กรมข้าวสืบสานโครงการพระราชดำริ สร้างอาชีพชาวนาให้มั่นคงอยู่ดีกินดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458161

news_default

กรมข้าวสืบสานโครงการพระราชดำริ สร้างอาชีพชาวนาให้มั่นคงอยู่ดีกินดี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมุ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยร่วมดำเนินงานตามแนวทางส่งเสริมสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านข้าว มุ่งส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการได้นำไปพัฒนาอาชีพอย่างมั่นคงยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริให้เกษตรกรและประชาชนนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต

โดยปีงบประมาณ 2563 กรมดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาพื้นที่โครงการหลวง ในภาคเหนือประกอบด้วย 1.ศูนย์พัฒนา/ศูนย์เรียนรู้ 2.การพัฒนาการเกษตรตามพระราชดำริ 3.โครงการโรงเรียนเพียงหลวง ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 4.โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ (ตำรวจตระเวนชายแดน) 5.โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านแม่ตุงติง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 6.โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน 7.โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ 8.โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริฯ ดอยฟ้าห่มปก อำเภอแม่อายจังหวัดเชียงใหม่ 9.โครงการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ 10.โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 11.โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ 12.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 13.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีในพื้นที่โครงการมูลนิธิชัยพัฒนา จ.พิษณุโลก 14.โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระบรมราชานุเคราะห์ และโครงการพัฒนาพื้นที่โครงการหลวงในภาคเหนือ 30 โครงการ

สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่เน้นวิเคราะห์ทบทวนข้อมูลพื้นที่โครงการ รวบรวมพันธุกรรมข้าวพื้นเมืองท้องถิ่น จัดทำแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นเมืองท้องถิ่น รวบรวมสายพันธุ์ ปลูกศึกษาพันธุ์ข้าว เปรียบเทียบผลผลิตในแปลงเกษตรกร ศึกษาถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ จัดทำแปลงเรียนรู้และสาธิตผลิตข้าวนาขั้นบันไดส่งเสริมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ขยายผลนำความรู้สู่การปฏิบัติในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคอย่างพอเพียง ถ้าเหลือจึงขายสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

ก.เกษตรฯคิกออฟเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี’63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458164

news_default

ก.เกษตรฯคิกออฟเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนคร พร้อมกล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63เพื่อใช้เพาะปลูกปี 2563/64 กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวม 110,000 ตัน ประกอบด้วย 1.เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก 13,000 ตัน 2.เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) 58,000 ตัน 3.เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) 26,000 ตัน และ4.ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ 13,000 ตัน

“เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้พอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าวโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้ประชุมวางแผนให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565 โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปีคือ ปี 2563 เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนปี 2564 เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565 เป้าหมาย 260,000 ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่ ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตันมูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้เกษตรกรทันฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ” นายประภัตร กล่าว

นายประภัตรกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวภาคอีสานที่ประสบอุทกภัย ได้ย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกให้เกษตรกรเพาะปลูกเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้เรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ วางแนวทางเพิ่มศักยภาพการผลิต และความเข้าใจตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอแจกให้ชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี

กรมชลฯมั่นใจน้ำพอใช้จนสิ้นแล้ง ผันแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458163

news_default

กรมชลฯมั่นใจน้ำพอใช้จนสิ้นแล้ง ผันแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สภาพการณ์รวมของน้ำต้นทุนเมื่อเข้าฤดูแล้งที่ใช้การได้เก็บกักในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำอื่นทั่วประเทศจะอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยประมาณ 29,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ดังนั้น กรมวางแผนจัดสรรน้ำต้นทุนจากทุกแหล่งน้ำสำคัญ ทั้งอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ 17,699 ล้านลบ.ม.อย่างรัดกุมเหมาะกับสภาพพื้นที่บนพื้นฐานสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคให้ประชาชนมีน้ำสะอาดกินใช้ตลอดฤดูแล้งประมาณ 2,300 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศของแม่น้ำลำคลอง 6,999 ล้านลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 7,881 ล้านลบ.ม. พร้อมสำรองน้ำที่เหลือไว้กรณีฝนมาช้าหรือทิ้งช่วง อย่างไรก็ตาม แม้สภาพการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนสิรินธร เขื่อนลำปาว เขื่อนน้ำอูน ทำให้พื้นที่ในเขตชลประทานของอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ใช้น้ำได้ทุกกิจกรรม รวมถึงปลูกพืชหน้าแล้ง

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ชลประทานของเขื่อนอื่น ต้องบริหารจัดการน้ำเข้มงวด อาทิ พื้นที่ชลประทานของเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์แควน้อยฯ ป่าสักฯ แม่กวงอุดมธารา ห้วยหลวง ลำตะคอง ลำนางรอง กระเสียว คลองสียัด บางพระ ประแสร์ และเขื่อนนฤบดินทรจินดา ที่มีน้ำพอทำเกษตรต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำไม่พอทำเกษตรเลย ได้แก่ เขื่อนแม่มอก น้ำพุงอุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำพระเพลิง มูลบน ลำแซะหนองปลาไหล และเขื่อนรัชชประภา

ดร.ทองเปลวกล่าวต่อว่า กรมยังวางแผนผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ ที่มีปริมาณค่อนข้างมาก มาช่วยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างที่มีน้ำน้อย 500 ล้านลบ.ม. ทำให้เจ้าพระยามีน้ำต้นทุนเพิ่มเป็น 4,000 ล้านลบ.ม. โดยจะจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. ซึ่งเพียงพอผลิตน้ำประปาใบ 22 จังหวัดภาคกลางรักษาคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปา รักษาระดับความเค็มของน้ำให้ไม่กระทบสวนผลไม้และสวนกล้วยไม้อีก 2,200 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมจะใช้น้ำจากแม่น้ำท่าจีนเข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพน้ำด้วยอีกทาง

“การคาดการณ์หลังจัดสรรน้ำแล้ว ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทานมากกว่า 20 จังหวัด มาตรการสำคัญที่เตรียมป้องกันเหตุในพื้นที่ชลประทาน นอกจากเฝ้าระวังให้การจัดสรรรอบเวรส่งน้ำ การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเป็นไปตามกติกาแล้วคือ ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตรงดทำการ ลดเพาะเลี้ยงบ่อปลาบ่อกุ้ง ที่รับน้ำจากระบบชลประทาน ลดเพาะเลี้ยงปลากระชัง ในแม่น้ำสายหลักคือ ปิง น่าน เจ้าพระยา แม่น้ำน้อย ป่าสัก ท่าจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562- 30 เมษายน 2563 สำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทานสำรองสูบน้ำ พร้อมรถแจกน้ำทั่วประเทศ 150 คันและมาตรการจ้างแรงงานเยียวยาเกษตรกรที่ขาดรายได้จากการงดปลูกพืชหน้าแล้งด้วย”ดร.ทองเปลวกล่าว

เปิดตัว‘กาญจนบุรี2’ พริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่จิ๋วแต่แจ๋ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458162

news_default

เปิดตัว‘กาญจนบุรี2’ พริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่จิ๋วแต่แจ๋ว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร วิจัยปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูสวนเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลิตสูง เหมาะบริโภคผลสด และให้ผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์การค้าระหว่างปี2551-2554 ได้รวบรวมพันธุ์พริกขี้หนูสวน14 ตัวอย่าง คัดเลือกพันธุ์แบบสืบประวัติ มีเกณฑ์คัดเลือกคือ ผลยาวไม่เกิน 3.5 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตมากกว่า 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี  และนำไปปลูกเปรียบเทียบพันธุ์กับพริกพันธุ์การค้าของบริษัทเอกชนและพันธุ์ของเกษตรกร ทดสอบพันธุ์ในแหล่งปลูกที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบูรณ์ และศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง รวมทั้งทดสอบพันธุ์ในแปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี และตรัง

ทั้งนี้ จากการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูสวนตามขั้นตอน ทำให้ได้พริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพริกพันธุ์การค้า โดยให้ผลผลิตมากกว่า 700 กรัม/ต้น  จากการเก็บเกี่ยวสัปดาห์ละครั้งพบว่าให้ผลผลิตสูงสุด 1,014 กิโลกรัมต่อไร่และให้ผลผลิตเร็วกว่าพริกขี้หนูสวนพันธุ์อื่นและพันธุ์การค้าประมาณ 1 เดือน ทำให้มีจำนวนครั้งที่เก็บเกี่ยวมากกว่าในระยะเวลาการปลูกเท่ากันรวมทั้งการออกดอกติดผลจะมีจำนวนดอกต่อข้อมากกว่าพริกขี้หนูสวนอื่นๆ ขนาดผลยาว 1.6-2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกสีผลเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ผิวเรียบเป็นมัน กลิ่นไม่เหม็นเขียว รวมทั้งรสชาติเผ็ดจัด

เนื่องจากการปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูสวนมาจากแหล่งรวบรวมพันธุ์ที่จ.กาญจนบุรี จึงตั้งชื่อพริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่นี้ ว่า “พริกขี้หนูสวนพันธุ์กาญจนบุรี 2” ผ่านการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำตามขั้นตอนการรับรองพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา  โดยปี 2562-2563 สถาบันวิจัยพืชสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายพริกขี้หนูสวนกาญจนบุรี 2 ได้ 5 กิโลกรัม นำไปปลูกขยายต่อได้ในพื้นที่ 250 ไร่  ผู้สนใจพันธุ์พริกขี้หนูสวนกาญจนบุรี สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร  โทร. 0-2579-0583

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458160

566101

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการประชุมที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมีอยู่ 3-4 รายการ ปรากฏว่าในช่วงที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ เป็น จีเอ็ม หรือ ผู้จัดการทั่วไปนี้ ประเทศที่ถึงจังหวะเป็นเจ้าภาพและผมต้องไปเข้าร่วมทุกปี คือ สิงคโปร์ครับ ประเทศสิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็ไม่ยำเกรงต่อกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่หรือมหาอำนาจต่างๆ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรคงเดาได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจอันดับต้นๆของโลก เวลาออกเสียงหรือแสดงความคิดเห็นอะไร สิงคโปร์จะพูดมาตรงๆ ค้านได้ทันที และหลายกรณีที่ทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องยอมอาเซียนก็มี

การเป็นเจ้าภาพของสิงคโปร์ เป็นที่ถูกใจของเหล่าบรรดาสมาชิกอาเซียน เพราะเมืองมีความศิวิไลซ์ น่าเดินน่าเที่ยว น่าช็อปปิ้งแม้ว่าค่าครองชีพจะแพงไปหน่อย ค่าโรงแรมก็หนักเอาการ แต่ซื้อข้าวซื้อของกลับราคาถูก แปลกดีนะ และนอกจากจะเดินตามห้างเพื่อจ่ายสตางค์อย่างเพลิดเพลินแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่สร้างความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้น่าเดินน่าชมเพิ่มขึ้นไปอีก ก็แน่ละครับ ประเทศเขาเป็นเกาะเล็กนิดเดียว หากไม่สร้างอะไรเพิ่ม จุดขายก็คงไม่มี การท่องเที่ยวในสิงคโปร์ แม้ว่าจะไม่ใช่องค์ประกอบหลักของผลิตภันฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่เขาก็ต้องเน้นเพราะการที่มีคนไปท่องเที่ยวมากก็ยิ่งทำให้ประเทศมีความคึกคัก กระตุ้นการไหลเวียนของเงินตรา ซึ่งเอื้ออำนวยให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สิ่งก่อสร้างอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเยี่ยมชม จึงเกิดใหม่มิได้ขาดและก็รวดเร็วมาก เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนสิงคโปร์กับกรุงเทพฯแทบจะไม่มีอะไรต่างกัน

แต่ปัจจุบัน สิงคโปร์เจริญก้าวหน้าขึ้นไปเทียบชั้นเท่าๆ โตเกียวของญี่ปุ่นเลยทีเดียว รถไฟใต้ดิน บนดิน รถเมล์ที่ทันสมัย มีบริการนักเดินทางและนักธุรกิจอย่างพร้อมมูล สะดวกมากกว่ากรุงเทพฯเราเป็นสิบๆ เท่า การที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายนำมาซึ่งถนนหนทางในเมืองที่โล่ง รถราวิ่งกันได้โดยไม่มีติดขัด สภาพอากาศในเมืองความจริงสิงคโปร์ตั้งอยู่เกือบจะอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ซี่งอากาศควรจะร้อนมากกว่าไทยเรา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากตึกรามบ้านช่องเขามีเขตพื้นที่เว้นว่างเปล่าไม่ได้ติดชิดถนนทั้งสองฟาก แถมยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มเต็มไปหมด ดอกไม้หลากสีสันเหมือนจัดสวนหย่อมไว้ข้างถนนเกือบจะทุกสาย น่าเดินมากๆ ผมเคยเดินไปนึกไปว่าทำไมประเทศเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้ ขณะที่บ้านเรากลับทำไม่ได้ทั้งที่ก็ไม่น่าจะต้องใช้เงินงบประมาณมากมายอะไรนัก ก็คิดไปเล่นๆ อย่างนั้นแหละครับ อันที่จริงก็ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ไทยเราทำไม่ได้เพราะอะไร แต่ขอไม่พูดดีกว่าครับ เดี๋ยวคนไม่เห็นด้วยจะไล่ผมไปอยู่ประเทศอื่นเอาน่ะ กลัวจริงๆ ครับ

ระบบการบริหารรัฐกิจของสิงคโปร์ ดูเหมือนจะก้าวหน้ามากจนเป็นระดับโลกไปแล้ว เพราะหลายเรื่องที่รัฐไม่ได้ทำเอง แต่ใช้บริการรัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนเขามาช่วย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลักษณะเช่นนี้อีกประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่เหมือนกันคือ เกาหลีใต้ครับที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐบาลแต่เป็นบริษัทของรัฐที่ทำหน้าที่เข้าร่วมการประชุมและหรือประสานงานต่างๆ เกี่ยวกับกิจการแอปเตอร์ เขาก็ทำได้ดีมากๆ เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนประเทศที่เป็นข้าราชการเลยทีเดียว

สำหรับการประชุมที่จัดที่สิงคโปร์นั้น พิธีเปิดการประชุมจัดแบบธรรมดามาก ไม่มีรำอวยพรใดๆ งานเลี้ยงของเขาจัดพองาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบจะไม่มี สองทุ่มเลิก ใครอยากจะไปต่อที่ไหนไปกันเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาไปจัดเลี้ยงที่เกาะเซนโตซ่าอันลือชื่อ กินข้าวกินปลาเสร็จ ก็พาไปชมการแสดงโชว์แสงสีน้ำเต้นระบำที่อยู่ติดกัน คือเจ้าภาพลงทุนซื้อตั๋วให้แขกเข้าไปดูประมาณ 1 ชั่วโมงก็จบ พาขึ้นรถบัสกลับโรงแรม เป็นอันเสร็จพิธี ง่ายดีมากแต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมได้ครับ ปัจจุบันแม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ค่อยมีกิจกรรมในส่วนการระบายข้าวกับแอปเตอร์เท่าใดนัก แต่ในเรื่องเอาใจใส่ความเป็นไปของการดำเนินงานแอปเตอร์ เขาไม่ปล่อยไปง่ายๆ นะครับ ทุกเรื่องเขาจะมีคอมเม้นท์ หรือคำถามอยู่ตลอดเวลาครับ ซึ่งก็ช่วยในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของแอปเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปลัดเกษตรฯ แจง จำกัดการใช้ 3 สารตามประกาศกระทรวงระบุ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458264

ปลัดเกษตรฯ แจง จำกัดการใช้ 3 สารตามประกาศกระทรวงระบุ

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.43 น.

ปลัดเกษตรฯ แจง จำกัดการใช้ 3 สารตามประกาศกระทรวงระบุ ยังคงรอมติอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการวัตถุอันตรายอยู่ โดยระหว่างนี้ดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ด้านผู้แทนเกษตรกรพึงพอใจคำชี้แจงของปลัดฯ ในการเตรียมมาตรการช่วยเหลือและหาสาร-วิธีการทดแทน จากนี้จะเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดมาเร่งอบรมเพื่อให้ใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในวันนี้มีผู้แทนเกษตรกรซึ่งปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดเข้าพบเพื่อสอบถามถึงแนวทางปฏิบัติของกระทรวงเกษตรฯ หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่า ยังไม่ได้รับหนังสือมติที่ประชุมอย่างเป็นทางการ ระหว่างนี้กระทรวงเกษตรฯ ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ทั้ง 3 สารตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคม 2562 ซึ่งถือเป็นกฏหมาย ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้อบรมเกษตรกรไปเกือบ 500,000 คนและไม่ได้หยุดรับสมัครการอบรมหรือสอบเพื่อออกใบอนุญาตแก่เกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทางการเกษตรนอกจากนี้ยังได้อธิบายให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ละเลยเกษตรกร ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนจึงให้คณะทำงานของกระทรวงฯ เร่งวิเคราะห์และหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อไม่ให้ต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ต้องรอมติอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะการที่ต่างฝ่ายพูดกันไปพูดกันมายิ่งเป็นประเด็นถกเถียง แต่ประเทศชาติไม่ได้อะไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายลดอคติและรับฟังเหตุผลของกันและกันบ้าง ซึ่งผู้แทนเกษตรกรเข้าใจแล้ว” นายอนันต์กล่าว

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า จากการเข้าพบปลัดกระทรวงเกษตรฯ นั้น ผู้แทนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผลได้รับทราบถึง แนวทางปฏิบัติซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้งพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งเลื่อนระยะเวลาการพิจารณายกเลิกไป 6 เดือน ส่วนไกลโฟเซตจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นเดิม  จากนี้ไปจะเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดมาสมัครรับการอบรมหรือสอบเพื่อได้รับใบอนุญาตให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดจากกรมวิชาการเกษตร ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่แน่ใจว่า มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเป็นอย่างไรจึงไม่มีใครมาอบรมเพิ่มเติม นอกจากนี้จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งการใช้ตามชนิดพืชที่กำหนด ใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง ตลอดจนไม่ใช้ในพื้นที่ที่ห้ามไว้เช่น พื้นที่ต้นน้ำต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งแก่เกษตรกรและประชาชนทุกคน

‘แม่ธนาธร’ส่งตัวแทนชี้รังวัดที่ดิน ยก500ไร่คืนหลวงตั้งป่าชุมชนราชบุรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458236

‘แม่ธนาธร’ส่งตัวแทนชี้รังวัดที่ดิน ยก500ไร่คืนหลวงตั้งป่าชุมชนราชบุรี

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.08 น.

‘แม่ธนาธร’ส่งตัวแทนชี้รังวัดที่ดิน ยก500ไร่คืนหลวงตั้งป่าชุมชนราชบุรี

4 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากประเด็นปัญหาที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังจากที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ออกมาเคลื่อนไหว และมีชาวบ้านได้ยื่นเรื่องร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม อ.จอมบึง พร้อมยื่นหนังสือถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องขอคืนพื้นที่ป่าชุมชนกว่า 500 ไร่ เพราะที่ผ่านมามีบุคคลอ้างเป็นตัวแทนของนางสมพร อ้างสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดวันนี้(4 ธันวาคม 2562) นางสมพร ได้ส่งตัวแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ น.ส.อรสา เศรษฐปราโมทย์ ร่วมตรวจสอบแนวเขตที่ดินพื้นที่เป้าหมายจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งในท้ายหนังสือยังระบุว่านางสมพรได้มอบอำนาจให้เสมือนกับที่ตนเองได้กระทำด้วยตนเอง พร้อมลงลายเซ็นผู้มอบอำนาจ คือ นางสมพร และมีพยานร่วมอีก 2 ราย โดยที่ น.ส.อรสา ได้นำหนังสือมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ รักพ่อ นักวิชาการฝ่ายปฏิบัติการป่าไม้ จ.ราชบุรี เป็นผู้รับมอบ

จากนั้นได้เดินทางไป พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ ไทยทอง ผู้ใหญ่บ้านบ้านหมู่ 14 ต.รางบัว เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และที่ดิน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เข้าไปยังที่ดินดังกล่าวเพื่อชี้แนวเขตในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อดำเนินการจัดตั้งป่าชุมชนบ้านหนองน้ำใส หมู่ 14 ตามคำสั่งจังหวัดราชบุรีที่ 4351/2562 ที่ให้ตรวจสอบชี้เขตที่ดินที่ครอบครองอย่างถูกต้องและลดความขัดแย้ง

น.ส.อรสา กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวนางสมพรได้ซื้อมา 3,500 ไร่ มีเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนของ ภบท. ตั้งแต่ครอบครองมาก็ประมาณ 20 กว่าปี เราไม่เคยไปใช้ประโยชน์ในส่วนนี้เลย ปรากฏว่าที่ดินส่วนหนึ่งที่เรามีเอกสารสิทธิ์ ที่ทางชุมชนต้องการเอาของเราไปทำป่าชุมชนทางเรายินดียกให้ บริจาคให้ โดยไม่มีเงื่อนไข และพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่างทุกประการ เรายินดีมอบให้กับรัฐเพื่อนำไปทำป่าชุมชนที่เกิดประโยชน์

ทั้งนี้ ที่ดินที่นางสมพรซื้อมาเป็นการซื้อในลักษณะเหมารวมหรือเรียกกันว่าแบบเหมายกเข่งทั้งหมด ซื้อต่อมาจากบริษัทมิตรผล ตั้งแต่ปี 2534 และถือครองมาตลอด 28 ปี โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 3,500 ไร่ ซึ่งขณะที่ซื้อมามีหลักฐานกรรมสิทธิ์หลายแบบ ทั้งที่เป็นโฉนดที่ดิน นส.3 ก, นส.3, นส.2 และ ภบท.5 ซึ่งในเอกสารสิทธิมีอยู่รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,700-2,800 ไร่ นอกนั้นเป็น นส.2 กับ ภบท.5 (เป็นเอกสารการจับจอง) รวมทั้งหมด 3,500 ไร่ โดยมีครอบครัวที่อยู่เดิมของบริษัทมิตรผลอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว 2 ครอบครัวเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมดซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา

ด้านนายเกียรติศักดิ์ รักพ่อ นักวิชาการฝ่ายปฏิบัติการป่าไม้ จ.ราชบุรี กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการชี้แนวเขตแล้ว จากนี้ก็จะนำไปทำข้อมูลและบันมึกความยินยอมของเจ้าของที่ที่มีความประสงค์ว่ายกพื้นที่ดังกล่าวคืนให้กับทางรัฐ จากนั้นก็จะรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบ เพื่อรอการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป วันนี้ทางตัวแทนของนางสมพร ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีถือว่าเป็นประโยชน์กับทางเจ้าหน้าที่ หลังจากนี้จะได้ทำประกาศแนวเขต เพื่อดำเนินการจัดตั้งป่าชุมชนหมู่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ต่อไป

ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458191

ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.34 น.

ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่

4 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ารังวัดพื้นที่ดินของนายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี ชาวบ้านในหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี หลังจากที่ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมของ อ.สวนผึ้ง อ้างว่าถูกนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพังประชารัฐ เข้ามาฮุบที่ดินไปกว่า 30 ไร่ โดยเข้ามาล้อมรั้วกินพื้นที่ของตนเอง โดยนายเสี้ยวมีหลักฐาน คือ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 และเอกสารการถือครองที่ดิน โดยมีชื่อลูกสาวของตนเอง 2 คน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้สวนผึ้ง ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ ได้นำเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GPS ตามที่ให้นายเสี้ยว และลูกสาว เป็นผู้นำชี้ พร้อมเดินเข้าไปตรวจสอบแต่ละเสาที่นายทวีได้นำมาปักล้อมรั้วลวดหนามไว้ เพื่อที่จะนำไปทำบันทึกเพื่อเทียบกับแผนที่ดาวเทียม

นายเสี้ยว กล่าวอ้างว่า ก่อนหน้าที่นายทวี จะนำคนงานและเจ้าหน้าที่เข้ามาล้อมรั้ว ตนได้ทำกินในที่ดินตรงนี้ตามปกติ โดยปลูกอ้อย ตั้งแต่เข้ามาล้อมรั้วลวดหนามตนก็ไม่สามารถเข้ามาทำกินได้เลย ตอนที่เขามานั้นตนก็อยู่ด้วยตลอด เพราะทางนายทวีได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีเข้ามาด้วย และบอกให้ตนหยุดการกระทำใดๆในพื้นที่ดินนี้ เพราะนายทวีมีสิทธิ์ทำกิน ทำให้ตนได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้ไปร้องต่อหน่วยงานต่างๆ

นายเสี้ยว กล่าวอีกว่า หลังจากที่นายทวีเข้ามาล้อมลวดหนามเสร็จ ได้นำต้นมะพร้าวเข้ามาปลูก ไม่ยอมมาพูดกับตนเลยว่าจะนำมาปลูก มีแต่พวกชาวบ้านเห็นว่านายทวีได้นำต้นมะพร้าวเข้ามาปลูกมาบอกกับตนเอง

“ผมยังมีความหวังที่จะได้พื้นที่ดินคืน ยืนยันว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีเอกสารสิทธิ์มีใบ ภบท.5 ชัดเจน ส่วนจำนวนเนื้อที่นั้นจำไม่ได้ เพราะนานมากแล้วต้องรอทางเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบก่อน ถ้าตอนนี้ถามว่ากลัวไหมที่ออกมาแฉเรื่องนี้ ก็ต้องตอบว่ากลัวที่สุดเพราะเขามีอำนาจ มีปืน แต่ผมอยากได้ที่ดินทำกินคืน ไม่มีใครเคยเข้ามาเบียดเบียน ชาวบ้านเราก็รักกันดี แต่เมื่อนายทวีเข้ามาก็มาเบียดเบียน เข้ามายึดพื้นที่ของผมไป” นายเสี้ยว กล่าวอ้าง

ด้านนายสุชาติ บัวบาง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน กล่าวว่า วันนี้ได้มาตรวจสอบพื้นของลุงเสี้ยวตามที่ได้มีการร้องไปยังศูนย์ดำรงธรรมว่ามีบุคคลเข้ามาปักหลักล้อมรั้วและปลูกต้นมะพร้าวในที่ดิน โดยวันนี้เข้ามาตรวจพิสูจน์ทราบตามที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน โดยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจแปลงที่ดินที่ราษฎรครอบครองในพื้นที่เขตป่าไม้ถาวร ซึ่งมีการเข้ามาดำเนินการ 2559 ตอนนี้คณะทำงานมีข้อมูลการถือครองที่ดิน โดยที่ลุงเสี้ยวแบ่งให้ลูกสาว 2 คน เป็นชื่อของ น.ส.อำไพ นำพา ถือครอบครอง 23 ไร่ 2 งาน 79 ตารางวา และ น.ส.ปราณี นำพา 23 ไร่ 99 ตารางวา ซึ่งวันนี้ทางลุงเสี้ยวและลูกสาวที่มีชื่อถือครองที่ดินดังกล่าวได้นำพาทางเจ้าหน้าที่เข้าไปรังวัดทั้งหมดแล้ว หลังจากนี้ก็จะนำไปเทียบกับแผนที่มีอยู่ว่าตรงกับที่ลุงเสี้ยวได้นำเข้ามารังวัดเมื่อปี 2559 หรือไม่

นอกจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่วัดตรวจสอบแนวที่มีการปักรั้วลวดหนามทั้งหมดทุกต้น โดยการจับพิกัดทั้ง 2 แปลงว่าอยู่ในพิกัดใดบ้าง และจะตรวจสอบว่านพื้นที่ที่ลุงเสี้ยวอ้างว่าถูกบุคคลรุกล้ำไปในที่ดินนั้นมีการปลูกจำนวนกี่ต้น ต้นมะพร้าวน่าจะอายุประมาณเท่าไร ดูจากสภาพของต้นมะพร้าวดูแล้วว่าน่าจะปลูกได้ไม่นาน เพราะเป็นมะพร้าวที่เพราะปลูกข้ามปี และทราบข่าวจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่าเพิ่งปลูกได้ไม่นานนี้เอง และยังทราบว่าลุงเสี้ยวถือครองที่ดินนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ตรงนี้ตนยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่มีแลงกดดัน ยืนยันจะทำงานอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนี้จะนำลุงเสี้ยวและลูกสาวไปสอบข้อมูลเพิ่มเติม คาดว่าน่าจะสรุปได้เร็วๆนี้

เปิดมหกรรมภูมิพลังแผ่นดินเทิดพระเกียรติ’วันดินโลก’รัชกาลที่9

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458145

เปิดมหกรรมภูมิพลังแผ่นดินเทิดพระเกียรติ’วันดินโลก’รัชกาลที่9

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.41 น.

4 ธันวาคม 2562 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้มีพิธีงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคมระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม

โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานร่วมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง  ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ศูนย์เครือข่ายและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย พกฉ. ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดินและเปิดอบรมวิชาแผ่นดินกว่า 30 วิชาแก่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานฟรี

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน”ว่าเพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม  พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯได้จัดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม 62 นี้เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรตามแนวพระราชดำริ และพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแก่สาธารณชน

ขณะที่นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงกิจกรรมเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย   นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี (บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ

นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้  อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้ กิจกรรมภาพพิมพ์ ประคบทอง เกมงานวัดย้อนยุค การแสดงดนตรีจากน้องๆโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง จ.บุรีรัมย์ ขอเชิญชวนคนไทยพกถุงผ้ามา ชม ช้อป สินค้าเกษตร อาหารพื้นบ้าน คาว หวานกว่า 300 บูธ พิเศษวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 9.00 น. ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูปร่วมกัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พ่อแห่งแผ่นดินของคนไทย  พร้อมชมการแสดงดนตรีและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค และเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดีผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน พลังของปวงชนชาวไทย ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี”

เกษตรฯเดินหน้าขยายตลาดผ้าไหมไทย เข้าสู่วงการแฟชั่นโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458139

news_default

เกษตรฯเดินหน้าขยายตลาดผ้าไหมไทย เข้าสู่วงการแฟชั่นโลก

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.26 น.

‘รมว.เฉลิมชัย’ เปิดงาน10 ปี หม่อนไหมสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนาเพิ่มผลผลิต พร้อมเดินหน้าขยายตลาดผ้าไหมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มุ่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ผลิตได้และขายเป็น

4 ธันวาคม 2562 เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม “10 ปี หม่อนไหมสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนาเพิ่มผลผลิต” โดยกล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทีทรงอนุรักษ์ส่งเสริมงานหม่อนไหมให้ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการผลิตให้มีความหลากหลายทั้งสีสันและลวดลายการทอ สำหรับราคามีตั้งแต่ย่อมเยาไปจนถึงราคาระดับพรีเมี่ยม ขณะนี้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

การพัฒนานั้นจะเน้นพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer โดยพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้สามารถผลิตและทอผ้าไหมได้อย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนต่อกรมหม่อนไหมแล้ว 1,421 ราย และตั้งเป้าหมายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะสามารถขึ้นทะเบียน Smart Farmer หม่อนไหมรายใหม่อีก 1,500 ราย โดยในจำนวนนี้จะส่งเสริมให้อาสาสมัครเกษตรของกรมหม่อนไหมเรียกว่า “หม่อนไหมอาสา” พัฒนาเกษตรกรรุ่นหใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ที่สามารถร่วมกับทางราชการหาตลาดได้ทั้งการขายแบบออนไลน์ ผลิตเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะการนำผ้าไหมไทยเข้าสู่วงการแฟชั่นโลก ให้ผู้ผลิตเสื้อผ้านำผ้าไหมไทยไปใช้ ในปี 2563 ตั้งเป้าหมายจะให้มีมูลค่าการตลาดทั้งในและต่างประเทศระดับหมื่นล้านบาท

ภายในงาน นายเฉลิมชัยมอบรางวัลแก่ผู้แทน Smart Farmer ทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกการแสดงนิทรรศการผลงานกรมหม่อนไหมได้แก่ อนุรักษ์ภูมิปัญญาสืบสานลายผ้าสู่สากล การติดดวงตรานกยูงพระราชทานบนผลิตภัณฑ์ผ้าไหม โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตผสมมัลเบอร์รี่ โครงการผลิตการใช้เส้นไหมไทยที่สาวด้วยวิธีการต่างๆ ต่อคุณสมบัติผ้าไหม โครงการกระบวนการผลิตแอนโทไซยานินผงจากผลหม่อนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และโครงการฟิล์มโปรตีนและคุณลักษณะฟิล์มโปรตีนที่ได้จากเศษเหลือกระบวนการผลิตเส้นไหม โครงการ Smart Farmer โครงการไหมอาสาเป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงผ้าไหมลายโบราณล้ำค่าที่หาชมได้ยาก และการจำหน่ายสินค้าผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์แสดงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผ้าไหมเด่นจากจังหวัดต่างๆ เวชสำอาง รวมทั้งชาใบหม่อน และอาหารจากหม่อนและไหมด้วย