สชป.7 ลงพื้นที่อุบลฯ หารือแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำช่วยเหลือประชาชน

สชป.7 ลงพื้นที่อุบลฯ หารือแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำช่วยเหลือประชาชน

สชป.7 ลงพื้นที่อุบลฯ หารือแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำช่วยเหลือประชาชน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

สำนักงานชลประทานที่ 7 นำโดย นายปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 พร้อมด้วย นายฐิฏิภัทร ฐิฏิภัทรสกุล ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม นายปิยะ ประเสริฐศรี หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีล่างและเซบายล่าง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกับ นายอภิรักษ์ นามบุตร รองนายก อบจ.อุบลราชธานี พร้อมด้วย นายพิสิฐ กังไพบูลย์ ปลัดอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ลงพื้นที่ร่วมหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

เนื่องจากพื้นที่ลำห้วยเรือในปัจจุบันค่อนข้างตื้นเขิน และมีวัชพืชเป็นบางช่วง ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก น้ำจะล้นตลิ่งเอ่อท่วมขังในพื้นที่ และช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง กักเก็บน้ำได้ในปริมาณที่น้อย ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในด้านการอุปโภค – บริโภค และการเกษตร

ในการนี้ ได้ร่วมหารือ และสร้างความเข้าใจ ขอบเขตแนวทางการสนับสนุนเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ้งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ณ ที่ว่าการอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

-(016)

ชาวกาฬสินธุ์‘ปลูกเห็ดฟาง’ลงทุนหลักพันฟันกำไรหลักหมื่น

ชาวกาฬสินธุ์‘ปลูกเห็ดฟาง’ลงทุนหลักพันฟันกำไรหลักหมื่น

ชาวกาฬสินธุ์‘ปลูกเห็ดฟาง’ลงทุนหลักพันฟันกำไรหลักหมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

8 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของเกษตรชาว จ.กาฬสินธุ์ ช่วงรอยต่อฤดูแล้งกับฤดูฝน ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลทำนาปี พบว่าที่บริเวณเขตติดต่อระหว่าง ต.บึงวิชัย และ ต.หนองสอ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบเกษตรกรรวมกลุ่มเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นบริเวณกว้าง โดยพืชที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืชทั่วไป เช่น พืชตระกูลแตง พืชตระกูลถั่ว พริก หน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพด ส่วนที่มีเสริมเข้ามาคือเห็ดฟาง ซึ่งเป็นการเพาะปลูกแบบง่ายๆ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิม ที่เรียกว่า “เห็ดฟางคลุมดิน” โดยไม่ได้เพาะปลูกในโรงเรือน แต่ให้ผลผลิตสูง และคุ้มค่า ที่สำคัญลงทุนน้อย อายุสั้นเพียง 20 วันเริ่มเก็บผลผลิตขาย สร้างรายได้งาม เผยลงทุนเพียง 1,500 บาท แต่สามารถสร้างรายได้หลัก 10,000 บาททีเดียว

นางทองทิพย์ แสงแก้ว อายุ 57 ปี เกษตรบ้านหนองทุ่ม ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในฤดูฝน ตนและเพื่อนบ้านประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก บางคนปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ขณะที่ในฤดูแล้งจะแบ่งพื้นที่ที่เคยทำนาปี เป็นพื้นที่ทำนาปรังส่วนหนึ่ง และปลูกถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ข้าวโพด มะเขือ พริกและพืชตระกูลแตง อายุประมาณ 3-4 เดือนเก็บผลผลิต พืชเหล่านี้หากปลูกที่เดิมซ้ำบ่อยๆ จะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งเกิดโรคพืชระบาด ผลผลิตตกต่ำ จึงต้องปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนกันไป เพื่อปรับปรุงสภาพดิน

นางทองทิพย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการเพาะปลูกเห็ดฟางในแปลงนา หรือที่เรียกกันว่าปลูกแบบ “เห็ดฟางคลุมดิน” นั้น เริ่มเพาะปลูกมาประมาณ 3 ปี โดยเห็นว่า เห็ดฟางนั้นอายุสั้น เพาะปลูกง่าย เริ่มจากเตรียมแปลง  ซื้อกากมันสำปะหลังจากลานรับซื้อมันฯ มาเข้าแบบทำเป็นบล็อกหรือก้อนสี่เหลี่ยม วางเรียงกัน เว้นช่องว่างประมาณ 1 คืบ

