อีรุงตุงนัง!‘ปารีณา’เอาคืนส่งทนายฟ้อง‘วีระ-อัจฉริยะ’หมิ่น-แจ้งเท็จ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457729

news_default

อีรุงตุงนัง!‘ปารีณา’เอาคืนส่งทนายฟ้อง‘วีระ-อัจฉริยะ’หมิ่น-แจ้งเท็จ

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.19 น.

อีรุงตุงนัง!‘ปารีณา’เอาคืนส่งทนายฟ้อง‘วีระ-อัจฉริยะ’หมิ่น-แจ้งเท็จ

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มอบอำนาจให้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระ สมความคิด อายุ 62 ปี ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท , หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3101/2562 นัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น.

ภายหลังนายธีรยุทธ เปิดเผยว่า น.ส.ปารีณา ได้ยื่นฟ้องนายวีระ สมความคิด กรณีกล่าวหาว่าฟอกเงิน ส่วนนายอัจฉริยะได้พูดจาในทำนองเหยียดหยามว่าเป็น ส.ส.กระจอก ซึ่งประเด็นปัญหาที่นำคดีมาสู่ศาลเพื่อเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ความจริงที่คลาดเคลื่อนอยู่บางประเด็นในสังคม หวังว่านายวีระ และนายอัจฉริยะ คงพร้อมที่จะนำความจริงมาพิสูจน์กัน ส่วนตนได้เตรียมข้อมูลดังกล่าวไว้พร้อมแล้ว โดยทั้ง 2 คนดังกล่าวเชื่อว่า น.ส.ปารีณา ถือครองที่ดิน 3 แปลงย่อย มีการแบ่งแยกออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดคืน ตนจึงอยากทราบว่าที่ดิน 3 แปลงย่อยที่อ้างถึงนั้นอยู่ที่ใดบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวีระ สมความคิด กับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ กล่าวเท็จในประเด็นใดบ้าง นายธีรยุทธ กล่าวอ้างว่า มีหลายจุดมาก เพราะทั้ง 2 คนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้มาก ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในคำฟ้อง ความจริงบุคคลที่ทำงานสาธารณะระดับนี้ไม่ควรกระทำ เราอยู่ในสังคมทำงานสาธารณะ ความจริงและความสุภาพเท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เห็นว่าการใช้อากัปกิริยาเหยียดหยามบุคคลที่ทำงานให้แก่สังคมและสาธารณะด้วยกันเอง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อถามว่า ช่วงเช้าวันนี้(2 ธันวาคม 2562) นายอัจฉริยะ ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กล่าวหาว่า ที่ดินของน.ส.ปารีณา รุกล้ำที่ดินของชาวบ้าน โดยมีการล้อมรั้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายธีรยุทธ กล่าวว่า ขอชี้แจงว่าตามแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกา ระบุว่า ไม่ว่าที่ดินแปลงนั้นจะเป็นของใคร ถ้าเป็นการต่อสู้ระหว่างราษฎรด้วยกันเอง ส่วนข้อโต้แย้งซึ่งกันและกัน ก็มีหน่วยงานรัฐที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แม้กระทั่งศาลเองก็ถือเป็นหน่วยงานรัฐที่จะแก้ไขปัญหาได้

เมื่อถามว่า ยืนยันที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของชาวบ้านได้หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้สอบถาม น.ส.ปารีณา อย่างละเอียด แล้วก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่นำมาฟ้องต่อศาล

เมื่อถามว่า ฟ้องนายวีระ สมความคิดข้อหาบุกรุกด้วยหรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า นายวีระ สมความคิด รู้ตัวเองดี ไม่ว่าจะอ้างว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่า หรือป่าสงวนแห่งชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตาม แต่ถ้ามีบุคคลใดหวงห้ามอยู่ การเข้าไปแม้เพียงนิดเดียวถือว่าบุกรุก แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ฟ้องข้อหาบุกรุก เพราะคำฟ้องวันนี้ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าพร้อมจะพิสูจน์ให้ น.ส.ปารีณา เห็นได้หรือไม่ว่าที่ดินที่อ้างว่ามีการแบ่งแยกเป็น 3 แปลงนั้นอยู่ตรงไหน ซึ่งเขาใช้คำนี้หมายความว่าต้องมีที่ดินแปลงใหญ่อยู่ก่อนแบ่งเป็น 3 แปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาจะต้องพิสูจน์ เราเปิดคดีขึ้นเพื่อให้ไปตามวัตถุประสงค์ทั้งนายวีระและนายอัจฉริยะ ว่าจะนำความจริงมาพิสูจน์ให้กระจ่างในสังคม

ส่วนอธิบดีกรมป่าไม้นั้น เท่าที่ตนเองได้ฟังสัมภาษณ์ล่าสุดทางสื่อมวลชนนั้น หลายประเด็นก็ตรงกับหลักฐานที่ตนมีอยู่ โดยระมัดระวังขึ้นเยอะ ซึ่งเราเตรียมหลักฐานไว้เยอะ เพียงแต่พิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่แค่นั้นเอง ถ้าอธิบดีกรมป่าไม้ท่านให้สัมภาษณ์ไปตามระบบของหน่วยงานราชการ เราพร้อมจะหยุด ก็อยู่ที่ท่านอธิบดีเอง แต่ตนก็สงสัยจากการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมป่าไม้ว่าจะสงวนเรื่องแผนที่ไว้ทำไม เพราะขณะนี้เราโต้เถียงกันอยู่เรื่องแผนที่ ก็เรียกร้องให้อธิบดีเปิดเผยให้สังคมได้ทราบความจริง

เมื่อถามว่า สิ่งที่ น.ส.ปารีณา ติดใจ ประเด็นมาตราวัดของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับกรมป่าไม้ ยังคงไม่ตรงกันใช่หรือไม่

นายธีรยุทธ กล่าวว่า ขอเรียนว่า น.ส.ปารีณา ไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือข้อมูลของหน่วยงานราชการมากนัก ก็เหมือนกับราษฎรทั่วไป แต่ปัญหาที่นักกฎหมายมองนั้นไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ แต่มันมีอย่างอื่นซ้อนอยู่อีก เราก็เตรียมข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งถ้ามีประเด็นใดที่เป็นก้าวล้ำสิทธิ์ของ น.ส.ปารีณา ก็จำเป็นต้องป้องกันสิทธิและเกียรติยศของท่านอยู่แล้ว จากเมื่อวันก่อนอธิบดีกรมป่าไม้เคยพูดว่า ส.ป.ก.ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่วันนี้ให้สัมภาษณ์ว่าที่ดินนั้นอยู่ในเขต ส.ป.ก.และ ส.ป.ก.จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ก็แสดงว่าส.ป.ก.เกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่

“นี่คือความชัดเจนที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าสังคมจะต้องกระจ่างว่าที่ดินแปลงนี้ การเข้ามาสู่อำนาจการดำเนินงานของ ส.ป.ก.ได้นั้น เกิดขึ้นได้อำนาจของกฎหมายใด เพราะไม่มีใครพูดออกมาว่าก่อนที่ที่ดินจะมาอยู่กับ ส.ป.ก.นั้นจะต้องมีการเพิกถอนที่ป่าและที่ป่าสงวนหรือไม่ ถ้ามีการเพิกถอนนั้น เพิกถอนกันเมื่อไรแค่นั้นเอง และถ้ามีการเพิกถอนก่อนหน้านี้แล้ว ความเป็นป่าและป่าสงวนก็ไม่เกิดขึ้น” นายธีรยุทธ กล่าว

เมื่อถามว่า หมายความว่าก่อนหน้านี้กรมป่าไม้ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก.นำที่ดินไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านถือสิทธิที่ดินทำกินแล้วใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า เรายังไม่ชัดเจนถึงตรงนั้น เพราะว่าเป็นข้อมูลเชิงลึกที่เรารออยู่เช่นกัน ตอนนี้เรารอข้อมูลอยู่อีก 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนข้อมูลอีก 80 เปอร์เซ็นต์นั้นเรามีอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากออกมาพูดให้เป็นวาทะอยู่ในสังคม หรือทำให้หน่วยงานราชการต้องกังวล แต่เราพร้อมพิสูจน์ความจริง

เมื่อถามว่า น.ส.ปารีณา มั่นใจในพยานหลักฐานการถือครองที่ดินที่ตนเองมีอยู่ใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมาน.ส.ปารีณา ก็แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.แล้ว แสดงว่าท่านพร้อมก็ไม่เคยปกปิด เช่น การยื่น ภ.บ.ท.5 เลขที่อะไร ยื่นเสียภาษีเมื่อปีไหน ก็ชัดเจน ซึ่งการเสียภาษีตาม ภ.บ.ท.5 นั้นมีพระราชบัญญัติหรือกฎหมายเฉพาะ ซึ่งตนเคยทำคดีลักษณะนี้ทางดีเอสไอเคยรวบรวมข้อเท็จจริงไว้จากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ยืนยันว่าการใส่ชื่อของนิติบุคคลหรือบุคคล หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อในใบ ภ.บ.ท.5 นั้นสามารถทำได้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ ก็แสดงว่าที่ชำระเสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องมีการยืนยันได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับใบ ภ.บ.ท.5 ตัวจริงนั้นมีขนาดเท่ากระดาษเอ 4 ด้านหน้าจะบอกว่าใครเป็นผู้ถือครองและก่อนหน้านั้นใครเป็นผู้ถือครอง ส่วนด้านหลังเขียนเป็นรูปแผนที่ เหมือนกันกับโฉนดที่ดิน แสดงว่าจะต้องมีการรังวัด มีการกำหนดเขต มีการพูดคุยกันระดับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผุ้ปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถยืนยันได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช้กรรมสิทธิ์ก็ตาม

ภายหลังให้สัมภาษณ์ต่อแล้ว ทนายความได้ยื่นคำฟ้อง และศาลได้รับคำฟ้องคดีฟ้องนายวีระ สมความคิด ไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3199/2562  นัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น. ส่วนคดีฟ้องนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3201/2562ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น.

‘ทวี-ปารีณา’โดนอีก!! ‘อัจฉริยะ’พาเจ้าของที่ดิน บุกปทส.จี้เอาผิดบุกรุกป่าสงวน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457656

news_default

‘ทวี-ปารีณา’โดนอีก!! ‘อัจฉริยะ’พาเจ้าของที่ดิน บุกปทส.จี้เอาผิดบุกรุกป่าสงวน

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.29 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมน.ส.ปราณี นำพา อายุ 49 ปี เข้าพบพล.ต.ต.วิวัฒน์  ชัยสังฆะ ผบก.ปทส.เพื่อร้องขอให้ดำเนินคดีต่อนายทวี ไกรคุปต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โดยกล่าวหาบุกรุกป่าสงวน ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 ม.14 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 ม.54 “ห้ามไม่ให้บุคคลใดยึดถือครองทำประโยชน์ อาศัยในที่ดิน แผ้วถางทำลายป่า หรือกระทำการใดอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าฯ” ในพื้นที่ ม.6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า พาครอบครัว น.ส.ปราณี มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายทวี ฐานบุกรุกที่ดินของน.ส.ปราณี กว่า 30 ไร่ และบุกรุกที่ดินป่าสงวนย่านสวนผึ้งกว่า 1,000 ไร่ และดำเนินคดีต่อ น.ส.ปารีณา กรณีบุกรุกที่ดินย่านจอมบึง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ยืนยันว่าตนมีหลักฐานเอาผิดทั้งสองคนได้ ซึ่งนับเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถร้องทุกข์ตามกฎหมาย เพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน จึงไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่รัฐหรือกรมป่าไม้เป็นเจ้าทุกข์ สำหรับประเด็นที่ น.ส.ปารีณา เตรียมแจ้งความกลับกับตนและนายวีระนั้น ไม่มีความกังวล ขอให้รีบไปแจ้ง ตนต้องการหมายศาลเพื่อที่จะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเร็วขึ้น

ด้าน น.ส.ปราณี ชาวบ้านหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี กล่าวอ้างว่า พ่อตนได้ยกที่ดินให้ตนและน้องสาวกว่า 50 ไร่ เป็นผู้ครอบครองเมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่าถูกนายทวี บุกรุกล้อมรั้วปลูกต้นมะพร้าวไปกว่า 30 ไร่ และอ้างว่าเป็นที่ดินของนายทวีเอง ซึ่งที่ผ่านมา พ่อได้ใช้ที่ดินผืนนี้ทำมาหากินมากว่า 50 ปี ทั้งนี้ได้นำเอกสารหลักฐานใบเสียภาษี ภ.บ.ท.5 ที่เสียภาษีมาตั้งแต่ ปี 2517-2557 และเอกสารการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 10 จ.ราชบุรี ที่ยืนยันการครอบครองที่ดินตามโครงการสำรวจถือครอง เพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ และเอกสารกรมป่าไม้ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับ ซึ่งก็เคยได้แจ้งความที่ สภ.สวนผึ้ง พร้อมกับร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า แม้เจ้าหน้าที่ได้ประสานให้นายทวี เข้ามาไกล่เกลี่ยแต่เจ้าตัวไม่ยอมเข้ามาพบ

พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวว่า หลังรับเรื่องร้องทุกข์ก็จะต้องสอบปากคำก่อนไปตรวจสอบว่าผู้ร้องทุกข์เคยไปร้องทุกข์ในพื้นที่ใดแล้วบ้าง ส่วนเรื่องทางคดีหากพบว่าเป็นคดีเดียวกันกับที่กรมป่าไม้จะเข้าแจ้งความ ก็จะรวมสำนวนเป็นคดีเดียวกัน ซึ่งตำรวจต้องประสานรับข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งเรื่องการรังวัดและอื่นๆ สำหรับการใช้แผนที่รังวัดที่ดินที่ยังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ทางกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่าระวางตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรง มีสาเหตุจากอะไร เพราะประเทศไทยมีแผนที่เพียงฉบับเดียว ยืนยันว่าคดีนี้ไม่กังวลแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นนักการเมือง ก็ขอให้ว่ากันตามกฎหมาย ใครผิดก็ติดคุก

ขอบคุณข้อมูล สำนักข่าวไทย

‘อธิบดีปศุสัตว์’คิกออฟโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยทั่วประเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457637

‘อธิบดีปศุสัตว์’คิกออฟโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.43 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”คิกออฟ”โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย”พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งเป้าคุมโรคในสัตว์100%

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ที่สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก สวนมะเดื่อ จำกัด อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดการคิกออฟ “โครงการรณรงค์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย รอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2563 จังหวัดลพบุรี” พร้อมด้วย นายผดุงศักดิ์ ฐานปรีชาสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี , น.สพ.ประภาส ภิญโญชีพ ปศุสัตว์เขต 1 , น.สพ.จรูญ ชูเกียรติวัฒน ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี , ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์ ประธานสหกรณ์/ศูนย์รับน้ำนมดิบทุกแห่งในจังหวัดลพบุรี และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์มีนโยบายให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย โรคเฮโมรายิกเซปทิซีเมีย และการทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยกำหนดให้แต่ละพื้นที่ ดำเนินการเปิดเริ่มรณรงค์ (Kick Off) ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้ความรู้เกษตรกรเรื่องโรคและความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อประชาสัมพันธ์การรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยและโรคเฮโมรายิกเซปทิซีเมีย ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทราบ เพื่อขอรับบริการฉีดวัคซีนที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอใกล้บ้าน ร่วมกับปศุสัตว์เขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น สหกรณ์/ศูนย์รับน้ำนม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

การจัดพิธีเปิดคิกออฟ “โครงการรณรงค์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย รอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2563 จังหวัดลพบุรี” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของจังหวัดลพบุรี ทราบ และเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จังหวัดลพบุรี เห็นความสำคัญกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้สัตว์เลี้ยงของตนเอง เน้นย้ำให้เกษตรกรดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ผลที่คาดว่าได้รับคือ ทำให้สัตว์มีภูมิคุ้มกันและลดอุบัติการณ์ของโรคระบาดปากและเท้าเปื่อยได้ เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและประชาชนผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการป้องกันและควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม และขอความร่วมมือสหกรณ์/ศูนย์รับน้ำนมดิบ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค ดังนี้

1.เป็นเครือข่ายการเฝ้าระวัง ค้นหาโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม โดยทำการตรวจสอบฟาร์มโคนมของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกการซื้อขายน้ำนมดิบของศูนย์/สหกรณ์ จากข้อมูลที่สงสัยว่าจะมีการเกิดโรคปากและเท้าเปื่อย เช่น ปริมาณผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของฟาร์มที่ลดลงอย่างผิดปกติ หรือหากเจ้าหน้าที่ของศูนย์/สหกรณ์ ตรวจพบฟาร์มที่เป็นโรคปากและเท้าเปื่อย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทราบทันที ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ 063-2256888 หรือผ่านแอปพริเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบและการควบคุมโรคโดยเร็ว

2.เข้มงวดมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อรถทุกคันที่เข้า ออกศูนย์รับนมหรือสหกรณ์โคนม ตลอดจนป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยจากผู้ปฏิบัติงาน

3.ประชาสัมพันธ์ให้เน้นย้ำเกษตรกรที่ยังไม่มีโคนมป่วยด้วยโรคปากและเท้าเปื่อย ป้องกันการนำโรคเข้าฟาร์ม ประกอบด้วย 3.1 ชะลอการเคลื่อนย้ายโค-กระบือ เข้า-ออก ภายในฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงของการนำเข้าเชื้อไวรัสปากและเท้าเปื่อย หากมีความจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายโค-กระบือ เข้ามาในฟาร์ม ควรมีการกักแยกจากสถานที่เลี้ยงสัตว์ อย่างน้อย 7 วัน เพื่อสังเกตอาการก่อนปล่อยเข้าร่วมฝูง

3.2 เข้มงวดการปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเบื้องต้น เช่น ห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์มโคนม หากจำเป็น ต้องเปลี่ยนรองเท้าที่ใช้เฉพาะภายในฟาร์ม ห้ามยานพาหนะทุกชนิด เช่น รถรับซื้อสัตว์ รถขนอาหารสัตว์ รถรับซื้อมูลสัตว์ เข้าภายในฟาร์มโดยเด็ดขาด หากจำเป็น ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อโรค ทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคถังส่งนมและอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนนำเข้าฟาร์ม เลือกพืชอาหารสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ว่าไม่มีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย 3.3 หากฟาร์มอยู่ในพื้นที่ ที่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาดให้หลีกเลี่ยงการผสมเทียมและงดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ในช่วงที่มีโรคระบาดอยู่ 3.4 หากพบโคนมป่วย หรือสงสัยว่าเป็นโรคปากและท้าเปื่อย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ทราบภายใน 12 ชั่วโมง เพื่อเข้าช่วยเหลือและการควบคุมโรคโดยเร็ว

ชายคาพระพิรุณ : 2 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457553

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2562 หลายคนกำลังมองหากระเช้าของขวัญเพื่อมอบให้กับคนที่รัก ที่เคารพ ขุนเกษตรา ขอแนะนำให้ท่านมาอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์กันดีกว่า จะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรของเราด้วย ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่างๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้า เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมาโดยเมื่อวันก่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควงคู่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2563 ชูแนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอาชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจัดลงกระเช้าของขวัญและตกแต่งสวยงามให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพ เปิดจำหน่ายที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562-12 มกราคม 2563 พร้อมบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อซื้อสินค้าครบ 10,000 บาท ผู้สนใจกระเช้าสินค้าสหกรณ์สั่งซื้อได้ทางออนไลน์ Facebook : coop market และ ID Line : cpd.shop หวังขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอรี่ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าว กข 43รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี่เส้นหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผงดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยางพารา และผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงาม ราคากระเช้ามีตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562-12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์-ศุกร์ เปิดจำหน่าย ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. หน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และทาง ID Line : cpd.shop หรือติดต่อสอบถามได้ทาง โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-5524-1124 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะบริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ การจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้สู่เกษตรกร เม็ดเงินจะหมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนในจังหวัดต่างๆ เบื้องต้น ได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวถนอมจิตต์ ท้าวแดนคำ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 นางสาวฐิตินันท์ เหมือนพะวงศ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชี นางรัตนาภรณ์ชัยรัตนวงศ์ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชุมพร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมต้อนรับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ณ สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรโดยเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 49 ของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เพื่อกระตุ้นสมาชิกร่วมกันพัฒนายกระดับมาตรฐาน เพิ่มรายได้สหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดชุมพร ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุน โปรแกรมระบบบัญชีแบบต่างๆ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้จักการคิดต้นทุนการผลิต และสนับสนุนการออม ภายในงานนี้ด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวภายในงานว่า “ถ้าเราให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ ซึ่งสหกรณ์ที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีสมาชิกที่ดีและมีคุณภาพนอกจากนี้ยังจะต้องมีผู้บริหารที่ดีด้วย ซึ่งจะต้องมีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถและความเสียสละ สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ในการบริหารงานและแก้ไขปัญหาที่นอกเหนือจากสหกรณ์จะควบคุมได้ และในโอกาสที่ได้เข้ามาดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศจึงมุ่งที่จะส่งเสริม สนับสนุน และเติมเต็มในส่วนที่ขาดให้กับพี่น้องเกษตรกร และหวังว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีที่อย่างยั่งยืน”

ขุนเกษตรา

‘มนัญญา’ยันเดินหน้าแบน3สาร สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงแผนปฏิบัติงาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457554

news_default

‘มนัญญา’ยันเดินหน้าแบน3สาร สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงแผนปฏิบัติงาน

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมาให้เลื่อนการแบน 2 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก6 เดือน ให้มีผลบังคับวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซตตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ว่า ที่ผ่านมาขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวมาจนสุดมือแล้ว อยู่ที่ดุลยพินิจของประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าจะลงมติอย่างไร และเชื่อว่าประชาชนจะตัดสินเอง ใครรับผิดชอบเรื่องนี้ต้องทำให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวยังไม่มีหนังสือเปิดเผยออกมา ขอให้รอความชัดเจนจากคณะกรรมการฯก่อน สำหรับตนยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป และทำให้ดีที่สุดเมื่อยังกำกับดูแลหน่วยงานนั้นๆ อยู่ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งกรมวิชาการเกษตรคือหน่วยงานสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้น จึงต้องดูว่าเราปฏิบัติหน้าที่อย่างไรให้เกษตรกร นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายให้กรมวิชาการเกษตรสร้างความเข้าใจกับข้าราชการและแนวทางดำเนินการงานหลังจากนี้ ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯมอบให้ตนกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ถ้าไม่สามารถดูแลได้ยินดีปรับเปลี่ยน เพื่อให้รัฐมนตรีคนอื่นมากำกับดูแลแทน สำหรับแนวทางเลิกใช้สารเคมี 3 สารเคมีนั้น มีนโยบายให้เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชผักที่ใช้สารเคมีในแปลง ต้องมีฉลากสติ๊กเกอร์ระบุให้ชัดเจนว่าผักดังกล่าวมีสารอะไรประกอบอยู่บ้าง ทั้งยังสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้เกษตรกรที่ต้องการใช้กำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกให้สหกรณ์นำไปบริการแก่สมาชิกราคาถูก ซึ่งวางมาตรการครอบคลุมเพื่อรองรับการยกเลิกการ3 สารเคมี  แนวทางนี้เป็นการให้เบ็ดตกปลาแก่เกษตรกรแทนให้ปลา เพื่อแก้ปัญหายั่งยืน

นราธิวาสจ่อประกาศ เขตภัยพิบัติน้ำท่วม กรมอุตุเตือนทั่วไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457575

news_default

นราธิวาสจ่อประกาศ เขตภัยพิบัติน้ำท่วม กรมอุตุเตือนทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นราธิวาสจ่อประกาศ

เขตภัยพิบัติน้ำท่วม

กรมอุตุเตือนทั่วไทย

อุณหภูมิลด4-10องศา

กรมอุตุฯเตือนทั่วไทยอากาศหนาวเย็นอุณหภูมิลดลง 4-10 องศาฯ ส่วนภาคใต้ยังมีฝนตกหนัก คลื่นทะเลสูง 2-4 เมตร เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วน จ.นราธิวาส จ่อประกาศภัยพิบัติ หลังน้ำท่วม’สุไหงโก-ลก’

มื่อวันที่ 1 ธันวาคม กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ว่าภาคใต้ตอนล่างยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม สำหรับอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่ จ.ชุมพร ขึ้นมา มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ลงไป มีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่งด้วย ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้า ในตอนกลางวันท้องฟ้าโปร่งและมีแสงแดดจัด โดยพื้นราบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำสุด 16-22 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็น ส่วน กทม.และปริมณฑล มีเมฆบางส่วนกับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส

พร้อมกันนี้ กรมอุตุฯ ยังประกาศเตือนอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 3-7 ธันวาคม 2562) ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ระบุในช่วงวันที่ 3-7 ธันวาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 5-10 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นราบอุณหภูมิต่ำสุด 12-19 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 2-10 องศาเซลเซียส สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล มีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง

คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์แม่น้ำสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ว่าระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.85 เมตร จากฝนที่ตกหลายวันและเอ่อท่วมบ้านเรือนริมฝั่ง ต.ปาเสมัส ต.มูโนะ และ ต.สุไหงโก-ลก รวม 6 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนหัวสะพาน ท่ากอไผ่ ท่าโรงเลื่อย ท่าประปา ท่าโปฮงยามู และชุมชนบือเร็งนอก

ด้านนายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก รายงานสถานการณ์ต่อนายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส เสนอประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 1,748 คน 437ครัวเรือน พร้อมกันนี้ กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำออกมาอยู่จุดปลอดภัย ชั่วคราว เพราะระดับน้ำมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกและมีน้ำจากคลองบูเก๊ะตาไหลเข้ามาเร็วมาก อาจเป็นอันตรายกับผู้อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก ซึ่งขณะนี้มีชาวบ้านชุมชนหัวสะพานและท่าโรงเลื่อยย้ายมาพักที่ศูนย์ดูแลน้ำท่วมของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก แล้ว 86 คน 21 ครัวเรือน

ขณะที่ นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ได้ติดตามสภาพอากาศและปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่กับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ามรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร จึงประสาน 11 จังหวัดบริเวณอ่าวไทย เฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลม ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคมนี้ ได้แก่ พื้นที่เตือนภัยคลื่นลมแรง 6 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมปานกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

อธิบดี ปภ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้จัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัย ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัย พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด

รวมถึงขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งเฝ้าระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง นักท่องเที่ยวที่ทำกิจกรรมหรือท่องเที่ยวทางทะเลให้ระวังอันตรายจากคลื่น สำหรับชาวเรือและผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารควรเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยให้พร้อมและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

นายมณฑล กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัย ที่ จ.นราธิวาส ว่าหลังจากเกิดฝนตกหนักทำให้แม่น้ำโกลกล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีประชาชนได้รับผลกระทบ 40 ครัวเรือน ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง ปภ.จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือ ระดมเครื่องจักรกลสนับสนุนการระบายน้ำจากพื้นที่ท่วมขัง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยพิบัติ สามารถขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาวช่วยชาวเขาดอยฟ้าห่มปก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457556

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาวช่วยชาวเขาดอยฟ้าห่มปก

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก (ชื่อเดิมดอยผ้าห่มปก) ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น เมฆหมอกปกคลุมยอดดอยตลอดทั้งปี พืชพรรณไม้อุดมสมบูรณ์ ได้ถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้งโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อทดลองให้คนเข้าไปอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยให้ราษฎรผู้เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่รักษาป่าไม้ และปลูกป่าไม้เพื่อใช้สอยในชุมชน โดยจัดตั้งให้ปลูกป่าฟืน ธนาคารฟืน ปลูกไม้ใช้สอยและป่าสน ตลอดจนให้มีการปลูกข้าวและจัดตั้งธนาคารข้าวให้มีเพียงพอต่อบริโภคตลอดทั้งปี

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ราษฎรในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ สามารถปลูกข้าวเพื่อบริโภคอย่างเพียงพอ กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง จึงได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมด้านข้าวในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ฯ ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากพื้นที่ดอยฟ้าห่มปกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500-1,700 เมตร มีสภาพอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำ ความเข้มของแสงน้อย สภาพดังกล่าวไม่เหมาะสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป จึงต้องคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ดอยฟ้าห่มปกคือแสงแดดน้อย ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้ข้าวไม่ออกรวงหรือให้ผลผลิตต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวบนพื้นที่สูงและสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยจะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง แต่นักวิชาการของศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ก็ไม่ย่อท้อพยายามทุ่มเททำทุกวิถีทางให้ได้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ถึงแม้ว่าตอนนี้รวมระยะเวลากว่า 17 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจนว่ามีพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมหรือสามารถนำไปส่งเสริมให้กับราษฎรในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ปลูกเพื่อการบริโภคได้ แต่ล่าสุดจากการการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยปลูกเปรียบเทียบข้าวพันธุ์ต่างๆ จนกระทั่งเหลือจำนวน 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 และพันธุ์ขะสอ112 (CK) เบื้องต้นพบว่า ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดเมล็ดให้ผลผลิตข้าวได้

โดยมีสายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 ให้ผลผลิตเฉลี่ยมากที่สุดคือ 41.9 กก./ไร่ รองลงมาคือ MHSC13001-DPK-2 (26.0 กก./ไร่) MHSC13001-DPK-1 (14.6 กก./ไร่) และขะสอ112 (CK) (1.6 กก./ไร่) ตามลำดับ แม้ว่าค่าเฉลี่ยผลผลิตข้าวที่ได้สูงสุดจะอยู่ที่ 41 กก./ไร่ ซึ่งถือเป็นผลผลิตที่ต่ำมากและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แค่เพียงค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวก็ไม่คุ้มแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงการใส่ปุ๋ย ค่าบำรุงรักษาและเก็บเกี่ยว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่มีมากขึ้นของการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก เพราะค้นพบพันธุ์ที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตภายใต้ข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศของพื้นที่โครงการได้ แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องมีการทดสอบ และพัฒนาพันธุ์ต่อไป

ด้านนายสาธิต ปิ่นมณี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง กล่าวว่า ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงได้ทดลองปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ และหลายวิธี จนกระทั่งได้สายพันธุ์ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 ที่เก็บรวบรวมและคัดเลือกโดยศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน และปลูกคัดเลือกที่ดอยผักกูดนำมาทดสอบในพื้นที่ดอยฟ้าห่มปก และปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์ขะสอ112 พบว่าการเจริญเติบโตทางลำต้นของทุกสายพันธุ์สามารถเจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะพันธุ์ขะสอ112 มีจุดเด่นคือความสูงของลำต้นที่สูงกว่าพันธุ์อื่นๆ มีลำต้นแข็งแรง แต่การเจริญเติบโตทางดอกและผล สายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 จะให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่น

ในเบื้องต้นสรุปได้ว่า MHSC13001-DPK-3 เป็นสายพันธุ์ที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพพื้นที่ที่อากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดีที่สุด แม้ว่าจะให้ผลผลิตเฉลี่ย 41 กก./ไร่ ซึ่งผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มทุน แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่พบว่ามีพันธุ์ข้าวที่สามารถให้ผลผลิตได้แล้วบนสภาพพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก ซึ่งทางศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงจะดำเนินการทดสอบต่อไปอีก ควบคู่กับหาเทคนิคที่จะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดีขึ้นในสภาพแสงน้อย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนสามารถนำไปขยายผลส่งเสริมให้ราษฎรในพื้นที่โครงการปลูกข้าวเพื่อไว้บริโภคเองได้

สศก.แนะปรับการผลิตรายภาค ดึง Agri-Mapพร้อมBig dataบริหารจัดการสินค้าเกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457555

news_default

สศก.แนะปรับการผลิตรายภาค ดึง Agri-Mapพร้อมBig dataบริหารจัดการสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง นโยบายบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจ(Zoning by Agri-Map) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแผนการผลิต ปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นการผลิตสินค้าที่เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาดสศก. จึงจัดทำแนวทางบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจระดับภาค โดยใช้ Agri-Map และ Big data ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรแต่ละพื้นที่ โดยศึกษาวิเคราะห์พืช/กิจกรรม เพื่อเป็นทางเลือกสร้างโอกาสได้รับรายได้เพิ่มขึ้น

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. กล่าวถึง ผลการศึกษาและแนวทางการบริหารจัดการรายภาคว่า ภาคเหนือ หากพิจารณาถึงความเหมาะสมของที่ดินปลูกข้าว พบว่า มีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) รวม 12.4 ล้านไร่ (ร้อยละ 82) โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ ข้าว GAP ซึ่งตลาดต้องการ สำหรับพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม(S3/N) มี 2.8 ล้านไร่ (ร้อยละ 18)  ต้องปรับเปลี่ยนการผลิต ไปสู่สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำว้า ไผ่ ไม้เศรษฐกิจ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านความเหมาะสมของที่ดินปลูกข้าว มีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) รวม 20.3 ล้านไร่ (ร้อยละ 47) ควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ไปสู่การผลิตให้เป็นสินค้า Premium เพื่อส่งออกและมีพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 22.9 ล้านไร่ (ร้อยละ 53) ควรปรับเปลี่ยนไปเป็น กล้วยหอมทอง เงาะ ไม้ดอกไม้ประดับ พริก หรือปลูกพืชเสริมรายได้หลังการทำนา ได้แก่ ข้าวโพดสด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านแหล่งน้ำและปรับปรุงดินร่วมด้วย

ภาคกลาง ความเหมาะสมดินปลูกข้าวมีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) 7.7 ล้านไร่ (ร้อยละ 91) ซึ่งพร้อมด้านกายภาพเหมาะสำหรับปลูกข้าวมาก แนวทางพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว ด้วยการผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานตลอดโซ่อุปทาน รวมทั้งบริหารจัดการสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด และในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 0.8 ล้านไร่ (ร้อยละ 9) จึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนเป็นสินค้าศักยภาพที่ควรส่งเสริมพืชผัก พืชสมุนไพร เนื่องจากมีตลาดของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรรองรับ และพืชอาหารสัตว์รองรับฟาร์มปศุสัตว์ที่กระจายอยู่ทั้งภาค

ภาคตะวันออก แนวทางการพัฒนาสำคัญ เพื่อรักษาพื้นที่เกษตรกรรมควบคู่กับส่งเสริมการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น โดยกำหนดผังเมืองเขตพื้นที่เกษตรกรรมเมือง อุตสาหกรรม และพื้นที่ประมงชายฝั่งให้ชัดเจน สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าวมีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) 2.3 ล้านไร่ (ร้อยละ 77) แนวทางพัฒนาเน้นใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต ดูแลรักษา เก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการตลาด ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 0.7 ล้านไร่ (ร้อยละ 23) จึงเสนอสินค้าเพื่อปรับเปลี่ยน ได้แก่ พืชสมุนไพร มีตลาดโรงพยาบาลและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติรองรับสินค้ารายใหญ่

ภาคใต้ (ยกเว้นภาคใต้ชายแดน) ปี 2560 พื้นที่ปลูกยางพาราของภาคใต้คิดเป็น 10 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 49 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกยางพารา พบว่า มีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) 9 ล้านไร่ (ร้อยละ 90) โดยแนวทางการพัฒนาควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราและปลูกพันธุ์ยางคุณภาพดีในพื้นที่เหมาะสม และปลูกพืชแซมหรือปลูกพืชร่วมยาง ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 1 ล้านไร่ (ร้อยละ 10) ควรเปลี่ยนการผลิตเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพ ได้แก่ ทุเรียน พัฒนาเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

เสียแชมป์‘ข้าวหอมมะลิโลก’! ประภัตรยันไม่ได้แพ้เวียดนาม ประกาศทวงบัลลังก์คืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457513

เสียแชมป์‘ข้าวหอมมะลิโลก’! ประภัตรยันไม่ได้แพ้เวียดนาม ประกาศทวงบัลลังก์คืน

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.40 น.

“ประภัตร โพธสุธน” ลุยอีสาน เตรียมพร้อมหนุนปลูกข้าวพันธุ์ดี สั่งศูนย์วิจัยข้าวเร่งโชว์ศักยภาพพัฒนาคุณภาพข้าวไทยทวงคืน “แชมป์ข้าวหอมมะลิโลก” หลังเสียแชมป์ให้เวียดนาม

1 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่า จากกรณีที่ไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก ให้กับประเทศเวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จึงได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุ รวมถึงมีจุดแข็งและจุดเด่นอะไร

เบื้องต้นทราบว่าข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดในครั้งนี้ ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบนั้นไม่ตรงตามสเปกที่ตกลงกันกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปก เชื่อว่าคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ในครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี

“จริงๆ เราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงกับสเปกที่ได้เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่มความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีความยาวเพิ่มขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยจะคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด” นายประภัตร กล่าว

นายประภัตร ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ขอให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู และจัดการการปลูก และธาตุอาหารตามเทคโนโลยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยเพื่อทดสอบคุณภาพก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2562 โดยให้รายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดตั้งกล้อง cctv เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต เพื่อให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้กับชาวนาและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิตไร่ละ 362 กิโลกรัม จะทำอย่างไรให้ได้ไร่ละ 600 กิโลกรัม ศูนย์วิจัยข้าวต้องไปศึกษาต่อไป

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวในช่วงที่เกิดอุทกภัย จะต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้นศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น มีการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้าต่างๆ ให้ช่วยกันคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพเพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูก ไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีพื้นที่ 261 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา มีวิสัยทัศน์เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาข้าวเหนียวคุณภาพดี เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่นยืน มีเป้าการผลิต ปี 2561 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2.4  ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 2.4 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน และเป้าการผลิต ปี 2562 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 3 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีภารกิจปรับปรุงพันธุ์ข้าว พัฒนาเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ โดย จ.ขอนแก่น มีพื้นที่นา 2,398,200 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,662,000 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 736,200 ไร่) จ.มหาสารคาม มีพื้นที่นา 2,169,899 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,202,708 ไร่ข้าวหอมมะลิ 967,191 ไร่) และ จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่นา 1,464,187 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,083,266 ไร่ ข้าวหอมมะลิ380,921 ไร่) รวมพื้นที่ทั้งหมด 6,032,286 ไร่

ศูนย์แห่งนี้มีจุดเด่น คือ การปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนและนาชลประทาน ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว 5 พันธุ์ คือ กข8 สกลนคร กข12 กข16 และ กข20 ตลอดจน มีการให้บริการเกษตรกรในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ศูนย์บริการวิชาการด้านข้าว ศูนย์บริการชาวนา คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ฯลฯ เป็นต้น

‘จุรินทร์’คิกออฟประกันรายได้มันสำปะหลังปี62/63 ทำ MOU ป้องกันตัดราคาส่งออกตปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457493

‘จุรินทร์’คิกออฟประกันรายได้มันสำปะหลังปี62/63 ทำ MOU ป้องกันตัดราคาส่งออกตปท.

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.56 น.

1 ธันวาคม 2562 ที่ห้องประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการ kick off โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/2563 ครั้งที่ 1

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งดำเนินนโยบายประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ตัว ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งได้เริ่มการโอนเงินส่วนต่างแล้ว สำหรับข้าวโพด ตนได้เป็นประธานในการหารือสามฝ่ายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้เคาะราคาประกันแล้ว ณ ราคา 8.50 บาท ณ ความชื้น 14.5% และจะนำเข้า ครม. เพื่อขอความเห็นชอบและเริ่มโอนเงินได้ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/2563 ที่มีการโอนเงินส่วนต่างครั้งแรกในวันนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังตามนโยบายรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในกรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำ และเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร หากไม่มีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพียงช่องทางเดียว แต่หากมีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง จากเงินส่วนต่างระหว่างราคาที่ประกัน กับราคาตลาดอ้างอิง

“โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนี้จะประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กก.ละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง กก.ละ 2.27 บาท โดยมีส่วนต่างราคาที่จะต้องชดเชยให้เกษตรกร กก.ละ 0.23 บาท ซึ่งเกษตรกรจะสามารถได้รับเงินส่วนต่างชดเชยมากที่สุด 23,000 บาท ต่อครัวเรือน ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับสิทธิในครั้งนี้ประมาณ 40,000 กว่าครัวเรือน “ นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับเงินส่วนต่างต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง และแจ้งปริมาณผลผลิตและระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมา และต้องปลูกมันสำปะหลังจริง โดยคาดว่ามีทั้งหมด 470,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิก็สามารถได้รับเงินส่วนต่างได้ หากขึ้นทะเบียนและปลูกจริง ดังนั้น ขอให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกจริง ก็จะสามารถได้รับเงินส่วนต่างได้แน่นอน

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแล้ว รัฐบาลยังดำเนินมาตรการคู่ขนานอื่นๆเพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังแบบยั่งยืน โดยรัฐบาลจะพยายามเพิ่มการใช้มันสำปะหลังในประเทศ เช่นการส่งเสริมให้นำมันไปทำพลาสติกชีวภาพ เหมือนในอินเดีย ที่มีนโยบายส่งเสริมพลาสติกชีวภาพ และหลอดดูดพลาสติก ซึ่งอินเดียผลิตไม่ทันกับความต้องการใช้ในประเทศ จึงเป็นโอกาสของไทย จึงขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ และรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการส่งเสริมพลาสติกชีวภาพในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้ในประเทศได้อย่างแน่นอน

“นอกจากนั้น ผมยังได้นำคณะเดินทางไปลงนาม MOU และเจรจาการค้าเพื่อส่งออกมันที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีนปริมาณ 2.68 ล้านตัน มูลค่า 18636.2 ล้านบาท และเจรจาขายมันที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย 1000 ตัน และเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ปริมาณ 150,000 ตัน มูลค่า 690 ล้านบาท โดยอินเดียและตุรกีถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก โดยในตุรกี ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีนำเข้าแป้งมันถึง 7-9% ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าเจรจา FTA ระหว่างไทยและตุรกีให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อลดภาษีนำเข้าแป้งมันให้เหลือ 0% ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พยายามทำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคามัน และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร “ นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคามันตกต่ำ รัฐบาลมีมาตรการเสริมในการชะลอการขายมัน โดย ครม ได้เห็นชอบให้ ธกส ให้สินเชื่อเกษตรกรกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงิน 1,500 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายภาระดอกเบี้ย 3% เพื่อให้เกษตรกรเก็บผลผลิตหัวมันไว้ และปล่อยขายเมื่อราคามันเพิ่มสูงขึ้น และรัฐบาลยังมีมาตรการให้การซื้อขายมันที่ลานมันมีความยุติธรรม เนื่องจากการนำมันไปขายมักจะมักเศษดินติดไปด้วย จึงมักจะมีข้อพิพาทระหว่างลานมันกับเกษตรกรถึงน้ำหนักของดิน ต่อไปนี้จะให้มีการติดตั้งเครื่องร่อนมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและชดเชยภาระดอกเบี้ย รวมทั้งการให้ใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดเชื้อแป้งที่ผ่านมาตรฐานของกรมการค้าภายใน

สำหรับการแก้ไขปัญหาโรคใบด่าง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 248 ล้านบาท ในการเร่งกำจัดโรคใบด่างที่เกิดจากแมลงหวี่ขาว และการจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรในการทำลายหัวมันที่ติดโรค โดยครอบคลุมทั้งแปลงที่มีกรรมสิทธิ์และที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ รวมทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้ายหัวมัน เพื่อขจัดโรคใบด่างให้หายไปทั้งหมด

นายจุรินทร์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการเริ่มโอนเงินส่วนต่างมันสำปะหลังเป็นครั้งแรกแล้ว วันนี้ยังมีกิจกรรมการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมภาคเอกชน 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันลำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมมือกันไม่ให้เกิดการตัดราคาสำหรับการส่งออกมันไปยังต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ราคามันตกต่ำ และส่งผลมายังเกษตรกร และจะร่วมกันทำราคาส่งออกแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายหัวมันได้ที่ราคาที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการประชุมทั้ง 4 สมาคม และกรมการค้าต่างประเทศทุกเดือนเพื่อผลักดันและติดตามโครงการนี้

สำหรับข้าว กระทรวงพาณิชย์จะนำมาตรการเสริมเพื่อไม่ให้ข้าวราคาตกต่ำ ได้แก่มาตรการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ และมาตรการชะลอการขายข้าว เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม นบข และรัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างการประกันรายได้ชาวนาเร็วขึ้น จากวันที่ 15 ธันวาคม เป็นวันที่ 7 ธันวาคม นี้

“ผมขอแสดงความยินดีกับเกษตรกรทุกคนที่จะได้รับเงินส่วนต่างการประกันรายได้ และขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ตั้งใจทำงานมาโดยตลอดเพื่อพี่น้องเกษตรกร และขอให้เกษตรกรทุกท่านได้สบายใจได้ว่านโยบายประกันรายได้นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงอายุรัฐบาลนี้ ” นายจุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย