อากาศเย็นระวังราแป้งกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457019

x

อากาศเย็นระวังราแป้งกุหลาบ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้อากาศเย็นและมีหมอกตอนเช้าอาจส่งผลกระทบต่อการปลูกกุหลาบ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกุหลาบ โดยจะพบอาการของโรคได้กับทุกส่วนของพืช บนใบอ่อน หรือดอกตูม เริ่มแรกจะพบแสดงอาการบนผิวใบเกิดรอยแผลจุดสีชมพูเข้ม ต่อมาพบเชื้อรามีลักษณะคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ทั้งด้านบนใบและใต้ใบ หากรุนแรง จะพบผงสีขาวบนก้านใบ กิ่ง ดอก ก้านดอก ใบอ่อน กลีบเลี้ยง กลีบดอก และลำต้น หรือพบผงสีขาวทั่วทั้งต้น ทำให้ใบและดอกบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ใบจะเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แห้งกรอบ และร่วงในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก กำจัดวัชพืช ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค หากเริ่มพบต้นที่เป็นโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไพราโซฟอส 29.4% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยง การพ่นสารกลุ่มซัลเฟอร์ เพราะอาจทำให้กุหลาบเกิดอาการไหม้ได้

กษ.เสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ ขับเคลื่อนท่องเที่ยววิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457021

x

กษ.เสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ ขับเคลื่อนท่องเที่ยววิถีเกษตร

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยววิถีเกษตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2562 ว่า การท่องเที่ยววิถีเกษตรหรือการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว จัดอยู่ในกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

โดยมีผู้เข้าสัมมนาซึ่งรับผิดชอบงานส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ระดับจังหวัด เขต ศูนย์ปฏิบัติการ และศูนย์ขยายพันธุ์พืชรวม 123 คน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยววิถีเกษตร ชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนงานท่องเที่ยววิถีเกษตร ปี 2563 โดยยกระดับจากฟาร์มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หน่วยราชการ และแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่มีศักยภาพ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว มีองค์ความรู้ สัญลักษณ์และความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละแห่ง เน้นกิจกรรมการเกษตรที่ปรับปรุงเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสินค้าของชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยว สร้างมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้น่าเชื่อถือ การใช้แอพพลิเคชั่น หรือ Social Media เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จักแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกร

สำหรับหลักเกณฑ์คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรมี 7 ด้าน คือ 1. ดำเนินการในรูปของวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม ชุมชน หมู่บ้าน 2.มีศักยภาพพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว 3. มีกิจกรรมการเกษตรที่โดดเด่น หรือนวัตกรรมด้านการเกษตร ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 4.มีความปลอดภัยทั้งด้านการเดินทาง การพักค้าง การร่วมกิจกรรมและอื่นๆ 5.การคมนาคมสะดวก 6. ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักหรือท่องเที่ยวธรรมชาติ 7.ชุมชนและนักท่องเที่ยวร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันกรมมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยู่ในความดูแลมากกว่า 200 แห่ง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพให้มีองค์ความรู้รอบด้าน ทั้งนโยบายการท่องเที่ยวของประเทศ การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยว พัฒนาผลผลิตเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัย สินค้ามีเรื่องราวหรือเรื่องเล่า (Story) รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ สร้างเครือข่ายร่วมกับชุมชน โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างงานสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457018

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระยะนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับภาคเกษตรขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ และข่าวที่สื่อมวลชนนำมาเป็นประเด็นร้อนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ เรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝีปากกล้าของจังหวัดราชบุรี ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ทำให้มีชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กลับมาอยู่ในหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปจากวงการนานนับเดือน

อีกข่าวหนึ่ง คงไม่พ้นเรื่องการแบน 3 สารเคมี คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ อีกท่านหนึ่ง คือ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ตามติดการตรวจสอบสต๊อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่ยังคงเหลืออยู่ในมือผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว แถมยังมอบหมายประธานที่ปรึกษา ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ แจงกับสื่อเกี่ยวกับตัวเลขสต๊อกที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด (สต๊อกมีชีวิต) ละเอียดยิบ แบบไม่รักษาหน้าหน่วยงานที่เคยนั่งในตำแหน่งอธิบดีมาก่อน แถมยังยืนยันมาตรา 52 ของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่มีไว้ในครอบครองนั้นเอง

เงื่อนไขนี้น่าจะใช้ในกรณีของสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่า แต่นี่เป็นสารเคมีที่เขาเสียเงินซื้อและนำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายบอกให้เขาเสียเงินทำลายของของเขาเอง…เขาคงยอมกัน..

วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเกษตรกรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเกษตร ออกมารวมพลังสวมเสื้อดำที่มีข้อความบนอกเสื้อว่า “แบน NGO # SAVE เกษตรกรไทย”และแยกกันเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม

สาระสำคัญของหนังสือทั้ง 3 ฉบับ กล่าวถึงผลกระทบของการแบนสารเคมี 3 ชนิด และให้รัฐบาลทบทวนมติของ คณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะเป็นผู้ที่ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

การออกมารวมพลังกันครั้งนี้ เกษตรกรมาจากหลายจังหวัด จำนวนหลายพันคน มีสายข่าวบอกว่า บางจังหวัดถูกผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งสกัดไม่ให้มาร่วมเรียกร้องในครั้งนี้ ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นการรวมพลังที่ใช้ได้ทีเดียว นี่ขนาดเปลี่ยนวันจากวันที่ 28 พฤศจิกายน มาเป็นวันที่26 พฤศจิกายน เพื่อที่จะส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการ กันในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อย่างมากเพราะคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับระดับคลอร์ไพริฟอส และ พาราควอต จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4แต่ให้ชะลอกการยกเลิกการใช้ออกไป 6 เดือน เพื่อให้หาวิธีการและสารทดแทนอย่างเหมาะสมส่วนไกลโฟเซตนั้นไม่ยกเลิกการใช้แต่ให้จำกัดการใช้ งานนี้จะสร้างรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องสารเคมี 3 ชนิด ก็ยังคงต้องว่ากันต่อไป เพราะยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่ฝากท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทำอะไรกรุณาพิจารณาให้รอบคอบเพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ยังต้องค้าขายกับประเทศอื่นๆ และยังเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กรที่มีกฎ กติกา มารยาท ต้องปฏิบัติตามอีกหลายประการ ก่อนจะประกาศนโยบายอะไรออกมา กรุณาศึกษากันอย่างรอบด้าน และปรึกษาหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมิเช่นนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

ระหว่างที่เกษตรกรออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็มีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนแม่บทการจัดการสารเคมีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กำกับเร่งรัดติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของแผนแม่บทการจัดการสารเคมี และสนับสนุนให้มีการบูรณาการทำงานและงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมรวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมตามความจำเป็น และปฏิบัติงาน หรือดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

คณะกรรมการชุดนี้เดิม ชื่อ “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี” จัดตั้งขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นแผนที่บูรณาการทำงานร่วมกันโดยหลายกระทรวงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ขึ้น มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเป็นห่วงว่า รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ชุดนี้ ท่านจะจัดการเป็นเพียงอย่างเดียวคือ การแบน เท่านั้น ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน…เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้…

แว่นขยาย

‘เฉลิมชัย’ยันไม่หักหลัง-โต้ขัดแย้งพรรคร่วม ย้ำมุ่งแก้ปัญหาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456985

'เฉลิมชัย'ยันไม่หักหลัง-โต้ขัดแย้งพรรคร่วม ย้ำมุ่งแก้ปัญหาเกษตรกร

‘เฉลิมชัย’ยันไม่หักหลัง-โต้ขัดแย้งพรรคร่วม ย้ำมุ่งแก้ปัญหาเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.55 น.

