สศก.จับมือกยท.สร้างBig Data ยกเครื่องฐานข้อมูลยางทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456754

x

สศก.จับมือกยท.สร้างBig Data ยกเครื่องฐานข้อมูลยางทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศยางพาราว่า เพื่อยกระดับความร่วมมือและบูรณาการด้านวิชาการ สู่การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างเป็นเอกภาพ เกิดความเข้มแข็งของภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับการความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานจัดทำBig Data กระทรวงเกษตรฯและมีภารกิจหลักทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ศึกษา วิจัย ประเมินผล และเสนอแนะมาตรการ สนับสนุนนโยบายรัฐบาล จึงพร้อมสนับสนุนข้อมูลแก่กยท. ทั้งนโยบายรัฐบาล  สถานการณ์การผลิต และการตลาดยางพารา เช่น ต้นทุน ผลตอบแทน ราคาที่เกษตรกรขายได้  รวมถึงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เช่น เนื้อที่ยืนต้น โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร พื้นที่ความเหมาะสมปลูกยาง นอกจากนี้ยังพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลวิจัย สนับสนุนเครื่องมือประมวลผลข้อมูลตลอดจนจัดกิจกรรมด้านวิชาการร่วมกัน

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลสถิติ เศรษฐศาสตร์ เกษตรกรรม ภูมิสารสนเทศ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่รวดเร็ว ทันสมัย ถูกต้อง จะช่วยวางแผนแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการลดความซ้ำซ้อนด้านข้อมูลได้มาก ซึ่งกยท.ในฐานะองค์กรรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ บริหารจัดการราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ บริหารเงินกองทุนพัฒนายางพารา ส่งเสริม สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการด้านยางพารา จึงยินดีสนับสนุนข้อมูลร่วมกับ สศก. ทุกด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศด้านอื่นเช่นกัน

สำหรับการยกระดับความร่วมมือของสศก. และกยท.ครั้งนี้ มุ่งสร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตร โดยพร้อมนำความรู้จากการศึกษา วิจัย ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วทุกด้าน ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีศักยภาพผลิต ยกระดับรายได้และอาชีพให้มั่นคง ส่งผลให้ภาคเกษตรไทยเข้มแข็งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจการเกษตรได้ทั้งในประเทศและเวทีสากล

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปั้นช่างเกษตรท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456755

x

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปั้นช่างเกษตรท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของโครงการพัฒนาความรู้เทคนิคการใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรให้เกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมขยายผลต่อเนื่องปี 2563 สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นเพิ่มอีก 3,500 คน มุ่งพัฒนาทักษะและเทคนิคซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้ซ่อมแซมแก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่นได้

ปัจจุบันเกษตรกรนำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทดแทนแรงงานมากขึ้น ประกอบกับกระทรวงเกษตรฯกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้เป็นกลไกพัฒนาเกษตรยุคใหม่ของประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร ทั้งเชิงปริมาณคุณภาพ และเวลา มุ่งเป้าพัฒนาในพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้น กรมจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรกิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ปี 2563 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคนิคการใช้ ซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร สร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการถือครองเครื่องยนต์เกษตรอยู่ประมาณ 2.9 ล้านเครื่อง

สำหรับในปี 2563 มีเป้าหมายสร้าง“ช่างเกษตรท้องถิ่น” 3,500 ราย โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีเครื่องยนต์เกษตรหนาแน่นใน 72 จังหวัดครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 จำนวน 3,000 ราย รวม 120 รุ่น รุ่นละ 25 ราย เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ด้านเทคนิคการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้ถูกต้อง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกล สามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้กับเพื่อนบ้านได้

หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 จำนวน 300 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือช่างที่จำเป็นให้ผู้เข้ารับการอบรม และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3จำนวน 200 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติม ให้สามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาผิดปกติการทำงานของเครื่องยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ให้บริการตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul)ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็น“ช่างเกษตรท้องถิ่น” สอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร หรือกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-6177 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456758

