ด่วน!!! กรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกแบนสาร’ไกลโฟเซต’-อีก2ชนิดเลื่อนไป6เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456685

ด่วน!!! กรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกแบนสาร'ไกลโฟเซต'-อีก2ชนิดเลื่อนไป6เดือน

ด่วน!!! กรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกแบนสาร’ไกลโฟเซต’-อีก2ชนิดเลื่อนไป6เดือน

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.41 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุตสาหกรรม เป็นฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน คือ มติแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 หลังจากมติคณะกรรมการอันตรายออกไป ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งเกษตรกร ผู้นำเข้าอาหารสัตว์ต่าง ๆ ออกมาเคลื่อนไหว ต้องการให้เลื่อนการแบน 3 สารเคมีออกไปก่อน

ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อเสนอของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จึงมีมติดังนี้

1. ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1 มิถุนายน 2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

2. มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการในการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือน

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการมาร่วมประชุม 24 คน จาก 29 คน ได้พิจารณาข้อมูลและมีการแสดงความคิดเห็นแล้ว มีมติเอกฉันท์ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาบังคับใช้เลื่อน จาก 1 ธันวาคม 2562 เป็น 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

คณะกรรมการฯ มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือน นับจากวันที่มีมติ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กว่า “ด่วน!!!กรรมการวัตถุอันตราย
ยกเลิกการแบนสารไกลโฟเซต”

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า’

https://www.naewna.com/local/456669

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.15 น.

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายสตรีจากหลายองค์กร ร่วมเข้าพบให้กำลังใจ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยกย่องว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็งและมุ่งมั่นปกป้องสุขภาพของประชาชนจากอันตรายของสารเคมีที่มีพิษ ทั้งนี้ผู้ที่เข้าให้กำลังใจบางคนนำลูกหลานมาด้วยและระบุว่าชื่นชมจุดยืนของ น.ส. มนัญญา ในฐานะเพศแม่ที่ทำเพื่อปกป้องสุขภาพลูกหลาน ไม่ให้ได้รับอันตรายจากสารตกค้างในอาหาร อีกทั้งขอให้รัฐบาลไม่ขยายระยะเวลาการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดตามแรงกดดันและผลประโยชน์ทางการค้า

น.ส.มนัญญา ได้อุ้มทารกคนหนึ่งด้วยความเอ็นดูและกล่าวแก่ผู้มาให้กำลังใจ ว่า ตั้งใจจะเดินหน้าการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อไป โดยจากการไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไปตรวจเลือดนักเรียนพบสารพิษตกค้างในเลือด จึงเห็นว่าเด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่สมควรได้รับผลจากการหวังประโยชน์ทางการค้า ขณะนี้ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชุนดังกล่าว เพื่อให้ชาวบ้านบริโภคในครัวเรือนและโรงเรียนนำมาทำอาหารกลางวันเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของนักเรียน และจะขายแนวทางนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติทั่วประเทศ

เกษตรฯพลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย เตรียมเปิดตัว Quick Win

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456642

เกษตรฯพลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย เตรียมเปิดตัว Quick Win

เกษตรฯพลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย เตรียมเปิดตัว Quick Win

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 11.40 น.

เกษตรฯ พลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย ชูเทคโนโลยีดิจิทัลการเกษตรเตรียมเปิดตัว Quick Win ให้บริการออนไลน์ครั้งแรก พร้อมกันทุกหน่วยงานในสังกัด 27 ธันวาคมนี้

27 พ.ย.62 อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มุ่งมั่นในการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของประเทศ และขับเคลื่อนให้เป็นกระทรวง ที่ก้าวล้ำทันสมัย ยกระดับการบริการสู่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร และมีเป้าหมายในการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech เพื่อยกระดับการบริการเกษตรกร การทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนเพื่อเป้าหมายยกระดับ GDP ประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการเกษตรซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ และมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ

สำหรับแนวทางในระยะแรก คือ การปฏิรูปกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นกระทรวงเทคโนโลยีที่ทันสมัย สู่มิติใหม่แห่งยุค Digital Transformation โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป ด้วยการ Quick Win ของ 22 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร ในรูปแบบแอปพลิเคชั่นให้บริการทางออนไลน์ จัดเป็น Cluster 6 กลุ่ม ให้บริการแก่เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะ ประกอบด้วย 1. กลุ่มการให้บริการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจด้านนโยบายการผลิต ได้แก่ (1) ฐานข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Big data) โดยกรมชลประทาน (2) ศูนย์ข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินภาคสหกรณ์ไทย โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (3) การจัดทำระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านข้าวและพัฒนาข้อมูลเชิงแผนที่เพื่อสนับสนุนการใช้งานแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Rice GIS) โดยกรมการข้าว

2. กลุ่มการให้บริการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจด้านการผลิตสำหรับเกษตรกร ได้แก่ (1) ระบบช่วยตัดสินใจในการลงทุนปลูกพืช โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2) การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้าภายใต้หลักการบริหารจัดการความเสี่ยง โดย กรมประมง (3) ระบบปศุสัตว์ไทย 4.0 (DLD 4.0) โดย กรมปศุสัตว์ (4) การพัฒนาระบบรับคำขอและออกใบผ่านด่านยางพารา ผ่านระบบ NSW โดย กรมวิชาการเกษตร (5) พัฒนาแหล่งบริการข้อมูลแหล่งรับซื้อ-ขายสินค้าเกษตรและข้อมูลอุปกรณ์การตลาดของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผ่านระบบ GPS โดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ (6) ระบบบริการประชาชนออนไลน์ ส.ป.ก. “ปันสุข” โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (7) ศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ โดย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร (8) การพัฒนา Platform เพื่อรองรับการดำเนินงานเกษตรอัจฉริยะ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (9) โครงการบริการข้อมูลเพื่อการเกษตรอัจฉริยะบนพื้นที่สูง โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (10) ระบบคำนวณราคาและบันทึกประวัติคุณภาพน้ำดิบ (COWCULATOR) โดย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (11) ระบบสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง โดย การยางแห่งประเทศไทย

ส่วนกลุ่มที่ 3.กลุ่มการให้บริการข้อมูล ได้แก่ (1) ระบบสืบค้นและให้บริการข้อมูลดิน โดย กรมพัฒนาที่ดิน (2) การให้บริการข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตรผ่านแอพพลิเคชั่น TAS2GO โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งช่าติ (3) ระบบการจองเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบหมู่คณะแบบออนไลน์ โดย สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (4) Application จัดเก็บและรายงานราคาสัตว์น้ำ โดย องค์การสะพานปลา (5) การพัฒนาฐานข้อมูลสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ของเกษตรกร กลุ่มสถาบันเกษตรกร และ OTOP ในเครือข่าย อ.ต.ก. ภายใต้เว็บไซต์ Ortorkor.com โดย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 4. กลุ่มการให้บริการข้อมูล Big Data & Innovation ได้แก่ การเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัล (DOAE Open Data) โดย กรมส่งเสริมการเกษตร

5. กลุ่มการให้บริการช่องทางการตลาด ได้แก่ ระบบให้บริการข้อมูลร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐานของกรมหม่อนไหม โดย กรมหม่อนไหม 6. กลุ่มการให้บริการองค์ความรู้ ได้แก่ การพัฒนาระบบศูนย์กลางข้อมูลการวิจัยการเกษตรของประเทศ โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมกำหนดเปิดตัวใช้งาน Quick Win ทันทีโดยคิกออฟพร้อมกันทุกหน่วยงานในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรและประชาชน โดยจะรวมบริการออนไลน์ทั้ง 6 กลุ่มให้สามารถสืบค้นข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งขณะนี้ ทุกหน่วยงานมีความพร้อมคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% เบื้องต้น สามารถดูรายละเอียดข้อมูลการให้บริการในแต่ละกลุ่มของทุกหน่วยงานได้ทาง https://www.moac.go.th/article-preview-412791791792 และหลังจากดำเนินการ Quick Win ระยะแรกแล้ว ในระยะถัดไปจะยังคงเดินหน้าปฏิรูปกระทรวงเกษตรฯ โดยพัฒนา Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สามารถให้บริการเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ  ในกระทรวงทั้ง 77 จังหวัด สำนักงานเกษตรในต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ นับเป็นกระทรวงต้นน้ำด้านแหล่งผลิต จะเชื่อมโยงกับกระทรวงต่างๆ ที่เป็นกลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำปลายน้ำ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศเกษตร 4.0 ไปพร้อมกัน

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแปรรูปข้าวลอต2 ชาวนาไทยเฮ!ยอดส่งขายเพิ่มอีกกว่าล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456479

x

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแปรรูปข้าวลอต2 ชาวนาไทยเฮ!ยอดส่งขายเพิ่มอีกกว่าล้านตัน

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชาวนาไทยเฮลั่น “เฉลิมชัย” ขอให้จีนเร่งขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวลอตที่ 2 คาดส่งออกข้าวไทยเพิ่มอีกมากกว่า 1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 27,000 ล้านบาท

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังหารือกับนายจาง จี้เหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ว่า การหารือดังกล่าว เพื่อขอบคุณ GACC ที่ให้ความสำคัญกับการส่งออกข้าวจากไทยไปจีน โดยฝ่ายไทยเสนอรายชื่อผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 ให้ GACC เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่ง GACC แจ้งว่าจะเร่งพิจารณารายละเอียดการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตฯ ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

สำหรับประเทศจีนแจ้งว่าข้าวไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในจีน และจีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวจากไทย ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 49 ราย ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รายย่อย จึงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกไปจีน วันนี้จึงถือเป็นข่าวดีที่ฝ่ายจีนตอบรับที่จะให้การสนับสนุนและเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอีกลอตใหญ่คาดว่าข้าวไทยกว่า 1 ล้านตัน จะถูกส่งออกมายังจีนเร็ววันนี้

นอกจากนี้ สองฝ่ายยังหารือเพิ่มเติมด้านการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนที่สำคัญ อาทิ เร่งรัดพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกจากไทยไปจีน เร่งรัดการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้เพิ่มเติม การส่งออกสุกรแช่เย็นแช่แข็งของไทย การส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากไทยไปจีน การส่งออกรังนกดิบ การตรวจประเมินโรงงานผู้ผลิตสัตว์ปีก รวมทั้งการขอให้ด่านตงซิง ซึ่งเป็นด่านนำเข้าผลไม้แห่งที่สองของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้จากต่างประเทศแล้ว สามารถนำเข้าผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางบก เช่นเดียวกับด่านโหย่วอี้กว่าน เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายจีนรับจะนำทุกข้อเสนอของฝ่ายไทยไปพิจารณาในข้อมูลด้านเทคนิค และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจอย่างเร็วที่สุด

เตือนรับมือโรคแอนแทรคโนสในกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456481

x

เตือนรับมือโรคแอนแทรคโนสในกาแฟ

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศเย็นลงมีหมอกตอนเช้า และมีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเฝ้าระวังการระบาดของโรคแอนแทรคโนส จะพบในระยะที่ต้นกาแฟเริ่มติดผลจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต อาการที่ใบ พบได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางแผลตาย ถ้ารุนแรงแผลขยายขนาดเป็นแผลใหญ่ ทำให้ใบแห้งไหม้ทั้งใบ อาการที่กิ่ง จะพบบนกิ่งเขียวไหม้ ทำให้ใบเหลืองและร่วง กิ่งเหี่ยวและแห้งทั้งกิ่ง อาการที่ผล พบได้ทั้งผลอ่อนและผลแก่ เริ่มแรกผลจะมีจุดสีน้ำตาลเข้ม หากรุนแรง จุดขยายรวมกันเป็นแผลรูปร่างไม่แน่นอน เนื้อเยื่อแผลยุบตัว กรณีพบที่ผลอ่อนจะทำให้ผลไม่พัฒนาเป็นเมล็ดและเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่ผลยังคงติดอยู่บนกิ่งต้นกาแฟ ส่วนพบที่ผลแก่จะทำให้ผลสุกแก่เร็วขึ้น

สำหรับต้นกาแฟระยะติดผล เกษตรกรควรหมั่นสำรวจและป้องกันกำจัดมอดเจาะผลกาแฟสม่ำเสมอ เนื่องจากมอดเจาะผลกาแฟจะทำให้ผลเกิดบาดแผลที่เป็นช่องทางให้เชื้อราเข้าทำลายผลได้มากขึ้น จากนั้น เกษตรกรควรตรวจแปลงปลูกและเก็บผล ตัดแต่งกิ่ง ใบ ดอก และส่วนที่เป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น นำไปทำลายอีกทั้งควรรักษาระดับร่มเงาให้เหมาะสมเพื่อรักษาระดับความชื้นและช่วยป้องกันการเกิดโรค

กรณีพบโรคเริ่มระบาดที่ใบ กิ่ง ดอก และผลอ่อน ให้เกษตกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรหยุดพ่นสารเมื่อผลกาแฟเริ่มแก่จนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม ใบ และเก็บผลที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อให้โล่งโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก และแสงแดดลอดผ่านได้ จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น เพื่อให้ต้นกาแฟมีความแข็งแรง

เกษตรฯเร่งชงครม.ใช้วันแมปแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456485

x

เกษตรฯเร่งชงครม.ใช้วันแมปแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ธรรมนัส” ลงพื้นที่นราธิวาส หนุนโรงเรียนสอนแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้นักเรียนนำไปใช้ พร้อมเตรียมเสนอ ครม. ดึงวันแมป เข้ามาแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมผลงานของโรงเรียน ณ โรงเรียนนราสิกขาลัย อ.เมือง จ.นราธิวาส ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะร่วมกับสถานศึกษาเพื่อให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตร ให้กับทางโรงเรียนไว้ใช้ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน ในเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตร ที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิด และให้เด็กนักเรียนนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ ซึ่งจะมีการฝึกให้กับเด็กนักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยในส่วนการส่งเสริมการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ อาจนำมาเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และอาจขยายต่อในการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียน และนำไปพัฒนาสู่แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงได้ในอนาคต

จากนั้นได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอสุไหปาดี เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่ที่มีปัญหาจากเกษตรกร อีกทั้งได้เดินทางไปเยี่ยมชมการแปรรูปข้าว และพบปะเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวหอมกระดังงา ณ บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งจากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินจำนวนมาก เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เร่งรัดในการจัดรูปที่ดินให้กับเกษตรกรให้เร็วที่สุดโดยยอมรับว่าการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรขณะนี้ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากมีพื้นที่ทับซ้อนจำนวนมาก และขณะนี้มีทั้งพื้นที่อุทยาน พื้นที่กรมป่าไม้ ทับซ้อนกับพื้นที่ของ ส.ป.ก. จำนวนมาก จนเป็นปัญหาต่อการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทางรัฐบาลกำลังเร่งรัดในการแก้ปัญหาในส่วนพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด โดยจะให้ใช้มาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน โดยในอัตราส่วนเดียวกันทั้งหมด คือในมาตรส่วน 1 ต่อ 4,000 หรือวันแมป เพื่อป้องกันการทับซ้อนเบื้องต้นได้เสนอแนวทางต่อนายกรัฐมนตรีรับทราบและเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยจะมีการนำเสนอต่อ ครม.ให้เร็วที่สุด และคิดว่าน่าจะเป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนได้

“ในส่วนปัญหาที่ดินทำกินของพื้นที่ จ.นราธิวาส จากนี้ไปจะเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องมีความชัดเจนในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร และจะต้องมีความโปร่งใส ขณะเดียวกัน พื้นที่อื่นๆ การจัดสรรที่ดินก็ต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกันและจากนี้ไปพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้งหมดที่เหลืออีก 20,000 กว่าไร่ ต้องมีการจัดสรรที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยจะดำเนินการให้หมดภายใน 180 วัน”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ส่องเกษตร : บริหารขาประจำแบบขาจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456484

449007

ส่องเกษตร : บริหารขาประจำแบบขาจร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย่างเข้าสู่ปลายพฤศจิกายน อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ปีใหม่ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ส่วนข้าวอายุสั้น เช่น กข.15อาจเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ในขณะที่ข้าวหอมมะลิ 105 อยู่ในช่วงของการก็บเกี่ยวพอดี ฤดูเก็บเกี่ยวเป็นฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก กลไลตลาดจะเริ่มชัดเจนขึ้น พอผลผลิตออกมามาก ราคาก็ตกต่ำลงไป หรือในบางช่วงอาจมีคนทำให้ราคาตกต่ำลง โดยที่เกษตรกรได้แต่มองตาปริบๆ ปัญหาของเกษตรกรไม่ได้เริ่มหลังผลผลิตออกสู่ตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การปลูกเลยทีเดียว เมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ สู่ทุ่งรวงทอง ปัญหาที่ตามมาคือเครื่องเกี่ยวข้าวไม่เพียงพอกับช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน กระทบไปถึงคุณภาพของข้าว ทั้งการเก็บเกี่ยวในขณะที่ยังไม่สุกแก่เต็มที่หรือการเก็บเกี่ยวเมื่อเลยระยะเวลาที่เหมาะสมทั้งหมดนี้ ต่างก็กระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับทำให้ต้องมีการใช้ถนนสาธารณะเพื่อเป็นลานตากข้าวตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เกษตรกรต้องดิ้นรนช่วยตนเอง ผ่านองค์กรเกษตรกรทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน บางแห่งอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เข้ามาช่วยเหลือบริหารจัดการกันไป

ในบรรดาปัญหาเหล่านี้ เรื่องราคาผลผลิตตกต่ำเป็นเรื่องที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่โครงการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีอยู่หลายโครงการมาก แต่โครงการเหล่านี้คล้ายจะไม่เอื้อต่อกัน เป็นโครงการที่เป็นชิ้นๆ ของใครของมันไม่ว่าจะเป็นโครงการชะลอการขายข้าว การประกันรายได้ โดยหลักการเหมือนจะแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็ยังมีช่องว่าง พอที่จะให้ผู้กว้างขวางในวงการค้าข้าวสอดแทรกเข้ามา ทำให้ตลาดการค้าข้าวสะเทือนได้ เช่นใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ ส่งผลให้ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ลดลงไปอย่างน่าใจหาย แต่เสียงของเกษตรกรเหล่านี้อาจดังไม่พอ ไม่เหมือนกับกรณี 3 สาร หรือชวนคิดได้ว่าปัญหาราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาปกติ เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงไม่สามารถสร้างกระแสขึ้นในสังคมได้ ไม่เหมือนเรื่องของ 3 สาร ที่โต้กันผ่านสื่อจนไม่เหลือพื้นที่สื่อให้กับประเด็นความเดือนร้อนเดิมๆ ที่ไม่เคยแก้ไขให้สำเร็จได้เลย

หลังการเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรจะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง สำหรับแล้งนี้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ต่างออกมาเตือนว่าปีนี้แล้งแน่ น้ำทำนาปรังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากฝนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนทำให้ไม่สามารถกักเก็บได้ สำหรับเกษตรกรในเขตอีสานตอนล่าง ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนที่ผ่านมา เรือกสวนไร่นาเสียหายเป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำลดก็ไม่สามารถปลูกข้าวได้แล้ว หลายหน่วยงานรวมทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น โดยจะสนับสนุนให้ปลูกพืชอายุสั้นที่สามารถใช้ความชื้นที่มีอยู่ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้กลับมาบ้าง ผ่านไป 2 เดือน คำสัญญาหน้าฝนก็จางหายไปกับฝน ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น พร้อมกับความชื้นในดินก็ระเหยไปกับสายลมและแสงแดดที่แผดเผาของฤดูหนาว ครบปีอีกครั้งเกษตรกรเหล่านี้ ยังไม่ได้ผลตอบแทนจากทุน คือ ที่นา ที่เขามีอยู่เลย แล้วจะใช้ชีวิตในฤดูต่อไปอย่างไร เมื่อไม่มีงานไม่มีผลตอบแทนจากไร่นา สิ่งที่ตามมาคือการดิ้นรนเข้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อหารายได้จากการรับจ้างต่างๆ แทน หากวัฎจักรนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ความสิ้นหวังในการทำการเกษตรจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และซ้ำเติมให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและปัญหาครอบครัวตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อพิจารณาการเตรียมการขอหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย และโครงการอื่นๆ อีกมาก ประเด็นสำคัญที่คล้ายๆ กัน คือ ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่จะให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเข้าถึงและนำไปเพาะปลูกได้ โดยไทยเรายังต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดจากต่างประเทศ โดยที่ภาครัฐเข้ามาดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อสนับสนุนโครงการเหล่านี้น้อยมาก นัยว่าเป็นการสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ให้กับภาคเอกชน สิ่งที่ตามคือการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ดำเนินการได้อย่างจริงจังเข้มงวดเพียงใด ทุกอย่างๆ ก็จะวนๆ และตกไปที่เกษตรกรในที่สุด ไม่ต่างจากสารเคมีทางการเกษตร เกษตรกรจะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร จะมีเกษตรกรกี่รายที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาประจำๆ ที่ท้าทายความสามารถของขาจรที่เข้ามาบริหารจัดการ อย่าคิดแค่ฉาบฉวยบนผลประโยชน์ทับซ้อน ให้มองลึกลงในแววตาแห่งความหวังของเกษตรกร ก่อนที่ปัญหาเหล่านี้จะทำให้อาชีพการเกษตรล่มสลายไปจากสังคมไทย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สทนช.-พด.เซ็นMOUร่วมใช้ข้อมูลแผนที่ เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำทั้งปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456483

x

สทนช.-พด.เซ็นMOUร่วมใช้ข้อมูลแผนที่ เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำทั้งปท.

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และนางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือใช้แผนที่และหรือข้อมูลทางแผนที่ ระหว่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกับกรมพัฒนาที่ดิน โดยมี นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. และนายสถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเป็นพยานในบันทึกข้อตกลง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า จากการที่สทนช.ร่วมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานด้านน้ำมากกว่า 40 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด พบว่า ฐานข้อมูลที่ได้จากหลากหลายหน่วยงานนั้น มีประโยชน์มากในการนำมาต่อยอดบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จึงมีแนวคิดนำฐานข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับภารกิจก้าวต่อไปของ สทนช. ตามบทบาทที่เพิ่มขึ้นจากพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางแผนที่และข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นข้อมูลสนับสนุนการวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์น้ำด้วย และเห็นว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านแผนที่และมีฐานข้อมูลใช้ประโยชน์ที่ดินของทั้งประเทศ รวมทั้งพัฒนาแบบจำลองเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพและมีค่าความแม่นยำสูง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) สำหรับนำมาประกอบการวิเคราะห์สภาพภูมิประเทศในระดับลุ่มน้ำและจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายและแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ซึ่งอนาคต สทนช. และกรมพัฒนาที่ดิน จะมีความร่วมมือในการทำงานด้านอื่นๆ ต่อไป

ด้าน นางสาวเบญจพร ชาครานนท์อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินร่วมกับสทนช.จัดหาแหล่งน้ำสาธารณะให้ชุมชน ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) และเนื่องจากกรมมีข้อมูลพื้นฐานด้านแผนที่และการใช้ที่ดินจำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามาใช้บริการฐานข้อมูลต่อยอดเชื่อมโยงการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาประเทศและยกระดับภาครัฐให้ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือใช้แผนที่และหรือข้อมูลทางแผนที่ ระหว่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกับกรมพัฒนาที่ดิน มีระยะเวลา 10 ปี โดยมีกรอบความร่วมมือดำเนินงานเพื่อขอรับการสนับสนุนและให้บริการแผนที่และข้อมูลแผนที่ในพื้นที่ดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ตามความจำเป็นและเหมาะสม ดังนี้ (1)ภาพถ่ายทางอากาศสีเชิงเลข มาตราส่วน 1: 25,000 (2)ภาพถ่ายออร์โธสีเชิงเลข มาตราส่วน 1: 25,000 (3)ภาพถ่ายออร์โธสีเชิงเลข มาตราส่วน 1: 4,000 (4)แผนที่เส้นชั้นความสูงเชิงเลข มาตราส่วน 1: 4,000 (5)แบบจำลองระดับสูงเชิงเลข มาตราส่วน 1: 4,000 (6)หมุดหลักฐานภาคพื้นดิน (7)แผนที่สภาพการใช้ที่ดิน (8)ข้อมูลดิน และ(9) แผนที่แสดงชั้นความเหมาะสมของการปลูกพืชเศรษฐกิจ

สหกรณ์ศรีสะเกษระดมสมอง ทำแผนแก้ปัญหาการบริหารงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456478

x

สหกรณ์ศรีสะเกษระดมสมอง ทำแผนแก้ปัญหาการบริหารงาน

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษเปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อประมวลผลการพิจารณาปัญหา/อุปสรรคและข้อบกพร่อง กำหนดแนวทางแก้ไขการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด โดยผู้เข้าร่วมประชุม ได้เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อภิปรายอย่างกว้างขวาง เห็นชอบร่วมกันให้สหกรณ์นำข้อสังเกตแนะนำ จากที่ประชุม ไปใช้เป็นแนวทางจัดทำแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ โดยมอบภารกิจให้มีผู้รับผิดชอบทำหน้าที่ปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมายและกำหนดระยะที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ให้สหกรณ์ กำหนดเป็นวาระหนึ่งเพื่อติดตามผลดำเนินงาน ในคราวที่จัดประชุม เป็นประจำทุกเดือนมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรายงานผลปฏิบัติงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง ที่ประชุมกำหนดให้จัดประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อติดตามขับเคลื่อนการดำเนินงานของสหกรณ์เป็นประจำ อย่างน้อยทุกสามเดือน

นอกจากนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษยังแต่งตั้งมอบหมายเจ้าหน้าที่ไปร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ คอยกำกับดูแลให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้เกิดประสิทธิภาพที่ดี จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ขึ้น

‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.ตรวจที่ฟาร์มไก่’ปารีณา’ใหม่ หวั่นทำไม่ละเอียด-ถูกฟ้องกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456447

'ธรรมนัส'สั่งส.ป.ก.ตรวจที่ฟาร์มไก่'ปารีณา'ใหม่ หวั่นทำไม่ละเอียด-ถูกฟ้องกลับ

‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.ตรวจที่ฟาร์มไก่’ปารีณา’ใหม่ หวั่นทำไม่ละเอียด-ถูกฟ้องกลับ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.25 น.

“ธรรมนัส”สั่ง”ส.ป.ก.”ตรวจสอบที่”ปารีณา”ใหม่ หวั่นทำไม่ละเอียด-ถูกฟ้องกลับ ชี้ฟันอาญาไม่ได้ เหตุถือครองก่อนประกาศปฏิรูป เผยใช้แผนที่”one map”แนวโน้ม46ไร่รุกป่ากลายเป็นที่”ส.ป.ก.”90%

เมื่อเวลา 13.15 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ยังไม่มีความชัดเจน แม้จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งหนึ่งแล้ว ว่า ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ไปดำเนินการทั้งหมดแล้ว และ น.ส.ปารีณา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้มีการตรวจสอบแนวเขตใหม่ ต่อ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะประชุมเพื่อให้การดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันในการตรวจสอบแนวเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่า น.ส.ปารีณา เข้าใจไปเองว่ามีที่ดินในครอบครอง 1,700 ไร่ แต่ในข้อเท็จจริงมีประมาณ 600 ไร่

“การลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินของ ส.ป.ก.ในวันนั้น ไปทำแบบหยาบๆ ผมได้สั่งการให้ทำให้ละเอียดก่อนจะดำเนินการใดๆ ทำอะไร ถ้าทำไม่ละเอียดจะถูกฟ้องสวนกลับ เดี๋ยวจะไปไม่เป็น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปรังวัดใหม่ และที่สำคัญแต่ละกระทรวงต่างก็อ้างแผนที่ของตัวเอง ซึ่งจะมีข้อพิพาทกันตลอดเวลา ผมยืนยันว่ายังจะเดินหน้าแผนที่ One Map จะได้แก้ปัญหาไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งใช้เวลาอีกไม่นาน ผมเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว และท่านก็เห็นด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนจะต้องเชิญ น.ส.ปารีณา มาชี้แนวเขตหรือไม่นั้น ทาง ส.ป.ก.ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน ถึงจะเรียก น.ส.ปารีณา มาให้ข้อมูล ทั้งนี้ เรามีแผนที่ของเราอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะเอามาตรฐานของกรมป่าไม้ หรือ ส.ป.ก.เท่านั้นเอง นอกจากนั้น ตนได้สั่งการให้เลขา ส.ป.ก.ตรวจสอบการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ทั้ง 72 จังหวัด ซึ่งไม่ได้มีเจตนาจะไปการกลั่นแกล้งใครไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตเรื่องของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าลงไปตรวจสอบ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตามที่ตนได้ตั้งคณะกรรมการไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการ ส.ป.ก.แต่จะนำเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาร่วมด้วย ยืนยันว่าตนใช้กฎหมายฉบับเดียวกันมาบังคับใช้กับทุกคน ทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ ไม่ใช่เฉพาะหน้านักการเมือง เมื่อถามว่า พื้นที่ 46 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ที่มีการระบุว่ารุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เบื้องต้นเลขาธิการ ส.ป.ก.กับอธิบดีกรมป่าไม้ ได้หารือกันแล้วว่าต้องนำฝ่ายกฎหมาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาประชุมหาแนวทางในการจัดการเรื่องนี้

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรณี น.ส.ปารีณา ต้องย้อนไปถึงสมัย นายทวี ไกรคุปต์ ซึ่งเป็นบิดา ถือครองที่ดินผืนนี้มาก่อนที่จะประกาศเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.เราได้รับส่งมอบมาจากกรมป่าไม้ โดยมีผู้อยู่อาศัยครอบครองอยู่ด้วย ดังนั้น จึงไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ครอบครองอยู่ก่อน ไม่ว่ากรณีใดๆ เมื่อถามว่า เมื่อใช้แผนที่ one map แล้ว พื้นที่ 46 ไร่ ที่พบว่ารุกที่ป่าสงวนมีแนวโน้มจะกลายเป็นที่ ส.ป.ก.ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า 90 เปอร์เซ็นต์