จากนั้นหาอาหารเสริมเพื่อเป็นอาหารเห็ดฟาง เช่น รำอ่อน ปุ๋ยคอก มาโรยตามช่องว่างระหว่างบล็อกและบนบล็อก และซื้อเชื้อเห็ดจากแหล่งที่เชื่อถือมาโรยตามช่องว่างระหว่างบล็อกและบนบล็อกนั้น รดน้ำใช้ชุ่มพอดี คลุมแปลงด้วยแผ่นพลาสติกใส และคลุมด้วยฟางข้าวอีกชั้นหนึ่ง เพื่อควบคลุมอุณหภูมิและป้องกันอากาศเข้า เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ โดยแปลงหนึ่งจะวางบล็อกคู่ เป็นแถวยาว ตามความเหมาะสม สำหรับตนลงทุนครั้งละ1,500 บาท จะได้แปลงเห็ดฟาง 5 แปลง

นางทองทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนั้น หมั่นสำรวจความชื้นในแปลงเห็ดฟางคลุมดิน ประมาณ 7 วันเริ่มออกดอก 10 วันเริ่มเก็บผลผลิตเต็มที่ ซึ่งเรียกว่าเห็ดชุดแรก จากนั้นก็รดน้ำและคลุมแปลงให้อยู่ในสภาพเดิม เห็ดก็เริ่มจะออกดอกให้ผลผลิตชุด 2  ก็เก็บผลผลิตได้อีก รวมลงทุนครั้งเดียว ได้ผลผลิต 2 ชุด ภายในเวลา 20 วันก็หมดเชื้อ ราคาขายตามท้องตลาดเฉลี่ย กก.ละ 80 บาท ทั้งขายเองในชุมชนและมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อ ไปวางขายตามท้องตลาดอีกที ทั้งนี้ เห็ดฟางคลุมดิน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจอายุสั้น เพาะปลูกคั่นเวลาจากการปลูกข้าวนาปรังและพืชชนิดอื่น หลังจากหมดชุด 2 ก็จะปลูกข้าวโพดและพืชตระกูลแตงต่อไป

อย่างไรก็ตาม จาการลงทุนครั้งเดียว 1,500 บาท หากเชื้อเห็ดมีคุณภาพ ก็จะได้ผลผลิตสูง สร้างรายได้หลายพันบาทหรือบางคนได้ถึง 10,000 บาททีเดียว นอกจากนี้ บล็อก รำอ่อนและปุ๋ยคอก ที่เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ ยังสามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยบำรุงข้าวและพืชชนิดอื่นๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

.025

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนคลินิกเกษตรฯต่อเนื่อง

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนคลินิกเกษตรฯต่อเนื่อง

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนคลินิกเกษตรฯต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.47 น.

รมช.เกษตรฯ จ่อขับเคลื่อนโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เผยผลสำเร็จ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์แล้วกว่า 4.6 ล้านราย

วันนี้ (8 พ.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าตามที่ได้ดำเนินโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับไว้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ และทรงพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญอักษรพระนามาภิไธยไว้ในตราสัญลักษณ์โครงการฯ ซึ่งมีเกษตรกรได้รับประโยชน์แล้วกว่า 4.6 ล้านราย

สำหรับผลการดำเนินการจัดงานในปีงบประมาณ 2567 พบว่ามีเกษตรกรลงทะเบียนเพื่อขอรับบริการ (คลินิก 01) 80,669 ราย จากเป้าหมาย 30,800 ราย และมีการเข้ารับบริการในคลินิกต่างๆ (คลินิก 02)  176,764 ราย (เกษตรกร 1 ราย สามารถเข้ารับบริการได้มากกว่า 1 คลินิก) โดยให้บริการเสร็จสิ้นในวันเปิดให้บริการ 174,596 ราย และมีเกษตรกรที่ติดตามให้บริการต่อเนื่อง 2,168 ราย โดยเกษตรกรให้ความสนใจเข้ารับบริการคลินิกส่งเสริมการเกษตรมากที่สุด 30,463 ราย รองลงมาคลินิกสหกรณ์ 22,988 ราย คลินิกพืช   19,634 ราย คลินิกดิน 17,910 ราย คลินิกปศุสัตว์ 15,107 ราย คลินิกข้าว 15,002 ราย คลินิกหม่อนไหม  12,310 ราย คลินิกประมง 12,220 ราย คลินิกบัญชี 9,621 ราย คลินิกกฎหมาย (ส.ป.ก.) 9,341 ราย คลินิกชลประทาน 2,735 ราย และคลินิกอื่นๆ 9,433 ราย ตามลำดับ

สำหรับภาพรวมเกษตรกรมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด เนื่องจากได้ความรู้ คำแนะนำ เช่น โรคและแมลงศัตรูพืช การปรับปรุงดิน การดูแลพืช ตลอดจนได้รับปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืชผักสวนครัว สารชีวภัณฑ์ เวชภัณฑ์ น้ำหมัก และยังสามารถนำความรู้/คำแนะนำไปใช้ประโยชน์ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรของตนเอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีความมั่นคงในอาชีพต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ระดับประเทศ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 17–18 กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีแนวคิดการจัดงาน “สร้างกระบวนการเรียนรู้แบบ Problems Base Learning เรียนรู้จากปัญหา และ Interactive Communication” โดยสำรวจปัญหาเชิงกระบวนการผลิต ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหา เปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก เน้นการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้บริการเกษตรกรที่มีความสอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทั้งนี้ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานดำเนินการวิเคราะห์ปัญหา (Pain Point) ที่สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน เพื่อนำมาให้บริการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในวันจัดงานได้ตรงจุด อีกทั้งเห็นชอบการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ระดับจังหวัด (76 จังหวัด) พร้อมมอบหมายทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการร่วมดำเนินงานโครงการฯ อย่างเต็มศักยภาพ เหมาะสม และสมพระเกียรติ เช่น การวิเคราะห์ปัญหา (Pain Point) ในพื้นที่ เพื่อนำมาให้บริการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร สนับสนุนกิจกรรมการอบรม/ฝึกอาชีพระยะสั้น และการให้บริการอื่นๆ ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินงานโครงการฯ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรต่อไป

015

‘ปอเทือง’พืชมหัศจรรย์ ปรับปรุงดินที่เคยเสื่อม สู่การฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน

'ปอเทือง'พืชมหัศจรรย์ ปรับปรุงดินที่เคยเสื่อม สู่การฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน

‘ปอเทือง’พืชมหัศจรรย์ ปรับปรุงดินที่เคยเสื่อม สู่การฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

ปอเทือง ถือเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีไนโตรเจนสูง สามารถปลูกได้ทั้ง ก่อนและหลังการปลูกพืชหลัก เพื่อช่วยบำรุงและฟื้นฟูดิน เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่การเกษตร

กรมพัฒนาที่ดิน โดย สถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 มีการผลักดันพัฒนาพื้นที่เกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินที่เคยเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมี รวมถึงทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและทำการเกษตร เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรของตนที่สามารถสร้างความมั่นคงและยั่งยืนได้

สถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พาไปลงพื้นที่เกษตรกรตัวอย่างนางราตรี บัวพนัส หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี  จังหวัดนครสวรรค์ พลิกชีวิตจากการทำเกษตรแบบพึ่งพาสารเคมี จนป่วยเป็นโรคร้ายและเหลือเวลาใช้ชีวิตอีกไม่เกิน 6 เดือน มาสู่เกษตรกรต้นแบบ ทำการเกษตรกรอย่างยั่งยืน และได้รับการคัดเลือกให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ.2568

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/MHD7WaAEa8M

– 006

‘พด.อุทัย’ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 ‘การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ’

'พด.อุทัย'ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 'การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ'

‘พด.อุทัย’ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 ‘การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมหมอดินอาสา หลักสูตรที่ 3 “การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาด้านการพัฒนาที่ดินตามบริบทของท้องถิ่น” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยมีนายมานะ ต้นนา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี กล่าวรายงาน พร้อมนี้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานีร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการฯ โดยมีกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดิน และกลุ่มวิเคราะห์ดิน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่หมอดินอาสาที่เข้าร่วมโครงการ หัวข้อ ความรู้เรื่องดิน ดินปัญหา การปรับปรุงบำรุงดิน การเก็บตัวอย่างดิน การตรวจวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาในการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองได้ โดยมีหมอดินเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน ทั้งสิ้น 240 ราย

การอบรมครั้งนี้หมอดินอาสาได้ฝึกปฏิบัติการขยายเชื้อ พด.15 แบคทีเรียสังเคราะห์แสง การตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินภาคสนาม  (LDD Test Kit ) และเปิดโอกาสให้หมอดินแต่ละพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปพัฒนาการทำการเกษตรร่วมกันต่อไป

– 006

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

ภาคเกษตรเร่งปรับตัวเพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตในยุคความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ “ไบเออร์” ดึงไอเดียดัดแปลงถาดหลุมเพาะกล้าเป็นวัสดุใหม่ ลดขยะ-ลดโรคพืช ขยายสู่แปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรเครือข่าย พร้อมส่งเสริมปลูกพืชแบบ “High Land” รับมือวิกฤติน้ำท่วมในอนาคต

แนวคิดการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) กำลังถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมในวงการเกษตร เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อดิน น้ำ และระบบนิเวศ โดยมีหลายแนวคิดปลูกพืชคาร์บอนต่ำที่กำลังเป็นที่สนใจ หนึ่งในนั้นคือ “การชุบชีวิตถาดหลุมพลาสติกเพาะกล้า” ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันโรคพืชไปพร้อมกัน

โครงการนี้เกิดจากไอเดียของทีมเพาะกล้าและทีมงานการผลิตในแปลงปลูก บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ที่มีภารกิจส่งเสริมประสิทธิภาพการเพาะปลูกให้เกษตรกร ซึ่งการลงแปลงอย่างสม่ำเสมอทำให้พบว่ามีถาดหลุมพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งเป็นขยะมากกว่า 100,000 ถาดต่อปี นอกจากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสูญเปล่า และเป็นต้นทุนของเกษตรกร

นำมาสู่การดัดแปลงถาดหลุมเป็นบัฟเฟอร์ (buffer) หรือฐานรองระหว่างถุงวัสดุและพื้นดิน โดยนำมาทดสอบการใช้งานแล้วในแปลงปลูกพืชในวงศ์แตง (Cucurbit) และพืชในวงศ์พริก และมะเขือ (Solanum) ของเกษตรกรในเครือข่ายพื้นที่การผลิตเขตขอนแก่นและสกลนคร พบว่า การนำถาดหลุมเพาะกล้าใช้แล้วมาเป็นบัฟเฟอร์รองต้นพืชช่วยลดความเสี่ยงของถุงวัสดุที่อาจเกิดความเสียหาย เช่น เปื่อยขาด หรือแตก จากการแช่น้ำท่วมขังที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียในดิน ที่สำคัญลดต้นทุนให้เกษตรกร การนำถาดหลุมพลาสติกที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก ช่วยให้สามารถใช้ซ้ำได้ถึง 2-3 รอบการเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อใหม่ ที่สำคัญช่วยลดปริมาณการทิ้งขยะในพื้นที่ฝังกลบลงมากกว่า 90 ตันต่อปี

โดยระหว่างปี 2566-2567 ทีมงานเพาะกล้าได้มอบถาดหลุมเพาะกล้าจำนวน 166,000 แผ่น ให้กับทีมการผลิตในแปลงปลูก สามารถนำไปใช้รองถุงวัสดุได้ถึง 664,000 ถุง โดย 1 ถาดหลุมสามารถใช้รองถุงวัสดุ 4 ถุง นับเป็นการช่วยลดการใช้พลาสติกและปริมาณขยะพลาสติกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันโรคจากน้ำท่วมและเชื้อโรคในดิน เกษตรกรหลายคนได้ทำตามแนวคิดนี้แล้ว พบว่าได้ผลดี นอกจากลดขยะ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังเพิ่มผลผลิตด้วย เนื่องจากลดความเสี่ยงที่อาจถูกรบกวนจากโรคพืช ทำให้มีรายได้เพิ่ม คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย

“ทองแดง ทิพมาตย์” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์พริก อ.พังโคน สกลนคร “ผมให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยการนำระบบ automation ในการให้น้ำและปุ๋ยมาใช้ในแปลง เพื่อควบคุมบริหารจัดการการให้น้ำและปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม และในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ทำให้ลดปัญหาการใช้แรงงาน ควบคุมการใช้ปริมาณปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่า เกษตรกรยุคใหม่ควรให้ความสำคัญในการทำเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี หรือศึกษาหาความรู้ และรับคำแนะนำจากบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรแบบยั่งยืน”

ส่วน “สุปราณี วงค์มา” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ อ.อากาศอำนวย สกลนคร อีกคนหนึ่งที่ใช้ฐานรองที่ดัดแปลงจากถาดหลุมใช้แล้ว เล่าว่า “ตั้งแต่ไบเออร์แนะนำวิธีการปลูกด้วยการรองด้วยถาดหลุมซึ่งได้มาจากแปลงเพาะกล้า และนำกลับมาให้เกษตรกรใช้ ซึ่งสามารถใช้ได้ถึง 2-3 รอบการเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อใหม่ ช่วยลดต้นทุนในการผลิต อีกทั้งสามารถป้องกันโรคพืช รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

“อรชร ไชยปัญหา” เกษตรกรแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ อ.พรรณานิคม สกลนคร อีกคนที่เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ เสมอ บอกว่า “เกษตรกรยุคใหม่ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีการใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ตั้งเป้าไว้ รวมถึงคุณภาพของผลผลิต วิธีการต่างๆ ที่ไบเออร์ได้คิดค้นและร่วมมือกับเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการหาวัสดุอุปกรณ์ มาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทำให้การดูแลง่ายขึ้น ลดต้นทุนแรงงานรวมถึงการป้องกันโรคพืชต่างๆ ทำให้มีรายได้สำหรับครอบครัว ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานและการปลูกเมล็ดพันธุ์สร้างรายได้มากกว่าการปลูกข้าว”

อีกแนวทางในการทำเกษตรที่ยั่งยืนที่ไบเออร์ส่งเสริมเกษตรกร เรียกว่า “High Land” ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ปลูกพืชในที่สูง ที่มีการจัดการความลาดเอียง และการระบายน้ำที่เหมาะสม ซึ่งมาช่วยรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ทางหนึ่ง โดยเฉพาะการเกิดน้ำท่วมที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ผ่านๆ มา สร้างความเสียหายไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงการผสมเกสรและการเก็บเกี่ยวที่เป็นช่วงสำคัญของผลผลิต หากเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตโดยตรง จึงต้องหาทางรับมือโดยบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการระบายน้ำออกจากแปลงหรือการเก็บเกี่ยวพืชที่เสียหาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากเชื้อโรคในดิน การขาดแคลนสารอาหารในดิน และการระบาดของโรคที่อาจเกิดจากน้ำท่วม

“High Land” เป็นอีกแนวทางที่มาช่วยได้ โดยในปี 2566 ทีมงานจากจังหวัดสกลนครของ ไบเออร์ ได้ร่วมมือกับเกษตรกร เพื่อนำแนวคิด “High Land” มาใช้อย่างจริงจัง ในแปลงเกษตรในกลุ่มที่อำเภออากาศอำนวย พังโคน และวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 18 ราย พบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดความกังวลของเกษตรกรที่มีเกี่ยวกับความเสี่ยงจากฝนหรือมรสุมที่จะมาถึง นอกจากใช้งานในการปลูกพืชตระกูลพริกและมะเขือเทศในเขตพื้นที่เดิม ยังขยายไปยัง อำเภอพรรณานิคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากขึ้นรวมแล้ว 34 ราย

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ที่พบว่าแปลงปลูกนำแนวคิด “High Land” ไปใช้ไม่มีความเสียหายจากน้ำท่วมแม้แต่ครั้งเดียว หรือลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกในแปลงนาข้าวที่ได้รับผลกระทบจากมรสุมและฝน ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะในช่วงการย้ายกล้าพืช สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตที่ตั้งไว้ แนวทาง High Land ถูกขยายไปในวงกว้าง เพราะมาช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องจักร เพิ่มผลผลิต และทำให้ภาคเกษตรมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ทำให้ดินมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนดีขึ้นจากการที่ถูกรบกวนจากการไถพรวนน้อยลง รักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เช่นเดียวกับ “สมัย ไฮดำ” เกษตรกรวัย 57 ปี อ.บ้านฝาง ขอนแก่น ซึ่งมีประสบการณ์เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศมากกว่า 20 ปี เป็นคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกและเข้าร่วมโครงการ ปลูกพืชบนพื้นที่สูงบอกว่า

“ผมเป็นเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์มามากกว่า 20 ปี ประสบปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม โรคพืช แมลงต่างๆ ซึ่งคิดว่าการทำการเกษตรแบบที่เคยทำมาอาจจะต้องมีการพัฒนา เพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืน จึงจัดพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่สูง ขณะเดียวกันก็ใช้ถาดหลุมพลาสติกเพาะกล้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะพลาสติกที่เกิดจากการใช้ครั้งเดียวและทิ้ง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคพืช ทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิม”

เกษตรกรต้นแบบที่ปรับตนเองอย่างยืดหยุ่น “สุเทพ อุ่นแก้ว” กับประสบการณ์ 30 ปีในการปลูกเมล็ดพันธุ์แตงโม ที่เชียงยืน มหาสารคาม ซึ่งได้แบ่งพื้นที่เป็นแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ 6 ไร่ เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “ทุกวันนี้มีรายได้จากการปลูกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว ซึ่งมีภรรยาและลูก 3 คน ปัจจุบันลูกเริ่มเข้ามาช่วยทำเกษตร ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบของไบเออร์ ผมเป็นคนเปิดรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เพื่อการทำการเกษตรที่ดีขึ้น และยั่งยืน พร้อมทั้งมีโอกาสได้ให้คำแนะนำกับเพื่อนเกษตรกรในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทคนิคและวิธีการในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกวิธี ผมมีความสุขกับชีวิตเกษตรกรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ”

ไม่แตกต่างจาก “บรรเจิด ต่อกำไร” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด เมล่อน และมะระ เขตคอนสาร ชัยภูมิ บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ บอกว่า “ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นเกษตรกรต้นแบบของไบเออร์ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออกภายใต้คำแนะนำกำกับดูแลการปลูกอย่างใกล้ชิดจากไบเออร์ที่นำวิธีการดูแล ช่วยแก้ปัญหาระหว่างการปลูกด้วยการเข้าเยี่ยมแปลงอย่างสม่ำเสมอ มีการอบรมให้ความรู้ในเรื่องของการจัดการดิน การผสมเกสรและในทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้มาตรฐานการส่งออก การเป็นเกษตรกรต้นแบบ ทำให้ผมมีความมุ่งมั่นมากขึ้นในการดูแลใส่ใจในทุกขั้นตอนการปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและเพิ่มขึ้นทุกปี”

เกษตรกรเหล่านี้ที่ยึดอาชีพปลูกเมล็ดพันธุ์หาเลี้ยงครอบครัว ยังคงเดินหน้าทำอาชีพนี้ต่อไปภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจากไบเออร์ที่นำแนวทางการปลูกพืชด้วยวิธีใหม่ๆ มาถ่ายทอดสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพสำหรับทั่วโลก พร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรภายใต้ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และภัยพิบัติรุนแรง และนี่คือตัวอย่างของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไม่เพียงทำให้เขาอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตด้วย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาทต่อปีตามเป้าหมายของรัฐ

-(016)

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมาว่า ปัจจุบัน (25 เม.ย. 68) มีปริมาณน้ำเก็บกัก 51 ล้าน ลบ.ม. (16% ของความจุอ่างฯ) มีน้ำใช้การได้ 28 ล้าน ลบ.ม.  (10% ของความจุอ่างฯ) มีการจัดสรรน้ำสำหรับใช้ในการผลิตประปา อุปโภคบริโภค  รักษาระบบนิเวศ การเกษตรพืชใช้น้ำน้อย และอุตสาหกรรม ประมาณวันละ 130,000 ลบ.ม. คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในอ่างฯ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 (ต้นฤดูฝน) จะมีน้ำเก็บกักประมาณ 49 ล้าน ลบ.ม.  (คิดเป็น 16% ของความจุอ่างฯ) หากไม่มีฝนตกและไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จะมีน้ำไปจนถึงช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2568

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือ กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา ช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งนอกเขต โดยการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ สูบน้ำเติมแหล่งน้ำของชุมชน ควบคู่กับการกำจัดวัชพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  ขอยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนลำตะคอง มีน้ำเพียงพอที่สนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ตลอดฤดูแล้ง และช่วงต้นฤดูฝนที่จะมาถึงอย่างแน่นอน และได้มีการกำชับให้มีการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างประณีต และรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน  

-(016)

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ ‘โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา’ ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ 'โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา' ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ ‘โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา’ ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. แถลงข่าวร่วม เตรียมลุยจัด Kick Off ใหญ่ “โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา” 14 พ.ค. นี้ เสริมสิทธิประโยชน์ให้เกษตรกรไทยพร้อมปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

7 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมกันตัง อาคารจอดรถ ชั้น 5 การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดงานแถลงข่าว “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” เตรียมจัดใหญ่ 14 พฤษภาคม นี้ มอบสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต้นไม้และต้นยางพารา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เล็งเห็นว่าต้นไม้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทำกินของเกษตรกรเอง โดยเฉพาะต้นยางพารามีศักยภาพมากกว่าแค่การให้ผลผลิต แต่ยังสามารถกลายเป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ งานแถลงข่าวในวันนี้จึงถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียม “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำนโยบายด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแนวคิด “โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทของต้นไม้จากทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นับเป็นครั้งแรกที่ต้นไม้ที่เกษตรกรปลูกเองจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ดินหรือโค่นต้นต้นเหล่านั้น นอกจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้นอกระบบแล้ว ยังช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวกขึ้น โครงการนี้ยังสอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวในระดับสากล โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการวางรากฐานข้อมูลต้นไม้ที่สามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนานโยบายในระยะยาว ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยแนวทางที่ทันสมัย เชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการเงินในรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง

ด้านนายสุขทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยภายในงานดังกล่าวจะมีการนำเสนอ “กระบวนการออกโฉนดต้นยางพารา” อย่างละเอียด ครอบคลุมขั้นตอนการขึ้นทะเบียน การประเมินมูลค่า และแนวทางการใช้โฉนดต้นยางพาราเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ “การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)” ระหว่าง กยท. และ ส.ป.ก. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายเนื้อไม้ กิจกรรมคาร์บอนเครดิต การลดภาษี หรือเพิ่มมูลค่าที่ดินในอนาคต ไฮไลต์ของงาน คือ การมอบโฉนดต้นยางพารา จำนวน 20 ฉบับ แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการบนเวที เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท. ในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดผลจริงอย่างยั่งยืน กยท. ขอเชิญชวนสื่อมวลชน พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมติดตามงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ถือเป็น ก้าวสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรไทย และสร้างความมั่นคงในอาชีพแก่ชาวสวนยางทั่วประเทศ

ด้าน เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มอบหมายให้ นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ (ส.ป.ก.) เป็นผู้แทนในการแถลงข่าวถึงความสำคัญของโครงการ “โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ว่าเป็นการต่อยอดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งหวังให้การใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเกิดมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำ “ต้นไม้” มาใช้เป็นทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจ โครงการนี้ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีเครื่องมือทางการเงินใหม่ แต่ยังช่วยยกระดับบทบาทของต้นไม้ในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ การลดภาษีที่ดิน การใช้สิทธิ์คาร์บอนเครดิต และการพัฒนาเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว นายเศรษฐเกียรติยังเน้นถึงความสำคัญของการรวบรวมข้อมูลต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะกลายเป็น “ฐานข้อมูลต้นไม้” สำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต และเป็นรากฐานสำหรับการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าในพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ

กยท. และ ส.ป.ก. ขอเชิญร่วมงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ที่จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากต้นไม้เศรษฐกิจเป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้จริง งานจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ พิธีมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพาราให้แก่เกษตรกร การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กยท. และ ส.ป.ก. ในการขับเคลื่อนโฉนดต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงกิจกรรมมอบกล้าพันธุ์ไม้เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ขอเชิญเกษตรกร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเรียนรู้แนวนโยบาย โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในอนาคต

-(016)

‘นฤมล’มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

'นฤมล'มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

‘นฤมล’มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“รมว.นฤมล”มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต เผย ประสานศุลกากรจีนเปิดด่าน 24 ชม.อำนวยความสะดวกไม่ให้ทุเรียนไทยตกค้าง

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.เวลา 08.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิตว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในการหารือมาตรการต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนห้อง lab เพิ่ม และการขอทบทวนห้อง lab รวมทั้งการจัดเตรียมอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการสนับสนุนในการส่งออก 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เนื่องจากในช่วงนี้ทุเรียนของไทยเข้าสู่ฤดูกาลผลิตสูง และมีความต้องการที่จะส่งออกไปยังประเทศจีนให้ทันเวลา จึงได้ประสานกับทางศุลกากรจีนให้กำชับด่านที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้วิธีการทำงานพิเศษตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งจีนจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสำรวจมาตรการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น การดำเนินการด้านจำแนกประเภท และการดำเนินการในพิธีการศุลกากรโดยเร่งด่วน ซึ่งจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังจีน

“การทำงานอย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายจะทำให้การส่งออกทุเรียนไทยในปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่น กระทรวงเกษตรฯต้องขอขอบคุณ GACC และเจ้าหน้าที่ที่ได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าทุเรียนในปีนี้ ทั้งการจัดเจ้าหน้าที่ได้ทำงาน 24 ชั่วโมงใน 7 วัน การขยายระยะเวลาในการเปิดปิดด่าน และการเพิ่มจำนวนห้อง lab ในการตรวจที่ด่านนำเข้าฝั่งจีน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

ในส่วนของห้อง lab ตรวจวิเคราะห์หาสาร“Basic Yellow 2”( BY2 ) ในทุเรียนสด ก่อนส่งออกไปจีนนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีห้อง lab ทดสอบสาร BY2 จำนวน 9 แห่ง จาก 10 แห่ง โดยได้ยื่นหนังสือขอให้แลป Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. ที่จังหวัดฉะเชิงเทรากลับมามีคุณสมบัติอีกครั้ง (Resume) ไปแล้ว อยู่ระหว่างการรอผลพิจารณาจากทางจีน แต่มั่นใจว่า lab 9 แห่งนั้นเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนจำนวนมากที่จะส่งออกไปจีนอย่างแน่นอน

ยางแผ่นดิบ-ยางแผ่นรมควันไทย ทุบนิวไฮในรอบ 1 เดือน

ยางแผ่นดิบ-ยางแผ่นรมควันไทย ทุบนิวไฮในรอบ 1 เดือน

ยางแผ่นดิบ-ยางแผ่นรมควันไทย ทุบนิวไฮในรอบ 1 เดือน

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

“นฤมล” ดันราคายางพารานิวไฮในรอบ 1 เดือนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันพุ่งต่อเนื่อง หนุนสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย 4 เดือนช่วยชาวสวนช่วงเลื่อนเปิดกรีด

นางนฤมล ภิณโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ราคายางพาราทุกชนิดยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ปรับขึ้นเป็น 72 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางแผ่นดิบคุณภาพดี (ความชื้นไม่เกิน 3%) ปรับขึ้นเป็น 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทั้งสองชนิดมีความต้องการสูงจนทำนิวไฮในรอบ 1 เดือน ขณะที่น้ำยางสดอยู่ที่ 59.50 บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 59.25 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 70%) ราคา 41.48 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับราคาใกล้เคียงก่อนการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ได้มอบหมายให้กองรักษาเสถียรภาพราคายาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เข้าซื้อน้ำยางเพิ่ม และจ้างปั่นเพื่อนำไปผลิตหมอนและที่นอนส่งออกไปยังประเทศอินเดีย พร้อมเตรียมนำน้ำยางสดที่ผ่านข้อกำหนดสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation-free Regulations : EUDR) ไปผลิตเป็นยางแผ่นรมควัน

“ขอให้ชาวสวนยางเชื่อมั่นในกระทรวงเกษตรฯ ตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เราเร่งแก้ปัญหาด้านราคาอย่างหนัก เพื่อคลายความเดือดร้อนของเกษตรกร และในวันนี้ราคาก็สามารถกลับมาสู่ระดับเดิมได้แล้ว” นางนฤมลกล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนสินเชื่อระยะสั้นผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อสัญญา ปลอดดอกเบี้ย 4 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเป็นทุนบริหารจัดการสวนยางในช่วงเลื่อนเปิดกรีดยาง รวมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการรับซื้อยาง ด้วยการชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ยังเดินหน้าแผนซื้อโรงงานผลิตยางล้อ เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร ดึงผลผลิตออกจากตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้ายางพารา ส่งเสริมแบรนด์สินค้ายางของ กยท. และเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศอย่างต่อเนื่อง