566101

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกสักตอนเพราะมีเรื่องน่าสนใจ กล่าวคือ ครั้งหนึ่งท่านรองอธิบดีกรมเกษตร พาผมไปชมโรงเรียนฝึกอาชีพเกษตรกรรมในเขตตะนาวศรีที่รับเด็กนักเรียนจากทั่วประเทศมาเรียนฟรี พักฟรีกินฟรี และเมื่อจบก็จะสามารถมีสิทธิ์ไปสอบเข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ ปศุสัตว์ และชลประทาน ของเขาได้ ความจริงโรงเรียนแบบนี้ ท่านรองอธิบดีของเมียนมาเคยพาผมไปเยี่ยมชมมาครั้งหนึ่งตั้งอยู่ที่รัฐยะไข่ ลักษณะก็คล้ายๆ กับโรงเรียนเกษตรกรรมที่ประเทศไทยเคยมีนั่นแหละครับ ในสมัยก่อนประเทศไทยเคยมีโรงเรียนเกษตรกรรม สังกัดกรมอาชีวศึกษามากมาย และต่อมาส่วนหนึ่งก็ยกระดับเป็นวิทยาลัยเกษตรฯ และก็ยกกันต่อไปเป็นสุดท้าย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ไม่เหลือกลิ่นเชื้อเกษตรเก่าอยู่เลย ส่วนบางแห่งยกไปไม่ถึง ก็เปลี่ยนเป็นวิทยาลัยเกษตรและอาชีวศึกษาอะไรทำนองนี้ งงกันไปหมด

โรงเรียนเกษตรประเภทนี้ของเมียนมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการหากแต่ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ สังกัดกรมเกษตรของท่านรองอธิบดี ที่เป็นเพื่อนสนิทของผมนี่แหละครับ จะว่าไปการมีสถาบันการศึกษาขึ้นตรงกับกรมในกระทรวงเกษตรฯนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่า บ้านเราเมืองไทยสมัยก่อนก็เคยมีเคยทำครับ เราเคยมีโรงเรียนข้าว สังกัดกรมการข้าวมีโรงเรียนการสัตว์ สังกัดกรมปศุสัตว์ โรงเรียนการชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน แต่ตอนหลังเขาปรับโครงสร้างเอาไปยำรวมกันและเข้าไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ครับ ในเมียนมาที่ผมไปแวะดู พวกครูใหญ่ หรือครูผู้สอน ล้วนแล้วแต่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสิ้นเด็กนักเรียนก็มาจากรัฐหรือเขตต่างๆ โดยผ่านวิธีคัดเลือกกันมาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นักเรียนพวกนี้จะมีหอพักอยู่กันแบบห่างไกลความเจริญมาก เรียกว่าอยู่ในป่าก็ว่าได้เพราะสถานที่ตั้งโรงเรียนแบบนี้ต้องเดินทางเข้าไปในป่าลึกมาก ถามว่าวันๆ ทำอะไร นอกจากเรียนแล้วก็กิจกรรมการฝึกปฏิบัติ แปลงพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นอาหารกินอยู่กันในโรงอาหาร แต่ที่ผมต้องการเล่าให้ฟัง คือ การมุ่งเน้นเรียนภาษาอังกฤษของเขาครับ เพราะหลังจากที่เมียนมากลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ทางการได้ฟื้นฟูเรื่องภาษาอังกฤษขนานใหญ่ หลังจากที่คนเมียนมาเคยใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งแต่ดาวน์ลงไป หลังจากได้เอกราชจากประเทศอังกฤษ คือหลังจากได้รับอิสรภาพ ก็ชาตินิยม ไม่เอาภาษาอื่น ที่ผมทราบเพราะเมื่อเขาไปในห้องนักเรียนเพื่อชมการเรียนการสอน ปรากฏว่าตำราที่นักเรียนเรียนอยู่นั้น เป็นตำราภาษาอังกฤษครับ ไม่มีภาษาเมียนมาเลย อันนี้น่าทึ่งมาก เพราะนี่เป็นกลยุทธ์หรือวิธีที่จะทำให้คนเก่งภาษาอังกฤษได้โดยธรรมชาติ แม้จะไม่พูดสอนเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา เพราะผมเห็นเขาสอนเป็นภาษาเมียนมา แต่เด็กนักเรียนก็น่าจะคุ้นชินกับภาษาอังกฤษมากกว่าอย่างอื่น เพราะใช้ตำราตลอดเวลา อันนี้น่าสนใจครับ

