‘เฉลิมชัย’ขอใจเย็นๆ ปัดออกความเห็นปมสารพิษ ชี้รอคกก.วัตถุอันตรายสรุปผลลงมติก่อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458132

news_default

‘เฉลิมชัย’ขอใจเย็นๆ ปัดออกความเห็นปมสารพิษ ชี้รอคกก.วัตถุอันตรายสรุปผลลงมติก่อน

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.15 น.

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการสรุปผลประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะชี้ชัดว่ากระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

สำหรับข้อถกเถียงเรื่องมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องชี้แจงให้ชัดเจน การที่ฝ่ายต่างๆ พูดกันไปพูดกันมายิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคม แต่แม้ยังไม่มีการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด คณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าหาสารและแนวทางในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นและประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย

“ขอให้ใจเย็นๆ ก่อน หากตอบไปตอนนี้ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน จะยิ่งทำให้เกิดประเด็นทางสังคม โต้กันไปมา จึงขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปอย่างเป็นทางการมาว่า หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นหน่วยปฏิบัติต้องทำอย่างไรก็จะเร่งดำเนินการตามมติทันที ที่เป็นห่วงมากขณะนี้คือ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันนี้จะนำผู้แทนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เข้าพบ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสอบถามแนวทางการปฏิบัติหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพรฟอส ออกไป 6 เดือน และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต เนื่องจากขณะนี้เกษตรกรปฏิบัติตัวไม่ถูก แต่เห็นว่า หากมติเป็นเช่นนั้น ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ทั้ง 3 สาร ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับ ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรต้องอบรมเกษตรกรการใช้สารเคมีการเกษตรทั้ง 3 ชนิดต่อ จากเดิมที่อบรมไปประมาณ 466,000 กว่าคน จากเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ประมาณ 1.5 ล้านคน เพื่อที่เกษตรกรจะได้ใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อันจะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยทั้งแก่เกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว‘อีโต’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรพื้นที่สูง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457942

news_default

เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว‘อีโต’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรพื้นที่สูง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการร้อยใจรักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า โครงการร้อยใจรักษ์ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการที่สนับสนุนมาตรการนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด และเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยการบูรณาการของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงเพื่อลดปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ได้เข้าไปดำเนินโครงการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ (พันธุ์อีโต) เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูกมากในพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันเกษตรกรกว่า 400 ราย ปลูกข้าวอีโต บนพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ แต่พบปัญหาคือไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจนว่าเป็นพันธุ์ข้าวจากที่ใด เป็นข้าวพื้นเมืองหรือไม่มีลักษณะทางภูมินิเวศน์อย่างไร อีกทั้งยังพบพันธุ์ปนค่อนข้างมาก

ดังนั้น สิ่งที่กรมการข้าวเข้าไปดำเนินการคือ การปรับปรุงพันธุ์อีโตให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ควบคู่กับส่งเสริมให้คนในชุมชนได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านข้าว มีการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงข้าวอย่างถูกวิธี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ทั้งนี้ ข้าวอีโตมีลักษณะเป็นข้าวนุ่ม อมิโลสต่ำ ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 130 วัน ทนต่อโรคและแมลง ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในปริมาณค่อนข้างสูง ผลผลิตเฉลี่ยที่เกษตรกรได้คือ600-700 กิโลกรัมต่อไร่ ขายได้ราคาดีโดยเป็นข้าวเปลือกขายกิโลกรัมละ 12 บาท

“นับว่าเป็นพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ดีทีเดียว หากมีการปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์ข้าวอีโตได้ จะยิ่งเพิ่มผลผลิตได้จากเดิมเป็น800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม การคัดพันธุ์บริสุทธิ์ต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี เนื่องจากต้องคัดรวงต่อรวง เอาหลักวิชาการไปใช้ จนกว่าจะนิ่ง แต่ตอนนี้ก็ถือว่านิ่งระดับหนึ่ง นักวิชาการของศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ กำลังทุ่มเทพัฒนาข้าวอีโตอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกให้พอเพียงต่อการบริโภคในพื้นที่ก่อนเป็นสำคัญ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่สูงจะมีปัญหาเรื่องปลูกข้าวไม่พอบริโภคเพราะพื้นที่จำกัด จึงต้องเสริมเรื่องความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เมื่อปลูกข้าวเพียงพอต่อการบริโภคเหลือจึงขาย ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีที่ขึ้น” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ด้านนายธนชัย ศรีวิชัย เกษตรกรต้นแบบปลูกข้าวอีโต กล่าวว่า ตนปลูกข้าวพันธุ์อีโตมากว่า 20 ปีแล้ว นับเป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อื่นและการดูแลจัดการไม่ยุ่งยาก โดยปีนี้ได้ผลผลิตเฉลี่ยกว่า6,000 กิโลกรัม ในพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด6 ไร่ ปลูกไว้กินเองที่เหลือก็ขาย ได้ราคาดีอยู่ที่ข้าวเปลือกกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ได้เข้ามาทำแปลงสาธิตแนะนำการดูพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรปลูกข้าวตามหลักวิชาการมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งขณะนี้คนในพื้นที่นิยมปลูกข้าวอีโตมากขึ้น เพราะให้ผลผลิตสูงและราคาค่อนข้างดี

เตือนชาวนาเฝ้าระวังโรคไหม้ข้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457939

news_default

เตือนชาวนาเฝ้าระวังโรคไหม้ข้าว

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร รับรายงานประกอบข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ระบาดศัตรูข้าว พบการระบาด 432,118ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยพบการระบาดมากในพื้นที่ที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, กข15 และ กข6 รวมถึงแปลงที่ปลูกข้าวหนาแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ดังนั้น กรมจึงสั่งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแจ้งเตือนเกษตรกร พร้อมดำเนินการป้องกันและลดการระบาดตามมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไหม้ข้าว ดังนี้

สำหรับข้าวปลูกใหม่ ข้าวระยะกล้า และระยะแตกกอ 1) ให้ตรวจข้อมูลสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิระหว่าง 22 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 80 น้ำค้างแรงและมีหมอกจัด ให้สำรวจแปลงนาหากพบอาการของโรคให้แจ้งเตือนภัยในพื้นที่ 2) สำรวจแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว และแปลงปลูกข้าวของตนเองทุกสัปดาห์ 10 จุดจุดละ 10 ต้น/กอ เมื่อเริ่มพบลักษณะเป็นแผลคล้ายรูปตาขอบแผลสีน้ำตาลกลางแผลมีสีเทา อาจเห็นเป็นวงซ้อนๆ กันที่กลางแผลเป็นอาการของโรคไหม้ หากพบอาการนี้โดยเฉลี่ยบนใบข้าว 1 – 2 แผลต่อจุด ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด3) ใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำที่สอดคล้องกับระยะเจริญเติบโตของพืช และสภาพดินแต่ละพื้นที่ ไม่ใส่ปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจนสูงเกินไป 4) ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมปล่อยน้ำในนาข้าว หรือผสมกับปุ๋ยอินทรีย์หว่านในนา และ 5) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา ทุก 15 วันจะป้องกันการระบาดของโรคไหม้ได้

มาตรการควบคุมการระบาด หรือการจัดการระหว่างการระบาด สำหรับข้าวทุกระยะที่พบการเกิดโรค (ยกเว้นระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว) งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา ทุก 7 วันใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ บีเอส (BS; Bacillus subtilis)พ่น หากพบโรคไหม้รุนแรง พบแผลไหม้ ร้อยละ5-10 ของพื้นที่ใบ ควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อรีบป้องกันกำจัดก่อนจะระบาดไปสู่ข้าวระยะตั้งท้อง –ออกรวง สำหรับข้าวระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว ให้พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา ทุก 7 วัน ป้องกันการระบาดขยายพื้นที่ และเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเร็วที่สุด ไม่เก็บพันธุ์ข้าวมาใช้ในฤดูกาลถัดไป

มาตรการป้องกันการระบาดในฤดูถัดไป ให้ใช้พันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ จัดหาเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่หน่วยงานราชการรับรอง คลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ปรับปรุงบำรุงดินโดยไถกลบตอซังแทนการเผาฟางและทำนาไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น โดยให้ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน

ขานรับธนาคารประมงสร้างแหล่งอาหารมั่นคง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457935

news_default

ขานรับธนาคารประมงสร้างแหล่งอาหารมั่นคง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า โครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เป็นหนึ่งในโครงการธนาคารสินค้าเกษตร ที่กรมประมง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โดยอาศัยแหล่งน้ำชุมชนเป็นศูนย์กลางบริหารจัดการ จากความร่วมมือของชุมชนเกษตรกร มีระยะเวลาดําเนินโครงการตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2560 – 2564 กำหนดเป้าหมายจัดตั้งธนาคาร ปีละประมาณ 20 แห่ง และขยายจนครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับการดำเนินโครงการ จะจัดหาแหล่งน้ำชุมชนแบบระบบปิดที่เหมาะสมตั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีคณะกรรมการประจำแหล่งน้ำ จัดระบบบริหารผลผลิตแบบธนาคาร  พัฒนาความรู้ให้ชุมชนและเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถบริหารจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมไปถึงจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืด เช่น ปล่อยพันธุ์ปลา เสริมสร้างอาหารธรรมชาติเพิ่ม การเพาะพันธุ์ปลา โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์สัตว์น้ำจืด อาหารสัตว์น้ำ การบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระบบธนาคาร มีการยืม คืน และปันผลประโยชน์ร่วมกัน

สศก.ประเมินผลโครงการ พบว่า มีการดำเนินงานธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง ระหว่างปี 2560 – 2561 พื้นที่ 40 จังหวัด รวม 40 แห่ง ตามเป้าหมาย เกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 3,053 ราย คิดเป็น 2.5 เท่า ของเป้าหมาย เกษตรกรจับสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายและบริโภค ได้หลากหลายชนิดมากขึ้น จับสัตว์น้ำได้เฉลี่ย 290 กก./ครัวเรือน/ปี คิดเป็นมูลค่า 17,008 บาท/ครัวเรือน/ปี เพิ่มขึ้น 54 กก. คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 2,898 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ปริมาณสัตว์น้ำในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีปริมาณการบริโภคสัตว์น้ำเฉลี่ย 143 กก./ครัวเรือน/ปี  คิดเป็นมูลค่า 10,497 บาท/ครัวเรือน/ปี  เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14 กก. หรือ 689 บาท ช่วยลดรายจ่ายจากการซื้อสัตว์น้ำมาบริโภคได้ มีรายจ่ายเฉลี่ย 6,295 บาท/ครัวเรือน/ปี  ลดลง 463 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมของเกษตรกรที่ร่วมโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 93 ยังต้องการใช้บริการของธนาคารต่อไป เนื่องจากเห็นประโยชน์ชัดเจนว่า ช่วยลดรายจ่ายสร้างรายได้ให้ชุมชน อีกทั้ง ได้รับการอบรมความรู้ ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง โดยเกษตรกรสามารถนําความรู้ไปใช้บริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของชุมชนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการธนาคารฯ ควรกระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนช่วยดูแลรักษา ผลผลิตของชุมชน ป้องกันการลักลอบจับสัตว์น้ำ นอกจากนี้ กรมประมง ควรผลักดัน ให้ธนาคารฯดําเนินการได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารโปรตีนประเภทสัตว์น้ำให้สมาชิก ซึ่งหลังจากนี้โครงการฯจะยังขยายการจัดตั้งธนาคารให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ

หนุนทำเกษตรเชิงคู่เสริมรายได้แปลงใหญ่ภาคใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457936

news_default

หนุนทำเกษตรเชิงคู่เสริมรายได้แปลงใหญ่ภาคใต้

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการสร้างความมั่นคงของภาคการเกษตรว่าภาคการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เมื่อผลผลิตออกมาเกินความต้องการของตลาดทำให้เกิดราคาตกต่ำจนเกษตรกรหลายคนถอดใจ เมื่อมีโอกาสเดินทางไปดูงานที่มาเลเซีย ซึ่งนิยมบริโภคเนื้อแพะ/แกะ มีความต้องการแพะ/แกะอย่างมาก ตลาดยังเปิดกว้าง ปัจจุบันมาเลเซียสั่งนำเข้าแพะ/แกะจากออสเตรเลีย เทียบกับแพะ/แกะจากประเทศไทยคุณภาพดีกว่า จึงเกิดแนวคิดทำเกษตรเชิงคู่เพื่อเสริมรายได้ ด้วยการจัดการสวนยางปลูกระยะห่างอย่างเหมาะสม โดยปรับเปลี่ยนภายใต้ระเบียบของกยท. สวนปาล์มก็ เช่นกันขยายจากการปลูกแบบ 9X9 เมตร ขยายเป็น 10X10 – 12X12 เมตร วางแปลนโครงสร้างสวน แล้วปล่อยแพะ/แกะเพื่อเป็นเครื่องตัดหญ้า  มูลแพะ/แกะนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงได้ แพะ/แกะกินอยู่ง่ายสามารถเลี้ยงควบคู่ได้ทั้งการทำสวนปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย

โดยเกษตรกรต้องศึกษาเทคนิคการเลี้ยงแบบเปิด แพะ/แกะสามารถขายได้ทุกเดือนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯอยากให้เกษตรกรกำหนดการผลิต การตลาดและราคาได้เอง ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ได้นำเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ภาคใต้ทำบันทึกข้อตกลงการซื้อ-ขายกับภาคเอกชนจากมาเลเซีย ตกลงซื้อแพะและแกะมีชีวิตน้ำหนัก 25-40 กิโลกรัม/ตัว ราคา 135 บาท / กิโลกรัม ต่อเดือนส่งขายไม่ต่ำกว่า150 ตัว และขยับยอดขายได้ 2,000-3,000 ตัว/เดือน ซึ่งมาเลเซียยินดีขยายตลาดไปกาตาร์และประเทศอื่นที่มีชาวมุสลิมให้ด้วย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลวันที่ 27 พฤศจิกายน การรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีเกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงแพะ/แกะภาคใต้รวม 44 กลุ่ม สมาชิก 2,453 คนหากเกษตรกรต้องการทำเกษตรเชิงคู่ หรือสนใจการเลี้ยงแพะ/แกะเสริมรายได้ สอบถามข้อมูลได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457940

449007

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้สำหรับหน่วยราชการเป็นเวลาของการสาละวนกับการชี้แจงงบประมาณประจำปี2563 ต่อคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการต่างๆ ทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควบคู่กันไป ซึ่งนับว่าเป็นภาวะไม่ปกติ เพราะปีงบประมาณของราชการไทยเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป สำหรับปีนี้หากวุฒิสภารอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จก็จะล่าช้าลงไปอีก ทางวุฒิสภาจึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาทำการศึกษางบประมาณควบคู่กันไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าสู่การพิจารณาของทั้งสองสภา การชี้แจงของแต่ละหน่วยงานใช้เวลาไม่เท่ากัน ขึ้นกับความสามารถในการชี้แจงและการทำความเข้าใจของหัวหน้าหน่วยงาน บางหน่วยงานอาจถูกใบสั่งก็ต้องอดทนและใช้เวลาทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เข้าใจว่าทุกฝ่ายมีเจตนาดีในการใช้
งบประมาณของแผ่นดิน

หากพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จะพบว่าปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 109,833.6549 ล้านบาท และเมื่อเจาะลึกไปในรายละเอียด เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำประมาณ 38% ส่วนที่เหลือ 62% เป็นงบดำเนินการและงบลงทุน ส่วนนี้เป็นงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาด้านการเกษตรจริงๆ ซึ่งจากการประเมินรายละเอียดตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะพบว่าจากแผนงานรวม 21 แผนงาน แผนงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แผนบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ คิดเป็น 37.75% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านการสร้างการเจริญเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 9.5% แผนงานบูรณาการพื้นที่ระดับภาค คิดเป็น 7.42% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่า คิดเป็น 6.37% และแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน 5.44%

จากการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จะเห็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังทุ่มเทงบประมาณไปยังการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563ส่วนที่เหลือจัดสรรไปยังยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งบางประเด็นแทบจะไม่เห็นปรากฏในการจัดสรรงบประมาณปีนี้เลย เช่น การจัดสรรงบประมาณให้กับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 5 ประเด็น ถือว่ายังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก และเมื่อพิจารณาประเด็นด้านเกษตรสร้างมูลค่า พบว่า การสร้างและการใช้ประโยชน์จากเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ไม่ปรากฏงบประมาณในการดำเนินการเป็นการเฉพาะ แต่ปรากฏไปแทรกอยู่จางๆ ในส่วนของการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ การพัฒนากลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เท่านั้น ในส่วนของประเด็นเกษตรปลอดภัย งบประมาณไปปรากฏในงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยพืช สัตว์ ประมง ไม่ได้ถูกหยิบยกออกมาให้เป็นงานเด่นแต่อย่างไร หรือแม้แต่ประเด็นเกษตรชีวภาพกลับพบว่าไม่ปรากฏการจัดสรรงบประมาณโดยตรง แต่เป็นการจัดสรรตามกรอบเดิมของกระทรวง เช่น การส่งเสริมพืชสมุนไพร แผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนจากฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนหรือแม้แต่ประเด็นเรื่องเกษตรแปรรูปก็ยังเป็นประเด็นที่ซ่อนอยู่ในงานปกติของกรม/กองต่างๆ และเมื่อมองไปที่ประเด็นเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นงานใหม่ที่ทุกหน่วยงานพยายามยกตัวเองเข้าไปอยู่ในขอบข่ายอัจฉริยะ ก็ไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมเนื้อหาของความเป็นอัจฉริยะเข้าไปในงานเดิมๆ ไม่มีกรมไหนฉีกงานอัจฉริยะออกมาให้เห็นภาพชัดๆ แต่อย่างใด

เงิน 1 แสนล้าน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปีงบประมาณนี้ ยังคงเป็นการจัดสรรงบประมาณตามบทบาทหน้าที่ของกรม/กองแบบเดิมๆ ไม่ได้วางทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศแต่อย่างใด หากแต่เป็นการรวบงานเดิมๆ มาแต่งหน้าทาปากนิดหน่อย แล้วนำไปวางว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ บางประเด็นที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรของชาติ เช่น งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่าง พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งโดยหลักการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ไม่ควรต่ำกว่า 3% แสดงให้เห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เท่าที่ควร เราจะคาดหวังกับการพัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 หรือ 5.0 เป็นเกษตรอัจฉริยะได้อย่างไร เมื่องานกับเงินไม่ได้รองรับ เส้นทางสู่วิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพูดเท่านั้น ต้องลงมือทำด้วยกันทุกฝ่ายหรือจะสร้างวาทกรรมกันไปวันๆก็ว่าไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เกษตรเพชรบูรณ์ ติดตามสถานการณ์ระบาดโรครากบวมในพืชตระกูลกะหล่ำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458048

เกษตรเพชรบูรณ์ ติดตามสถานการณ์ระบาดโรครากบวมในพืชตระกูลกะหล่ำ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.09 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2562 นายอนันต์ ตั่นฉ้วน เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต.สมใจ ทองศิริ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช นายสุรินทร์  คิมสนิท เจ้าพนักงานการเกษตร  ชำนาญงาน นางอนงค์รัตน์ ทองดี นวส.ปฏิบัติการ  ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรครากบวมในพืชตระกูลกะหล่ำในพื้นที่ ม.16 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ แปลงปลูกกะหล่ำปลีและผักกาดขาวปลีของนายจิรายุทธ ประภัค  ปัญญา (พิกัด x 724851 y 1870991    ,x 724864 y 1870944) และแปลงปลูกผักกาดขาวปลี ของ นายณัฐกิต  แซ่เถา (พิกัดx 724976. y  1870954)

ในการนี้ นายกิตติวัฒน์ ศักดิ์เจริญชัยกุล ประธานแปลงใหญ่พืชผักภูทับเบิก ร่วมให้ข้อมูลการระบาดของโรครากบวมด้วย พร้อมนี้ ได้เก็บตัวอย่างดินส่งให้สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบูรณ์ตรวจวิเคราะห์ด้วย

คณะกก.วัตถุอันตราย รอ‘เกษตร’ชงร่างประกาศฯก่อนเคาะประชุมอีกรอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457967

news_default

คณะกก.วัตถุอันตราย รอ‘เกษตร’ชงร่างประกาศฯก่อนเคาะประชุมอีกรอบ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.08 น.

คณะกก.วัตถุอันตราย รอ‘เกษตร’ชงร่างประกาศฯก่อนเคาะประชุมอีกรอบ

3 ธันวาคม 2562 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตราย กล่าวถึงความคืบหน้ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่มีมติยืดการแบนสารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไปอีก 6 เดือน มีผลวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต แทนการแบน  ว่า นายสุริยะระบุว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดือนธันวาคมนี้ เพื่อรับรองมติของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันประชุม เพราะต้องรอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะต้นเรื่อง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอเรื่องเข้ามาเพื่อรับรองมติของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

“การรับรองมติได้ ต้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … ให้เสร็จสมบูรณ์ ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายล่าสุด จากนั้นให้นำร่างประกาศกระทรวงฯ เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองของคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายลำดับรอง เพื่อตรวจพิจารณาร่างประกาศฯ เสียก่อน ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ เป็นประธาน ส่วนจะมีการประชุมในเดือนธันวาคมหรือไม่ต้องติดตามอีกครั้ง จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อลงราชกิจจาประกาศใช้ต่อไป” นายประกอบ กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดงาน’2020ความท้าทายใหม่ในวิชาชีพสัตวแพทย์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457930

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดงาน’2020ความท้าทายใหม่ในวิชาชีพสัตวแพทย์’

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.10 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เปิดงาน”2020ความท้าทายใหม่ในวิชาชีพสัตวแพทย์” พร้อมผลักดันให้วงการสัตวแพทย์ก้าวไปสู่ความก้าวหน้าในอนาคตอย่างยั่งยืน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ห้องกมลทิพย์บอลรูม โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ภายใต้หัวข้อ “2020 ความท้าทายใหม่ในวิชาชีพสัตวแพทย์” พร้อมมอบรางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่างประจำปี 2562 จัดโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายกสัตวแพทยสมาคมฯ น.สพ.ธวัชชัย ภู่อร่าม นายกสัตวแพทยสภา น.สพ.รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ผู้แทนสมาคมต่างๆ ได้แก่ สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก สมาคมธุรกิจเวชสัตว์ บริษัทเอกชน ฟาร์ม และภาคมหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้ประชุมรวมจำนวน 400 คน

ปัจจุบัน สัตวแพทย์เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ต่างๆ และการป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) รวมถึงงานด้านภาคการผลิตสัตว์ที่มุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และในช่วงที่ผ่านมานั้น สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ได้ร่วมทำงานกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนางานด้านสัตวแพทย์ทั้งงานวิชาการ งานส่งเสริมความสามัคคีและจรรยาบรรณของวิชาชีพ จนเห็นเป็นประจักษ์ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานอย่างบูรณาการกับกรมปศุสัตว์ได้เป็นอย่างดี

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีในครั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานคือ เพื่อสรุปผลงานและการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคมฯ รวมทั้ง จะมีการมอบรางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่างประจำปี 2562 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่สัตวแพทย์ที่ได้กระทำคุณความดีและประโยชน์ต่อสังคม และวิชาชีพสัตวแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายทางวิชาการเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับสัตวแพทย์ที่เข้าร่วมประชุม มีหัวข้อที่มีความสำคัญและกำลังเป็นที่น่าสนใจถึง 3 เรื่อง ได้แก่ “กัญชาในวงการสัตวแพทย์…รู้ก่อนใช้” “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ความท้าทายในปัจจุบัน สู่ความสำเร็จในอนาคต” และ “ยาควบคุมพิเศษ…ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน” โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากองค์กรต่างๆ ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ในหัวข้อที่จะบรรยาย

การประชุมฯ จะเป็นเวทีที่สัตวแพทย์ได้พบปะแลกเปลี่ยนแนวความคิด เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพการสัตวแพทย์ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในปัจจุบัน และขอให้มั่นใจได้ว่ากรมปศุสัตว์มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการทำงานกับสัตวแพทยสมาคมฯ ในฐานะที่กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานที่มีสัตวแพทย์เป็นบุคลากรขององค์กร ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ที่สอดรับกับนโยบายของประเทศ ในการที่จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากลต่อไป

‘ฟาร์มไก่’ไม่รอด! กรมป่าไม้เตรียมปักป้ายประกาศยึดที่ดิน’ปารีณา’46ไร่พรุ่งนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457929

news_default

‘ฟาร์มไก่’ไม่รอด! กรมป่าไม้เตรียมปักป้ายประกาศยึดที่ดิน’ปารีณา’46ไร่พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.05 น.

ป่าไม้ราชบุรี เตรียมปิดป้ายยึดที่ดิน “เอ๋ ปารีณา” วันพรุ่งนี้ หลังกรมป่าไม้แถลงข่าวดำเนินคดีฟ้องในข้อหาบุกรุกที่ป่า 46 ไร่เศษ โดยเป็นพื้นที่ป่าสงวนป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และอยู่ในเขตป่า ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จำนวน 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 มีรายงานออกมาจากกรมป่าไม้ ระบุว่า จะมีการนำป้ายตรวจยึดและอายัดที่ดินของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ภายในเขาสนฟาร์มไก่ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หลังจากที่มีการแถลงข่าวจากนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ นำแถลงข่าวดำเนินคดีฟ้อง น.ส.ปารีณา บุกรุกที่ป่า 46 ไร่เศษ โดยเป็นพื้นที่ป่าสงวนป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวาและอยู่ในเขตป่า ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำนวน 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา

โดยนายวัชะ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยป้องกันป่าไม้ที่ 1 ราชบุรี เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ของป่าไม้ จะนำป้ายตรวจยึดและอายัดที่ดิน ซึ่งเป็นภาพจากเอกสารทางราชการที่ออกจากกรมป่าไม้ นำไปปิดประกาศที่บริเวณพื้นที่ดินที่มีการตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวน และ พื้นที่ป่าไม้ 2484 จำนวน 46 ไร่เศษ ภายในเขาสนฟาร์มไก่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมเอกสารของป้ายประกาศดังกล่าว ตามผลสรุปการดำเนินคดีตรวจยึดพื้นที่ของคณะทำงานของกรมป่าไม้ได้นำนายช่างรางวัดฝ่ายเทคนิคของกรมป่าไม้ และช่างรางวัดสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จ.ราชบุรี และ ปฏิรูปที่ดินจากส่วนกลาง นำอุปกรณ์ตรวจวัดดาวเทียมลงพื้นที่ตรวจสอบและรังวัดพื้นที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ และเขาสนฟาร์มไก่ ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ทั้ง 2 ครั้ง โดยยืนยันผลเดิมว่า พบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ และ ป่าไม้ อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากกรณีที่นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้นำแถลงข่าวดำเนินคดีฟ้อง น.ส.ปารีณา บุกรุกที่ป่า 46 ไร่เศษ โดยเป็นพื้นที่ป่าสงวนป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และอยู่ในเขตป่า ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำนวน 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา

ซึ่งทางกรมป่าไม้ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน บก.ปทส. ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา 4 ข้อหา ดังนี้ 1.ฐานก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า เข้ายึดถือและครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 คือ (มาตรา 72 ตรี) ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 54 ตองระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท

2.ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ หรืออาศัยอยู่ในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ต้องระวางโทษตามมาตรา 31 พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2559 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 2,000,000 บาท

3.เข้าไปยึดถือ ครอบครองก่อสร้าง เผาป่า ทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินในที่ดินของรัฐ โดยไม่มีสิทธิ์ครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97

4.การกระทำผิด หรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97 ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.นี้ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย

ส่วนความคืบหน้าทางผู้สื่อข่าวจะได้ลงพื้นที่เข้าไปติดตามการนเดินทางเข้าไปติดป้ายประกาศยึดพื้นที่ที่นางสาวปารีณา ถือครองทั้งหมดที่ทางกรมป่าไม้ตรวจยึดคืนรัฐมารายงานอีกครั้ง