‘ป่าไม้’เตรียมติดป้าย’พื้นที่ตรวจยึด’หน้าฟาร์มไก่’ปารีณา’ ยันลุยขยายผลตรวจสอบต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457893

news_default

‘ป่าไม้’เตรียมติดป้าย’พื้นที่ตรวจยึด’หน้าฟาร์มไก่’ปารีณา’ ยันลุยขยายผลตรวจสอบต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.30 น.

“กรมป่าไม้”เตรียมติดป้าย”พื้นที่ตรวจยึด”หน้าฟาร์มไก่”ปารีณา” พร้อมให้ความร่วมมือขยายผลไปการตรวจสอบพื้นที่ต่อเนื่องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินไว้กับป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สั่งการให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) และป่าไม้จังหวัด เข้าปักป้ายหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม 2” ว่า เป็น “พื้นที่ตรวจยึด” หลังจากที่กรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ฐานบุกรุก ยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและที่ดินตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) แล้ว ส่วนการดำเนินกิจการต่อนั้น ผู้ครอบครองยังสามารถทำต่อได้จนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุด

สำหรับการที่ น.ส.ปารีณา แจ้งการครอบครองที่ดิน 1,706 ไร่ ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางกรมป่าไม้ยังไม่สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ เนื่องจากไม่ทราบรูปแปลง อีกทั้งไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้ครอบครองมานำชี้แนวเขต จึงไม่ทราบว่าพื้นที่ที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.อยู่ตรงไหน สิ่งที่กรมป่าไม้ทำได้คือ การตรวจสอบจากพื้นที่จริง ดูจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินและหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าครอบครองถึงบริเวณใดบ้าง แต่หาก ป.ป.ช.ขอให้ช่วยตรวจสอบพื้นที่ตามที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินไว้ กรมป่าไม้ยินดีร่วมมือเข้ารังวัดให้ ส่วนกรณีที่มีข้อสังสัยว่า มีนักการเมือง นายทุน หรือผู้มีอิทธิพล ครอบครองพื้นที่ป่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งมาหรือชี้เป้าหมายให้ จะดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตามมาตรฐานเดียวกัน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ได้หารือกับ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยคาดว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ ซึ่งกรมป่าไม้ส่งมอบให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินไปแล้ว แต่มีแนวเขต ส.ป.ก.นั้นต่อเนื่องกับเขตป่าไม้ ทำให้เป็นช่องว่างที่ผู้ครอบครองรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ป่า ซึ่งคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นของทั้ง 2 หน่วยงาน จะตรวจสอบอย่างละเอียดทั่วประเทศ แล้วนำแนวเขตของทั้งกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.มาถ่ายทอดรูปแปลงเพื่อแยกแยะว่าผู้ใดครอบครองถูกต้องหรือผิดกฎหมาย

“จากนี้ไปจะให้สัมภาษณ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินจังหวัดราชบุรีในบางกรณีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะเกรงจะเกิดผลกระทบต่อการสวบสวน เรื่องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว” นายอรรถพล กล่าว

รมว.ทส.เชื่อ​มือ’อธิบดีป่าไม้’ทำคดี​’ปารีณา’ กำชับ​ตรงไปตรงมา-ป้องถูกฟ้องกลับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457854

news_default

รมว.ทส.เชื่อ​มือ’อธิบดีป่าไม้’ทำคดี​’ปารีณา’ กำชับ​ตรงไปตรงมา-ป้องถูกฟ้องกลับ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.00 น.

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีกับ​ น.ส.ปารีณา​ ไกรคุปต์​ ส.ส.ราชบุรี​ พรรคพลังประชารัฐ​ ข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่า ว่า ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ทำเอกสารให้รอบคอบ จึงใช้ระยะเวลารวบรวมข้อมูล ก่อนจะไปแจ้งความเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ซึ่งคดีนี้สังคมให้ความสนใจไม่ว่าจะทำอะไรรวมถึงเรื่องเอกสารต้องทำอย่างรัดกุม ไม่ให้มีผลหรือให้ใครมาเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมีกฎหมายกำหนดพื้นที่ไว้ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่ดูแลตรงไหนอย่างไร เมื่อแจ้งความดำเนินคดีไปแล้วก็เป็นหน้าที่เจ้าพนักงานสอบสวนที่จะต้องทำการสอบสวนต่อไป โดยกรมป่าไม้จะให้ข้อมูลทั้งหมดเท่าที่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่า​ มีการเสนอให้ใช้แผนที่เดียวกันเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหา​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับทุกหน่วยงานและเห็นตรงกันแล้ว ว่าจะใช้แผนที่วันแม็ป หรืออัตรา 1 : 4,000 แต่ก่อนที่จะนำมาใช้ต้องดูขั้นตอนตามกฎหมายให้ชัดเจนก่อน​ ​โดยกรมที่ดิน​ กรมแผนที่ทหาร​ กระทรวงมหาดไทย​ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงจะต้องมาหารือร่วมกันและออกเป็นกฎหมาย​ เพื่อใช้แผนที่เหมือนกันทุกหน่วยงาน

เมื่อถามว่า​ หากใช้แผนที่วันแม็ปอาจจะทำให้พื้นที่ป่าหายไป​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า ป่าไม่ได้หายไปและอยู่ตรงที่เดิม​ แต่จะมีการจัดระเบียบให้ถูกต้องว่าที่ตรงนี้เป็นของใคร เพราะบางครั้งการลากเส้นอาจจะทึกทักกันไปเอง​ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน​ การใช้วันแม็ปจึงเป็นสิ่งที่ดี จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหา หากต่างคนต่างใช้แผนที่แต่ละหน่วยงานจะพูดกันคนละอย่าง

เมื่อถามว่า​ ได้ให้กำลังใจ นายอรรถพล​ เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้​ อย่างไรบ้าง​ หลัง นายทวี​ ไกรคุปต์ แย่งไมโครโฟนในระหว่างการชี้แจง เมื่อวันที่​ 2​ ธ.ค.ที่ผ่านมา นายวราวุธ​ กล่าวว่า ท่านทำงานมาขนาดนี้​ ตนเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกคดีในหลายคดีที่ต้องดำเนินการ โดยย้ำไปว่า​ ต้องทำทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา จะได้ไม่ถูกฟ้องร้องทีหลัง

จัดใหญ่‘ไทย-เดนมาร์คมิ้ลค์สิคเฟสติวัล2019’ ดีเดย์15ธค.ปลุกคนรุ่นใหม่ดื่นนม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457736

news_default

จัดใหญ่‘ไทย-เดนมาร์คมิ้ลค์สิคเฟสติวัล2019’ ดีเดย์15ธค.ปลุกคนรุ่นใหม่ดื่นนม

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังแถลงข่าวจัดงาน “ไทย-เดนมาร์ค มิ้ลค์สิค เฟสติวัล2019” (Thai-Denmark Milksic Festival 2019) ว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กำหนดจัดงาน “ไทย-เดนมาร์ค มิ้ลค์สิค เฟสติวัล 2019” วันที่ 15 ธันวาคม บริเวณลานเนินนุ่ม ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และจะหมุนเวียนไปตามภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ เพื่อสืบสาน รักษาต่อยอด “โคนมอาชีพพระราชทาน” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้เกษตรกรไทย

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายเร่งด่วนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาชีพเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย ส่งเสริมงานวิจัยการเลี้ยงโคนม เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประสิทธิภาพจัดการฟาร์มโคนมให้เกษตรกรด้านการผลิต ให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกร และจากสถิติพบว่าคนไทยบริโภคนมเพียง 18 ลิตร/คน/ปี น้อยกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด ขณะที่อัตราเฉลี่ยการบริโภคนมของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 113 ลิตร/คน/ปี คณะอนุกรรมการรณรงค์การบริโภคนมจึงกำหนดเป้าหมายเพิ่มปริมาณการดื่มนมของคนไทย จากปริมาณ 18 ลิตร เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว มีกลุ่มเป้าหมาย อายุระหว่าง 13 – 53 ปีกลุ่ม Gen Z (อายุ 8 – 20 ปี) ถึงกลุ่ม Gen X (อายุ 38-53 ปี) ที่กำลังหาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการบริโภคหันมาสนใจดื่มนมมากขึ้น การจัดงานดังกล่าวจะทำให้แบรนด์ไทย-เดนมาร์ค มีรายได้จากอัตราเติบโตทางการตลาดที่มั่นคงแข็งแรงขึ้น ตลอดจนช่วยรองรับปริมาณน้ำนมดิบของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ช่วยให้เกษตรกรโคนมไทยไม่ต้องประสบปัญหาน้ำนมล้นตลาด ส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีให้คนไทย สอดคล้องนโยบายสำคัญของรัฐบาล

ด้านดร.ณรงค์ฤทธิ์  วงศ์สุวรรณ ผอ.อ.ส.ค.กล่าวเพิ่มเติมว่า อ.ส.ค.ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการดื่มนมของคนไทยจากปริมาณ 18 ลิตรเป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯในการสร้างความเข้มแข็ง และการรับรู้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมยุคใหม่ เร่งปรับตัวรองรับการเปิดเสรีทางการค้าหรือ Free Trade Area : FTA ที่มีต่ออุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทยให้มากขึ้นด้วย

รักษ์เกษตร : ปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้า ทางเลือกการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457738

news_default

รักษ์เกษตร : ปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้า ทางเลือกการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้ามีคุณประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

ศศินทร์ แสงสุรียา

อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

คำตอบ

การปล่อยให้ต้นหญ้าขึ้นปกคลุมรกรุงรัง เป็นการปล่อยให้พื้นที่เสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ทางเลือกหนึ่งในการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้คุ้มค่าได้แก่ การปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้า ประโยชน์คือ ไม่ต้องคอยตัดเหมือนหญ้าสนาม โดยจะปลูกเต็มพื้นที่หรือปลูกแทรกระหว่างทางเดิน หรือปลูกแซมในสวนหย่อมก็ดูสวยดี พืชคลุมดิน เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก มียอดอ่อนนุ่ม และมีน้ำมาก เป็นพืชที่ขึ้นง่าย ขึ้นได้ทั้งในดินดี และดินไม่ดีทั้งยังเป็นพืชที่สามารถยึดเหนี่ยวผิวดินกันดิน ไม่ให้พังทลายในเวลามีฝนตกหนัก หรือเกิดน้ำบ่าเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น หรืออาจจะทำการไถกลบลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดก็ได้

ประโยชน์ของการปลูกพืชคลุมดินมีดังนี้

1. ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน จะผุพัง และรวมตัวกับดิน กลายเป็นอินทรียวัตถุ เป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป และช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้ธาตุอาหารพืชในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งยังเพิ่มจำนวนไส้เดือน และจุลินทรีย์ในดิน

2. ป้องกันการชะล้างของหน้าดินพืชคลุมดินจะมีการส่งรากลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกเซาะได้ง่าย เมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนัก การทำสวนบนเนินลาด จึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน เช่น ปลูกพืชคลุมดินไว้ตามขั้นบันไดดิน จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลง จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้แล้ว ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโต กระทบผิวดินโดยตรง เป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกด้วย

3. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่ จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมดินที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้น ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช

4. ช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อน อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะ สารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุ จะมาเคลือบเม็ดดินเหนียว ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น นอกจากนี้ สารนี้ ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

5. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมดินคลุมตามผิวดิน โดยเฉพาะพืชคลุมดินที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้าย จะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง

6. ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดิน จะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ

นอกจากนี้แล้ว พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดินเมื่อเป็นเช่นนี้ วัชพืช ก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้ว เช่น หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุม เช่น ถั่วลาย ขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

นาย รัตวิ

กรมป่าไม้แจ้งจับ‘ปารีณา’ ฟัน4ข้อหาหนัก โทษสูงสุดคุก20ปีปรับ2ล.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457791

news_default

กรมป่าไม้แจ้งจับ‘ปารีณา’ ฟัน4ข้อหาหนัก โทษสูงสุดคุก20ปีปรับ2ล.

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมป่าไม้แจ้งจับ‘ปารีณา’

ฟัน4ข้อหาหนัก

โทษสูงสุดคุก20ปีปรับ2ล.

ฟาร์มไก่ราชบุรีรุกป่าสงวน

‘ทวี’ออกโรงป้องลูกสาว

วีระ-อัจฉริยะแจ้งเอาผิดซ้ำ

อธิบดีป่าไม้ ยัน รังวัด 2 รอบที่ฟาร์มไก่ 46 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแน่นอน ส่งคณะทำงานตรวจสอบที่ดินฯแจ้งความบก.ปทส.เอาผิด 4 ข้อหาหนัก โทษสูงสุด 20 ปีปรับ 2 ล้าน “ทวี”โผล่กลางวงแถลงข่าวขอความเป็นธรรมให้ลูกสาว ยันเอ๋ไม่รู้เรื่อง หอบแผนที่เอกสารแจงข้อเท็จจริง ขณะที่“วีระ-อัจฉริยะ”ยื่นแจ้งความร้องทุกข์ 2 พ่อลูกรุกที่รัฐ ด้านตำรวจเผย ป่าไม้-ส.ป.ก.ต้องหาข้อสรุปเรื่องรังวัด เพราะไทยมีแผนที่ฉบับเดียว

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่กรมป่าไม้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)แถลงข่าวกรณีตรวจสอบการถือครองที่ดินของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ว่าจากการเข้าตรวจสอบรังวัดที่ดินฟาร์มไก่เขาสน ของ น.ส.ปารีณาจำนวน 46-1-40 ไร่ ในพื้นที่ ม.6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของคณะทำงานตรวจสอบที่ดินของกรมป่าไม้ ลงพื้นที่รังวัดรอบที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่าอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ 46 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และพื้นที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484จำนวน 4 ไร่3งาน81ตารางวา

อธิบดีป่าไม้ยันรุกป่า-ปัดยื้อเวลา

“ยืนยันว่าตามข้อมูลที่ตรวจสอบทั้ง 2 ครั้ง พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตตามของป่าไม้อย่างแน่นอน เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยต้องมีการแจ้งความดำเนินการกระบวนการยุติธรรมต่อไป” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว พร้อมยืนยันด้วยว่า การทำงานครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการประวิงเวลาตามที่มีการตั้งข้อสงสัย กรมป่าไม้ทำงานเต็มที่และเร็วที่สุดแล้ว หลังสั่งการวันแรก เพียงแต่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องในการรวบรวมหลักฐานดำเนินการแจ้งความผิด และยืนยันว่าเป็นการทำงานในมาตรฐานเดียวกัน

นายอรรถพลกล่าวต่อว่านับจากนี้คดีรุกป่าจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ต่อไปคงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ได้ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เรื่องนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยตั้งคณะทำงานมี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน ร่วมกับนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และเริ่มลงพื้นที่วันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากนั้น น.ส.ปารีณาร้องเรียนกรมป่าไม้ ระบุว่า น่าจะรังวัดที่ดินไม่ถูกต้อง เนื่องจากมาตราส่วนที่ของ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ไม่เหมือนกัน กรมป่าไม้รับเรื่องไว้พิจารณากับคณะทำงาน และตรวจสอบความถูกต้อง จึงเข้าไปตรวจซ้ำเพิ่มเติม ฉะนั้น ยืนยันไม่ได้ประวิงเวลา หรือมีหลายมาตรฐานกับประชาชนที่บุกรุกป่า ทุกรายที่ถูกตรวจสอบ มีสิทธิจะแย้ง คัดค้านได้

หลักฐานชัดฟัน4ข้อหาโทษหนัก

ด้าน นายชีวภาพ ชีวธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าหนึ่งในคณะทำงานตรวจสอบฯกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ผู้ครอบครองที่ดินเขาสนฟาร์ม 2 มีความผิด ใน4พ.ร.บ คือ ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507ประมวลกฎหมายที่ดินและพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535จะมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท และยืนยันว่าเรื่องนี้อะไรที่ผิด ก็คือผิดเพราะตรวจสอบตรงไปตรงมา แต่ไม่ขอลงรายละเอียด เกรงกระทบรูปคดี ส่วนข้อกังวลที่นายทวี พ่อของน.ส.ปารีณานำมาแสดงนั้นทำได้เจ้าหน้าที่ยืนยันความถูกต้องในการตรวจสอบและมีเอกสารหลักฐานชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้แน่นอน

พ่อเอ๋มาเองบุกยื่นขอความเป็นธรรม

ผู้สี่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่างของอธิบดีกรมป่าไม้ นายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี บิดาของ น.ส.ปารีณา ได้เข้ามานั่งฟังการแถลงข่าวด้วย หลังจบการแถลง นายทวีลุกขึ้นเดินเข้าไปหาอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมระบุว่า ไม่ได้ตั้งใจมาฟังการแถลงข่าว แต่ตั้งใจนำหนังสือขอความเป็นธรรม พร้อมข้อมูลมาชี้แจงกับอธิบดี เพื่อชี้ให้เห็นว่าการใช้แนวเขตอาจคลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และขอความเห็นในการชี้แนวเขตในแผนที่ที่ใช้ด้วย ขณะนี้ยังติดต่อลูกสาวไม่ได้ จึงฝากถึงลูกสาวว่า อย่าไปฟ้องอธิบดีกรมป่าไม้เลย เพราะเขาทำตามหน้าที่ อยากให้ลูกสาวหาหลักฐานมาสู้คดีจะดีกว่า อย่าไปฟังทนายมาก

จี้อธิบดีชี้จุด46ไร่บนแผนที่ที่รุกป่า

จากนั้นนายทวีถามอธิบดีกรมป่าไม้ เรื่องแผนที่ที่บอกว่าครอบครัวของตนรุกป่า 46 ไร่ อยู่บริเวณไหน เพราะว่าแผนที่ที่มีมันเล็กมาก อีกทั้งในพื้นที่นี้มีชุมชน อยู่บริเวณเดียวกัน และแผนที่ในแต่ละหน่วยงานก็ทับซ้อนกัน เชื่อถือได้หรือไม่ สำหรับที่ดังกล่าว ตนอยู่มากว่า 40 ปี ได้มาด้วยการซื้อจากชาวบ้านที่ทำไร่ โอนกรรมสิทธิ์ครอบครองจากชาวบ้านก่อนปี 2553 โดยไม่รู้ว่าเป็นเขตป่าสงวนหรือเขตป่าไม้ หรือที่ส.ป.ก.เพราะไม่มีการปักป้าย ไม่มีหลักหมุดและที่ไปโอนสิทธิครอบครองก็ไม่มีพื้นที่ป่าแม้แต่พื้นที่เดียว เป็นชุมชนไปหมด ในข้อเท็จจริง น.ส.ปารีณาไม่รู้การซื้อที่ที่นี่ หลังพูดจบนายทวี ได้ยื่นแผนที่ให้อธิบดีกรมป่าไม้ โดยอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ไม่อยากพูดในรายละเอียดมาก เพราะมีผลทางคดี ซึ่งพื้นที่รุกป่า 46 ไร่ นั้น ให้ไปสู้ในชั้นศาล

ตร.ไม่กดดันเล็งรวมคดีที่วีระร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังแถลงข่าวเสร็จสิ้น อธิบดีกรมป่าไม้มอบให้คณะทำงานนำเรื่องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ใน 4 ข้อหา นำโดย นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะตัวแทนของอธิบดีกรมป่าไม้ ยื่นฟ้องดำเนินคดีน.ส.ปารีณา ถือครองที่ดินฟาร์มไก่เขาสน ที่อ.จอมบึง จ.ราชบุรี พร้อมระบุว่า ได้ทำหน้าที่เสร็จแล้ว และวันนี้มอบหมายให้ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ราชบุรี และผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ในส่วนวันนี้เป็นการมอบเอกสารเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ รอง ผบก.ปทส.เผยว่า เบื้องต้นจะตรวจสอบว่าเป็นมูลคดีเดียวกันกับคดีของ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน หรือไม่ ถ้าหากเป็นมูลเดียวกันจะส่งไปที่ สภ.จอมบึง จากนั้นจะพิจารณาว่าใครจะสอบสวน หรืออาจตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันขึ้นมาในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่าคดีเมื่อเช้าเป็นคนละกรณีกับที่นายอัจฉริยะพาผู้เสียหายมาแจ้งความ ซึ่งแนวทางสอบสวนจากนี้ ปทส. กับ สภ.จอมบึง จะสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด พร้อมย้ำว่าไม่กดดัน หลังจากนั้นพนักงานสืบสวนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยแจ้งให้หน่วยงานในพื้นที่และผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อเดินรังวัดใหม่ สอบหมุดหาพื้นที่ข้อพิพาทว่าอยู่ในพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ ใครเป็นผู้ครอบครอง คาดว่าใช้เวลาไม่นาน

ถึงคิว“ทวี”โดน’วีระ’แจ้งจับรุกป่า

วันเดียวกัน นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่นเข้าพบ ร.ต.อ.ประดิษฐ์ คงเปรม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับ นายทวี ไกรคุปต์ พ่อของ น.ส.ปารีณา ความผิดฐานบุกรุก ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และที่ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 หมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และมีการลงบันทึกประจำวันรับคำร้องทุกข์ เป็นคดีอาญาที่ 419/2562 โดยหลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป

นายวีระ กล่าวว่า วันนี้ตนมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายทวี และก็เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำความผิดการบุกรุกครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งนำหลักฐานที่ได้รับจากประชาชนในพื้นที่ และเอกสารข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ตนได้พาพนักงานสอบสวนไปลงพื้นที่ตรวจสอบชี้จุดที่มีการบุกรุก และครอบครองมาหลายสิบปี หลักฐานทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่นายทวีทำมานานมากแล้ว ขอให้เจ้าหน้าที่ทำคดีอย่างตรงไปตรงมา

อัจฉริยะพาชาวบ้านร้อง2พ่อลูกฮุบที่ดิน

ขณะที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมพร้อมน.ส.ปราณี นำพา อายุ 49 ปี เข้าพบ พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ ผบก.ปทส.เพื่อร้องขอให้ดำเนินคดีต่อนายทวี และน.ส.ปารีณา ข้อหาบุกรุกป่าสงวน ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 ม.14 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 ม.54 ในพื้นที่ ม.6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยเผยว่า ตนพาครอบครัวน.ส.ปราณี มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายทวี ฐานบุกรุกที่ดินของน.ส.ปราณี กว่า 30 ไร่ และบุกรุกที่ดินป่าสงวนย่านสวนผึ้งกว่า 1,000 ไร่ และดำเนินคดีต่อ น.ส.ปารีณา กรณีบุกรุกที่ดินย่านจอมบึง ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ยืนยันว่าตนมีหลักฐานเอาผิดทั้งสองคนได้ สำหรับประเด็นที่น.ส.ปารีณา เตรียมแจ้งความกลับกับตนและนายวีระนั้น ไม่กังวล ให้รีบไปแจ้ง ตนต้องการหมายศาล เพื่อเข้ากระบวนการยุติธรรมเร็วขึ้น

พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวว่า หลังรับเรื่องต้องสอบปากคำก่อนไปตรวจสอบว่าผู้ร้องทุกข์เคยไปร้องทุกข์ในพื้นที่ใดแล้วบ้าง ส่วนเรื่องคดีหากพบว่าเป็นคดีเดียวกันกับที่กรมป่าไม้จะเข้าแจ้งความ จะรวมสำนวนเป็นคดีเดียวกัน สำหรับการใช้แผนที่รังวัดที่ดินที่ยังไม่ชัดเจน กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่าระวางตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรง มีสาเหตุจากอะไร เพราะประเทศไทยมีแผนที่เพียงฉบับเดียว ยืนยันว่าคดีนี้ไม่กังวลแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นนักการเมือง ขอให้ว่ากันตามกฎหมาย ใครผิดก็ติดคุก

นัดฟังสั่งคดี”ช่อ”ฟ้อง”เอ๋”หมิ่น12ธ.ค.

อีกด้านหนึ่ง ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ คดีหมายเลขดำ อ.2043/2562 ที่น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328จากกรณีน.ส.ปารีณาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหา น.ส.พรรณิการ์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดหลายพื้นที่ของกทม.วันที่ 2-3 สิงหาคม 2562 และความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการจงใจทำให้โจทเสียหายต่อชื่อเสียง เข้าใจผิดถูกดูหมิ่นเกลียดชังโดยน.ส.พรรณิการ์พร้อมทนายโจทก์ และทนายจำเลยมาศาล ภายหลังศาลไต่สวนเสร็จสิ้น น.ส.พรรณิการ์เปิดเผยว่า ศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 12 ธันวาคม เวลา 09.00 น.ว่าจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่

เล็งใช้เทคนิคแสงไฟหลอกข้าว เพิ่มผลผลิตให้ชาวนาบนดอยฟ้าห่มปก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457739

news_default

เล็งใช้เทคนิคแสงไฟหลอกข้าว เพิ่มผลผลิตให้ชาวนาบนดอยฟ้าห่มปก

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมการข้าวเร่งศึกษาวิจัยหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่บนยอดดอยฟ้าห่มปก เน้นพัฒนาพันธุ์ที่ทนหนาวได้ ให้ผลผลิตมาก เตรียทดลองใช้เทคนิคใช้แสงไฟหลอกข้าวเพิ่มผลผลิต หลังพบสภาพอากาศไม่เอื้อ ข้าวไม่ออกรวง

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมมอบให้นักวิชาการของศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง เข้าไปดำเนินกิจกรรมด้านข้าวในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมอาชีพให้ราษฎรและให้ปลูกข้าวไว้บริโภคเองอย่างเพียงพอ ซึ่งกิจกรรมที่กรมการข้าวเข้าไปดำเนินการมุ่งเน้นการศึกษาพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาว เนื่องจากดอยฟ้าห่มปก อยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500 – 1,700 เมตร มีสภาพอากาศหนาวเย็น ที่สำคัญมีเมฆปกคลุมยอดดอยตลอดเวลา ทำให้แสงแดดน้อยหรือไม่สม่ำเสมอ มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าว

ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงได้ศึกษาและทดสอบพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดพบพันธุ์ข้าว 2 สายพันธุ์ จาก 4 สายพันธุ์ที่ปลูกเปรียบเทียบในแปลงทดลอง ที่น่าจะนำมาพัฒนาต่อยอดและเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดอยฟ้าห่มปก ได้แก่ พันธุ์ขะสอ ซึ่งมีจุดเด่นคือลำต้นแข็งแรง แต่ให้ผลผลิตน้อย ส่วนพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 ลำต้นไม่แข็งแรงแต่ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่น โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 41 กก.ต่อไร่จะเห็นได้ว่าถึงแม้สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้อยมากเมื่อเทียบกับข้าวที่ปลูกพื้นที่ทั่วไป สาเหตุหลักที่ทำให้ผลผลิตข้าวบนดอยฟ้าห่มปกค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์มาก เกิดจากสภาพอากาศ มีเมฆปกคลุมยอดดอยตลอดเวลา ทำให้แสงแดดส่องลงมาไม่ต่อเนื่อง ซึ่งข้าวจำเป็นต้องได้รับแสงต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10-12 ชั่วโมง ถึงจะทำให้เจริญเติบโต

ดังนั้น สิ่งที่กรมการข้าวดำเนินการไปแล้วคือ หาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง สำหรับแนวทางต่อไปคือ เร่งศึกษาวิจัยหาเทคนิคใช้แสงไฟหลอกข้าว โดยอาจใช้แผงโซล่าเซลล์ผลิตแสงไฟเพื่อหลอกข้าวให้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ เกษตรกรที่ปลูกเบญจมาศใช้แสงไฟช่วยให้เจริญเติบโตทางลำต้นและใบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การจะได้ข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ต้องทดสอบซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะที่ดอยฟ้าห่มปกนี้ที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต้องทำการทดสอบอีก 7 ชั่วอายุ หรือ 7 ปี จึงมอบหมายให้นักวิชาการของศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง เร่งทำโครงการศึกษาวิจัยเรื่องการเพิ่มแสงให้ข้าว หรืออาจต้องศึกษาทดลองในห้องมืดเพื่อควบคุมแสงช่วยลดระยะเวลาทดสอบเหลือ 3 ปีครึ่ง เนื่องจากกรมการข้าวตั้งใจให้ได้ผลศึกษาที่สมบูรณ์ได้พันธุ์ข้าวทนหนาวที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ นำไปต่อยอดขยายผลให้ประชาชนในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก ปลูกข้าวไว้บริโภคเองอย่างพอเพียงกินดีอยู่ดี ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เกษตรฯเดินหน้าอ่างฯบ้านไทรทอง ป้องกันน้ำท่วมบางสะพานซ้ำซาก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457732

news_default

เกษตรฯเดินหน้าอ่างฯบ้านไทรทอง ป้องกันน้ำท่วมบางสะพานซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า พื้นที่ลุ่มน้ำคลองบางสะพาน เกิดน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะปี 2548ที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ สร้างความเดือนร้อนและความเสียหายแก่ประชาชนในอ.บางสะพานเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานหาแนวทางแก้ปัญหา โดยดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานฯ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ คาดว่าหากแล้วเสร็จจะลดพื้นที่น้ำท่วม ช่วยระบายน้ำได้ 1,025 ลบ.ม./วินาที ตัดยอดน้ำท่าที่เป็นสาเหตุเกิดอุทกภัยได้ถึง 31 ล้าน ลบ.ม. เป็นแหล่งน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 30,000 ไร่ บรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในลุ่มน้ำบางสะพาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรให้อ.บางสะพาน ต.พงศ์ประศาสน์ ต.กำเนิดนพคุณ ต.ร่อนทอง และต.แม่รำพึง สร้างความมั่นคงด้านน้ำพร้อมความมั่นใจให้คนในชุมชน

ด้านนายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมน้อมนำศาสตร์พระราชามาแก้ปัญหา โดยพื้นที่ต้นน้ำ จะสร้างแหล่งเก็บน้ำ พื้นที่กลางน้ำ จะหน่วงน้ำ พื้นที่ปลายน้ำจะเร่งระบายน้ำ สำหรับโครงการนี้เริ่มก่อสร้างปี 2560 กำหนดแล้วเสร็จปี 2567 ผลความก้าวหน้าโครงการในภาพรวมประมาณ7% กิจกรรมที่กำลังดำเนินการประกอบด้วย ขุดขยายคลองบางสะพาน ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ และอ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2563 มีแผนที่เปิดงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง รวมทั้งยังมีแผนขุดคลองผันน้ำอีก 3 สายคือ คลองผันน้ำคลองบางสะพาน คลองผันน้ำแม่รำพึง-อ่าวบ่อทอง และคลองผันน้ำเขาม้าร้อง-อ่าวบางสะพาน

กรมประมงเปิดรับคำขอผู้ผลิต ส่งออกปลาหนังเข้าตลาดสหรัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457734

news_default

กรมประมงเปิดรับคำขอผู้ผลิต ส่งออกปลาหนังเข้าตลาดสหรัฐ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีประเทศไทยยื่นใบสมัครเข้ารับการตรวจสอบความเท่าเทียมระบบตรวจสอบควบคุมปลากลุ่มปลาหนัง (Siluriformes fish and fish products) กับหน่วยงาน United States Department of Agriculture(USDA), Food Safety and Inspection Service (FSIS) สหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อดำเนินการตามประกาศข้อปฏิบัติของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการส่งออกปลากลุ่มปลาหนัง ดร.วิชาญ  อิงศรีสว่าง  รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะที่กำกับดูแลหน่วยงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของกรมประมง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นไป ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ผลิตจากปลาในกลุ่มปลาหนัง หรือที่เรียกว่า Siluriformes fish และผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งปลาสด ปลาแปรรูป สามารถส่งออกไปตลาดในสหรัฐอเมริกาได้แล้ว

โดยหน่วยงาน Food Safety andInspection Service (FSIS) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ซึ่งประกาศในกฎระเบียบสุดท้าย (final rule) รับรองระบบความปลอดภัยของการผลิตปลากลุ่มปลาหนัง (Siluriformes fish and fishproducts) ของไทยให้เท่าเทียมระบบสหรัฐฯ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย Federal Meat Inspection Act (FMIA) และอนุญาตให้นำเข้าสินค้าปลาหนัง (ดิบ)ที่ผลิตโดยโรงงานไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากกรมประมงเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯได้ภายใต้เงื่อนไขว่าสินค้านำเข้ายังคงต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากเจ้าหน้าที่ FSIS ณ สถานที่ที่นำสินค้าเข้า (U.S.points-of-entry) ด้วย ซึ่งการก้าวไปสู่มาตรฐานครั้งนี้คือ ผลงานของหน่วยงานกองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมงของกรมประมง ที่ทุ่มเทปรับปรุงคุณภาพการตรวจรับรองจนผ่านการประเมินการรับรองความเท่าเทียมของระบบความปลอดภัย  (Equivalence Process) จากสหรัฐที่กำหนดไว้ กระทั่งประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ USDA รับรอง ถึงแม้จะใช้เวลาดำเนินการถึง 3 ปีก็ตาม

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าในปี 2563 ผลิตภัณฑ์จากปลากลุ่มปลาหนังที่จะส่งออกไปยังสหรัฐฯ  อาทิ ปลาดุกสดแช่เย็น/แช่แข็ง  เนื้อปลาดุกแบบฟิลเลสด/แช่เย็น/แช่เย็นจนแข็ง  ปลาดุกแห้ง จะสร้างมูลค่าไม่น้อยกว่าที่ผ่านมาคือ ไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท

โอกาสนี้ กรมประมงจึงขอประชาสัมพันธ์ถึงผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกสินค้าปลาหนัง (ดิบ) ไปยังสหรัฐ หากต้องการขึ้นทะเบียนสามารถยื่นขอตรวจรับรองสุขลักษณะและระบบคุณภาพ HACCP และยื่นแบบคำขอรับรองจากกรมประมง โดยเตรียมเอกสาร ดังนี้ 1.หนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลจากกระทรวงพาณิชย์ กรณีไม่ใช่นิติบุคคลให้แนบสำเนาทะเบียนบ้านของสถานแปรรูปฯ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของกิจการ 2.ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนบริษัท 3.ใบอนุญาตผลิตอาหารจากกระทรวงสาธารณสุข 4. ใบอนุญาตตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม 5. ทะเบียนผู้ประกอบอาชีพในการประมง (ทบ.2) 6.คู่มือจัดระบบวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤติ 7. แผนที่ตั้งโรงงาน 8. หนังสือมอบอำนาจในการติดต่อขอการรับรอง โดยติดต่อขอรับการรับรองได้ที่ กองตรวจสอบคุณภาพสินค้า กรมประมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์/โทรสาร 0-2558-0142

ยึดเรียบ640ไร่! เลขาฯสปก.เตรียมงัดม.44 เอาคืนที่ดินแปลงใหญ่’ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457782

news_default

ยึดเรียบ640ไร่! เลขาฯสปก.เตรียมงัดม.44 เอาคืนที่ดินแปลงใหญ่’ปารีณา’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.43 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 รายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่านายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก.เตรียมนำคำสั่งคสช.ที่ 36/2559 มาบังคับใช้ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.แปลงใหญ่เกิน 500 ไร่ ถือครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ถือครองที่ดินส.ป.ก.จำนวนกว่า 640 ไร่ บริเวณเขาสนฟาร์ม อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยฝ่ายกฏหมายและทีมช่างรังวัด ลงไปตรวจวัดแนวเขตเรียบร้อยแล้ว 1-1โดยพื้นที่ตั้งเล้าไก่ ติดเขต ส.ป.ก.ไม่มาก

“ดำเนินการยึดคืนที่ฟาร์มไก่ ของส.ส.ปารีณา ตามคำสั่ง คสช ที่ 36/2559 ยังมีผลบังคับใช้เพราะมีเนื้อที่เกิน 500 ไร่แล้วส่งมอบพื้นที่ ที่ยึดคืนมาส่งให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)นำที่ดินไปจัดตามระเบียบของ คทช.กระจายสิทธิให้กับผู้ยากไร้ เข้าทำกิน อยู่อาศัย จัดแปลงรวม ดำเนินการรูปแบบสหกรณ์ “

ทั้งนี้ เลขาธิการส.ป.ก..จะเป็นผู้แถลงข่าวเรื่องจำนวนเนื้อที่ และมาตรการใช้ ม.44 ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.จาก ส.ส.ปารีณา ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ที่หอประชุม ไชยยงค์ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถ.ราชดำเนิน เวลา 9.00 น.

จบแล้ว! ‘สุริยะ’เตรียมประชุมกก.วัตถุอันตราย ธ.ค.นี้ รับรองมติยืดแบนสารพิษ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457765

news_default

จบแล้ว! ‘สุริยะ’เตรียมประชุมกก.วัตถุอันตราย ธ.ค.นี้ รับรองมติยืดแบนสารพิษ

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.48 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมกรรมการวัตถุอันตราย กล่าวภายหลังสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์เข้าพบ เพื่อให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตราย หลังคณะกรรมการมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้มีการเลื่อนการแบนสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสออกไป จากมติวันที่ 22 ตุลาคม 2562 กำหนดให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เลื่อนไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2562 และให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซตตามมติคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561ว่า ภายในเดือนธันวาคมนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายอีกครั้ง เพื่อรับรองมติดังกล่าวและคงไม่มีการเปลี่ยนมติ เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และมติคณะกรรมการฯ ที่ออกมาจะมีผลทางกฎหมายแน่นอน

นายสุริยะ กล่าวถึงกรณีการลงมติของคณะกรรมการว่า การลงมติมีหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงการยกมือออกเสียง ขอย้ำอีกครั้งว่าในการประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 มีคณะกรรมการฯ ให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป  บางคนต้องการให้แบนทันที บางคนต้องการให้เลื่อนออกไปอีก 3 เดือน บางคนขอแบนในอีก 6 เดือนข้างหน้า บางคนเสนอไม่ให้แบนเลย เพื่อให้มีการลงมติให้ได้ จึงให้คณะกรรมการทุกคนช่วยกันร่างมติและลงรายละเอียด และกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้ที่ชัดเจน หลังจากนั้นมีการสอบถามว่า มีกรรมการคนใดคัดค้านไม่เห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งกรรมการที่ไม่เห็นด้วยก็สามารถคัดค้านได้ ว่าไม่เห็นด้วย ก็จะเป็นมติ ไม่จำเป็นต้องยกมือ ดังนั้น มติที่ออกมาจึงเป็นมติที่ถูกกฎหมาย นักกฎหมายก็พิจารณาเรียบร้อยแล้ว