รมว.เฉลิมชัย ยืนยันไม่ได้ลงนามในหนังสือใดๆส่งคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรไม่ว่ามติจะออกมาอย่างไร โต้ไม่ได้หักหลังและขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงข่าวที่ว่า ตนลงนามในเอกสารส่งถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายจนเป็นผลให้มติเปลี่ยนแปลงจากวันที่ 22 ตุลาคม โดยนายเฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้ลงนามในเอกสารใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งหนังสือที่จะต้องนำเรียนนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้รับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกรก็ยังไม่ได้ลงนาม เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีไปราชการที่เกาหลี สำหรับการลงความเห็นของกรรมการวัตถุอันตรายที่เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ 4 คนนั้น ตนไม่ได้ชี้แนะเรื่องใดๆ ให้เป็นดุลพินิจของแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ที่มีการกล่าวหาว่า ใช้กลยุทธ์หักหลังพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ยืนยันไม่ได้หักหลังใคร โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทย ตนสนิทสนมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมดี นัดรับประทานอาหารด้วยกันบ่อยและหลังจากนี้จะนัดกันอีก ส่วนที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ตนลงนามในหนังสือ อีกทั้งกรมวิชาการเกษตรเสนอข้อมูลเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รายงานน.ส. มนัญญา ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรนั้น

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า คงไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรกันเพราะเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว การเป็นรัฐมนตรีนั้นต้องทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ตนไม่ได้ติดใจเรื่องอะไร สำหรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้ชะลอการยกเลิกใช้พาราควอตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชและคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชออกไป 6 เดือนนั้น

สำหรับสารชีวภัณฑ์ที่ใช้กำจัดศัตรูพืชนั้น กรมวิชาการเกษตรรายงานว่า มีขึ้นทะเบียนแล้ว 73 ชนิด แต่สารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชยังไม่มีจึงมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้จัดทำโครงการนำร่องในสหกรณ์การเกษตรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล โดยจะสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อใช้แทนสารเคมีและแรงงานซึ่งในวันที่ 10 ธันวาคมนี้จะได้ข้อสรุปว่า สนับสนุนอะไรบ้างและใช้งบประมาณเท่าไร ส่วนไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีมติให้จำกัดการใช้นั้น จะดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ที่กำหนดให้ใช้ในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดดังกล่าวเท่านั้น ห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำ ควบคุมปริมาณการจำหน่าย อีกทั้งเกษตรกร ผู้รับจ้างฉีดพ่น และผู้จำหน่ายต้องได้รับการอบรมเพื่อให้ใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัยสูงสุด

“คณะทำงานซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานมุ่งมั่นหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบทุกด้าน ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคด้วย ดังนั้นจึงจะปรับแนวทางการทำเกษตรกรรม โดยส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรยั่งยืน” นายเฉลิมชัยกล่าว

ทางด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายกล่าวถึงเรื่องที่ รศ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม กรรมการวัตถุอันตรายผู้ทรงคุณวุฒิโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

“ขอลาออกจากกรรมการวัตถุอันตรายผู้และขอแย้งการแถลงข่าวของประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เนื่องจากไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น มติเอกฉันท์ เพราะหากพิจารณาในการอภิปรายจะพบว่า ดิฉันยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดในการแบนสารทั้งสาม และยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ต.ค. และขอแย้งการแถลงข่าวที่ว่า ไกลโฟเซตไม่เป็นอันตราย เพราะกรรมการรวมทั้งดิฉันได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพและไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่”

นายสุริยะ กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวานนี้ (27 พ.ย. 62) กรรมการทุกคนร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน โดยพิจารณาข้อมูลจากตัวแทนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเสนอในที่ประชุม เปิดให้นำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่โดยไม่ปิดกั้น รับฟังและหารือร่วมกันจนถึงขั้นการเสนอมติฯ รจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน จากนั้นกรรมการทุกคนช่วยร่วมกันร่างมติและเลขานุการฯ เป็นคนพิมพ์มติในห้องประชุม โดยที่ทุกคนสามารถแสดงความเห็นจนได้มติที่คณะกรรมการเห็นว่า เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้และไม่มีใครคัดค้านเลย โดยเฉพาะรศ. จิราพรนั้น ร่วมแสดงความคิดเห็นและพูดคุยกับฝ่ายเลขานุการร่างมติอยู่ตลอด จึงไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงออกมากล่าวว่า ไม่เห็นด้วย หลังจากประชุมเสร็จสิ้นแล้ว

“ผมเองยังแปลกใจเลยว่า หลังจากผมให้ที่ประชุมช่วยกันเสนอมติฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คุณจิราพรเองยังเป็นคนเดินไปให้ฝ่ายเลขาฯ แก้ไขข้อมูล และผมได้ถามย้ำหลายครั้งแล้วว่า มีใครคัดค้านไหม ในห้องไม่มีใครคัดค้าน มีเพียงกรรมการ 3 ท่านที่ขอตั้งข้อสังเกตว่า อยากให้ขยายเวลาการแบนออกไปเพื่อให้กรมวิชาการเกษตรฯ นำข้อมูลเรื่อง มาตราการรองรับให้รอบด้านและครบถ้วนกว่านี้ แต่เมื่อออกนอกห้องประชุมทำไมจึงเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น” นายสุริยะกล่าว

‘อัจฉริยะ’แฉภาพ Google Earth ฟาร์มเลี้ยงไก่’ปารีณา’รุกป่าสงวน46ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456967

'อัจฉริยะ'แฉภาพ Google Earth ฟาร์มเลี้ยงไก่'ปารีณา'รุกป่าสงวน46ไร่

‘อัจฉริยะ’แฉภาพ Google Earth ฟาร์มเลี้ยงไก่’ปารีณา’รุกป่าสงวน46ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.08 น.

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 หลงัจากนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น พร้อมด้วยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ที่เขาสนฟาร์มไก่ ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังจากที่คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ป่าในท้องที่จังหวัดราชบุรี

ซึ่งนายวีระ กล่าวว่า ตนอยากฝากถึงสื่อมวลชนและต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศ ถ้าตนเองพูดผิด ให้อธิบดีป่าไม้และเลขา ส.ป.ก.ดำเนินคดีกับตนเอง ทั้งๆที่พวกคุณมันละเว้นมาโดยตลอดมันเป็นไปได้อย่างไร ป่าไม้มีแผนที่ดาวเทียมกูลเกิ้ลระเอียดยิบเลย ไม่เคยเห็นเลยแผนที่ดาวเทียมทำปี 58 – 59 ฟาร์มไก่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2545 ป่าถูกทำลายไปเท่าไหร่แล้วป่าไม้ไม่เคยเห็นเลย เอาง่ายๆ เสาไฟฟ้าแรงสูงเข้ามาในพื้นที่ป่าสงวน ป่าไม้ไม่เคยรู้เลย ใครอนุญาตเข้ามา ไฟฟ้าจะเข้ามาต้องขออนุญาตใคร ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ไม่รู้เลยหรือว่าที่นี่ทำอะไรกัน ทั้งหมดมันโกหกกันไม่ได้หรอกและจะมาหรอกคนไทยทั้งประเทศไม่ได้ ตนเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศต้องการอยากเห็นการปฏิบัติที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน อยากเห็นคนที่ทำผิดได้รับโทษโยเร็วเหมือนชาวบ้านที่ได้รับโทษโดยเร็ว นายวีระ กล่าว

ส่วนนายอัจฉริยะ เผยว่า คุณปารีณาไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาครอบครองแม้กระทั่งคุณพ่อของคุณมาปารีณาก็ตามเพราะว่าไม่ได้เป็นเกษตรกร ผมเชื่อว่าอธิบดีกรมป่าไม้ไม่กล้าที่จะบิดเบือน ถ้าบิดเบือน ขอให้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองทำคดีแบบตรงไปตรงมา คดีของคุณปารีณาอย่ามีอภิสิทธิ์ชนเหนือประชาชนทั่วไป วันนี้ตนเข้ามาตรวจสอบกับกรมป่าไม้ กับ ส.ป.ก. ผมเชื่อว่าวันนี้ต้องมีข้อสรุป ผมมั่นใจว่าถ้าเอาผิดคุณปารีณาไม่ได้ โดยเฉพาะ ส.ส.สีระที่บอกว่าคุณปารีณาไม่ผิด ตนขอท้า ถ้าคุณปารีณาไม่ผิดผมยอมกราบเท้า ส.ส.สีระต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศ แต่ถ้าเอาผิดได้ ส.ส.สีระกล้าลาออกไหม

ส่วนที่ตนบอกว่ามีหลักฐานเด็ดนั้นก็มาจากที่ ทางป่าไม้ระบุแล้วว่า บุกรุก 46 ไร่ แล้วถามว่าไม่ผิดอย่างไรอธิบดีเป็นคนพูดเองยืนยันต่อหน้าสื่อเองว่าคุณปารีณาบุกรุก 46 ไร่ เขาจะสู้เรื่องอายุความ

ขณะเดียวกัน นายอัจฉริยะได้มีการโพสต์รูปถ่าย Google Earth ผ่านเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่าคือที่ดินของนางสาวปารีณา พร้อมวงกลมให้เห็นถึงจุดพื้นที่ที่นางสาวปารีณาครอบครอง ซึ่งเป็นพื้นที่รุกป่าสงวน จำนวน 46 ไร่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อัจฉริยะ’ท้าถ้า’ปารีณา’ไม่ผิด! ยอมกราบเท้า’สิระ’ต่อหน้าคนทั้งประเทศ (ชมคลิป)

ชป.เชียงใหม่วอนลดทำนาปรังแล้งนี้ ชี้อ่างเก็บน้ำ-แหล่งน้ำธรรมชาติเหลือน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456964

ชป.เชียงใหม่วอนลดทำนาปรังแล้งนี้ ชี้อ่างเก็บน้ำ-แหล่งน้ำธรรมชาติเหลือน้อย

ชป.เชียงใหม่วอนลดทำนาปรังแล้งนี้ ชี้อ่างเก็บน้ำ-แหล่งน้ำธรรมชาติเหลือน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.06 น.

28 พฤศจิกายน 2562 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆรวมกันประมาณ 296 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 ของความจุอ่าง แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 117 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 12 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง จากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลประมาณ 105 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นการส่งน้ำให้กับพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำปิง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด ประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร

อีกส่วนจะส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานของโครงการแม่แฝก-แม่งัด รวมประมาณ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีปริมาณน้ำเก็บกักที่71 ล้านลบ.ม. มีแผนที่จะจัดสรรน้ำในฤดูแล้งนี้ประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะเน้นส่งน้ำเฉพาะการอุปโภค-บริโภค และไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นหลัก จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการเพาะปลูกข้าวนาปรัง และพืชฤดูแล้งปี 2562/63 นี้

ด้านนายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในปี 2563 ว่า โครงการชลประทานเชียงใหม่ จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลิ่งแม่น้ำปิง และควบคุมการปิดกั้นทางน้ำที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่างๆ อีกทั้งการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้เตรียมการป้องกันหากเกิดกรณีระดับน้ำต่ำกว่าระดับที่จะสูบได้ โดยจะให้สำนักงานชลประทานที่ 1 เป็นผู้ควบคุมการเปิด-ปิดประตูปากคลองส่งน้ำในลำน้ำปิงทั้งหมด

นายจรินทร์ กล่าวอีกว่า นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เน้นย้ำให้ประชาชนช่วยกันบริหารจัดการน้ำ และเลือกพืชที่เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามข้อแนะนำหรือคำแจ้งเตือนของโครงการชลประทานฯในพื้นที่อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงไปตรวจสอบพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำให้กับเกษตรกรทราบอย่างทั่วถึง และวางแนวทางในการใช้น้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

‘เฉลิมชัย’หนุนทำเกษตรปลอดภัย เตรียมพร้อมไทยเข้าสู่ครัวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456946

'เฉลิมชัย'หนุนทำเกษตรปลอดภัย เตรียมพร้อมไทยเข้าสู่ครัวโลก

‘เฉลิมชัย’หนุนทำเกษตรปลอดภัย เตรียมพร้อมไทยเข้าสู่ครัวโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.14 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานมหกรรมอารยสถาปัตย์ และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 4 Thailand Friendly Design Expo 2019 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังให้เกษตรกรมีรายได้และมีความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังต้องสร้างความปลอดภัยให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นนโยบายที่จะต้องผ่านกระบวนการในการขับเคลื่อน อีกทั้งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม โดยที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมกันทำการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เช่น การทำเกษตรแบบผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ ที่เน้นย้ำให้ก้าวไปสู่เกษตรปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

