เยาวชนบุกสธ.หวั่นกลุ่มผลประโยชน์เดินเกมยื้อมติแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456429

เยาวชนบุกสธ.หวั่นกลุ่มผลประโยชน์เดินเกมยื้อมติแบน3สารพิษ

เยาวชนบุกสธ.หวั่นกลุ่มผลประโยชน์เดินเกมยื้อมติแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.05 น.

เครือข่ายเยาวชนหิ้วปิ่นโตบุกสธ. วอนขออาหารปลอดสารพิษให้ลูกหลาน หวั่นกลุ่มผลประโยชน์เดินเกมยื้อมติแบน3สารพิษ พร้อมยื่นหนังสือสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล เดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เด็กเยาวชน

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง (Active youth) พร้อมด้วยแกนนำเยาวชน หลายเครือข่าย อาทิ เครือข่ายเยาวชนปกป้องสิทธิ เครือข่ายเยาวชนจิตอาสา เครือข่ายเยาวชนนักขับเคลื่อนสังคม เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน ฯลฯ กว่า 40 คน ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่านทาง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุน สธ.และรัฐบาล เดินหน้าแบน 3 สารพิษอันตราย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ลูกหลานไทย

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ นำปิ่นโตใส่อาหารมาร่วมกันทาน เพื่อสื่อถึงความต้องการอาหารที่ปลอดจากสารเคมีให้เด็กเยาวชนได้เติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพที่ดี หลังพบข้อมูลสารเคมีทางการเกษตรทำเด็กสมองฝ่อ มีปัญหาด้านพัฒนาการ เสี่ยงออทิสติก

นายสุรนาถ กล่าวว่า เราเป็นกลุ่มเยาวชนที่ทำงานด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และประชาชนมาในหลายประเด็น ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา ได้รวมตัวดำเนินกิจกรรมทางสังคมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งในอีกด้านหนึ่งเราคือเยาวชนที่เป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง ที่อยากส่งเสียงในฐานะคนที่ต้องกิน ต้องบริโภค ที่ผ่านมาเครือข่ายได้ติดตามสถานการณ์กรณีการแบนสารเคมีกำจัดวัชพืชอันตรายร้ายแรง ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้แบน 3 สารพิษอันตรายดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดมีสัญญาณจากบางหน่วยงานออกมาว่า จะมีการเตรียมเสนอยืดระยะเวลาการแบนสารเคมีทั้งสามตัวออกไปอีก 6 เดือน

“เครือข่ายฯ เห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยปล่อยให้สารพิษอันตราย ทั้ง 3 ชนิดนี้ สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนมาอย่างยาวนาน เป็นอุปสรรคที่สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การปล่อยให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจของบรรดาพ่อค้าสารเคมี อยู่เหนือสุขภาพความเป็นความตายของประชาชนทั้งในมิติของเกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภค นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเศร้าใจยิ่ง เพราะมีข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่เชื่อถือได้และมีความเป็นกลางชี้ชัดว่า เมื่อมีการตรวจสอบสารตกค้างในพืชผักผลไม้ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ตลอดจนห้างสรรพสินค้าต่างๆ พบค่าของการปนเปื้อนสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเนื้อเน่า และสารพัดโรค ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการส่งผลต่อการเป็นออทิสติกในเด็ก มีปัญหาต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กๆ ซึ่งเขาเหล่านั้นจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต รวมไปถึงการส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งน้ำ ดิน และสัตว์ต่างๆ อาทิ ปู ปลา กบ ซึ่งเป็นอาหารของคนไทยต่างมีสารปนเปื้อนในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และที่สำคัญมากๆคือคุณภาพชีวิตของชาวไร่ชาวนาผู้ใช้สารเคมีเหล่านี้ ซึ่งก็คือญาติพี่น้อง พี่ป้าน้าอาของเรา ต่างก็ได้รับผลกระทบและรับอันตรายทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่ามกลางการตักตวงผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม” นายสรนาถ กล่าว

นายสุรนาถ กล่าวอีกว่าเครือข่ายฯ ในฐานะกลุ่มคนทำงานด้านเด็กและเยาวชนและเป็นเยาวชนผู้บริโภค จึงมีจุดยืนและข้อเสนอกรณีการแบน 3 สารพิษอันตราย ต่อกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล ดังนี้ คือ 1.เครือข่ายฯขอสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้ายกเลิกการใช้ 3 สารพิษอันตราย ภายในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2562 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย และขอให้ยึดมั่นในจุดยืนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ มากกว่าผลประโยชน์ทางการค้า 2.เครือข่ายสนับสนุนให้รัฐบาล ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อทำให้เด็ก เยาวชน และพลเมืองทุกคนของประเทศนี้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และเติบโตภายใต้บริบทสังคมที่มีไม่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งมิติทางอาหาร และสิ่งแวดล้อม

3.เครือข่ายฯ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี ซึ่งก็คือญาติพี่น้อง พี่ป้าน้าอาของเรา จึงขอสนับสนุนให้มีการใช้แนวทางเกษตรกรรมและการผลิตอาหารที่ยั่งยืน เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ และ 4.เครือข่ายขอชื่นชมจุดยืนของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความชัดเจนในการปกป้องสุขภาพของประชาชน  และยินดีเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนาประเทศของเรา ให้มีระบบอาหารที่ปลอดภัยและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ด้าน นพ.โอภาส กล่าวภายหลังรับหนังสือ ว่า เรื่องนี้กระทรวงมีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับสารเคมีโดยตรง ซึ่งพบการเสียชีวิตเฉียบพลัน ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษสะสมในร่างกายและกระทบต่อสุขภาพระยะยาว และจะเดินหน้าเสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

‘มนัญญา’เมิน’ม็อบเสื้อดำ’กดดันปม3สาร ย้ำทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456420

'มนัญญา'เมิน'ม็อบเสื้อดำ'กดดันปม3สาร ย้ำทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย

‘มนัญญา’เมิน’ม็อบเสื้อดำ’กดดันปม3สาร ย้ำทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.52 น.

“มนัญญา”ชี้ม็อบเสื้อดำกดดันไม่มีผลอะไร ย้ำทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎหมาย ขอรอฟังมติคกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้ ก่อนชัดเจนจะเดินหน้าต่ออย่างไร ลั่นหากลบล้างมติเดิมต้องมีเหตุผลหนักแน่น

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อสรุปเรื่องการแบน 3 สารพิษ ที่ล่าสุดมีกลุ่มเกษตรกรออกมาคัดค้าน ว่า ขอให้รอมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันพรุ่งนี้ก่อน แล้วจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีม็อบคัดค้านการแบนสารพิษมากดดันแบบนี้ จะมีผลต่อการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันพรุ่งนี้หรือไม่ น.ส.มนัญญา กล่าวว่า สำหรับดิฉันเองไม่มีผล เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย และตามมติของคณะกรรมการที่มีออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่คณะกรรมการจะเดินหน้าไปแบบไหนมากกว่า และเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องหลายฝ่าย ก็ต้องให้หลายฝ่ายเป็นผู้ตัดสินดู ตอนนี้เรายื่นสุดมือแล้ว จากนี้ก็ขอให้เป็นเรื่องของทางคณะกรรมการที่จะตัดสินว่าจะออกมาเป็นแบบไหน

เมื่อถามว่า ได้คุยกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการแบน 3 สารพิษนี้เหมือนกัน น.ส.มนัญญา กล่าวว่า วันนี้ก็เจอ แต่ไม่เห็นพูดอะไร

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะทำตามที่กลุ่มม็อบออกมาเรียกร้องหรือไม่ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า หลังจากพรุ่งนี้แล้วเราก็จะมาประชุมกันอีกครั้งว่าจะมีแนวทางออกมาแบบไหน แต่ความจริงการลด ละ เลิก ก็เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วที่ต้องการจะลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในประเทศไทยให้น้อยลง ซึ่งเราก็ทำตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ได้ทำอะไรแตกต่างเลย และเรื่องนี้ความจริงไม่ได้เกิดในสมัยนี้ แต่เกิดมานานแล้ว และเราก็มาสานต่อให้เป็นรูปธรรม

“หากจะมีการเปลี่ยนแปลงมติครั้งแรก ในครั้งที่สองมันก็ต้องมีความหนักแน่นว่ามีเหตุผลอะไรที่จะไปลบล้างคำสั่งหรือมติครั้งแรกได้” รมช.เกษตรฯ ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เลิกใช้สารเคมีเหล่านี้ แล้วมีสารอะไรที่จะมาทดแทนหรือยัง น.ส.มนัญญา กล่าวว่า หากพูดถึงสารเคมีในประเทศไทยมีมาอยู่แล้ว แต่ที่จะนำเข้ามาเพื่อมาทดแทน 3 สารเคมีเหล่านี้ไม่มีแน่นอน ซึ่งในส่วนของสหกรณ์อาจจะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเครื่องจักรแทน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการทำประชาพิจารณ์คนส่วนใหญ่กว่า 70% ที่ไม่อยากให้มีการแบน 3 สารพิษ น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ประชาพิจารณ์นี้ตนไม่ทราบว่าไปเอามาจากไหน มีคำสั่งมาหรือเปล่า ทุกอย่างก็ต้องมีลายลักษณ์อักษร

“เราไม่เห็นว่าที่ให้มาทำนั้นกลับมาทำอะไร ไม่ได้บอกว่าให้มาทำประชาพิจารณ์หรือให้กลับมาทำอะไร ตรงนี้เราไม่เห็นจึงไม่สามารถตอบได้ คำว่าประชาพิจารณ์มันต้องดูว่าจริงๆ แล้วช่องทางที่เกษตรกรจะเข้าถึงจริงๆ อยู่ตรงไหน เพราะทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ในทุกช่องทาง ไม่ใช่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และต้องประชาพิจารณ์ไปทุกจังหวัด เพราะเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศไทย ต้องดูจากเปอร์เซ็นต์ด้วยว่าได้หรือไม่” น.ส.มนัญญา กล่าว

เมื่อถามว่า ส่วนตัวยอมรับกับมติของคณะกรรมการที่จะออกมาในวันพรุ่งนี้หรือไม่ น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ขอเก็บเป็นความลับไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน แต่มีอยู่ในใจแล้วทุกอย่าง

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้น่าจะมีอะไรซ่อนเร้น ถึงได้มีการเสนอให้มีการยืดมติออกไปอีก 6 เดือน หรือให้มีการทบทวนมติใหม่ น.ส.มนัญญา กล่าวว่า มันอาจจะมีอะไรก็ได้ ซึ่งเราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะมีอะไรต่อไป อย่างไรก็ตาม คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรกับรัฐบาลโดยรวม

เปิดหนังสือ‘ปารีณา’ร้องขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ขอส.ป.ก.ตรวจสอบแนวเขตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456382

เปิดหนังสือ‘ปารีณา’ร้องขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ขอส.ป.ก.ตรวจสอบแนวเขตใหม่

เปิดหนังสือ‘ปารีณา’ร้องขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ขอส.ป.ก.ตรวจสอบแนวเขตใหม่

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.49 น.

เปิดหนังสือ‘ปารีณา’ร้องขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ขอส.ป.ก.ตรวจสอบแนวเขตใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวานนี้(25 พฤศจิกายน 2562) น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐได้เดินทางไปยังสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ซึ่งคาดว่าเดินทางมาเพื่อส่งหนังสือถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. โดยอ้างว่า แผนที่ที่ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ใช้ตรวจสอบแนวเขตซึ่งมี 2 ฉบับ โดยมาตราส่วนต่างกัน อาจทำให้ผลการตรวจสอบที่ดินคลาดเคลื่อน

สำหรับหนังสือที่ น.ส. ปารีณา ทำถึงเลขาธิการส.ป.ก. และอธิบดีกรมป่าไม้ มีใจความว่า “ขณะนี้ดิฉัน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ถูกกล่าวหาว่าได้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้าย แม่น้ำภาชี ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ขอชี้แจงว่าดิฉันได้ครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าว โดยสุจริตและเปิดเผยเป็นเวลานับสิบปีแล้ว โดยมีลักษณะการทำประโยชน์เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการใดตรวจสอบ หรือแจ้งว่าเป็นการกระทำผิด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บริเวณที่อาจอยู่นอกป่าสงวนแห่งชาติ โดยหลักฐานที่ดำเนินการเป็นแผนที่ท้ายกฎกระทรวงมีมาตราส่วน 1 ต่อ 400,000 และแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน มีมาตราส่วน 1 ต่อ 100,000

จึงขอให้กรมป่าไม้และส.ป.ก.ตรวจสอบแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตปฏิรูปที่ดินโดยละเอียดรอบคอบก่อนการดำเนินคดีใดๆ เนื่องจากบริเวณดังกล่าว นอกจากดิฉัน ยังมีราษฎร ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าวด้วย จะได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำโดยยังไม่มีการตรวจสอบเขตที่ชัดเจน”

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า น.ส. ปารีณา มายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ ส.ป.ก. เช้าวานนี้ แต่ไม่ได้พบกัน เนื่องจากตนเดินทางไปชี้แจงงบประมาณที่รัฐสภา ซึ่งทางศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านปัญหาที่ดินได้รับหนังสือไว้ ในหนังสือนั้นร้องขอให้เลขาธิการส.ป.ก. ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ที่ดินที่ น.ส. ปารีณา ครอบครองนั้นอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือพื้นที่ป่าไม้กันแน่ เนื่องจากส.ป.ก. ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 : 100,000  แต่กรมป่าไม้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 : 400,000 จึงเกรงว่า การรังวัดแนวเขตอาจคลาดเคลื่อนหรือมีการทับซ้อนของแนวเขตระหว่าง 2 หน่วงาน จึงขอความเป็นธรรมเพื่อที่ตนเองจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

นอกจากนี้น.ส. ปารีณายังระบุว่า ทางครอบครัวเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนที่กรมป่าไม้จะส่งมอบให้ส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในพ.ศ. 2536 เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลายราย อีกทั้งยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

ทั้งนี้ ส.ป.ก. จะเร่งประสานกับกรมป่าไม้เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบแนวเขตใหม่ โดยใช้แผนที่มาตราส่วนเดียวกัน เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องตรงกันแล้วจะทำตามขั้นตอนของแต่ละหน่วยงาน จากนั้นทางส.ป.ก. จะแถลงข่าวเพื่อให้สังคมรับทราบข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

“ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างโปร่งใสที่สุด แต่การจะกล่าวอะไรจำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจน ดังนั้นจึงจะต้องตรวจสอบร่วมกับกรมป่าไม้อีกครั้ง สำหรับพื้นที่ที่ตรวจสอบแล้วพบว่า อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์มอบส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย หากว่าน.ส. ปารีณาจะยื่นขอรับการจัดสรรสิทธิ์ก็สามารถทำได้ แต่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินระดับจังหวัดต้องตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดว่า เข้าเกณฑ์ที่จะเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ส.ป.ก. ได้หรือไม่เป็นมาตรฐานเดียวกับราษฎรรายอื่นๆ” นายวิณะโรจน์ กล่าว

‘ปารีณา’ยื่นขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ยันอยู่นอกเขตป่าสงวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456356

‘ปารีณา’ยื่นขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ยันอยู่นอกเขตป่าสงวน

‘ปารีณา’ยื่นขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ยันอยู่นอกเขตป่าสงวน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 11.04 น.

‘ปารีณา’ยื่นขอความเป็นธรรมปมที่ดิน ยันอยู่นอกเขตป่าสงวน

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่พบว่ามีพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 46 ไร่ ว่า กรมป่าไม้กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน โดยย้ำว่าให้ทำเอกสารหลักฐานให้รัดกุมก่อนที่จะดำเนินแจ้งความเอาผิด คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วันในการดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย และไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนจะมีผลสืบเนื่องไปถึงคดีอาญาด้วยหรือไม่ เรามีขั้นตอนดำเนินการอยู่แล้ว เมื่อเดินหน้าแจ้งความไปแล้ว ตำรวจก็คงจะดำเนินการต่อไป

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ถือว่าดำเนินการมาถึงขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว จากนั้นเมื่อดำเนินการแจ้งความก็ถือว่าเสร็จสิ้นในส่วนที่เราต้องดำเนินการ ส่วนบทลงโทษจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของศาลและตำรวจ กรมป่าไม้มีหน้าที่แค่ส่งข้อมูลให้เท่านั้น ยืนยันว่าการบุกรุกพื้นที่ป่าถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายเดียวกัน

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่านายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรค พปชร. ถือครองใบ ภบท.5 จำนวน 350 ไร่ด้วยนั้น เรื่องนี้ต้องดูว่าจะมีการร้องเรียนเข้ามาอย่างไร เพราะต่างคนต่างวาระ แต่ละพื้นที่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ถ้ามีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเราก็ยินดีที่จะลงไปตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการร้องเรียนไปถึง ส.ส.คนอื่นแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.ปารีณา ส่งหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาที่กรมป่าไม้ เพื่อขอให้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าที่ดินของตัวเองอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น นายวราวุธ กล่าวว่า เพิ่งทราบเรื่องนี้จากสื่อเช่นกัน ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่รวบรวมเอกสารหลักฐานให้เรียบร้อยก่อน เพราะเราไม่อยากให้ส่งเอกสารไป แล้วพนักงานสอบสวนตีเรื่องกลับมา ดังนั้นได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนดำเนินการทุกอย่างต้องทำด้วยความรอบคอบ ทำให้แน่ใจก่อนที่จะไปแจ้งความ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ซึ่งทุกอย่างมีลำดับขั้นตอนของมันอยู่แล้ว ไม่ได้มีเรื่องซับซ้อนอะไร

แนะชาวไร่ข้าวโพดสกัดหนอนกระทู้ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456226

x

แนะชาวไร่ข้าวโพดสกัดหนอนกระทู้ระบาด

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ตามหลักวิชาการ หลังรับนโยบายเร่งฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านโครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร ก่อนเริ่มฤดูกาลรอบใหม่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกิดการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ขั้นตอนป้องกันหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เริ่มจากเตรียมดิน โดยไถตากดินก่อนปลูกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดดักแด้หรือหนอนที่หลบอยู่ในดิน ขั้นตอนเตรียมเมล็ดพันธุ์ โดยคลุกเมล็ดด้วยสารกำจัดแมลงไซแอน ทรานิลิโพรล 20% SC (กลุ่ม 28) อัตรา 20 มิลลิลิตร/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ก่อนปลูก สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่คลุกเมล็ดก่อนปลูกให้พ่นสารกำจัดแมลงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร 2 ครั้ง ช่วงข้าวโพดอายุ 22-45 วัน โดยไม่ใช้สารเคมีกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ใช้คลุกเมล็ด เน้นพ่นลงกรวยยอดข้าวโพด

หากเกษตรกรที่ปลูกไปแล้ว แต่ยังไม่ได้คลุกเมล็ดด้วยสารเคมี แนะนำให้พ่นสารกำจัดแมลงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร 2 ครั้ง ช่วงข้าวโพดอายุ 7 และ 21 วันหลังงอก และพ่นสารกลุ่มที่ไม่ซ้ำกับการพ่นช่วงแรก ในช่วงที่ข้าวโพดอายุ 22-45 วัน เน้นพ่นลงไปในกรวยยอดข้าวโพด เมื่อข้าวโพดอายุ 46 วันขึ้นไป ให้ใช้ชีววิธีควบคุมการระบาด เช่น ใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเจนซิส ปล่อยแมลงหางหนีบ มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต แตนเบียนไข่ แตนเบียนหนอน เป็นต้น

ทั้งนี้ วงจรชีวิตของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดมีรอบเวลา 30-40 วัน การทำลายข้าวโพดจะเป็นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น โดยทำลายตั้งแต่ต้นข้าวโพดอายุ 7 วันกระทั่งออกฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดเป็นรอยแหว่งหรือกินทั้งแผ่นใบ ความเสียหายที่เห็นได้ชัดคือ ระยะต้นอ่อนทำให้พืชตาย ระยะต้นแก่พืชจะไม่เจริญเติบโต ฝักลีบเล็กไม่สมบูรณ์ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73% นอกจากข้าวโพดแล้วยังมีพืชอาศัยอื่นที่เป็นแหล่งอาหารของหนอนกระทู้ลายจุดอีกมากกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง พืชตระกูลถั่ว มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ ฝ้าย ทานตะวัน  พืชตระกูลกะหล่ำ พืชตระกูลแตง และพืชผัก เป็นต้น

“การรับมือหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่สำคัญคือ ป้องกันก่อนเกิดปัญหา หมั่นสำรวจแปลงข้าวโพดตั้งแต่เริ่มงอก อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดจะได้รีบป้องกันกำจัดได้ทัน เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำในการป้องกันกำจัดได้ที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดในวงกว้าง การช่วยเหลือกันในชุมชน เป็นการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ที่ได้ผลดี” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456229

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ตั้งอยู่ที่ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน หลังปี 2549  เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรทำให้ผลผลิตเสียหาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้นทรงมีรับสั่งให้กองงานราชเลขาธิการ มาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารบริโภค จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ หันมาปลูกข้าวเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด  “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

นายสำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทานเล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่ม เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนสร้างความมั่นคงของ อ.ท่าวังผา ให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่  เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ยังได้พระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน สำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้ราษฎรและเสด็จมาทรงเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์  2552

โรงสีพระราชทานแห่งนี้นำหลักการสหกรณ์ มาใช้บริหารงานดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือก เพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิกธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ โดยกิจกรรมรวบรวมรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิดอัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาทและสีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 2 บาท ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์บรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านนำไปทำปุ๋ยหมัก หรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ผลพลอยได้จากการสีข้าวทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางให้ด้วย

เมื่อกิจการโรงสีข้าวขยายขึ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังผลิตที่รองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรการผลิตที่ดีหรือ GMP ซึ่งโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว กข 6 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หลังจากส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้แปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”  เน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งโรงสีส่ง “ข้าวน่าน” ไปวางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

“การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้บริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 คนทำให้สมาชิกยึดหลักการร่วมกันคิดร่วมกันทำ และอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ  560,000-600,000 บาทต่อปี เมื่อถึงสิ้นปีจ่ายปันผลคืนให้สมาชิกแม้ผลกำไรอาจไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน  10 ไร่ดังนั้น ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยถึงนำมาขาย  อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อจะปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และอิงกับราคาตลาด” นายสำเนียง กล่าว

“อีกสิ่งสำคัญที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฝากไว้คือทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้  สืบสานการทำนา อาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ ทางโรงสีจึงร่วมมือกับโรงเรียน  บ้านและวัดในอ.ท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนมีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร อิงภูมิปัญญาท้องถิ่นและทำเกษตรผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผายังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯทรงมีรับสั่งให้ทำโรงสีข้าวฯเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถ และเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้ลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

คูโบต้าเสวนาหนุนทำเกษตรปลอดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456224

x

คูโบต้าเสวนาหนุนทำเกษตรปลอดเผา

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือหน่วยงานด้านเกษตรชั้นนำของไทย ได้แก่ กรมการข้าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา ทำได้อย่างไร?” ตามโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เพื่อร่วมแก้ปัญหาการเผาจากภาคการเกษตร กระตุ้นให้เกษตรกรไทยในจ.เชียงใหม่ รวมถึงภาคเหนือ และผู้เกี่ยวข้องตระหนักความสำคัญ ตลอดจนได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำเกษตรปลอดการเผา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจ.เชียงใหม่ และเขตพื้นที่ภาคเหนือ

ในการเสวนาได้รับเกียรติจากนายทองมา มานะกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ นายครองชัย ตรีสัตย์ผู้จัดการฝ่ายเครื่องจักรกลการเกษตร บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด รศ.ดร.ณัฐาโพธาภรณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายสุชาติ นิตยพงศ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จ.เชียงใหม่ ร่วมเปิดงานเสวนา “เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” ในงาน “งานวันเกษตรภาคเหนือครั้งที่ 9” ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

การเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้นจากวิทยากรของแต่ละหน่วยงาน มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาในภาคเหนือ หลักการแนะนำองค์ความรู้ วิธีการที่จะทดแทนการเผาจากทุกหน่วยงาน ตลอดจนนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต้องเผา

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้นำเครื่องจักรกลการเกษตรที่ช่วยทำเกษตรปลอดการเผามาจัดแสดง นิทรรศการความรู้การจัดการและสร้างรายได้จากวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวแบบไม่เผา รวมไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการส่งเสริม และสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานเสวนากว่า 300 คน

รักษ์เกษตร : คิดและทำการเกษตรให้ได้ผลดี… ต้องปรับปรุงบํารุงดินเป็นอันดับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456228

x

รักษ์เกษตร : คิดและทำการเกษตรให้ได้ผลดี… ต้องปรับปรุงบํารุงดินเป็นอันดับแรก

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงดินวิธีง่ายๆ ที่เกษตรกรสามารถจัดทำได้เองอย่างไม่ยุ่งยากนักด้วยครับ ขอบคุณครับ

ชีวิน แสงทองอร่าม

อ.เบตง จ.ยะลา

คำตอบ

ดินมีความเสื่อมโทรมลงจากสาเหตุตามธรรมชาติ และมนุษย์เร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว แต่จะเพราะด้วยสาเหตุใดก็ตาม การใช้ทรัพยากรดินมากเกินไป การใช้ไม่ถูกวิธี และการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ทำให้ความสมดุลของธรรมชาติของดินถูกทำลายไปแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อันดับแรก ต้องให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ควรได้เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น ซึ่งนักวิชาการเกษตร ได้แนะแนวทางการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้ผลดังนี้

วิธีการปรับปรุงบำรุงดินวิธีง่ายๆ ที่เกษตรจะช่วยกันปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชด้วย 2 วิธีคือ

1. การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก1)ปุ๋ยพืชสด ได้จากการไถกลบพืชปุ๋ยสดในขณะที่ยังเขียวสดอยู่ลงดิน นิยมไถกลบในช่วงออกดอกเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำหนักสดและธาตุอาหารสูง ปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ในระยะเวลา 7-14 วัน จะให้ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุแก่ดิน แล้วจึงทำการปลูกพืชหลักที่ต้องการ พืชปุ๋ยสดที่นิยมปลูก ได้แก่ พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และโสนอัฟริกัน

2) ปุ๋ยคอก ใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศดีขึ้น ช่วยเพิ่มความคงทนของการจับตัวเป็นเม็ดดิน และเป็นแหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน 3)ปุ๋ยหมักใช้เพื่อเพิ่มหรือยกระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชมากยิ่งขึ้น

2.การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการไถกลบตอซัง เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินก่อให้เกิดผลดี ดังนี้ 1)ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ง่ายต่อการเตรียมดิน การระบายอากาศในดินเพิ่มขึ้น การซึมผ่านของน้ำและการอุ้มน้ำของดินดีขึ้น2)ช่วยปรับปรุงสมบัติทางเคมีของดินช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุให้แก่ดิน ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะปลดปล่อยสู่ดินจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ในระยะยาว

3) ช่วยปรับปรุงสมบัติทางชีวภาพของดิน ช่วยทำให้ปริมาณและกิจกรรมจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

การปรับปรุงบำรุงดินให้ได้ผลผลิตที่ดีจะต้องคิดและทำเป็นอันดับแรกก่อนการเพาะปลูกในฤดูถัดไปเพราะถือว่าเป็นตัวกำหนดคุณภาพและจำนวนผลผลิตที่ได้ในฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจึงจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับดินอย่างมาก ก่อนนะครับเพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับทรัพยากรดิน และเพิ่มพูนความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรเองด้วย

นาย รัตวิ

สทนช.ถก25หน่วยงานคลอดแผนสู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456225

x

สทนช.ถก25หน่วยงานคลอดแผนสู้แล้ง

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า สทนช.ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 25 หน่วยงาน  เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี มีข้อสรุปสำคัญ 3 ประเด็นคือ 1.ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำและระบายน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งสทนช.ติดตามแผนจัดสรรน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ พบมีการจัดสรรน้ำเกินแผนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกระเสียว ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แห่ง ของเขื่อนที่มีปริมาณน้ำไม่พอทำเกษตร ปัจจุบันพบว่า แผนจัดสรรน้ำ 13 ล้าน ลบ.ม. แต่จัดสรรน้ำแล้ว 17.62 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 135% ที่ประชุมจึงย้ำกรมชลประทาน (ชป.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ควบคุมการจัดสรรน้ำให้พื้นที่ ตามปริมาณน้ำที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ประเด็นที่ 2 กำหนดเจ้าภาพหลักป้องกันแก้ปัญหาให้พื้นที่เป้าหมายเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ที่ประชุมมอบให้การประปานครหลวง (กปน.) พิจารณาการใช้น้ำจากฝั่งตะวันตก มาทดแทนการใช้น้ำจากฝั่งตะวันออกให้มากขึ้น พร้อมร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อสำรองน้ำเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคในเขตการประปาภูมิภาค (กปภ.) 48 สาขา 64 อำเภอ 26 จังหวัด ที่สำรวจไว้เดิม และอีก 13 แห่ง ของ กปภ.ริมแม่น้ำโขง ใน 7 จังหวัด 19 อำเภอ มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะบ่อบาดาล 13 แห่ง รวมถึงมอบกรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม 19 แห่ง ส่วนอีก 29 แห่ง ที่เหลือให้ กปภ.พิจารณาหาแหล่งน้ำสำรอง สำหรับนอกพื้นที่บริการ กปภ. ที่มีความเสี่ยง 38 จังหวัด โดยเฉพาะประปาชุมชนและประปาหมู่บ้าน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสำรวจสถานภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่ หากพื้นที่ใดเสี่ยงขาดน้ำต้องประสานกับกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดลจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำสำรอง

ประเด็นสุดท้าย ที่ประชุมพิจารณาพื้นที่นำร่องกำหนดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสำหรับหน่วงและเก็บกักน้ำหลาก เพื่อกักเก็บน้ำในหน้าฝน โดยมอบให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง และทุ่งบางระกำ โดยเพิ่มเติมโครงการนำร่องพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำยัง จ.ร้อยเอ็ด และบางพลวง จ.ปราจีนบุรี พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางการจ่ายค่าชดเชยตามมติ ครม.วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา

‘อลงกรณ์’ลุยกระบี่-พังงา-ภูเก็ต รับฟังปัญหาชาวประมง พร้อมให้กำลังใจจนท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456287

'อลงกรณ์'ลุยกระบี่-พังงา-ภูเก็ต รับฟังปัญหาชาวประมง พร้อมให้กำลังใจจนท.

‘อลงกรณ์’ลุยกระบี่-พังงา-ภูเก็ต รับฟังปัญหาชาวประมง พร้อมให้กำลังใจจนท.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.29 น.

25 พ.ย.2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพประมง และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยได้เข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) และศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง (PIPO) จังหวัดกระบี่ กรมประมง พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมการทำประมงในอ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการทำการประมงในอ่าวปากพนัง เป็นการทำประมงชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน มีเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงได้แก่ อวนลอยกุ้ง อวนลอยปลา อวนจมปู เบ็ดราว อวนลอยปูม้า งมหอย ฯลฯ แต่ด้วยสภาพปัญหาของอ่าวปากพนังในปัจจุบัน ได้มีการลักลอบใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง มีความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้เครื่องมือประมงถูกกฎหมายและเครื่องมือผิดกฎหมาย มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย การขัดขวาง ปิดล้อม ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการขาดจิตสำนึกของชาวประมงบางกลุ่ม เนื่องจากมีเรื่องรายได้เป็นสิ่งล่อใจในการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย เช่น คราดหอย อวนรุน อวนลาก ยอปีก โพงพาง ลอบพับได้ หรือไอ้โง่

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาในอ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผลคดีการกระทำผิดในพื้นที่หลายคดี มีความขัดแย้งในพื้นที่ มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน มีการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีการแย่งชิงตัวผู้ต้องหาและแย่งชิงของกลาง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 2 (สงขลา) กรมประมง ได้หาแนวทางในแก้ไขปัญหา โดยการจัดชุดปฏิบัติการในการเข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง และที่สำคัญยังได้ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เช่น การสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยของสัตว์น้ำ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำ ควบคุมเผ้าระวังร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อความสุขและความยั่งยืนของทรัพยากร