มารับซื้อจากเกษตรกร ส่วนพ่อค้ารายใหญ่ในจ.ศรีสะเกษจะรับซื้อหอมแดงเพื่อส่งให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า จากราคาหอมแดงที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ นับเป็นโอกาสทองของเกษตรกร ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับเพาะปลูกในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรรักษาผลผลิตหอมแดงให้มีคุณภาพ สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตสอบถามได้ที่ สศก. 11 จ.อุบลราชธานี โทร. 0-4534-4654 หรืออี-เมล zone11@oae.go.th

ประมงเตือนหนาวสลับร้อนฝนตก ระวังโรคระบาดสัตว์น้ำแพร่กระจาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459383

news_default

ประมงเตือนหนาวสลับร้อนฝนตก ระวังโรคระบาดสัตว์น้ำแพร่กระจาย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายบรรจง  จำนงศิตธรรม  รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระยะนี้หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน มีอากาศหนาวเย็นลง แต่บางพื้นที่มีฝนตกสลับกับอากาศร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำในรอบวันแตกต่างกันมาก ลักษณะเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพปลาเป็นอย่างมาก ทำให้ปลาอ่อนแอ ป่วย และติดโรคง่าย ทั้งนี้ ช่วงต้นหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม น้ำจะมีอุณหภูมิต่ำเป็นเหตุทำให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ดี โดยเฉพาะโรคอียูเอส โรคตัวด่าง และโรคไวรัสเคเอชวี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมฯมอบให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานประมงจังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเบื้องต้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการควบคุมโคระบาดช่วงฤดูหนาว ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้

1.ควรวางแผนเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงเหมาะสม หรืองดเว้นเลี้ยงปลาช่วงฤดูหนาว 2.ควรมีบ่อพักน้ำใช้ในฟาร์มเพียงพอตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูหนาว 3.เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล โดยฤดูหนาว ควรเลือกปลาที่เสี่ยงเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ด ที่สำคัญควรลดความหนาแน่นของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงและหมั่นเอาใจใส่ ตรวจสุขภาพปลาสม่ำเสมอ 4. ควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหารที่จะให้ลง 10-15%  เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำปลาจะกินอาหารน้อยลง ถ้ามีปริมาณอาหารเหลือจะสะสมตามพื้นบ่อ ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย เกิดก๊าซพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพปลา ทั้งนี้ อาจเสริมวิตามินซีในอาหารตามอัตราการใช้ที่ระบุในฉลาก โดยน้ำหนัก จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ต้านทานโรคและลดความเครียดของปลาได้ 5. ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้เกลือแกงละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ ประมาณ 100-150 กิโลกรัมต่อไร่   6. หากพบมีปลาที่เลี้ยงป่วยหรืออาการผิดปกติควรแยกเลี้ยงและรักษาต่างหาก กรณีป่วยหนักควรทำลายทิ้ง ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หรือหากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยฝังหรือเผา ทั้งนี้ กรณีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติผิดปกติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อทันที

7. หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำช่วงการเลี้ยง ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร 8.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่า โดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อ ให้ใช้เกลือสาดประมาณ 200 – 300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่  เพื่อลดความเป็นพิษของก๊าซพิษ เช่น แอมโมเนีย 9.เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะเหมาะสมและพบว่าปลาในธรรมชาติเป็นปกติ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม และให้อาหารปลาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรหมั่นสังเกตสัตว์น้ำระยะนี้ใกล้ชิด หากพบมีปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติ แจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือ ศูนย์วิจัยฯ สัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืด ของกรมประมงในพื้นที่หรือ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพฯ โทร.0-2579-4122

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯคัดสรรสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขเป็นของขวัญปีใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459385

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯคัดสรรสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขเป็นของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่างๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์จำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและมาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ในแต่ละปีสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปีละประมาณ 1.2 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” เพื่อสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดให้สินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบเป็นของขวัญของฝากช่วงปีใหม่ สร้างความสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

สินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ สินค้าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอม มะลิแดง และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและผู้ป่วยโรคเบาหวาน สินค้าประเภทอาหารแปรรูปและผลไม้แปรรูป อาทิ กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบ หมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี่ ผัดหมี่โคราชปรุงรสปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ สินค้าประเภทสมุนไพร สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอยชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่มผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่างๆจากยางพารา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ สินค้าประเภทนมและเครื่องดื่มนม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือวัสดุที่ลูกค้าต้องการ ราคามีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงกระเช้าขนาดใหญ่ราคา 1,000-3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการให้จัดกระเช้าด้วยตัวเองด้วย กรมจัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ถึง 12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. และปีนี้เปิดขายวันเสาร์- อาทิตย์ด้วย จำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

หน่วยงานหรือประชาชนที่สนใจสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และLine ID : cpd.shop หรือ โทร. 0-2280-7506 , 06-5524-1124ซึ่งกรม มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’ถกกันนัว ยังไม่ได้ข้อยุติทางกฏหมายปมเอาผิดที่ดิน’ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459353

news_default

‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’ถกกันนัว ยังไม่ได้ข้อยุติทางกฏหมายปมเอาผิดที่ดิน’ปารีณา’

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.18 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562 นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า กำลังเร่งศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าสามารถดำเนินคดี น.ส.ปารีณาเพิ่มเติมในพื้นที่ 682 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ส่งมอบสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้วได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาในอดีตที่มีการฟ้องร้องบุคคลซึ่งครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ก่อนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินที่ปรากฎว่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดย ส.ป.ก.สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ เพราะอยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก. ขณะนี้จึงรอการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรมป่าไม้หารือไป เพื่อนำมาประกอบการดำเนินการต่อ

นายธวัชชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ภายใน 2-3 วันจะประสานไปยังคณะทำงานของ ส.ป.ก. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน หลังจากนายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. ระบุว่า ที่ดินที่ น.ส. ปารีณาครอบครอง 682 ไร่นั้น เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วถือว่าต้องเพิกถอนการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน จึงยังมี พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ครอบคลุมอยู่ โดยนายนภดลกล่าวว่า ส.ป.ก. ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ ดังนั้น หากได้ข้อสรุปทางกฎหมายว่ากรมป่าไม้สามารถดำเนินคดีในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้ จะแจ้งความเอาผิด น.ส.ปารีณาเพิ่ม โดยให้ ส.ป.ก.นำชี้แนวเขตที่ดิน

“ต้องพิจารณาข้อกฎหมายให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ 2 หน่วยงาน ยืนยันว่าไม่มีความพยายามอุ้มหรือช่วยเหลือใครทั้งนั้น เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการตีความกฎหมายว่า หน่วยงานใดรับผิดชอบในการดำเนินคดี อธิบดีกรมป่าไม้จะแถลงข่าวอีกครั้งและเร่งดำเนินการตามกฎหมายแน่นอน” นายธวัชชัย กล่าว

เร่งระบายเกลือล้นฉาง25,000ตัน ประสานพาณิชย์ป้องกันเกลือตปท.ทะลักไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459288

news_default

เร่งระบายเกลือล้นฉาง25,000ตัน ประสานพาณิชย์ป้องกันเกลือตปท.ทะลักไทย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.33 น.

10 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าขณะนี้มีปัญหาเกิดขึ้นที่กระทบค่อช่วนาเกลือในประเทศอย่างมากอันเนื่องมาจากมีการนำเข้าเกลือต่างประเทศจำนวนมากราคาไม่ถึง 1 บาทต่อ กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเกษตรกรในประเทศ อย่างมากทำให้เกลือทะเลในประเทศขายไม่ออกค้างสต๊อกอยู่ในยุ้งฉางกว่า 25,000 ตัน เกษตรกรชาวนาเกลือขาดเงินทุนหมุมเวียนและไม่มียุ้งฉางรองรับเพียงพอยิ่งกว่านั้นจะมีเกลือฤดูใหม่เริ่มทยอยเก็บตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมนี้ถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าอีกเกือบ 1 ล้านตัน

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยล่าสุดกระทรวงเกษตรฯได้กำหนด 5 มาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวนาเกลือ1.มาตรการเร่งระบายเกลือค้างสต๊อก2.มาตรการจำนำเกลือในยุ้งฉาง. 3.มาตรการสินเชื่อเพื่อซ่อมเสริมสร้างยุ้งฉางและพัฒนาการผลิต 4.มาตรการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม.  5.มาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกลือทะเล ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯยังมีมติให้ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ฯและกรมศุลการกรซึ่งเป็นกรรมการเร่งหามาตรการและแก้ไขกฏระเบียบต่างๆเกี่ยวกับการนำเข้าและราคาเกลือต่างประเทศเพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)แก่เกษตรกรชาวนาเกลือโดยเร็ว

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าเกลือทะเลที่ค้างสต็อคจนเต็มยุ้งฉางกว่า 25,000 ตันนั้น คณะกรรมการได้ขอความร่วมมือภาครัฐภาคธุรกิจและผู้บริโภคให้ช่วยซื้อเกลือทะเลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรรวมถึงมาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกลือทะเลซึ่งจะมีการเร่งรัดความคืบหน้าในมาตรการต่างๆในการประชุมสัปดาห์หน้า

ทางด้านนายคฑาวุธ บุญมา ประธานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด กล่าวว่าเรื่องเกลือค้างสต๊อกปี 62 จำนวนกว่า 25,000 ตันในชุมนุมสหกรณ์ฯนั้น ทางออกที่ด่วนที่สุดคือขอให้หน่วยงานราชการและเอกชนช่วยอุดหนุนคนละไม้คนละมือไม่ว่าจะผ่านทางสหกรณ์ทั่วประเทศ,ส่วนราชการทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกที่ช่วยระบายเกลือทะเลออกสู่ท้องตลาดได้เร็วสุดและสู่ผู้บริโภคโดยตรงเพื่อชาวนาเกลือจะได้มีทุนไว้ขึ้นเกลือในปี 63 ซึ่งเวลานี้กำลังจะขึ้นกันแล้ว

ขณะที่นายเลอพงษ์ จั่นทอง ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และรองประธานชุมนุมเกลือทะเลไทย จำกัด กล่าวว่าพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 7 จังหวัดเห็นด้วยและขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลในการ “ซ่อมสร้างเสริม” ยุ้งฉางเก็บเกลือทะเลรวมถึงมาตรการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง ‘ปารีณา’อ่วม ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459241

news_default

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง ‘ปารีณา’อ่วม ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง

‘ปารีณา’อ่วม

ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

ร้องสอบ21สส.-5สว.รุกที่ป่า

ปปช.ลุยเช็ค13สส.ปมที่ดิน

รมว.ทรัพยากรฯลั่นกรมป่าไม้ เอาจริงปมที่ฟาร์มไก่ “ปารีณา” รุกป่า ถ้าผิดดำเนินคดีแน่ ย้ำต้องทำรอบคอบหวั่นโดนฟ้องกลับ “กรมป่าไม้”เร่งฝ่ายกฎหมายตีความที่ดิน “ปารีณา”682 ไร่ มอบให้ส.ป.ก.เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วแต่ยังไม่จัดสรรสิทธิ์ เป็นที่ป่าไม้หรือไม่ หากสรุปเป็นที่ป่าไม้จะดำเนินคดีเพิ่มแน่ ด้าน“ธรรมนัส “ย้ำชัด “สส.เอ๋”ขาดคุณสมบัติ เกษตรฯ ยันพร้อมลุยยึดคืนพื้นที่ สปก.จากนักการเมือง ขณะที่”อัจฉริยะ”ร้อง ปทา.ฟสอบ21ส.ส.-5ส.ว.รุกที่ป่า ด้านประธาน ป.ป.ช.ระบุเตรียมลุยเช็กอีก13สส.ปมถือครองที่ดิน ภบท.5ที่ถูกร้องเรียน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) และประธานยุทธ์ศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในข้อหาบุกรุกที่ป่าไม้ 682 ไร่ว่าจากที่มีข่าวหลายฝ่ายเป็นห่วงนั้นตนยืนยันว่า การดำเนินคดีในพื้นที่เกือบ 700 ไร่นั้นต้องใช้ความรอบคอบ ไม่อยากทำอะไรลวกๆ การมาจี้ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯดำเนินคดีนั้น อยากให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่าเราดำเนินคดีแน่นอน และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานคือกรมป่าไม้ ดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันในภายหลังได้ ตนต้องให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของตัวส่วนราชการเองด้วย ดังนั้นการเร่งรัดทำอะไร ทำแบบถูกใจทำได้ง่าย แต่การทำแบบถูกต้องนั้นต้องรอบคอบให้มาก

บิ๊กท๊อปลั่นถ้าผิดดำเนินคดี‘ปารีณา’แน่

“การจะยึดเอาผิดเลยในทันทีเรียกว่าทำแบบถูกใจ แต่ถึงที่สุดแล้วหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง ท่านไม่ได้เป็นคนโดนฟ้องกลับ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นคนโดนฟ้องร้องกลับ ดังนั้นในการทำงานผมจึงได้ให้นโยบายกับทางส่วนราชการว่าให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการแบบถูกต้องกับถูกใจนั้น อาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ทันใจ คนบางกลุ่มบางท่านก็ต้องขออภัย แต่ผมยึดเอาความถูกต้อง และความรอบคอบเป็นหลัก” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ ระบุว่าหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการรุกป่าเกิดขึ้นจริง ยืนยันว่าเราดำเนินการอย่างแน่นอน ดำเนินคดีแน่นอน ไม่ละเว้นแต่อย่างใด

อย่าสับสนระหว่างคำว่าละเว้นกับคำว่ารอบคอบ ยืนยันตนไม่เคยมีความคิดที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ความรอบคอบก็ต้องมี และตนให้ความสัมคัญกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นหลัก และในความเป็นจริงแล้วเรื่องของ น.ส.ปารีณา เป็นเรื่องของกระบวนการที่ส่วนราชการมีระเบียบในการดำเนินการอยู่แล้ว ฉะนั้นทุกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง

ย้ำไม่ได้หายไปไหน-ไปประชุมสเปน

“ผมก็ไม่ได้หายหน้าไปไหนตอนนี้อยู่ที่ประเทศสเปนมาเข้าร่วมประชุมสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งมีผู้นำทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุมกันที่สเปน ก่อนหน้านี้จะจัดการประชุมนี้ที่ประเทศชิลี แต่เมื่อมีปัญหาจึงย้ายมาจัดที่สเปน และผมได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาปฎิบัติหน้าที่แทน ส่วนการดำเนินการของส.ป.ก.นั้น เราตอบแทนไม่ได้ เป็นเรื่องที่ส.ป.ก.ต้องอธิบาย แต่ในส่วนของกรมป่าไม้ที่มีการบุกรุกนั้นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน” รมว.ทส.กล่าว

ธรรมนัสลั่นต้องเอาผิดตามกฎหมาย

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการ คดี กับ นส. ปารีณา ไกรคุปส์ ว่า ล่าสุดล่าสุด ได้สั่งการให้ทางทีมกฎหมาย สปก. เร่งดำเนินการ ตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติ ของ นส. ปารีณา พบว่า ไม่มีคุณสมบัติ ที่เข้าเงื่อนไขที่จะได้จับการจัดสรรที่ดิน จาก พรบ. ปฏิรูปที่ดิน ของ สปก. เนื่องจากมีอาชีพ เป็น สส. ชัดเจนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานทางด้านการเมืองไม่ใช่เวลาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจึงขาดเงื่อนไข ความเป็นเกษตรกร ที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเอกสาร ที่ ขอส่งมอบคืน ที่ สน. ปารีณาส่งมา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 62 ที่ผ่านมา นั้นจากการตรวจสอบพบว่า มีเงื่อนไขในการคืนที่มาด้วย จึงให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ประสาน ไปยัง นส. ปารีณา เพื่อทำหนังสือส่งมอบมาใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันการเรียกร้องสิทธิ์ภายหลัง โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นแน่นอน

ย้ำชัด’ปารีณา’ขาดคุณสมบัติเกษตร

“ คุณ ปารีณา คิด อย่างไร ผมไม่ทราบเพราะที่ผ่านมาเค้าเข้าใจผิดมาโดยตลอด งเราชัดเจนตามหลักฐานที่มี ว่ากรมป่าไม้ส่งให้เราเมื่อไหร่ เราประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ เมื่อไหร่ ส่วนคุณปารีณาจะมาบอกว่าเค้าเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นสิทธิ์เค้ามันไม่ใช่ มันต้องเอากฎหมาย สปก. เป็นหลัก เค้าไม่มีสิทธิ์ เป็นเกษตรกร เพราะเค้าเป็น สส. ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่สภาฯ ไม่ใช่ทำการเกษตรฯสปก. มันชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนเรื่อง การดำเนินคดี ตาม พรบ. ป่าไม้ เป็นส่วนของ ป่าไม้รับผิดชอบ เราในฐานะกำกับดูแลเรื่องการจัดสรรและให้สิทธิแก่เกษตรกร เราต้องดูว่าขอบเขต สปก. ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้างจำไปทำนอกกรอบกฎหมาย สปก. ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นศรย้อนกลับมาหาตัวเอง ส่วนจะดำเนินคดี ร่วมกันอย่างไร ระหว่าง กรมป่าไม้กับ สปก. ผมมอบนโยบายชัดเจนให้ประสานงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ต้องไปดูรายละเอียด ให้ชัดเจน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

พร้อมลุยยึดคืนที่สปก.นักการเมือง

ในส่วนของบุคคลอื่น ที่มีการครอบครองพื้นที่ สปก. โดยขาดคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะ นักการเมือง นั้น ตนยืนยันว่าระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช. เกษตรฯ ที่ดูแลหน่วยงาน สปก. ไม่ว่า จะเป็น ใครก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่ ของหลวง ถ้าไม่มีคุณสมบัติ ความเป็นเกษตรกร ตามกรอบกฎหมาย สปก. ต้องคืน พื้นที่ ให้กับทาง สปก. ทุกคน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และยืนยันว่าทุกคนที่ได้ที่ดิน สปก. มาโดยมิชอบ ต้องคืนพื้นที่ กลับมา เป็นของ สปก. จากนี้ไป ตนมอบให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ไปดำเนินการยึดคืนทั้งหมด โดยจะเริ่มมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตามขั้นตอน เริ่มจากการเจรจา ดีๆโดยไม่ต้อง ใช้บังคับ ตาม ม. 44 หาก ไม่คืน จะต้องใช้ม44 ทั้งหมด ขณะนี้กำลังประสานงานไปยัง ปปช. เพื่อขอข้อมูล ทั้งหมด จากนั้น จะดำเนินการตรวจสอบ ทุกแปลงก่อน ยึดคืน เพื่อ นำไปจัดสรรให้กับเกษตรกร ผู้ยากไร้ต่อไป

ป่าไม้เร่งฝ่ายกฎหมายตีความที่ดิน

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาด่วนทีสุดว่า ที่ดิน 29 แปลง เนื้องที่ 682 ไร่ที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐครอบครองอยู่ โดยเป็นพื้นที่กรมป่าไม้ส่งมอบให้สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) และส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่พ.ศ. 2554 แล้ว แต่ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธินั้นยังคงถือเป็นที่ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติและพ.ร.บ. ป่าไม้หรือไม่ หากชัดเจนว่า ยังคงเป็นที่ป่าไม้ จะดำเนินคดีฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม

โดยกำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดเนื่องจากยังมีความเห็นเป็น2ด้านโดยด้านหนึ่งยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า เขตปฏิรูปที่ดินซึ่งส.ป.ก.ได้มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้วถือว่า เป็นที่ดินของส.ป.ก. ส่วนอีกด้านหนึ่งยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิว่า ยังคงถือเป็นที่ดินตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนั้นจะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

อัจฉริยะร้องสอบ21ส.ส.-5ส.ว.รุกที่ป่า

บ่ายวันเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำเอกสารหลักฐานการยื่นบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 21 คน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 5 คน และข้าราชการ 4 คน มายื่นให้ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.)และกรมป่าไม้ เพื่อทำการตรวจสอบดินที่ ภบท.5 ในเขตป่าไม้หรือเขตป่าสงวน และที่ดิน ส.ป.ก.ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวครอบครองถูกต้องด้วยกฏหมายหรือไม่

โดยนายอัจฉริยะระบุว่าจำนวนนักการเมืองที่นำมาตรวจสอบวันนี้ มีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมพลังประชาชาติไทย เป็นต้น โดยหนึ่งในนั้นคือนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ซึ่งครอบครองพื้นที่ ภทบ.5 จำนวน 120 ไร่ ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะที่ นักการเมืองบางรายครอบครองพื้นที่ ภทบ.5 สูงถึงกว่า 300 ไร่

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯระบุว่า การครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถเอาผิดได้นั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของอัยการและศาลซึ่งไม่มีสิทธิทำได้ คดีที่ดิน ส.ป.ก. นั้นเป็นความผิดทางอาญา ไม่สามารถยอมความได้ ที่ผ่านมา มีฎีกาในลักษณะนี้ปรากฎให้เห็นและศาลลงโทษทุกคนที่บุกรุกพื้นที่ป่า แต่เหตุใดทำไมนางสาวปารีณาถึงไม่ถูกดำเนินคดี อีกทั้งปัจจุบันนางสาวปารีณาไม่ใช่เกษตรกร และแม้จะเป็นเกษตรกรก็มีสิทธิครอบครองที่ดินแค่ 50 ไร่เท่านั้น

หากมีการคืนที่ดินก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ใครจะรับผิดชอบ ทั้งนี้ วันที่ 21 ธ.ค. 62 นายอัจฉริยะ จะเดินทางไป จ.ราชบุรี เพื่อแจ้งความเอาผิดกับข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนทั้ง เลขาธิการ ส.ป.ก. เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หลังเข้าไปดำเนินการด้านสาธารณูปโภคและให้ความช่วยเหลือในที่ดินของนางสาวปารีณา

ปปช.ลุยเช็ก13ส.ส.ถือครองที่ ภบท.5

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ระบุว่า ป.ป.ช.ได้เร่งตรวจสอบเรื่องการทุจริต ที่มีการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่า จะไม่มีสำนวนใดขาดอายุความ จนไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำการทุจริตได้ โดยในส่วนของความคืบหน้าในการตรวจสอบทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมป.ป.ช.ในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้หาข้อมูลอย่างรอบคอบที่สุด และดำเนินการตรวจสอบไปตามกระบวนการ ซึ่งจะมีเวลา 180 วันในการตรวจสอบ แต่เชื่อว่า ป.ป.ช.จะสามารถสรุปสำนวนนี้เสร็จก่อนคดีอาญา ที่น.ส.ปารีณาถูกแจ้งข้อกล่าวหา

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนที่ให้ตรวจสอบ 13 ส.ส. 6 พรรคการเมือง ที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ดินและมีเอกสารภบท.5 นั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องมาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และไต่สวนให้เกิดความกระจ่าง

ประธาน ป.ป.ช. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสรรหากรรมการป.ป.ช.อีก 2 ตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ว่า ขณะนี้ปิดรับสมัครตามขั้นตอนของการสรรหาแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหาฯ จากนั้นจะอยู่ในที่ประชุมวุฒิสภารับรองเห็นชอบ คาดว่าจะสรรหากรรมการ ป.ป.ช.อีก 2 คนได้ แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ แต่ช่วงระหว่างนี้คณะกรรมการป.ป.ชที่เหลือทั้ง 7 คน ยังดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะมีมติในคดีที่สำคัญๆ โดยไม่ต้องรอให้กรรมการครบทั้ง 9 คน เพราะขณะนี้ก็มีองค์ประชุมครบอยู่แล้ว.

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายกรมหม่อนไหม พัฒนาผ้าไทยขยายตลาดในปท.-ตปท.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459152

news_default

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายกรมหม่อนไหม พัฒนาผ้าไทยขยายตลาดในปท.-ตปท.

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนงานหม่อนไหมว่า งานกรมหม่อนไหม เป็นงานสำคัญมาก เพราะดำเนินตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์ส่งเสริมงานหม่อนไหมให้ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ กรมหม่อนไหมจึงต้องพัฒนาไหมไทยให้นานาชาติยอมรับให้คนไทยและต่างชาติเห็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย ควรเพิ่มช่องทางจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เน้นความหลากหลายของชนิด ลวดลายและราคา ล่าสุดได้รับการประสานจากการท่าอากาศยานให้นำผ้าไหมไปจำหน่ายในสนามบินทั่วประเทศ

ด้าน นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า แนวทางขยายตลาดผ้าไหมในประเทศนั้น นอกจากกรมฯ จะจัดงานตรานกยูงพระราชทานสืบสานตำนานไหมไทยเป็นประจำทุกปีแล้ว จะเพิ่มจัดตลาดนัดหม่อนไหมในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ ส่งเสริมใช้ผ้าไหมเป็นชุดประชุมและรับแขกต่างประเทศ สวมใส่ชุดผ้าไหมในพิธีสำคัญและเทศกาลต่างๆให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ส่งเสริมให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐและนักเรียนนักศึกษาสวมใส่ผ้าไหมทุกสัปดาห์ รวมถึงส่งเสริมการออกแบบผ้าไหมให้ร่วมสมัยมาจำหน่ายมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำรายได้ให้ประเทศได้ถึง 12,000 ล้านบาท

ส่วนในต่างประเทศ จะส่งเสริมขยายช่องทางตลาดในประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศมุสลิม เป็นต้น โดยเน้นผ้าไหมในตลาดแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงผ้าไหมที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งอาคาร (Home Textile) ตั้งเป้าให้มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิม 800 ล้านบาทต่อปี โดยทั้งในและต่างประเทศนั้นจะเพิ่มการส่งเสริมตลาดนัดออนไลน์โดยให้ส่วนราชการร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นำผลิตภัณฑ์จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ด้วย

และเพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว กรมหม่อนไหมนำงานวิจัยนวัตกรรมมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้ไหมอุตสาหกรรมขึ้นอีก 20% จากเดิมมีผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 4,000 ราย ปริมาณรังไหม 2,800 ตัน มูลค่าสินค้า 500 ล้านบาท เพิ่มจำนวนผู้เลี้ยงไหมเป็น 5,000 ราย ปริมาณรังไหม 3,300 ตัน มูลค่าสินค้า 600 ล้านบาท นอกจากนี้ จะเพิ่มผู้เลี้ยงไหมอีรี่รือไหมที่ไม่ได้กินใบหม่อนเป็น 2,500 ราย ปริมาณรังไหม 500 ตัน มูลค่าสินค่า 60 ล้านบาท โดยส่งเสริมให้ทำแปลงเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตรังไหมต่อไร่เป็น 150 กิโลกรัม เพิ่มผลผลิตเส้นไหม และเพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็น 30,000 ไร่

ส่วนการแปรรูป มีเป้าหมายเพิ่มรายได้ขึ้นอีก 20% เป็น 320 ล้านบาท จากกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากใบหม่อน 150 ล้านบาท หม่อนผลสด 150 ล้านบาท และไหม 20 ล้านบาท ซึ่งจะร่วมมือกับภาคเอกชนแปรรูปและจัดจำหน่าย นอกจากนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจะเพิ่มปริมาณผลิตผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน 250,000 เมตร และเพิ่มจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตผ้าไหมในกลุ่มผู้สูงวัยและคนรุ่นใหม่เป็น 10,000 รายต่อไปด้วย

สหกรณ์ประกาศเลิกขาย หนุนมนัญญาแบน3สาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459243

news_default

สหกรณ์ประกาศเลิกขาย หนุนมนัญญาแบน3สาร

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ไม่ถอดใจ เดินหน้าแบน 3 สาร ลุยผลักดันเกษตรปลอดภัยทั้งระบบ สหกรณ์การเกษตรพร้อมใจขึ้นป้าย ไม่ขายสารเคมีอันตรายทางการเกษตร3 ชนิด รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ เผยมี บริษัทนำเข้าเร่งระบายสต๊อกทั้งส่งออกไปประเทศที่ 3ทั้งลดแลกแจกแถม ระบุมี 70 บริษัทเอกชนนำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า 5 พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ 3 สาร บางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกหารือผู้เกี่ยวข้องเพื่อวางนโยบายทำเกษตรปลอดภัยทั้งระบบจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค โดยทุกสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ พร้อมใจขึ้นป้ายไม่จำหน่ายสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และให้กรมวิชาการเกษตร รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การทำเกษตรผสมผสาน ใช้เครื่องจักรกล ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการเกษตร ทำการเกษตรแบบปราณีต เพื่อเป็นครัวโลก

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ได้ห้ามนำเข้า 3 สารเคมีดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้เลื่อนแบน กระทรวงเกษตรฯไม่อนุญาตให้นำเข้าแน่นอน โดยเอกชนต้องจัดการเคลียร์สต๊อกให้หมด ถ้าการแบนมีผลวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำเรื่องสต๊อกมาอ้างไม่ได้

“ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีการส่งออกไปประเทศที่ 3 แล้วกว่า 2 พันตัน และทราบว่ามีการจำหน่ายสารแบบลดแลกแจกแถมกันมาก ถ้าจำกัดการใช้ จริงๆต่อไปต้องทราบว่าอยู่ในมือประชาชนเท่าไหร่แล้ว ขายไปให้สวนไหนบ้าง ต้องบอกได้สวนนี้ใช้สารไกลโฟเซต แปะสติกเกอร์ไว้ที่พืชพรรณว่า ผลผลิตตัวนี้ใช้สารอะไร นี่คือการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไปสอนเกษตรกรให้ใช้สารเคมี ทั้งที่ต้องเป็นหน้าที่ของบริษัทนำเข้ามาหลายร้อยบริษัท แต่ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯกลับใช้งบไปอบรมเป็น100 ล้านบาท”น.ส.มนัญญา กล่าว

และว่า ช่วง 6 เดือนนี้ ไม่มีการนำเข้าสารไกลโฟเซต แม้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีมติจำกัดการใช้ ก็ไม่อนุญาตนำเข้า เพราะมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีกฎหมาย รับรอง หากออกประกาศเป็นพระราชบัญญัติ คงไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ตอนนี้ไม่นำเข้า ไม่ให้มีในประเทศไทย เพราะถ้าไม่หมดสต็อก ทำอย่างไร ต้องยืดไปอีก 6 เดือนหรือไม่ ไม่ใช่การเกษตรปลอดภัย ฉีดพ่นสารได้ก่อนเก็บเกี่ยว แต่คนกิน จะรู้ได้อย่างไร ว่าสารตกค้างเข้าไปสะสมในร่างกายแล้วเท่าไหร่

น.ส.มนัญญายังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้มีกว่า 70 บริษัท ที่นำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า 5 พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ 3 สาร สำหรับบางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม ในเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของเอกชน ที่เจ้าของบริษัทดำเนินธุรกิจ เขารู้อยู่แล้ว แต่ต้องมีศีลธรรมด้วย ขอให้คิดถึงชีวิตคนมากกว่าเงิน

รมช.เกษตรฯยังยืนยันด้วยว่า ไม่ล้มเลิกต่อสู้ยกเลิก 3 สาร ตอนนี้มีกำลังใจส่งมาจากทั่วประเทศ ขนาดเดินซื้อของพนักงานห้าง มาบอกว่าเขาร้องไห้ เห็นข่าวแบนสารไม่สำเร็จ หน่วยงานร่วมมือกันต้องเดินหน้ารณรงค์ สร้างความเข้าใจถึงผลดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก สารชีวภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตได้มากขึ้นด้วย เพราะต้นไม้แข็งแรง ไม่มีแมลงรบกวน ไม่มีโรค จากสภาพดินดี พร้อมเปิดแปลงเกษตรอินทรีย์ มีตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ รองรับผลผลิต ขายราคาไม่แพง มีคุณภาพ ยกเป็นซูเปอร์สหกรณ์ ทุกจังหวัด เช่นสหกรณ์พระนคร ขายกระหล่ำดอกออร์แกนิค 20 บาท อะโวคาโด กล่องละ 60-80 บาท

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459157

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ และดอกมัม เป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรจังหวัดหนองคายนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมือง อำเภอศรีเชียงใหม่ และท่าบ่อ ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอทั้งจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดนิยมนำมาเป็นเครื่องสักการะบูชาในศาสนาพุทธ อีกทั้งตลาดต้องการสูงโดยเฉพาะดอกดาวเรืองสามารถส่งขายไปยัง สปป.ลาว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สศท.3 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมือง มีจำนวนสมาชิก 30 ราย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 29 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกดอกดาวเรืองดอกเบญจมาศ และดอกมัม ในพื้นที่ครึ่งงาน ถึง 1 งานซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได้ 1-2 รอบ/ปี โดยดอกดาวเรือง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 34,498 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 2-4 เดือน ให้ดอกตั้งแต่อายุ 2 เดือน นิยมปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนตุลาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 979 กก./ไร่ (5-6 หมื่นดอกคละเกรด) ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 63 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 27,056 บาท/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งจะมีแม่ค้าคนกลาง  มารับซื้อถึงสวนทุกวัน ราคาแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ราคาขายอยู่ที่ 1 บาท/ดอก ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 9 ซม. ราคาขาย 0.6 บาท/ดอกหรือ เกรด C ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 – 7 ซม. ราคา 0.5 บาท/ดอก และขนาดเล็ก ราคา 0.3 – 0.25 บาท/ดอก ทั้งนี้ดอกดาวเรืองเป็นพืชสวนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้น้ำและการตัดดอกขายและจะขายดีในช่วงก่อนถึงวันพระ 1 วัน (วันโกน)

ดอกเบญจมาศ ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 81,739 บาท/ไร่  อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไปให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,584 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 97,477 บาท/ไร่/รอบการผลิต การตัดดอกขายแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 10 ซม. ราคาขาย  อยู่ที่ 75 บาท/กก.ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ราคาขาย 60 บาท/กก.

ดอกมัม ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 69,140 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม เช่นเดียวกับดอกเบญจมาศ นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไป ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,443 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 60 – 70  บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 87,803 บาท/ไร่/รอบการผลิต ส่วนใหญ่จะมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนทุกวัน ซึ่งเกษตรกรบางรายที่มีแผงและร้านจำหน่ายดอกไม้ จะนำไม้ดอกมาเพิ่มมูลค่าด้วยการร้อยมาลัยหรือจัดช่อสำหรับไหว้พระ แหล่งขายส่วนใหญ่อยู่ที่หลังวัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยราคาขายจะอยู่ที่ 10 บาท/กำ หากขายเป็นพวงมาลัยราคาขาย จะอยู่ที่ 5 – 40 บาท/พวง ซึ่งขึ้นกับขนาดและรูปแบบของมาลัย

นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกไม้ประดับที่เกษตรปลูกเพิ่มเติมได้แก่ ใบเตย ดอกมะลิ ดอกพุด ดอกคัตเตอร์ และดอกสร้อยทอง แสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เป็นสินค้าพืชทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยสร้างรายได้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการปลูกไม้ดอกจังหวัดหนองคาย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นางขวัญเรือน น้อยเจริญรองประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย โทร. 08-5000-8651