โดย ปัจจุบันผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัย กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรมีหลักในการทำการเกษตร โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต จะผลิตตามความต้องการของตลาด ซึ่งหากผู้บริโภคเน้นในเรื่องความปลอดภัย ในฐานะผู้ผลิตจึงต้องทำการเกษตรอย่างปลอดภัยด้วย เริ่มจากเกษตรปลอดภัยและจะก้าวไปสู่เกษตรอินทรีย์ในอนาคต และสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน ซึ่งมีเครื่องหมายในการการันตีจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เช่น มาตรฐานสินค้า Q ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งของคนไทยเองและต่างชาติด้วย ซึ่งในอนาคตประเทศไทยจะต้องก้าวไปสู่การเป็นครัวโลกต่อไป

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456878

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 10.56 น.

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

28 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ขยายเวลาแบน 2 สารเคมีออกไป และอนุญาตให้ใช้ไกลโฟเซต ว่า ต้องย้ำว่าให้รอให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ แต่จากการได้รับรายงานจาก 2 คณะกรรมการที่เป็นตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข คือ เลขาธิการอย. และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มารายงานให้ตนทราบว่ายังไม่มีการลงมติใดๆ อีกทั้งมติเดิมก็ยังมีการรับรอง แล้วจะอย่างไรต่อไปดังนั้นต้องไปถามนายสุริยะ ซึ่งตนจะรอฟัง

นายอนุทิน กล่าวว่า ยังยึดหลักของกระทรวงสาธารณสุขคือเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน ต่อให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติอย่างไรก็ตามแต่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าไม่เห็นด้วย แต่ถ้ามติที่ประชุมออกมาอย่างไรเราก็เคารพ

ผู้สื่อข่าวถามว่าตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้พบและพูดคุยกับนายสุริยะแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ได้เจอกันนิดนึงที่สภา ก็ไม่มีอะไร เรื่องนี้อย่าเอาไปผูกกับการเมืองเป็นอันขาด  คนละเรื่องกันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของสารพิษและเป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งนายสุริยะ แม้เป็นประธานกรรมการแต่ก็เป็นหนึ่งเสียงในคณะกรรมการชุดนั้น  เป็นผู้นำการประชุมไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ที่จะไปชี้นำหรือไปเปลี่ยนมติอะไรได้”

เมื่อถามว่าแต่ขณะนี้เรื่องดังกล่าวถูกมองไปเป็นเรื่องการเมืองแล้ว หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า กำลังพูดอยู่ขณะนี้ว่าอย่าไปมองเป็นการเมือง เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา กรรมการวัตถุอันตรายลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้แบน 3 สารนั้นในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ และกรมวิชาการเกษตรจะต้องทำเรื่องมาให้ที่ประชุมกรรมการลงนาม แต่ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นั้น ไม่มีการทำเรื่องมาให้ประธานกรรมการลงนามและการประชุมดำเนินต่อไปอย่างไรไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กรมวิชาการเกษตรมีหนังสือตรงถึงที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดย ที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ทราบเรื่องถือว่าข้ามขั้นตอนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็เขาก็ข้ามขั้นตอนอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้ว แต่เป็นอันชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ฟังคำสั่ง รมช. มนัญญา ดังนั้นผมก็ต้องไปพูดคุยกัน ในพรรคภูมิใจไทยเราก่อน”

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องคืนกรมวิชาการเกษตรไปให้ รมว.ดูแล หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ในเมื่อควบคุมกันไม่ได้ และปวดหัวกันอย่างนี้ ในเมื่อเราพยายามทำในเรื่องนี้แล้วเขาไม่ตอบสนอง ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่เป็นไร คงต้องคุยกันในพรรคภูมิใจไทยก่อน ผมเป็นหัวหน้ามนัญญา ผมก็ต้องบอกว่าจะทู่ซี้คุมไปทำไม แล้วก็คุมไม่ได้ แล้วทะเลาะกัน เราไม่อยากให้ข้าราชการ กับข้าราชการการเมืองมาทะเลาะกัน มันดีเสียเมื่อไร ก็ต้องเสนอไปถึงผู้บังคับบัญชาของรมช.มนัญญา ก็คือนายเฉลิมชัย รมว.เกษตร ถ้าจะคืนก็ต้องทำหนังสือขอคืนด้วยเหตุผลอะไรบ้างก็ต้องเขียนลงไป เช่น ควบคุมไม่ได้ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ต้องขอคืน จากนั้นก็ต้องให้รมว. เฉลิมชัยพิจารณาว่าจะให้ดูต่อหรือจะเปลี่ยนกรม ในเมื่อรัฐมนตรีเปลี่ยนไม่ได้ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนกรม”

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456873

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 10.30 น.

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

28 พฤศจิกายน 2562 จากการแถลงข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย พลิกมติการแบน 3 สารพิษ โดยให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ไปแล้วนั้น

ล่าสุด รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม หนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้

ขอลาออกจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายและขอแย้งการแถลงข่าวของท่านประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย

1.ขอแย้งว่าไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจน ว่าผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น มติเอกฉันท์ เพราะหากพิจารณาในการอภิปรายจะพบว่า ดิฉันยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดในการแบนสารทั้งสาม และยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ต.ค.

2.ขอแย้งการแถลงข่าวที่ว่า ไกลโฟเสตไม่เป็นอันตราย เพราะกรรมการรวมทั้งดิฉันได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพและไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่

ทั้งนี้ภายหลังจากการแถลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีการตั้งคำถามว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการยกเลิกการแบน 3 สารพิษ ส่อจะมีการกระทำเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการยกเลิกมติเดิม และไม่มีการลงมติในการประชุม เป็นเพียงแค่การประชุมรวม ๆ เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ มีมติเป็นเอกฉันท์ ตามที่แถลงข่าวออกมา ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะมีการกระทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่สำคัญแต่ไม่ได้มีการดำเนินการให้ถูกต้อง

เจรจาฉลุยจีนรับจัดระเบียบนำเข้าผักผลไม้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456753

x

เจรจาฉลุยจีนรับจัดระเบียบนำเข้าผักผลไม้ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หารือกับกระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ประเด็นนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าส่งออก ซึ่งไทยถือโอกาสส่งเอกสารผลตรวจสอบผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพิ่มเติม เพื่อยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปจีนด้วย ที่ผ่านมาจีนเสนอร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไทยส่งออกไปจีน เพื่ออำนวยความสะดวกลดปัญหาตรวจพบสารตกค้างปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน และยกระดับควบคุมคุณภาพ ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบ กักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณมูลค่าส่งออกให้สูงขึ้นในอนาคต

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯของไทยยังหารือเนื้อหาในร่างพิธีสารดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมเสนอฝ่ายจีนปรับแก้เนื้อหาในร่างพิธีสารให้เป็นไปตามท่าทีของฝ่ายไทย หลังลงนามในพิธีสารแล้วโรงงานที่ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปจีน ได้แก่ มันเส้น แป้งมันสำปะหลัง กากมันสำปะหลัง ต้องผ่านการตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตร และขึ้นทะเบียนกับ GACC จึงจะส่งออกได้

“อีกทั้ง ยังหารือแนวทางดำเนินการตามข้อตกลงส่งออกผักและผลไม้จากไทยไปจีน เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพมาตรฐานการขนส่งและตรวจสอบสินค้า เมื่อถึงปลายทางด่านนำเข้าจีนให้โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ซึ่งไทยเสนอแผนปรับปรุงระบบควบคุมการปิดผนึกซีลตู้คอนเทนเนอร์ ปรับปรุงรายละเอียดข้อมูลบนฉลากข้างกล่องบรรจุผลไม้ส่งออกไปจีนให้เหมือนกันทุกชนิดผลไม้และทุกเส้นทางการขนส่ง รวมทั้งแก้ไขรูปแบบข้อมูลบนสติ๊กเกอร์ขั้วผลทุเรียนให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ต้องระบุบนฉลากข้างกล่อง ซึ่งจีนเห็นชอบ คาดว่าดำเนินการได้ภายในปี 2563” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว