ย้ำทำเพื่อประโยชน์ชาติ! โฆษกภท.ยันปมยืดแบนสารพิษ ไร้ขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457491

ย้ำทำเพื่อประโยชน์ชาติ! โฆษกภท.ยันปมยืดแบนสารพิษ ไร้ขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.42 น.

‘โฆษกภท.’ ยันปมยืดแบนสารพิษ ‘อนุทิน-มนัญญา’ เดินหน้าสุดซอยแล้ว การันตีไร้ขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล ย้ำทำงานเพื่อประโยชน์ชาติ 

 1 ธันวาคม 2562 พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานฯ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผลที่ประชุมให้เลื่อนการแบน 3 สารเคมีอันตรายทางการเกษตร ได้แก่ ไกลโฟเซต พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปว่า พรรคภูมิใจไทย

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข มีนโยบายชัดเจน คือเราเห็นสุขภาพประชาชนสำคัญที่สุด จึงมีนโยบายที่จะต้องเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีผลประโยชน์อื่นใดในทางมิชอบอย่างแน่นอน มีผลประโยชน์อย่างเดียวที่จะได้ คือสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและพี่น้องเกษตรกร ที่หากเลิกใช้สารเคมีดังกล่าวก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ

“การที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีท่านสุริยะ เป็นประธานฯ ได้มีมติยังไม่แบน 3 สารเคมีอันตราย ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของเขา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน เพียงแต่ว่าจุดยืนท่านอนุทิน ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงสาธารณสุข ชัดเจนว่าอะไรที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพ ต่อชีวิตประชาชน เราเห็นชอบด้วยไม่ได้ ท่านอนุทิน รวมถึงรัฐมนตรีมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะรมช.เกษตรฯ ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ก็ได้ทำเต็มที่ ช่วยกันผลักดันเรียกว่าสุดซอยแล้ว เพื่อปกป้องสุขภาพรักษาชีวิตพี่น้องประชาชน แต่ทั้งหมดมันมีกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายอยู่ก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้ท่านอนุทิน ก็จะได้เดินหน้าเพื่อรักษาป้องกันสุขภาพประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีเหล่านี้ต่อไป” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในส่วนรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ยังคงเดินหน้าทำงานในส่วนรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ พี่น้องประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ที่ได้ยืนยันชัดเจนว่าพบพิรุธ 9 ข้อ หลังจากได้ตั้งคณะกรรมการศึกษากรณีการจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ ซึ่งจะได้นำข้อมูลใหม่ที่ได้ฟ้องต่อศาล เพื่อให้สัญญาเดิมเป็นโมฆะ เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าโง่จำนวน 2.4 หมื่นล้าน

“ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเราตั้งใจทำเพื่อรักษาประโยชน์ชาติ รักษาเงินแผ่นดินที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เราจะดำเนินการยอย่างรอบคอบที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและงบประมาณจำนวนมาก“ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ในส่วนของงานด้านเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการนั้น ที่ผ่านมามีแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะส่งผลดึงเม็ดเงินเข้าประเทศมาโดยตลอด เช่น โครงการที่ ก.ท่องเที่ยวฯ จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย ก.สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และไทยแลนด์ไตรลีก ในการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยว “วิ่งผ่าเมืองครั้งที่ 3 ประจำปี 63” ในชื่อ “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2020 พรีเซ็นต์บายโตโยต้า” คาดว่าจะมีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมแข่งขันกว่า 30,000 คน สร้างรายได้มากกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งนอกจากกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้วยังมีผลดีต่อเศรษฐกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง ททท. กับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ก.ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่อง การยกระดับความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว (Safe) ส่งเสริมความสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว (Clean) ส่งเสริมความเป็นธรรมในการท่องเที่ยว(Fair) และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรักษ์สิ่งแวดล้อม (Sustainability) ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism) เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

‘ประภัตร’หว่านหนัก!ลุยสกลนครเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457369

‘ประภัตร’หว่านหนัก!ลุยสกลนครเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกชาวนา

‘ประภัตร’หว่านหนัก!ลุยสกลนครเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกชาวนา

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.20 น.

“ประภัตร” Kickoff เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 63 ประภัตรยันเมล็ดพันธุ์เพียงพอแจก ชาวนามั่นเพียงพอต่อการหนุนเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ดี 

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนครว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63 เพื่อใช้เพาะปลูก ปี 2563/64  กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสิ้น 110,000 ตัน ประกอบด้วย 1. เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก จำนวน 13,000 ตัน 2. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) จำนวน 58,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 – มี.ค. 2563) 3. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) จำนวน 26,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือนมี.ค. – พ.ค. 2563) และ 4. ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ จำนวน 13,000 ตัน

ทั้งนี้ เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565 โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปี คือ ปี 2563  เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนในปี 2564  เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565  เป้าหมาย  260,000  ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา 1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่ ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตัน มูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้กับเกษตกรได้ทันในช่วงฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

อย่างไรก็ตามที่ผ่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภาคอีสานที่ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูกให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการเรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตในปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอเพื่อนำมาแจกให้เกษตกรชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลกระทบให้เมื่อปลูกไป 2 เดือน เมล็ดข้าวจะแดง ดีด เด้ง เกิดจากข้าวคุณภาพต่ำ

นอกจากนี้ รมช. เกษตรฯ ได้กล่าวถึงกรณีผลการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับ 2 โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าว ทุกแห่งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีคุณภาพ ครองใจผู้บริโภค และตรงตามข้อกำหนดในการประกวด อาทิ ความสวยงาม เมล็ดมีความยาว นุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นต้น ในการนี้จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อตั้งเป็นเงินรางวัลให้กำลังใจในการทำงานกับศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 28 แห่ง ให้ไปช่วยกันหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ข้าวไทยกลับมาครองแชมป์ข้าวโลกได้ในปีหน้า ที่สำคัญคือต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อยและให้ผลผลิตสูง

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้พบปะเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิต กระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และกระบวนการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านช้างมิ่ง ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครอย่างต่อเนื่อง สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทุกฤดู ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 51 คน ประสบผลสำเร็จในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวระหว่าง ฤดูฝน ปี 2560 ถึง ฤดูฝน ปี 2562 สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร รวม 606.375 ตัน คิดเป็นร้อยละ 168.63 ของเป้าหมายซื้อคืน จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวฮางงอก ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรคนรุ่นใหม่ผู้ปลูกข้าวอินทรีย์โดยการแปรรูปข้าว เป็นข้าวฮางงอก มีการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศสิงค์โปรและจีน ถึง 70% เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดรายได้แก่สมาชิกและเครือข่าย ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ครบวงจร โดยมีผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวฮางงอกมะลิ 105 ข้าวฮางงอกมันปู ข้าวฮางงอกหอมนิล ข้าวฮางงอกไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องทุกชนิด และข้าวขัดขาว มะลิ 105 , กข6 เป็นต้น

ด้านนายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวนั้น ประกอบไปด้วยขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ในแปลงนาของเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  การจัดซื้อคืนจากแปลงขยายพันธุ์  การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์  การเก็บรักษา  และการจัดจำหน่าย  โดยมีกระบวนการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้องค์ประกอบในด้านกายภาพ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์  และข้าวแดง รวมทั้งองค์ประกอบความมีชีวิตด้านความงอกของเมล็ดพันธุ์หลังกระบวนการปรับปรุงสภาพและก่อนจำหน่าย  เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว  พ.ศ. 2557  กำหนด

ทั้งนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ศูนย์ฯ มีเป้าหมายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 3,200 ตัน ได้แก่ พันธุ์ กข6 ชั้นพันธุ์ขยายจำนวน 1,000 ตัน  พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,600 ตัน และ กข15 จำนวน 600 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ดีตามเป้าหมาย ศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์จำนวน 2 โรงงานสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้วันละ 70 ตัน ภายใน 1 ปีสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ 7,000 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครยังได้ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มนาแปลงใหญ่ และกลุ่มข้าวอินทรีย์ จากพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม สำหรับนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบภัย ตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จำนวน 1,200 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘มนัญญา’ข้องใจ’สุริยะ’ไม่ลงคะแนนเสียงปมสารพิษ ทำมติบังคับใช้ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457257

'มนัญญา'ข้องใจ'สุริยะ'ไม่ลงคะแนนเสียงปมสารพิษ ทำมติบังคับใช้ได้หรือไม่

‘มนัญญา’ข้องใจ’สุริยะ’ไม่ลงคะแนนเสียงปมสารพิษ ทำมติบังคับใช้ได้หรือไม่

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.26 น.

“มนัญญา”ยันไม่เห็นเอกสารมติยืดเวลาแบนสารเคมีทางการเกษตร ข้องใจ”สุริยะ”เป็นประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่ไม่มีการลงคะแนนเสียง ถือว่าใช้ดุลพินิจตัวเอง จะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารมติการยืดเวลาแบน 2 สาร คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ไปอีก 6 เดือน โดยให้มีผลวันที่ 1 มิ.ย.63 และยกเลิกแบนไกลโฟเซต กลับมาใช้มาตรการจำกัดการใช้ ทั้งนี้ รู้สึกข้องใจขั้นตอนการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ซึ่งมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรววงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งไม่มีการลงคะแนนเสียงหรือถามความเห็นกรรมการ แต่ใช้ดุลพินิจของตัวเอง ดังนั้น จะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่ ยืนยันว่า จะไม่วางมือจากเรื่องนี้ จะเดินหน้าต่อไป ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสารทั้ง 3 ชนิดเพิ่ม และจะกำกับดูแลการจัดการพาราควอต และไกลโฟเซต ที่เหลือในประเทศอย่างเข้มงวด

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า คำสั่งห้ามนำเข้า 3 สาร ทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.จนถึงปัจจุบันซึ่งมีคงเหลือกว่า 23,000 ตัน ไม่ควรให้ใช้ต่อไปแล้ว การที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายขยายระยะเวลาต่อไป ทำให้เกษตรกรยังใช้ได้ จะส่งผลให้อันตราย

“ยังไม่รู้เหตุผลที่มติออกมาตามที่นายสุริยะแถลง โดยผู้แทนกรมปศุสัตว์และกรมประมง ซึ่งเป็นกรรมการวัตถุอันตรายต่างยืนยันว่า ในที่ประชุมนั้น ประธานไม่ได้ให้มีการลงคะแนนเสียงใดๆ ดังนั้น คนที่ต้องตอบสังคมคือนายสุริยะ ส่วนกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยปฏิบัติ แต่รอมติอย่างเป็นทางการอยู่ เมื่อมติใหม่ยังไม่ออกเป็นเอกสารราชการถือว่า มติวันที่ 22 ต.ค.ที่ให้ยกเลิกทั้ง 3 สารยังไม่ถูกหักล้าง เพราะเป็นมติจากการลงคะแนะเสียงของกรรมการทั้งหมดเป็นรายบุคคล ดังนั้น คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ต้องไปตกลงกันก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แล้วส่งเอกสารราชการมายังหน่วยงานปฏิบัติ” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457249

'อธิบดีปศุสัตว์'เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘อธิบดีปศุสัตว์’เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.18 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ เพื่อดำเนินงานป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ครั้งที่ 1/2562 พร้อมด้วย นายเกียรติยศ โรเยอร์ โลหนันทน์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย , นายอลงกรณ์ มหรรณสพ ผู้เชี่ยวชาญด้านปางช้าง , นางอัจฉริยา ไศละสูต คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , นายปานเทพ รัตนกร คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , นายสาธิต ปรัชญาอริยะกุล สมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์แห่งประเทศไทย ผอ.สพส. ผอ.กสบ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กสก. สกม.และผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญ ดังนี้

1.คำสั่งและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการวิชาการฯ เพื่อปรับปรุงกฎหมาย พิจารณาแนวทางปฎิบัติและหลักเกณฑ์ในการป้องกันและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสมและเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน 2.แนวทางนโยบายในการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสถานเพาะพันธุ์สุนัข แมว ปางช้าง และสถานที่ขายสัตว์ 3.แนวนโยบาย รมว.กษ.ในการดำเนินการยกร่างประกาศ กษ.เรื่อง การจัดสวัสดิภาพสัตว์ ในสถานเพาะพันธุ์สุนัข สถานเพาะพันธุ์แมว ในปางช้าง และในสถานที่ขาย และ 4.การแต่งตั้งคณะทำงานยกร่างประกาศ กษ.เรื่องการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข การจัดสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพาะพันธุ์แมว การจัดสวัสดิภาพสัตว์ในปางช้าง และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสถานที่จำหน่าย

ทั้งนี้ ให้มีการจัดสวัสดิภาพสัตว์สอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ ​คือ 1.อิสระจากความหิวกระหาย (Freedom from hunger and thirst) 2.อิสระจากความไม่สบายกาย (Freedom from discomfort) 3.อิสระจากความเจ็บปวดและโรคภัย (Freedom from pain injury and disease) 4.อิสระจากความกลัวและไม่พึงพอใจ (Freedom from fear and distress) และ ​5.อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ (Freedom to express normal behavior) เหมาะสมในการจัดสวัสดิภาพสัตว์เฉพาะเจาะจงตามรายชนิดสัตว์ และพิจารณารายชื่อและอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานเหมาะสมตามรายชนิดสัตว์ เพื่อเป็นการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการจัดสวัสดิภาพสัตว์มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘วีระ’ย้ำ’ปารีณา’รุกที่หลวงแน่นอน พร้อมจับตา!การทำงานของ ปปช. อย่างใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457233

'วีระ'ย้ำ'ปารีณา'รุกที่หลวงแน่นอน   พร้อมจับตา!การทำงานของ ปปช. อย่างใกล้ชิด

‘วีระ’ย้ำ’ปารีณา’รุกที่หลวงแน่นอน พร้อมจับตา!การทำงานของ ปปช. อย่างใกล้ชิด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.58 น.

“วีระ” ยังเดินหน้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการรุกที่ป่าสงวนของ “เอ๋ ปารีณา” เพื่อไม่ให้มีการเอื้อประโยชน์กับผู้กระทำความผิด ขณะที่ เลขา ป.ป.ช. เผยเรื่องนี้ยังไม่ขอฟันธงว่ามีการแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่

วันที่ 29 พฤสจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น ยังคงเดินทางมาร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์ การทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการลงมาตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินและการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (บภท.5) ที่นางสาว ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นชำระต่อ ส่วนการคลังขององค์การบริหารส่วนตำบลรางบัว และการเข้าไปตรวจสอบ วัว ภายในคอกเลี้ยงวัว พร้อมด้วยทรัพย์สินในเขาสนฟาร์มไก่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

นายวีระ สมความคิด กล่าวว่า พื้นที่ที่นางสาวปารีณา บุกรุกอยู่นั้นเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของป่าไม้ มันมีคำพิพากษาฎีกาชัดเจนแล้ว มีความชัดเจนมาตลอด ตนเองจึงท้ามาตลอด จะเห็นว่าคุณธรรมนัส ออกมาเถียงตนหรือเปล่า ผมท้าคุณธรรมนัสดำเนินคดีกับตนเอง ตนเองบอกแล้วว่าไม่มีพื้นที่ ส.ป.ก. ไม่มีพื้นที่กรรมสิทธิ์เป็นพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมดถ้าตนเองพูดผิดให้ดำเนินคดีกับตนเอง ซึ่งตอนนี้หายไปเลย ไม่เห็นออกมาเลยหายไปจากข่าว ตนเองบอกได้แค่นี้ว่าคุณธรรมนัสจะโดนหนักกว่านี้

นายวีระ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรจอมบึง เพื่อที่จะติดตามคดี นอกจากนี้จะมาดูพื้นที่ว่าเมื่อวานนี้ ทางป่าไม้ และ ส.ป.ก.ได้มาลงพื้นที่วันนี้อีก 1 วัน หลังจากเมื่อวานนี้มาตรวจพื้นที่ใกล้เคียงที่หากไปกว่า 10 กิโล เพื่อหาพิกัดใกล้เคียง แต่วันนี้ก็ยังไม่เข้าพื้นที่ และตนได้รับข่าวว่าที่ อบต.รางบัว ทาง ป.ป.ช.เข้ามาเพื่อตรวจในเรื่อง ภบท.5 จำนวน 57 แปลง ที่แจ้งกับทาง ป.ป.ช. แต่ได้ข่าวว่าไม่ให้รายละเอียดใดๆ

ในส่วนกรณีที่ทางคุณปารีณา ได้มอบหมายให้คนไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีป่าไม้ เมื่อค่ำวานนี้ นายวีระ กล่าวประเด็นนี้ว่า การที่ทางคุณปารีณาไปแจ้งความ ต้องถามว่าเอาหลักฐานอะไรไปแจ้ง คุณต้องมีหลักฐานการครอบครอง ว่าคุณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตรงนั้น คุณมีหรือไม่ เอาไปแสดงต่อตำรวจหรือยัง ทางตำรวจคงจะรับแจ้งไปอย่างนั้น แต่ตำรวจคงจะต้องตรวจสอบก่อนว่าคุณเป็นผู้เสียหายหรือเปล่า คุณเป็นผู้ครอบครองที่ตรงนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเจ้าของต้องมีเอกสารจากทางราชการออกให้ ถ้าไม่มีเท่ากับว่าเป็นการแจ้งเท็จ นายวีระกล่าว

ส่วนทางด้านการดำเนินการลงพื้นที่มาตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินและการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (บภท.5) ที่นางสาว ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ที่ได้แจ้งไว้กับทาง ป.ป.ช. ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช โดยได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า วันนี้ที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทรัพย์สินนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ที่ลงไปตรวจสอบจะต้องทำรายงานตามระเบียบส่งมา แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานเข้ามาว่าการลงพื้นที่วันนี้มีรายละเอียดตรวจสอบรายการใดบ้าง ส่วนเรื่องที่ ป.ป.ช. ไปขอตรวจสอบเอกสารที่ดิน กับ ส.ป.ก. เรื่องนี้ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน อยู่ระหว่างตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ

ส่วนกรณีนางสาวปารีณา ที่มีการแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่นั้น  เรื่องนี้ยังไม่ขอฟันธง เพราะจะต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน และขออย่านำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีบุคคลอื่น และต้องยอมรับว่าตัวบทกฎหมาย มีการเปลี่ยนแปลงไป ต้องดูที่เจตนาว่าจงใจแจ้งทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ โดยมีกรอบระยะเวลาการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน 180 วัน และต้องมีการตรวจทรัพย์สินทั้งหมด 9 รายการไม่ใช่เพียงแต่ฟาร์มไก่ หรือที่ดินอย่างเดียว รวมถึงบัญชีหนี้สินอีก 4 รายการด้วย รายละเอียดจะเป็นอย่างไรรอให้มีการตรวจสอบเสร็จเสียก่อนจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงต่อไป

‘ป่าไม้’ฟันเปรี้ยง!! ‘ปารีณา’รุกป่าสงวนฯ46ไร่ จ่อแจ้งความ2ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457227

'ป่าไม้'ฟันเปรี้ยง!! 'ปารีณา'รุกป่าสงวนฯ46ไร่ จ่อแจ้งความ2ธ.ค.นี้

‘ป่าไม้’ฟันเปรี้ยง!! ‘ปารีณา’รุกป่าสงวนฯ46ไร่ จ่อแจ้งความ2ธ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยหลังการประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จกรณีเขาสนฟาร์ม จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่มี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน ว่า กรมป่าไม้ได้ข้อยุติ จากการตรวจสอบพื้นที่และรังวัดที่ดินแล้วพบว่า น.ส.ปารีณา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี กว่า 40 ไร่ และบุกรุกป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ทั้ง 2 พื้นที่รวมกันประมาณ 46 ไร่เศษ

และจากการตรวจสอบไม่พบเอกสารที่ทางราชการออกให้เพื่อให้เข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าไม้ตามระเบียบและกฎหมาย ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางเผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และมีความผิดตามมาตรา 54 พ.ร.บ. ป่าไม้ 2484 ห้ามมิให้ผู้ใดแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น

ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.ตนจะแถลงรายละเอียดทั้งหมด จากนั้นจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ส่วนที่ น.ส.ปารีณา ให้คนไปแจ้งความเจ้าหน้าที่ป่าไม้นั้น ไม่มีปัญหา เป็นสิทธิของ น.ส.ปารีณา แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแนวแผนที่และปักหมุดในเขตป่าสงวนฯ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี โดยไม่ได้เข้าพื้นที่ฟาร์มไก่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ และก่อนหน้าที่จะเข้าพื้นที่ตนก็ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวังในการเข้าพื้นที่ส่วนบุคคลแล้ว

สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ฉบับแก้ไขปี 59 มาตรา 14 ในเขตป่าสงวนฯ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมสภาพแก่ป่าสงวนแห่งชาติ หากบุกรุกไม่เกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุก‪ตั้งแต่ 1 – 10‬ ปี แต่หากเป็นการบุกรุกเกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุก‪ตั้งแต่ 4 – 20‬ ปี ส่วน พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 54 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี

สายกัญชงเฮ! ‘อนุทิน’ลงนามประกาศกระทรวงให้เกษตรกรปลูกได้มากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457172

สายกัญชงเฮ! 'อนุทิน'ลงนามประกาศกระทรวงให้เกษตรกรปลูกได้มากขึ้น

สายกัญชงเฮ! ‘อนุทิน’ลงนามประกาศกระทรวงให้เกษตรกรปลูกได้มากขึ้น

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.53 น.

ขยับไปอีกขั้น”อนุทิน” ลงนามประกาศกระทรวงเรื่องปลูกกัญชง ซึ่งจะมีผลให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้สามารถปลูกกัญชงได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเปิดการประชุมเสวนาผ่าทางตัน การใช้กัญชาเสรีทางการแพทย์ ว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกัญชง เพิ่มเติมและแก้ไขกฎหมายกัญชา ซึ่งจะมีผลให้ เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้สามารถปลูกกัญชงได้มากขึ้น เพื่อปลูกใช้ประโยชน์จากสาร CBD

“ส่วนเรื่องการปลูกกัญชา 6 ต้นยังอยู่ในสภาฯ โดยยืนยันทั้งหมด เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ส่วนรายละเอียดคงต้องถามเลขาธิการอย.  สำหรับความต้องการน้ำมันกัญชาในขณะนี้ เนื่องจากมีคลินิกกัญชา แต่น้ำมันกัญชาในสูตรอ.เดชา ยังไม่เพียงพอ ต้องมีการผลิตเพิ่ม”นายอนุทิน กล่าว

ชักจะยุ่ง! ‘อนุทิน’แนะตีความประเด็นยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457160

ชักจะยุ่ง! 'อนุทิน'แนะตีความประเด็นยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ

ชักจะยุ่ง! ‘อนุทิน’แนะตีความประเด็นยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.25 น.

“อนุทิน”แนะตีความยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ ชี้ต้องสางปห.ก่อนคืนกรมวิชาการเกษตรฯ

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2562 ที่ให้เลื่อนการแบนสารเคมีทางการเกษตรว่า ทราบว่ารศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศลาออก โดยบอกว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการลงมติ แต่ขณะนี้อย่าเพิ่งไปโทษใคร เพราะตนก็เจอนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็บอกว่า เข้าใจว่าการที่พูดแล้วไม่มีคนโต้แย้ง น่าจะเป็นมติได้ โดยนายสุริยะได้พูดในสิ่งที่อยากให้เป็น แต่ตนมองว่าสมัยก่อนอาจจะได้ ยุคนี้มันไม่ได้

“ผมได้เรียนท่านสุริยะไปว่า อยากให้โหวตเลย อย่าเกรงใจ  เพราะคณะกรรมการที่เห็นต่างอาจมองว่า คนระดับรัฐมนตรีมาเป็นประธานเลยไม่กล้าพูดอะไร ต่างคนต่างเข้าใจผิด อีกทั้งเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตรายควรทำบันทึกถึงประธาน เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยง เพราะถ้าตีความว่า ไม่มีการลงมติ แปลว่ามติวันที่ 22 ต.ค.62 ยังอยู่หรือไม่ ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการพูดคุยกับนายสุริยะ มีท่าทีจะทบทวนมติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูในการประชุมครั้งต่อไป คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาคุยไหม เอารายงานการประชุมครั้งก่อนมาดู ถ้ารายงานระบุว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องโต้แย้ง เพราะคนเป็นคณะกรรมการต้องรักษาสิทธิตัวเอง เราไม่ก้าวก่ายกัน แต่ถ้ามันเป็นประเด็นขึ้นมา ก็คงต้องไปหารือ และวันที่ 1 ธ.ค.นี้ เกิดไม่ประกาศขึ้นมา โดยอ้างมติที่ประชุม เดี๋ยวมีคนไปร้อง เดี๋ยวก็ยุ่งอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะคืนกรมวิชาการเกษตรที่อยู่ภายได้การกำกับดูแลของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนคืนต้องจัดการปัญหาก่อน การทำงานร่วมกันต้องมุ่งสัมฤทธิผล เป้าหมายต้องเหมือนกัน

“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาระหว่างรัฐมนตรี แต่เป็นปัญหาของน.ส.มนัญญา กับกรมวิชาการเกษตร ที่ท่านบอกว่ามอบนโยบายอะไรไปก็ไม่ทำ ก็ต้องไปดูว่าทำไมไม่ทำ เราต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่าย” นายอนุทิน กล่าว

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457023

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา  ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา หมู่ 1 ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งมากกลุ่มหนึ่งในจังหวัดสงขลา จากเดิมที่เคยประสบปัญหาด้านราคา และไม่มีอำนาจการต่อรองในการขายน้ำยางพาราให้กับผู้รับซื้อแต่หลังจากจดทะเบียนเป็นนิติบุคล ขึ้นตรงกับสหกรณ์จังหวัดสงขลานำระบบสหกรณ์มาใช้ดำเนินงานภายในกลุ่ม ทำให้การดำเนินงานมีระบบ มีทิศทาง และมีแผนงานที่ชัดเจนมากขึ้น จนสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรสมาชิกส่งโรงงานได้โดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานใหญ่กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนามีอาชีพหลักคือทำน้ำยางสดเพื่อจำหน่าย มีเกษตรกรสมาชิกทั้งหมด 410 รายมีพื้นที่เปิดกรีด 8,000 ไร่ มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย จำนวน 9 กลุ่ม กลุ่มละ 50-60 ราย และขณะนี้กำลังจะจัดตั้งกลุ่มที่ 10 เพิ่มขึ้นอีก เพื่อรวบรวมน้ำยางสดภายในหมู่บ้าน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยแล้วทุกกลุ่มจะนำไปส่งยังจุดใหญ่ ซึ่งน้ำยางสดที่ได้ในแต่ละวันมีประมาณ 30,000-35,000 กิโลกรัม โดยในจุดนี้จะมีการตรวจสอบคุณภาพ เป็นจุดรวบรวมน้ำยางสดที่ผ่านมาตรฐาน GMP จนสามารถส่งให้กับบริษัทผลิตน้ำยางข้นทั้งในและต่างประเทศด้วยตนเอง และที่สำคัญมีการคิดราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้รายได้กลับคืนสู่เกษตรกรสมาชิกโดยตรง

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ดำเนินงาน 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจรวบรวมผลผลิต รวบรวมน้ำยางพาราสดเพื่อจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตสินค้า โดยขายปุ๋ยผสมตามค่าวิเคราะห์ดินและธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย โดยจัดหาปัจจัยการผลิตและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายแก่สมาชิก นอกเหนือจากนั้น ยังนำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปต่อยอดธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมและเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มนอกเหนือจากการประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียวอย่างร้านค้าชุมชนที่ขายทั้งสินค้าทั่วไป และสินค้าทางการเกษตร สนับสนุนให้ปลูกพืชหรือเลี้ยงผึ้งในร่องสวนยาง สร้างโรงงานน้ำดื่มไว้บริโภคกันเองภายในชุมชน ผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงมีธนาคารชุมชน เพื่อให้เกษตรกรรู้จักการออม ซึ่งทำให้ปัจจุบันชุมชนมีเงินทุนมากกว่า 60 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาการดำเนินงานทั้งหมดของกลุ่มอยู่ภายใต้การดูแลของสหกรณ์จังหวัดสงขลา ที่ได้เข้ามาส่งเสริม แนะนำให้กลุ่ม ปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ พร้อมไปกับการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 มาให้กลุ่มใช้ในการบริหารจัดการองค์กร โดยให้ยึดความต้องการพื้นฐานของสมาชิกเป็นหลัก เน้นใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสมาชิก และคนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความสามัคคี และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข” นายศตวรรษ กล่าว

ด้านนายบรรจงหัสรังสี ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา (กลุ่มย่อยที่ 9) เสริมว่าเมื่อรวมกลุ่มกัน นอกจากจะสามารถสร้างอำนาจการต่อรอง จนราคาดีขึ้นแล้ว พอถึงสิ้นปีเกษตรกรสมาชิกยังได้ปันผล ได้เงินเฉลี่ยคืน บางรายได้ถึง 30,000-40,000 บาทเลยทีเดียว

การดำเนินงานด้วยระบบสหกรณ์ของกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา สะท้อนความสำเร็จออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศ การประกวดผลงานการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในสหกรณ์ และกลุ่ม เกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2561 และรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2561 ประเภทกลุ่มเกษตรกรทำสวนเป็นต้น และด้วยการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้กลุ่มเกษตรกรฯกำลังก้าวไปสู่การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council)ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกทำให้กลุ่มสามารถแข่งขันกับพ่อค้าได้ ส่งผลให้น้ำยางของกลุ่มฯเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างดี

โรคใบร่วงยางพาราลาม3.6แสนไร่ เกษตรกรนราธิวาส-ตรังสูญรายได้253ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457022

x

โรคใบร่วงยางพาราลาม3.6แสนไร่ เกษตรกรนราธิวาส-ตรังสูญรายได้253ล.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงในยางพารา ในพื้นที่ปลูกยางพาราภาคใต้ตอนล่างของประเทศ ว่า การยางแห่งประเทศไทยชี้แจงอาการที่ปรากฏบนใบยางพารา เป็นอาการใบร่วงที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของน้ำยาง ทำให้ผลผลิตลดลงกว่าร้อยละ 30- 0 ส่วนใหญ่พบในพันธุ์ยาง RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311 จากสถานการณ์ดังกล่าว สศก. โดยสศก.ที่ 9 จ.สงขลาลงพื้นที่ติดตาม ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ พบว่า ขณะนี้มีการระบาดของโรคดังกล่าว ในจ.นราธิวาส และตรัง รวม 365,883 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 17 ของเนื้อที่กรีดได้ (ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) แบ่งเป็น จ.นราธิวาส  12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองยี่งอ รือเสาะ เจาะไอร้อง จะแนะ สุคิริน แว้ง ระแงะ สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก ศรีสาคร และตากใบ รวมพื้นที่ 365,483 ไร่  ส่วนจ.ตรัง พบการระบาดเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองตรัง รวม 400 ไร่

หากวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดในยางพาราของจ.นราธิวาส และตรัง พบว่า จำนวนพื้นที่ระบาด 365,883 ไร่ ของทั้ง 2 จังหวัด จะคิดเป็นปริมาณผลผลิตทั้งปี รวม 93,305 ตัน ซึ่งหากผลผลิตลดลง ร้อยละ 30 – 50 ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 ส่งผลให้เกษตรกรเสียรายได้ภาพรวม คิดเป็นมูลค่า 253 – 423 ล้านบาทหรือ เฉลี่ยเดือนละ 126 – 211  ล้านบาท  หากไม่สามารถควบคุมป้องกันการระบาดของโรคได้ จะทำให้ผลผลิตของ 2 จังหวัด ได้รับผลกระทบจากผลผลิตลดลงทั้งปี 2563 ประมาณ27,991 – 46,652 ตัน และอาจส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ในภาพรวม คิดเป็นมูลค่า 1,255 – 2,093 ล้านบาทต่อปี หรือ เฉลี่ยเดือนละ 104 – 174 ล้านบาท

เลขาธิการ สศก.กล่าวด้วยว่า การเฝ้าระวังควบคุมการระบาดเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ กยท.และกรมวิชาการ นำร่องทดสอบใช้โดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรายับยั้งการ
แพร่กระจาย แต่เนื่องจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. แพร่ระบาดโดยลมและฝน จึงยากต่อการป้องกันควบคุม ดังนั้น ขอให้เกษตรกรระวังหรืองดเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกและใบยางพาราโดยเฉพาะจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปสู่พื้นที่อื่น และสำหรับต้นยางพาราที่พบว่าเป็นโรคใบร่วงรุนแรง ให้เกษตรกรใช้สารเคมีโดยวิธีฉีดพ่นลงดินด้วยสาร thiophanatemethyl และพ่นทรงพุ่มยางด้วยสาร benomyl, hexaconazole, thiophanatemethyl, triadimefon และ difenoconazole เพื่อกำจัดเชื้อ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่ป้องกันการระบาดเพิ่ม โดยกันพื้นที่เป็นแนวป้องกัน (Buffer Zone) ทั้งนี้ เกษตรกรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย ในจังหวัดที่ท่านทำสวนยางอยู่