กรมชลฯพร้อมรับมือน้ำท่วมใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458354

news_default

กรมชลฯพร้อมรับมือน้ำท่วมใต้

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า เพื่อลดผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อกันทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสำคัญในภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็ว กรมฯจึงดำเนินมาตรการหลักป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์น้ำหลากและอุทกภัยในภาคใต้ตามมติคณะรัฐมนตรีมี 5 มาตรการคือ 1.ตรวจสภาพอาคารบังคับน้ำ ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ ตลอดจนสถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน 2.ตรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริหารจัดการน้ำหลากของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้เกณฑ์ปฏิบัติการที่ปรับปรุงใหม่ ช่วยป้องกันลดผลกระทบน้ำท่วม 3.สำรวจแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤติ ทำแผนจัดการน้ำหลากให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนตามแนวโน้มสถานการณ์ 4.วางแผนเครื่องจักรเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ พร้อมทำแผนเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเครื่องมือสนับสนุนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และ 5.ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“ภาคใต้ มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่ง44 อำเภอ ใน 8 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชพัทลุง สงขลาและนราธิวาส ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกมิติอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ระบบชลประทานเครื่องจักร เครื่องมือพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะ
ภาคใต้ตอนล่างได้สั่งให้สำนักงานชลประทานที่ 17 ช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดนราธิวาสจากน้ำแม่น้ำโก-ลกล้นตลิ่ง โดยตั้งเครื่องสูบน้ำ 26 เครื่องแล้ว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในภาคใต้ล่าสุด ณ วันที่ 2 ธันวาคม เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฏร์ธานี มีปริมาณน้ำ 3,828 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ 68 ของปริมาณน้ำเก็บกัก ยังรองรับน้ำได้อีก 1,811 ล้านลบ.ม. เขื่อนบางลาง จ.นราธิวาส มีปริมาณน้ำ 920 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของปริมาณน้ำเก็บกัก ยังรองรับน้ำได้อีก 534 ล้านลบ.ม. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์มีปริมาณน้ำ 287 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 73 ของปริมาณน้ำเก็บกัก รับน้ำได้อีก 104 ล้านลบ.ม.และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 491 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของปริมาณน้ำเก็บกักรองรับน้ำได้อีก 219 ล้านลบ.ม. ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวม 417 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของปริมาณน้ำเก็บกัก ยังรับน้ำได้อีก 251 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ยังรับน้ำได้อีกกว่า 2,919 ล้านลบ.ม.

สศก.จับมือสถาบันวิทยาศาสตร์ฯจีน ปั้นBig Dataด้านเกษตรแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458355

news_default

สศก.จับมือสถาบันวิทยาศาสตร์ฯจีน ปั้นBig Dataด้านเกษตรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยหลังหารือร่วมกับคณะผู้แทนจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตร สาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academyof Agricultural Sciences : CAAS) และคณะผู้บริหารจากตลาดไท เมื่อวันที่28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า สศก. โดยสำนักงานเลขานุการ APTERR (ASEANPlus Three Emergency Rice Reserve :APTERR) และสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน  (ASEAN Food Security Information System Project : AFSIS)  ต้อนรับ นายฉู่ ซื่อเว่ยChief Economist จาก CAAS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำ Big Data  ด้านการเกษตรของจีน และนายธรากร อังภูเบศวร์ CEO ตลาดไทพร้อมคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ด้านการเกษตรของไทย และจีน ตลอดจนแนวทางร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน ในการพัฒนาประสิทธิภาพข้อมูล และความมั่นคงด้านอาหารร่วมกัน

โอกาสนี้ สศก. แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ ความรู้และเทคนิคจัดเก็บข้อมูลด้านการเกษตร การขนส่งสินค้าเกษตร และพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงให้ความเคลื่อนไหวของทุกสถานการณ์แบบ Real time ทั้งราคา ปริมาณสินค้าเกษตรและสภาพอากาศ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ทำให้วางแผนการผลิตได้มีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐจะสามารถกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลของอุปสงค์และอุปทานตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสม สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ทันทีหากเกิดความผิดปกติของราคาและปริมาณสินค้าเกษตร

ส่วนภาคเอกชนจะสามารถวางแผนจัดการด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้สศก.ดำเนินการขับเคลื่อน Big Data ตามโครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ และเร็วๆ นี้ จะเตรียมลงนาม MOU พร้อมกัน 10 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง คาดว่าระยะต่อไปจะขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายจีนนำเสนอนโยบายของรัฐบาลจีน ในการพัฒนา Big Data ด้านการเกษตร การรวบรวมข้อมูล และการใช้แอพลิเคชั่นรายงาน พยากรณ์ และเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทยสามารถนำมาปรับเป็นแนวทางพัฒนา Big Data ด้านการเกษตรให้เหมาะสมกับการผลิตของประเทศ

เลขาฯสศก.กล่าวอีกว่า สศก.พาคณะผู้แทน CAAS ลงพื้นที่โครงการระบบสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาแนวทางจัดเก็บข้อมูลระดับภูมิภาค และการสำรวจโดยวิธีตั้งแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิต (Crop Cutting) พร้อมเยี่ยมชม และศึกษาแนวทางซื้อ-ขาย ที่ตลาดไท ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายนเชื่อมั่นว่า การเเลกเปลี่ยนความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ จะกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการพัฒนาภาคการเกษตรให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม และระบบ Early Warning ผ่านกลไก APTERR และ AFSIS ต่อไป

มนัญญาเปิดงาน‘วันดินโลกปี’62’ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘ร.9’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458352

news_default

มนัญญาเปิดงาน‘วันดินโลกปี’62’ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘ร.9’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันดินโลก ปี 2562 World Soil Day 2019 “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน”ที่จ.อุทัยธานีว่า กระทรวงเกษตรฯจัดงานวันดินโลก ปี 2562 World Soil Day 2019 “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”(Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก และเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน พร้อมเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินในวันดินโลกโดยพร้อมเพรียงกัน ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศ จะเน้นมีส่วนร่วมขององค์กรและบุคคลถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันลดชะล้างพังทลายของดิน เพื่อให้ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชนทั่วโลก

“ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN) รับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ซึ่งวันดินโลกถือเป็นวันสำคัญ สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้รับการถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ IUSS  เป็นพระองค์แรกของโลก ทางกระทรวงเกษตรฯจึงจัดกิจกรรมวันดินโลก เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจความสำคัญของวันดินโลก เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชาด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458350

281225166

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันเดียวกับที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดปัจจุบัน ประชุมครั้งแรก เพื่อพิจารณาการแบนสารเคมี 3 ชนิดอีกข่าวหนึ่งที่ออกมาพร้อมๆ กัน คือ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แต่งตั้งให้ รองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

ทำให้ต้องย้อนกลับไปค้นหาที่มาที่ไปของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญต่อวงการสารเคมีอยู่มากทีเดียว และน่าจะมีบทบาทในเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เสียด้วยซ้ำ แต่คณะกรรมการชุดนี้กลับเงียบเชียบ และไม่มีใครเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1(พ.ศ. 2540-2544) ต่อมา พ.ศ. 2545 มีแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่ง แผนแม่บททั้ง 2ฉบับ เป็นความพยายามที่จะบริหารจัดการสารเคมีทุกชนิดที่หลายหน่วยงานกำกับดูแลรับผิดชอบให้เป็นเอกภาพ

ในปี 2550 มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งมีทิศทางที่ต่อเนื่องจากแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และมีการบูรณาการแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีนโยบายเดียวในการบริหารจัดการสารเคมีของประเทศในการป้องกันอันตราย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของประชาชน

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 คือ ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก่อให้เกิดการจัดการสารเคมีของประเทศที่เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายด้านสารเคมี สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล” รวมทั้งเป้าหมายของการจัดการสารเคมีของโลก คือ ลดการผลิต และใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปี 2563

การขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ดำเนินการโดย คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยด้านสารเคมี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เมื่อพัฒนามาเป็น แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ คณะกรรมการจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนานยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการยังคงเดิม คือประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการและเครือข่ายวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ

เมื่อระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ใกล้จะสิ้นสุด ได้มีการเสนอแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2555-2564) เป็นแผนระยะยาว 10 ปี เสนอในสมัยที่ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อเดือนเมษายน 2554

ฉบับที่ 4 นี้ มีเป้าประสงค์ว่า “ภายในปี 2564 สังคม และสิ่งแวดล้อมปลอดภัย บนพื้นฐานของการจัดการสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือ พัฒนาฐานข้อมูล กลไก เครื่องมือในการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบครบวงจร ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพและบทบาทในการบริหารจัดการสารเคมีของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ ลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีใน 3 แนวทาง คือ ป้องกันอันตรายจากสารเคมี เฝ้าระวังและตรวจสอบผลกระทบจากสารเคมี รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาเยียวยา และฟื้นฟู

กำหนดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงานทุก 2 ปี และแบ่งระยะเวลาการดำเนินงานออกเป็น 3ระยะ คือ ระยะต้น (พ.ศ. 2555 – 2558) ระยะกลาง (พ.ศ. 2559 – 2561) และระยะปลาย (พ.ศ. 2562 – 2564) มีเป้าหมาย คือ มีกลไกและระบบบริหารจัดการสารเคมีของประเทศที่คุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนมีศักยภาพในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากสารเคมี และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการจัดการสารเคมีของประเทศ

ในแผนปฏิบัติการระยะต้น ได้มีการเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการสารเคมี และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีขึ้นมาภายใต้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ในปัจจุบัน

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมี โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พยายามผลักดัน พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…….ขึ้นมาใช้แทน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2562

แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อปี 2561 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีไว้เพียงให้ทบทวน วิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายสารเคมี เท่านั้น ไม่ได้ให้มีอำนาจในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่

จึงน่าจับตาว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติในปัจจุบัน จะจัดการสารเคมีของประเทศต่อไปอย่างไร และตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีของประเทศ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ฉบับที่1-4 ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละฉบับบ้างหรือไม่…..เพราะเท่าที่มีข้อมูล ดูเหมือนจะยังไม่มีการจัดการอะไรที่เป็นระบบสักเท่าไร เพราะถ้าเป็นระบบจริงแล้ว ปัญหาการแบนสารเคมี 3 ชนิดจะต้องไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา……

แว่นขยาย

เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เตรียมทวงแชมป์เวทีโลกคืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458353

news_default

เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เตรียมทวงแชมป์เวทีโลกคืน

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่นว่า  จากกรณีไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลกให้เวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จึงเรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมวิเคราะห์หาสาเหตุ เบื้องต้นทราบว่า ข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดครั้งนี้ ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบ ไม่ตรงสเปกที่ตกลงกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปค เชื่อว่าคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่อง 5 ปี

“ข้าวหอมมะลิเราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงสเปกที่เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยสั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่ม ความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้ยาวขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด”
นายประภัตร กล่าว

นอกจากนี้ ให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู จัดการการปลูกและธาตุอาหารตามเทคโนโลยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบ
ต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย เพื่อทดสอบคุณภาพ ก่อนวันที่ 20 ธันวาคม โดยรายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดกล้อง cctv สังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต ให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้ชาวนาและประชาชนทั่วไปนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิต 362 กก./ไร่ ทำอย่างไรให้ได้ 600 กก.ต่อไร่

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วงเกิดอุทกภัย ต้องปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้น ศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้า ให้ช่วยคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูกไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง ร.9′

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458406

news_default

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง ร.9′

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.35 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก” ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน : Stop Soil Erosion, Save our Future” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความสมบูรณ์ พร้อมร่วมฟังเสวนาระดับนานาชาติ และนิทรรศการวิชาการ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ขณะเดียวกันในส่วนภูมิภาค สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆ และหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมกันจัดกิจกรรมวันดินโลก ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรดิน เกิดความตระหนักในการร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการผลิตปัจจัยสี่ในการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership – GSP) ได้จัดกิจกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปีและกำหนดหัวข้อหลักการจัดงานของแต่ละปี โดยคัดเลือกประเด็นสำคัญ ที่ต้องการผลักดันให้เกิดข้อสรุปหรือส่งผลต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลก โดยประเทศต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน สำหรับวันดินโลกในปี 2562 นี้ GSP ได้กำหนดหัวข้อ “STOP SOIL EROSION, SAVE OUR FUTURE : ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” ซึ่งเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กร และบุคคล สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันและลดการชะล้างการพังทลายของดินเพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชน โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับเครือข่ายดังที่กล่าวแล้วจะขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรดินตามศาสตร์พระราชาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับการจัดงานวันดินโลกณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร , นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต แสดงภาพ 3 มิติ การจัดการดินและที่ดิน ตั้งแต่ภูเขาจนถึงทะเล เพื่อให้เห็นภาพการป้องกันชะล้างพังทลาย ของดิน การจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ เสนอผลงานเด่น ความสำเร็จของการปกป้องดูแลดิน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหมอดินอาสา เกษตรกรและนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปกปักรักษาดิน มิให้เสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินของมนุษย์ และในพิธีเปิด จัดให้มีการมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations-FAQ) ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่บุคคล องค์กร หรือประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินให้เป็นที่ประจักษ์ ในปี 2562 จะได้มีพิธีประกาศรางวัลและเข้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ได้แก่ หน่วยงาน Costa Rican Soil Science Association (ACCS) ของสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ดำเนินงานด้านการจัดการดิน โดยกิจกรรมที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองซานโฮเซ ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นประเพณี ซึ่งกิจกรรมได้เชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ประการคือ มลพิษทางดิน และ Climate change และยังส่งผลให้เกิดแผนระดับชาติในการลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเยาวชน และผู้เข้าชมงานทั่วไปอีกมากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพกระดานดำ การประกวดถ่ายภาพ การจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเฉพาะของโครงการพระราชดำริและกิจกรรมเดิน Trail walking วันดินโลก @ เขาชะงุ้ม ตามรอยพระบาทบนแผ่นดินของพ่อ ในวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.30 – 08.30 น.ระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อขึ้นเขาไปชมพลับพลาที่ประทับทรงงานและชมทัศนียภาพที่ปัจจุบันมีความสวยงามในรูปแบบเบิร์ดอายวิวสามารถมองเห็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เกิดมาจากพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ

นอกจากนั้น กิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในวันดินโลกปี 2562 คือ การแสดงพระธรรมเทศนา “ภูมิกถา” ซึ่งเป็นกัณฑ์เทศน์ เกี่ยวกับดินและวันดินโลก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ได้มีพระมหากรุณาธิคุณให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ โดยได้มีมติให้จัดทำกัณฑ์เทศน์ดังกล่าว เพื่อให้วัดทั่วประเทศไทยได้ใช้แสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่จะรักษาส่งมอบให้แก่ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป ด้วยเห็นว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและกว้างขวาง ดังนั้น ในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 จะจัดให้มีการเทศนา ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้ประพันธ์กัณฑ์เทศน์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งจัดให้วัดทั่วประเทศได้แสดงพระธรรมเทศนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “วันดินโลก” (World Soil Day) ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2562

เกม!!!ป่าไม้ติดป้ายอายัดฟาร์มไก่‘ปารีณา’ 46 ไร่ ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458396

เกม!!!ป่าไม้ติดป้ายอายัดฟาร์มไก่‘ปารีณา’ 46 ไร่ ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.17 น.

เกม!!!ป่าไม้ติดป้ายอายัดฟาร์มไก่‘ปารีณา’ 46 ไร่ ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ราชบุรี เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายสุชาติ บัวบาง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ พร้อมด้วยนายวัชระ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยป้องกันป่าไม้ที่ 1 ราชบุรี และเจ้าหน้าป่าไม้ราชบุรี นำป้ายประกาศจากกรมป่าไม้ และสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) อายัดที่ดิน ตาม ปจว.ข้อ 4 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2562 เวลา 17.00 น. เข้าไปติดบริเวณพื้นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ และป่าไม้ปี 2484 ภายในฟาร์มเลี้ยงไก่เขาสนฟาร์มไก่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

หลังจากที่กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ บก.ปทส. เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา พร้อมอายัดพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา โดยที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้นำป้ายดังกล่าวติดรอบบริเวณพื้นที่ทั้งหมด 4 จุด เพื่อประกาศห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปใช้หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในที่ดินดังกล่าวเด็ดขาด

สำหรับข้อความบนป้ายประกาศมีการระบุว่า “พื้นที่ตรวจยึดการกระทำความผิดว่าด้วยกรมป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ตามมาตรา 54 ฐาน “ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำด้วยการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า เข้าถือยึดถือและครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต”

และความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ฐาน “เข้าไปยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง เผาป่า ทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินในที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขต ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จำนวน เนื้อที่ 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 จำนวนเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา รวมจำนวนเนื้อที่ 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ตาม ปจว.ข้อ 4 ลงวันที่ 2ธันวาคม พ.ศ.2562 เวลา 17.00 น.

คดีอาญาที่ ยึดทรัพย์ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจยึดโดย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ.1 (จอมบึง) หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้จอมบึง สังกัดศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ปิดประกาศ ณ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2562”

ด้านนายวัชระ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยป้องกันป่าไม้ที่ 1 ราชบุรี กล่าวว่า วันนี้นำป้ายมาติด จำนวน 4 จุด ซึ่งพบการกระทำความผิดกรมป่าไม้ได้ออกหนังสือคำสั่งด่วน ให้หน่วยงานป้องกันรักษาป่าที่ 1 จ.ราชบุรี ตรวจยึด โดยห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปใช้หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในที่ดินดังกล่าวเด็ดขาด ส่วนขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องของการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘อลงกรณ์’เผยกษ.จ่อชงนายกฯตั้งคกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458394

news_default

‘อลงกรณ์’เผยกษ.จ่อชงนายกฯตั้งคกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.08 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี (คคช.) 200 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่จังหวัดยโสธร เพื่อทวงสัญญาให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อนรัอยเอ็ด ยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อยลุ่มน้ำชี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีภายในสัปดาห์หน้า และจะนัดประชุมเพื่องางแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในลุ่มน้ำขีต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ล่าช้าไปบ้าง เพราะต้องรอรายชื่อกรรมการภาคประชาชนที่ส่งให้หลังจากวันที่ได้พบปะกันที่กระทรวงเกือบ 1 เดือน และได้ส่งรายชื่อให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการดำเนินตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกรมชลประทานทันที และได้รับรายงานว่า ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ กรมชลประทานจะเสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงนามถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวภายในเดือนธันวาคม เพื่อดำเนินการจัดประชุมโดยเร็วต่อไป

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาฝ่ายเลขานุการได้เร่งรัดจัดประชุมคณะกรรมการร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากฝายราษีไศล และฝายหัวนา จ.ศรีษะเกษ 3 ครั้ง คือวันที่ 14 วันที่ 26 และวันที่ 28 จนมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ตามที่ทางกลุ่มสมัชชาคนจนได้เดินทางมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

กษ.ติดดาบจนท.ยกระดับสินค้าชุมชนส่งตีตลาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458348news_default

กษ.ติดดาบจนท.ยกระดับสินค้าชุมชนส่งตีตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันสินค้าเกษตรแปรรูป ระหว่างวันที่ 2 – 4 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันไทยประสบปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น กระบวนการบริหารจัดการหลังเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตการเกษตร จึงมีความสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรได้ ประกอบกับปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ตลอดจน

วิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ที่แปรรูปผลผลิตการเกษตร จำหน่ายตามตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังพบว่าสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณภาพแตกต่างกัน เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีผลิตพัฒนามาตรฐานการผลิตและผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังผลิตสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกันจำนวนมาก ส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จในที่สุด

ดังนั้น จึงจัดสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อสร้างความรู้พัฒนาศักยภาพดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรระดับเขต จังหวัด อำเภอและส่วนกลาง 149 คน รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปสำหรับวิสาหกิจชุมชน

โดยกรมส่งเสริมสนับสนุนความรู้ความเข้าใจ ศักยภาพการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปผลผลิตการเกษตร เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้เข้าตลาดและแข่งขันได้ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร และระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เป็น Smart Product คือ ผลผลิตการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูปมีคุณภาพ ได้มาตรฐานตรงความต้องการตลาด พร้อมแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะทิศทางสินค้าเกษตรแปรรูปยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การดูแนวโน้มของตลาดที่รองรับ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าสูง รวมทั้งสร้างแบรนด์สินค้าให้มีเอกลักษณ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ สร้าง Story บอกเล่าที่มาคุณค่าของสินค้านั้น เชื่อมโยงกับบริการ ใช้ IOT ช่วยให้มีตลาดใหม่ทั่วโลกหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันสินค้าเกษตรแปรรูปให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน แนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรแปรรูปสู่การแข่งขันระดับสากล คุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปยุคไทยแลนด์ 4.0

ป่าไม้เปิดผลรังวัดที่ดินอ้างถูก‘ทวี’ฮุบ พบ’ลุงเสี้ยว’เอกสารถือครองครบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458303

ป่าไม้เปิดผลรังวัดที่ดินอ้างถูก‘ทวี’ฮุบ พบ’ลุงเสี้ยว’เอกสารถือครองครบ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 07.59 น.

ป่าไม้เปิดผลรังวัดที่ดินอ้างถูก‘ทวี’ฮุบ พบ’ลุงเสี้ยว’เอกสารถือครองครบ

5 ธันวาคม 2562 นายสุชาติ บัวบาง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน เปิดเผยผลสรุปการเข้าตรวจรังวัดพื้นที่ดิน จากกรณีที่นายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี ชาว อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และลูกสาวยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมเมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการที่โรงยิมเนเซียม จ.ราชบุรี ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่ จ.กาญจนบุรี อ้างว่าถูกนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ บุกรุกที่ดินกว่า 30 ไร่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่) ว่า จากการใช้เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GPS ตรวจแนวเขตที่ดิน โดยให้ลุงเสี้ยว พร้อมด้วยลูกสาวอีก 2 คน คือ น.ส.อำไพ และ น.ส.ปราณี นำพา เป็นผู้ชี้แนวเขตทั้งหมด พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการนับจำนวนเสาปูนและต้นมะพร้าวที่นายทวีนำมาปลูก

ทั้งนี้ พบว่าลุงเสี้ยวมีหลักฐานเป็นใบ ภบท.5 ใบเสียภาษีมาตั้งแต่ปี 2517 และเอกสารยืนยันการถือครองที่ดินที่ถูกบุกรุกเป็นชื่อของ น.ส.อำไพ และ น.ส.ปราณี มาแสดง ซึ่งผลการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ยืนยันการครอบครองที่ดิน ตามโครงการสำรวจถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ และเอกสารของกรมป่าไม้ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับตามแบบเอกสารราชการ

นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลักฐานเป็นภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 แสดงผลการตรวจสอบข้อมูลตามโครงการสำรวจถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าถาวรป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (หมายเลข 85) ประจำปีงบประมาณ 2559 จ.ราชบุรี ระบุข้อมูลการครอบครองที่ดินตรงกับการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) คือ น.ส.อำไพ ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 23-2-79 ไร่ และ น.ส.ปราณี ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 23-0-99 ไร่ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจรังวัดทั้งหมด 42 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา และพื้นที่บางส่วนไม่สามารถเข้าไปรังวัดได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่รก พบว่า ที่ดินของลุงเสี้ยวที่ได้ยกให้ลูกสาว 2 คนเป็นคนถือครองต่อ ที่อ้างว่าถูกนายทวี ยึดครอง ส่วนที่ 1 ของ น.ส.อำไพ จำนวน 7 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา ปัจจุบันถูกใช้ปลูกอ้อย ส่วนที่ 2 น.ส.ปราณี จำนวน 15 ไร่ 0 งาน 32 ตารางวา ถูกใช้เป็นที่ปลูกมะพร้าว ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถนับได้ทั้งหมด 500 ต้น เป็นมะพร้าวประมาณ 5 เดือน ส่วนเสาปูนที่ปักรั้วลวดหนามจำนวน 212 ต้น

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวร ในโครงการสำรวจการถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งอยู่นอกเขตป่าสงวน โดยรัฐไม่เป็นผู้เสียหาย แต่เป็นความเสียหายระหว่างเอกชน คือ ทางลุงเสี้ยว และลูกสาว กับทางนายทวี เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายที่ทางลุงเสี้ยวได้เข้าไปดำเนินการแจ้งความไว้ที่ สภ.สวนผึ้ง เพื่อดำเนินคดีกับนายทวี โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะได้นำเอกสารและหลักฐานการตรวจรังวัดทั้งหมดส่งให้กับทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดราชบุรี เพื่อดำเนินการต่อไป พร้อมรายงานไปยังกรมป่าไม้ทราบผลการดำเนินการด้วย

“ส่วนประเด็นที่ว่าใครผิดใครถูกนั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ที่จะต้องส่งผลการตรวจวัดในครั้งนี้ยังพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการส่งสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ตรงนี้ผมไม่สามารถให้ข้อมูลได้ วันนี้เราตรวจสอบตามที่ผู้ร้องได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์มาเท่านั้น เราทำกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตลอดการตรวจสอบก็มีสื่อมวลชนมาติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ตลอดเพราะเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ” นายสุชาติ กล่าว