เด็กนักเรียนพวกนี้เมื่อจบไปคงจะเป็นระดับอนุปริญญา ถ้ารับราชการในด้านการเกษตรก็จะคงบรรจุในตำแหน่งที่บ้านเราก็มี คือ เกษตรตำบล เห็นว่าในเมียนมาก็ต้องการเจ้าหน้าที่ประเภทนี้จำนวนมากอยู่ เพราะเป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนเมืองไทยแต่สำหรับพวกนักวิชาการเกษตรที่สูงขึ้นไปในระดับปริญญาตรีนั้น ในเมียนมามีมหาวิทยาลัยทางด้านเกษตรอยู่ 1 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้กรุงเนปิดอว์ ที่ว่าตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงนี้คงไม่ใช่เพิ่งตั้งหรอกครับ มหาวิทยาลัยนี้น่าจะตั้งสมัยปี 1973 ชื่อว่า มหาวิทยาลัยเกษตรเยซินจึงมีมาก่อนตั้งกรุงเนปิดอว์นานอยู่ มหาวิทยาลัยนี้จะคล้ายๆ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของไทยสมัยก่อน คือ เรียนเฉพาะสาขาวิชาทางด้านเกษตร เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในกระทรวงเกษตรฯ เมียนมา ทั้งนักวิชาการและผู้บริหารต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเยซินนี้ทั้งสิ้น เพราะไม่มีที่อื่น เว้นแต่บางคนที่ไปเล่าเรียนมาจากต่างประเทศท่านรองอธิบดีกรมเกษตรเพื่อนผมก็จบจากที่นี่ ตัวอธิบดีเจ้านายกรมแกก็เคยเป็นรุ่นน้องของแกหลายปีจนเกือบจะเรียนไม่ทันกัน ผู้บริหารกระทรวงเกษตรไทยเราที่ผ่านมา ก็มักเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มาด้วยกัน มีบ่อยที่บางกรมก็ได้รุ่นน้องมาเป็นเจ้านาย เป็นอธิบดี ด้วยสปิริตและประเพณีอันดีงามส่อแสดงถึงการเคารพรักในรุ่นพี่ คนเข้าเรียนทีหลังต้องเรียกผู้เข้าเรียนก่อนว่า “พี่” ทุกครั้งไปแต่ก็มีบางครั้งที่ผมเห็นรุ่นน้องที่เป็นอธิบดีขู่ตะคอกดุด่ารุ่นพี่ที่เผอิญมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงดังเสียจนเดาไม่ออกว่า จริงๆ แล้วยังเคารพรักกันอยู่หรือเปล่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘มนัญญา’เรียกสหกรณ์จว.รับนโยบาย เยียวยาเกษตรกรลดผลกระทบแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456752

x

‘มนัญญา’เรียกสหกรณ์จว.รับนโยบาย เยียวยาเกษตรกรลดผลกระทบแบน3สาร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดประชุมชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจำกัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร หลังยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหาร สหกรณ์จังหวัด และข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน ณ ห้องประชุมชั้น 3อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย เขตดุสิตกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯมอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือ ไปยังร้านค้าสหกรณ์ให้เตรียมนำสารเคมีออกจากร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ตามระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด และสำรวจความต้องการของสหกรณ์การเกษตรที่พร้อมเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในการลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะใช้สำหรับกำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพาะปลูก เช่น รถไถ เครื่องตัดหญ้ารถแทรคเตอร์ นำไปบริการแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยจะขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นเงินอุดหนุน 90% และให้สหกรณ์สมทบอีก 10% เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้สำรวจสหกรณ์ที่สนใจและพร้อมเข้าร่วมโครงการ 169 สหกรณ์ สมาชิก 101,400 ราย เป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวโพด 44 แห่ง อ้อย 5 แห่ง มันสำปะหลัง 11 แห่งไม้ผล 6 แห่ง ยางพารา 78 แห่ง และปาล์มน้ำมัน 19 แห่ง และคาดว่าจะมีสหกรณ์สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะสำรวจเพื่อให้ได้จำนวนที่ชัดเจนอีกครั้งภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งสหกรณ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร ต้องกำหนดระเบียบใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และวางแผนให้บริการ รวมถึงจัดทำทะเบียนควบคุมการใช้งาน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีการกำจัดวัชพืช ด้วยเครื่องจักรกล การใช้อุปกรณ์และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือ ให้สหกรณ์ พร้อมทั้งติดตามประเมินผล อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้สหกรณ์ที่สมัคร เข้าร่วมโครงการ ในวันที่ 3 ธันวาคม เพื่อเดินหน้านโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง และตั้งเป้าหมายใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาสนับสนุนให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี โดยหันมาใช้เครื่องจักรกลอุปกรณ์กำจัดวัชพืชแทน

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า ชาวนากระเป๋าตุง ตลาดรับซื้อไม่อั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456830

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า ชาวนากระเป๋าตุง  ตลาดรับซื้อไม่อั้น

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า ชาวนากระเป๋าตุง ตลาดรับซื้อไม่อั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า

ชาวนากระเป๋าตุง

ตลาดรับซื้อไม่อั้น

เข้าคิวยาวเหยียด

ชาวนากาฬสินธุ์กระเป๋าตุงข้าวเหนียวราคาพุ่งตันละหมื่นห้าแซงข้าวหอมมะลิ สาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตออกมาน้อยด้านผจก.ตลาดกลางข้าวและพืชไร่แนะชาวนาใช้ข้าวพันธุ์ดี หากใช้พันธุ์เก่า เสี่ยงเกิดปัญหาข้าวกลายพันธุ์

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรับซื้อข้าวเปลือกที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ยังคงคึกคักเนื่องจากมีเกษตรกรนำข้าวเปลือกที่ผ่านการตากแห้งมาขายกันจำนวนมากโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียวหลังจากราคาข้าวเหนียวพุ่งสูงขึ้นถึงตันละ15,000บาทโดยบางรายต้องมาจองคิวกันตั้งแต่เช้ามืดและต้องจอดรถรอคิวขายข้าวกันหลายร้อยเมตร

นายศรายุทธ ยุบลเลิศ อายุ 51ปี เกษตรกรชาว อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่าได้นำข้าวที่ผ่านการตากแดดแห้งแล้วมาขายจำนวน 1ตันซึ่งขายได้ได้ตันละ 14,500 บาท เนื่องจากเห็นว่าในช่วงนี้ราคาข้าวสูง จึงต้องการขายในช่วงนี้เพื่อที่จะนำเงินไปใช้หนี้ค่าเกี่ยวข้าวและใช้จ่ายในครอบครัว แต่การขายต้องใช้เวลานานพอสมควร เนื่องจากมีเกษตรกรที่ทราบข่าวว่าราคาข้าวเหนียวสูง ต่างก็นำข้าวของตนเองมาขายเหมือนกัน ทำให้บางวันต้องจอดรถรอคิวนานและยาวหลายร้อยเมตรเลยทีเดียว

ด้านนายธนพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าช่วงนี้การรับซื้อข้าวเปลือกใกล้เข้าสู่ในช่วงปลายฤดูกาลแล้ว แต่บรรยากาศยังคงคึกคักไม่แพ้ช่วงต้นๆ เนื่องจากยังคงมีเกษตรกรในหลายพื้นที่ซึ่งได้นำข้าวเปลือกไปตากให้แห้งและชะลอการขาย พร้อมกับนำมาขายที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่จำนวนมากซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวเปลือกเหนียวจากที่ในช่วงต้นฤดูกาลราคารับซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 9,000 บาท ปัจจุบันราคาข้าวเหนียวสดสูงขึ้นเป็นตันละ 12,500-13,000บาท ส่วนข้าวแห้งความชื้นไม่เกิน15 เปอร์เซ็นต์รับซื้ออยู่ที่ตันละ14,500-15,000 บาท แตกต่างจากราคาการรับซื้อเมื่อปี 2561ซึ่งราคาข้าวเปลือกเหนียวสูงสุดอยู่ที่ตันละ12,000บาทเท่านั้น

นายธนพลกล่าวว่าส่วนราคาของข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลินั้นปีนี้ต่ำลงเล็กน้อย โดยข้าวหอมมะลิสดอยู่ที่ตันละ11,500-12,000 บาท ข้าวหอมมะลิแห้งความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ตันละ 14,500-15,000 บาท จากปีที่แล้วอยู่ที่ตันละ15,000 บาท สาเหตุเกิดจากค่าเงินบาทของไทยแข็ง เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไม่สูงเหมือนปีที่แล้ว ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจทั่วไปไม่ค่อยดี การส่งออกก็ลำบาก ซึ่งหากไม่มีเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ผลผลิตข้าวปีนี้ไม่สมบูรณ์ มีปริมาณน้อยลงราคาข้าวก็น่าจะปรับสูงขึ้น

ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ กล่าวอีกว่าสำหรับสาเหตุที่ราคาข้าวเหนียวในปีนี้สูงขึ้นจากปีที่แล้วตันละ 12,000 บาท มาถึงตันละ 15,000 บาทนั้น ปัจจัยหลักคือหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลิตข้าวเหนียวของภาคอีสานหายไปจำนวนมาก ซึ่งยังเป็นห่วงว่าในช่วงกลางปี 2563 เกษตรกรที่ปลูกข้าวในบางจังหวัดอาจจะต้องซื้อข้าวบริโภคเอง ทำให้เป็นภาระอีกอย่างหนึ่ง เพราะประสบปัญหาภัยแล้งและเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้

สำหรับการปลูกข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึงนี้ อยากให้เกษตรกรให้ความสำคัญของเรื่องพันธุ์ข้าวปลูก เพราะหากพันธุ์ข้าวดีแล้วจะส่งผลให้คุณภาพข้าวและขายได้ราคาดีด้วย โดยเกษตรควรที่จะใช้พันธุ์ข้าวใหม่ๆที่ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์หรือหน่วยงานให้การรับรอง ควรหลีกเลี่ยงและเลิกใช้พันธุ์ข้าวเก่าๆ หรือที่เรียกกันว่าพันธุ์เล้าแตก เพราะมีมานานมากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาการกลายพันธุ์ จนเป็นเม็ดใสและข้าวเหนียวกลายเป็นข้าวเจ้าได้

‘เฉลิมชัย’ฉุนขาด!! โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายเวลาแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456844

'เฉลิมชัย'ฉุนขาด!! โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายเวลาแบน3สาร

‘เฉลิมชัย’ฉุนขาด!! โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายเวลาแบน3สาร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.03 น.

รมว.เกษตรฯยันไม่ได้ลงนามในเอกสารใดๆส่งเพื่อให้ปลัดกระทรวงนำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้การลงความเห็นของกรรมการผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ4คนเป็นดุลพินิจของแต่ละบุคคล ไม่ได้ชี้นำอะไรทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข่าวที่ระบุว่าตนลงนามในหนังสือขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้สารเคมี 3 ชนิด แล้วให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่ได้ลงนามในหนังสือหรือเอกสารใดๆ ทั้งนั้น วาระการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาเรื่องใดบ้างนั้นไม่ได้แจ้งมายัง รมว.เกษตรฯ แต่แจ้งไปยังกรรมการ 4 คนโดยตรง

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายตามมติที่ประชุมวันที่ 22 ตุลาคม ที่ให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำยก (ร่าง) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. …. และให้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าว รวมถึงพิจารณาระยะเวลาและความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากประกาศบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ส่วนผลการศึกษาข้อมูลและหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบของคณะทำงานฯ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รายงานผลให้ทราบ

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’5-8ธ.ค.นี้ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456827

ก.เกษตรฯจัดงาน'วันดินโลก'5-8ธ.ค.นี้ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’5-8ธ.ค.นี้ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.28 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก ปี 2562” ณ ศูนย์ศึกษาวิชาการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคมนี้ ภายใต้หัวข้อ “Stop Soil Erosion, Save our Future ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรก และพระองค์เดียวของโลก

ที่กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกำหนดจัดงาน “วันดินโลก” ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน : Stop Soil Erosion, Save our Future” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก ภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความสมบูรณ์ พร้อมร่วมฟังเสวนาระดับนานาชาติ และนิทรรศการวิชาการ รวมถึงกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

สำหรับในส่วนภูมิภาค สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆและหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมกันจัดกิจกรรมวันดินโลก ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรดิน เกิดความตระหนักในการร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการผลิตปัจจัยสี่ในการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ภายในงานวันดินโลก ระหว่างวันที่  5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต  แสดงภาพ 3 มิติ การจัดการดินและที่ดิน ตั้งแต่ภูเขาจนถึงทะเล เพื่อให้เห็นภาพการป้องกันชะล้างพังทลาย ของดิน การจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ เสนอผลงานเด่น ความสำเร็จของ การปกป้องดูแลดิน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหมอดินอาสา เกษตรกรและนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปกปักรักษาดิน มิให้เสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินของมนุษย์

ทั้งนี้ ในพิธีเปิด ได้จัดให้มีการมอบรางวัล King Bhumibol  World Soil Day Award  ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations-FAQ) ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่บุคคล องค์กร หรือประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินให้เป็นที่ประจักษ์ ในปี 2562 จะได้มีพิธีประกาศรางวัลและเข้ารับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award  ได้แก่ หน่วยงาน Costa Rican Soil Science Association (ACCS) ของสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งเป็นองค์กร ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ดำเนินงานด้านการจัดการดิน โดยกิจกรรมที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองซานโฮเซ ทุกวันที่ 5 ธันวาคม โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นประเพณี ซึ่งกิจกรรมได้เชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ประการคือ มลพิษทางดิน และ Climate change และยังส่งผลให้เกิดแผนระดับชาติในการลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเยาวชน และผู้เข้าชมงานทั่วไปอีกมากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพกระดานดำ การประกวดถ่ายภาพ การจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเฉพาะของโครงการพระราชดำริและกิจกรรมเดิน Trail วันดินโลก @ เขาชะงุ้ม ตามรอยพระบาทบนแผ่นดินของพ่อ ในวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.30-09.30 น. ระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อขึ้นเขาไปชมพลับพลาที่ประทับทรงงานและชมทัศนียภาพที่ปัจจุบันมีความสวยงามในรูปแบบเบิร์ดอายวิวสามารถมองเห็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เกิดมาจากพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ

กิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในวันดินโลกปี 2562 คือ การแสดงพระธรรมเทศนา “ภูมิกถา” ซึ่งเป็นกัณฑ์เทศน์ เกี่ยวกับดินและวันดินโลก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้มีพระมหากรุณาธิคุณ ให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ โดยได้มีมติให้จัดทำกัณฑ์เทศน์ดังกล่าว เพื่อให้วัดทั่วประเทศไทยได้ใช้แสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่จะรักษาส่งมอบให้แก่ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป  ด้วยเห็นว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและกว้างขวาง ดังนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 จะจัดให้มีการเทศนา ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้ประพันธ์กัณฑ์เทศน์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งจัดให้วัดทั่วประเทศได้แสดงพระธรรมเทศนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับเครือข่ายดังที่กล่าวแล้ว จะขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรดินตามศาสตร์พระราชาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “วันดินโลก” (World Soil Day) ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-579-8515 หรือ http://www.worldsoil.in.th/

เกษตรฝ่ายหนุนสารเคมีลั่นฟ้องศาลปค.แน่ หากยังแบน’พาราควอต’โดยไม่สนผลกระทบศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456821

เกษตรฝ่ายหนุนสารเคมีลั่นฟ้องศาลปค.แน่ หากยังแบน'พาราควอต'โดยไม่สนผลกระทบศก.

เกษตรฝ่ายหนุนสารเคมีลั่นฟ้องศาลปค.แน่ หากยังแบน’พาราควอต’โดยไม่สนผลกระทบศก.

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.22 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวหลังทราบข่าวคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเปลี่ยนจากการห้ามใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิด เป็นชะลอการห้ามใช้กรณีพาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส ออกไป 6 เดือน ส่วนไกลโฟเซตให้เปลี่ยนจากการห้ามใช้เป็นการใช้ภายใต้มาตรการควบคุม ว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศเรื่องยกเลิก 3 สารเคมีเกษตร และข้อมูลจาก 19 องค์กรเกษตร ถึงความจำเป็นของพาราควอตต่อพืชเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ไม่ถูกนำไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“ดังนั้น 4 เดือนจากนี้ไป กรมวิชาการเกษตร จะต้องศึกษาข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจ และหาสารทดแทนมาให้ได้ หากยังไม่มีความชัดเจน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะเซ็นประกาศยกเลิกพาราควอตไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเกษตรกรจะฟ้องศาลปกครองต่อทันที และรัฐบาลต้องระงับการนำเข้า ถั่วเหลือง ข้าวสาลี พืช ผักและผลไม้จากต่างประเทศ ซึ่งยังใช้พาราควอตด้วยเช่นกัน” นายสุกรรณ์ กล่าว

เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ยังกล่าวอีกว่า เกษตรกร 1.5 ล้านราย เตรียมเดินหน้าฟ้องศาลปกครองทันทีเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 73 ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกช่วยเกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือด้วยวิธีอื่น

ขณะที่ นายกิตติ ชุณหะวงศ์ นายกสมาคมอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การตัดสินครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีความเข้าใจต่อภาคเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะการใช้ พาราควอต ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ 6 อุตสาหกรรมสำคัญ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง เกษตรกรจึงต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังมูลค่าการส่งออก 5.7 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ข้อกังวลกรณีที่ร้อยละ 43 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ภาคการเกษตรที่จะหายไป หรืออาจหายไปอีกเท่าไร ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่สนใจ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมในประเทศ และการส่งออก ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศนับหลายแสนล้านบาท หลังจากนี้ สมาคมฯ จะประสานงานไปยังกรมวิชาเกษตร เพื่อรายงานถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน

“มาตรการรองรับและช่วยเหลือที่จะช่วยเกษตรกรอย่างยั่งยืนนั้นยังไม่มี ไม่มีสิ่งหรือสารทดแทน ตอนนี้มีแต่นโยบายด้านงบประมาณที่เร่งรีบอนุมัติ อาทิ งบชดเชยให้เกษตรกรกว่า 3 หมื่นล้านบาท งบจัดซื้อเครื่องจักรตัดหญ้าอีก 2 ร้อยล้านบาท ได้ยินมาว่า งบประมาณเครื่องตัดหญ้าตั้งไว้สูงถึง เครื่องละ 15,000 บาท ทั้งที่ในความเป็นจริงเครื่องตัดหญ้าระบบมือเพียงเครื่องละไม่เกิน 5,000 บาท ตรงกันข้าม งบที่ควรจะมีเพื่อใช้ในการอบรมเกษตรกรให้ใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้อง เพียง 90 ล้านบาท กลับไม่อนุมัติและไม่ส่งเสริม” นายกิตติ ระบุ

ทส.พบ’เต่ามะเฟือง’ตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน ‘วราวุธ’สั่งดูแลใกล้ชิด!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456812

ทส.พบ'เต่ามะเฟือง'ตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน 'วราวุธ'สั่งดูแลใกล้ชิด!!

ทส.พบ’เต่ามะเฟือง’ตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน ‘วราวุธ’สั่งดูแลใกล้ชิด!!

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.02 น.

ทส.พบเต่ามะเฟืองตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน “วราวุธ”ชื่นชมชาวประมง สั่งการทช.ดูแลใกล้ชิด ขณะ”อ.ธรณ์”ปลื้มชาวพังงา เผยเต่ามะเฟืองวางไข่แล้ว5รัง ยิ่งแม่เต่าสัตว์สงวนขึ้นวางไข่ เป็นดัชนีชี้วัดว่าคนพังงาดูแลทะเลดี

จากกรณีพบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่บริเวณหาดท้ายเหมือง เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันย้ายไข่เต่ามะเฟืองไปฟักและอนุบาลในบริเวณพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี – หาดท้ายเหมือง พร้อมติดกล้องวงจรปิด ถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุดวันนี้ (27 พฤศจิกายน 2562) พบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับรายงานว่ามีการพบเต่ามะเฟืองตัวใหม่ขึ้นวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ตนได้สั่งการให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่โดยด่วนเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ พร้อมกับสั่งการในพื้นที่เพื่อดำเนินการป้องกันและดูแลเต่ามะเฟืองตัวใหม่ ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวตนคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศของประเทศไทย ซึ่งโดยปกติเต่ามะเฟืองจะวางไข่ในพื้นที่เดิม และเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัย

“ผมคิดว่าประชาชนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งจากที่ได้รับรายงานทราบว่ามีผู้พบเห็นเต่าทะเลวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทันที ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องและน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก ที่เห็นว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐให้สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าจะมีเต่าทะเลตัวใหม่ขึ้นมาวางไข่อีกแน่นอน จึงอยากวอนให้พี่น้องประชาชนผู้พบเห็นช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที และขอย้ำเรื่องการเฝ้าติดตามการฟักไข่ของเต่าทะเลผ่านทางเว็บไซต์แทนการลงไปดูในพื้นที่ เพื่อลดการรบกวนและสร้างผลกระทบต่อการอนุบาลและการฟักไข่ของเต่ามะเฟือง

ด้าน นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตนได้รับการสั่งการจากนายวราวุธ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ลงพื้นที่ตรวจติดตามและสั่งการ ดูแลเรื่องการวางไข่ของเต่าทะเล ทั้งนี้ จากการสอบถามเหตุการณ์จากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทราบว่าชาวประมงตกปลาชายฝั่ง ได้รายงานต่อศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟืองหาดท้ายเหมือง ว่า พบร่องรอยการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล ต่อมาจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็น “เต่ามะเฟือง” โดยวัดขนาดรอยของความกว้างของพายซ้ายถึงพายขวาได้ 150 ซม.อกมีขนาดกว้าง 40 ซม.ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวที่พบก่อนหน้า จึงคาดว่าเป็นเต่าตัวใหม่

ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้ทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบไข่เต่าทันที พร้อมติดตั้งกล่องกระจกและกล้องอินฟาเรดในรังไข่เต่าโดยไม่มีแสงไปรบกวนการเจริญเติบโต พร้อมสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ร่วมบูรณาการกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั้งนี่ นายก อบต.นาเตย ฐานทัพเรือภาค 3 พร้อมด้วย กำนันและผู้ใหญ่ในพื้น ร่วมกันจัดทำคอกกั้นสองชั้น เพื่อป้องกันการเข้าไปเหยียบย่ำและสร้างความกระทบกระเทือนต่อหลุมไข่และสัตว์เลื้อยคลานที่อาจจะเข้าไปกินไข่ จัดเจ้าหน้าที่ร่วมเฝ้าระวัง ติดตั้งกล้อง CCTV ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ทีโอที จำกัด พร้อมทั้ง จัดเวรยามเฝ้าระวัง และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายหาดตลอดคืนเพื่อเฝ้าระวังการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองตัวแรกและตัวที่สอง พร้อมกันนี้ ได้มอบเงินจำนวน 20,000 บาท จากกองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลและถิ่นอาศัยจังหวัดพังงาและภูเก็ต ให้แก่ นายบุญศักดิ์ สะนนท์ ราษฎรหมู่ที่ 3 ต.ท้ายเหมือง ผู้พบรังไข่เต่า

ต่อจากนั้นได้เดินทางไปบ่อไข่เต่าบ่อแรกที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เพื่อตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามธรรมชาติเต่ามะเฟืองจากกลับขึ้นมาวางไข่อีกครั้ง ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์ และประสานงานกับทุกภาคส่วนให้ช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบการวางไข่ของเต่ามะเฟือง ให้รีบรายงานให้ตนทราบทันที

ในส่วน อ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กล่าวผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า “เต่ามะเฟืองที่พบอาจเป็นคนละตัว ถ้าให้มั่นใจต้องรอให้ตัวแรกขึ้นวางไข่อีกครั้ง ซึ่งก็คงในวันสองวันนี้ ซึ่งเต่ามะเฟืองตัวใหม่วางไข่ที่บ่อดาน อยู่ทางใต้ของรังแรกเกือบ 20 กิโลเมตร ตอนนี้รังแรกย้ายมาที่ทำการอุทยานฯท้ายเหมือง รังสองเก็บไว้ที่เดิมเพราะวางไข่อยู่เหนือระดับน้ำเยอะและวางกลางดึก เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว จึงไม่ย้ายดีกว่า ถ้าเป็นคนละตัวจริง ปีนี้ได้ลุ้นคู่เลยฮะ ขอสัก 6 รัง ยังต้องลุ้นๆ ว่าจะมีลูกเต่าน้อยน่ารักออกมากี่ตัวนะ อยากได้สัก 250 ตัว ในรอบปีเศษ 2 ฤดูเต่าวางไข่ มีเต่ามะเฟืองวางไข่แล้ว 5 รัง ยิ่งแม่เต่าสัตว์สงวนขึ้นวางไข่ ยิ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าคนพังงาดูแลทะเลดีขนาดไหน น่ารักจริงๆ จังหวัดนี้ ตอนนี้ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชาวบ้าน กำลังช่วยกันล้อมคอก พร้อมติดตั้งคอกเตรียมดูแลอย่างดี ขอบคุณชาวพังงาครับ”

‘686องค์กร’ลุกฮือ! ร่อนแถลงการณ์รับไม่ได้ พลิกมติอุ้ม3สารพิษ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456734

'686องค์กร'ลุกฮือ! ร่อนแถลงการณ์รับไม่ได้ พลิกมติอุ้ม3สารพิษ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่

‘686องค์กร’ลุกฮือ! ร่อนแถลงการณ์รับไม่ได้ พลิกมติอุ้ม3สารพิษ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.10 น.

27 พฤศจิกายน 2562 เฟชบุ๊ก BIOTHAI ได้โพสต์แถลงการณ์เครือข่ายสนับสนุนการแบน 686 องค์กรผิดหวังกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุญาตให้มีการใช้ไกลโฟเซตต่อไป และยืดเวลาการบังคับใช้การแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไปอีก 6 เดือน  โดยมีเนื้อหาดังนี้

การตัดสินใจ ซึ่งมาจากการผลักดันและสนับสนุนโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืช โดยผลักภาระความเสี่ยงแก่ประชาชนทั้งประเทศทั้งเกษตรและผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุญาตให้ใช้สารไกลโฟเซตซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่าเป็นสารน่าจะก่อมะเร็ง และศาลสหรัฐตัดสินให้บริษัทมอนซานโต้-ไบเออร์ต้องเยียวยาและชดใช้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนเงินมหาศาล

การยืดเวลาการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไป เป็นการเอื้อเฟื้อบริษัทสารพิษให้ไม่ต้องรับผิดชอบสต็อคสินค้าทั้งๆที่พวกเขานำเข้ามาเพื่อเก็งกำไรจำนวนมหาศาลก่อนหน้านี้ โดยปล่อยช่วงเวลาอีก 6 เดือนเพื่อจำหน่ายต่อเกษตรกรทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสารที่มีผลต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกร ผู้บริโภค และเด็กๆของเรา

รัฐมนตรี และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจนี้ต้องเป็นผู้ชี้แจงเหตุผลการตัดสินใจนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศที่สนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงเป็นผู้ตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของพวกเขา

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงจะเดินหน้า ขับเคลื่อนให้มีการยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต และสารพิษร้ายแรงอื่นๆ ต่อไป และจะแถลงมาตรการและแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเร็ว