ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458953

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตรา ได้ติดตาม นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามการขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการบริหารจัดการกองเรือขนาดเล็ก โดยออกประกาศให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทย และไม่มีทะเบียนเรือดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ้าท่าที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองได้ที่พื้นที่ประมงกรุงเทพมหานคร กรมประมง ส่วนในต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 นั้น นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า จากการติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว หลังจากที่กรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่างๆ ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้ามาขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีจำนวนรวมกว่า 2,885 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) และจากการลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีครั้งนี้ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมง พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้นำชาวประมงถึงปัญหาในการประกอบอาชีพ พบว่าการออกหน่วยบริการดังกล่าวทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีตื่นตัวเป็นอย่างมากกับการขอหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว จำนวน 142 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) ซึ่งคาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของจังหวัดเพชรบุรี อีกประมาณ 1,000 ลำ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่มีการทำประมงพื้นบ้านอย่างหลากหลาย อาทิ การทำประมงด้วยเครื่องมือตะกร้อเก็บหอย เบ็ดมือลอบปู ลอบหมึกสาย ลอบหอยหวาน อวนครอบหมึก อวนจมกุ้งอวนจมปู อวนจมปลา อวนติดตา อวนแมงกะพรุน และอวนลอยปลา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่นๆ กรมประมงขอเน้นย้ำว่า เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้เจ้าของเรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคม 2562 นี้เท่านั้น หากมีข้อสอบถามให้ติดต่อได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมง กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง เบอร์โทรศัพท์ 0-2561-1418 ในวันและเวลาราชการ

ช่วงวันหยุด 4-8 ธันวาคม ที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดให้มีงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ศูนย์เครือข่ายและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย พกฉ. ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดินและเปิดอบรมวิชาแผ่นดินกว่า 30 วิชา แก่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานฟรี ซึ่งภายในงานนี้ นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี(บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้อีกด้วย…นับว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านการเกษตรเข้าไปศึกษาเรียนรู้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกิจกรรมตามโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” Big Cleaning กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้บุคลากรกรม
ได้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณอาคารสถานที่ภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บริเวณโดยรอบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงหน้าวัดนรนาถสุนทริการาม และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรุงเทพฯ

ขุนเกษตร

เกษตรกรสุดปลื้มธนาคารหม่อนไหม เพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างรายได้ตลอดปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458952

news_default

เกษตรกรสุดปลื้มธนาคารหม่อนไหม n เพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างรายได้ตลอดปี

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลประเมินโครงการธนาคารหม่อนไหมปี 2561 ซึ่งกรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร และลดต้นทุนการผลิต โดยกลุ่มเกษตรกรมีแหล่งให้ยืมหรือแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม และให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับทอผ้าเพียงพอ กำหนดพื้นที่เป้าหมายธนาคารหม่อนไหมในปี 2561 จำนวน 11 แห่ง 11 จังหวัด ได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สุรินทร์ บุรีรัมย์ เลย อุบลราชธานี และศรีสะเกษ  เกษตรกรสมาชิกเป้าหมายจำนวน  445 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2561 – กันยายน 2562

การดำเนินโครงการ มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดีและเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม โดยการจัดเวทีชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ในการคัดเลือกคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการธนาคาร กรมหม่อนไหมสนับสนุนเส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต ให้ธนาคารตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกร  และจากการติดตามประเมินโครงการ ปี 2561 ของ สศก.ทั้ง 11 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม 410 ราย  คิดเป็นร้อยละ 92 ของเป้าหมาย โดยธนาคารได้รับการสนับสนุนเส้นไหมจากกรมหม่อนไหม 807 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการสนับสนุน เส้นไหม 1.40 ล้านบาท  และธนาคารยังได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต เช่น ฟืม พวงสาว ปูนขาว คลอรีน และ เดทตอล เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกยืมไปใช้ประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้า และนำมาชำระคืนเป็นเงินสดรวมดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเป็นเส้นไหม หรือผ้าไหม ตามแต่ข้อตกลงของแต่ละธนาคาร ทั้งนี้ มีเกษตรกรสมาชิกมาใช้บริการธนาคารแล้วคิดเป็นร้อยละ 77 ของเกษตรกรสมาชิก

นอกจากการให้ความรู้ด้านแนวทางการดำเนินงาน การบริหารจัดการธนาคารแล้ว ยังถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติมให้เกษตรกรสมาชิก โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการฟอกย้อมเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติ เทคนิคการทอผ้าลวดลายต่างๆ การสาวไหมให้ได้มาตรฐาน จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกนำความรู้ไปปรับใช้กับการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรม เช่น ย้อมสีเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้สารเคมีในการย้อมซึ่งช่วยลดต้นทุนการทอผ้าได้อีกด้วย

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่า  การดำเนินงานของธนาคารช่วยส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรมได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรสมาชิก ร้อยละ 64 เห็นว่าโครงการฯ ช่วยแก้ปัญหาด้านขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี  ส่งผลให้เกษตรกรผลิตผ้าไหมได้เพิ่มขึ้นและจำหน่ายได้ราคาดีขึ้นเฉลี่ย 1,181 บาท/เมตร จากเดิมเฉลี่ย 823 บาท/เมตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 44)

ทั้งนี้ ภาพรวมเกษตรกรร้อยละ 69 พึงพอใจนโยบายสนับสนุนให้มีธนาคารในชุมชนระดับมากที่สุด เพราะเห็นว่าช่วย
เพิ่มศักยภาพการผลิต มีเงินทุนบริหารจัดการกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร เกิดความคล่องตัวในการประกอบอาชีพหัตถกรรม มีแหล่งเส้นไหมคุณภาพดีไว้ใช้ในชุมชน ผลิตผ้าไหมได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่เส้นไหมมีราคา
สูง เนื่องจากไม่มีใบหม่อนเลี้ยงไหมนอกจากนี้ เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมหรือนำผ้าที่ทอได้ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งผลให้มีรายได้เสริมให้กับครอบครัวมากขึ้นด้วย

เตือนชาวสวนผักรับมือราน้ำค้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458945

news_default

เตือนชาวสวนผักรับมือราน้ำค้าง

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศเย็นมีหมอกตอนเช้า และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น ควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นเกินไป เพราะทำให้ความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดเร็ว หลังเก็บเกี่ยวให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืช หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลาย เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยง ปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม และทำความสะอาดเครื่องมือการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้พ่นสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบทุก 5-7 วัน

ตามไปดูกันจะจะ ทุกซอกทุกมุมฟาร์มไก่’ปารีณา'(ประมวลภาพ)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458784

ตามไปดูกันจะจะ ทุกซอกทุกมุมฟาร์มไก่’ปารีณา'(ประมวลภาพ)

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.12 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ และสภาพสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ภายหลังจากเมื่อบ่ายวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางไปรับมอบการคืนที่ดินส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ และตรวจสอบฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ด้วยตัวเอง

เบื้องต้นร.อ.ธรรมนัส ยืนยันไม่เอาผิดน.ส.ปารีณา เนื่องจากพฤติกรรมไม่ได้บุกรุกที่ดินส.ป.ก. แต่เป็นเพียงการครอบครองที่ดินมาก่อนการเกิดปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ขณะที่บรรยากาศภายในฟาร์มไก่ คนงานเก็บอุปกรณ์การเลี้ยงไก่ รวมทั้งเครื่องจักรเครื่องปั่นไฟ ปั้มน้ำ ออกจากพื้นที่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :ด่วน! ‘ปารีณา’ยอมจำนนคืนฟาร์มไก่ 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ลั่นไม่แจ้งความเอาผิด)

ด่วน! ‘ปารีณา’ยอมจำนนคืนฟาร์มไก่ 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ลั่นไม่แจ้งความเอาผิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458783

news_default

ด่วน! ‘ปารีณา’ยอมจำนนคืนฟาร์มไก่ 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ลั่นไม่แจ้งความเอาผิด

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.00 น.

“ธรรมนัส”พร้อมด้วยเลขา ส.ป.ก. ลงพื้นที่เข้าสนฟาร์มไก่ ที่ราชบุรีรับมอบพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวน 682 ไร่ คืนจาก “เอ๋ ปารีณา” พร้อมให้จังหวัดราชบุรีนำป้ายประกาศยึดคืนและห้ามใช้พื้นที่ ก่อนจัดสรรให้เกษตรกรได้เข้าทำกินต่อไป ลั่นไม่แจ้งเอาผิดเพราะเจ้าตัวประสงค์คืน

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 7 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายในเขาสนหมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หลังจากก่อนหน้านี่้ ส.ป.ก.ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึงน.ส.ปารีณา ให้คืนที่ดินจำนวน 682 ไร่ บริเวณฟาร์มไก่ ให้กับ ส.ป.ก.ภายใน 7 วัน หากไม่ยอมคืน จะใช้คำสั่งตามม.44 ยึดคืนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปารีณา ได้เขียนหนังสือมอบอำนาจให้ นายสมใจ สระทองเรียบ ผู้ดูแลฟาร์มไก่ และเป็นคนสนิท ให้นำเอกสารส่งมอบพื้นที่ดินเขาสนฟาร์มไก่คืนให้กับรัฐ โดยมอบให้กับ ร.อ.ธรรมนัส มีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งเสริม เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) และ นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นพยาน

จากนั้น นายสมใจ ได้พาร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วยคณะและสื่อมวลชน เข้าไปตรวจพื้นที่ภายในฟาร์มเพื่อดูพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงทรัพย์สินภายในที่อยู่ในพื้นที่ของส.ป.ก. ทั้งหมด โดยที่นายสมใจ ได้กล่าวยืนยันกับ ร.อ.ธรรมนัส ว่า น.ส.ปารีณา ยืนยันคืนพื้นที่ทั้งหมดให้กับทางรัฐ รวมไปถึงอาคารต่างๆ โรงเลี้ยงไก่ และอุปกรณ์ภายในต่างๆ ให้กับรัฐ เพื่อที่จะนำไปทำให้เกิดประโยชน์กับทางชุมชน โดยไม่มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างใดๆ

สำหรับที่ดินเขาสนฟาร์มไก่ เป็นพื้นที่ ของ ส.ป.ก.จำนวน 682 ไร่ ประกอบด้วย แปลงหมายเลข 73 เนื้อที่ 417 ไร่ ทำโรงเลี้ยงไก่ แปลงหมายเลข 75 เนื้อที่ 190 ไร่ เลี้ยงวัว-ปลูกหญ้า แปลงหมายเลข CL.424 เนื้อที่ 48 ไร่ เลี้ยงวัว-ปลูกหญ้า และแปลงหมายเลข 74 เนื้อที่ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ที่ลงมารับมอบพื้นที่คือเนื่องจาก น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือส่งมอบคืนที่ดินทั้งหมดให้ทางเลขา ส.ป.ก. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และวันนี้ตนได้มาราชการที่จังหวัดราชบุรี จึงได้ถือโอกาสเข้ามารับมอบคืนพื้นที่ด้วยตนเอง หลังจากนี้การดำเนินการต่อไปคือ ทาง ส.ป.ก.จะดำเนินการตามที่ผู้ครอบครองร้องขอมา ซึ่งทาง ส.ป.ก.ไม่ได้ดำเนินการทำเครื่องขับไร่ เป็นการที่ทางผู้ครอบครองได้ยินยอมที่ส่งมอบคืนพื้นที่เอง

ส่วนประเด็นที่สอบถามว่าจะมีการดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณาหรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องเรียนว่า ทาง ส.ป.ก.ไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับทางน.ส.ปารีณาเนื่องจากมีการครอบครองมาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เราได้รับมอบมาจากกรมป่าไม้พร้อมผู้ครอบครอง ในกรณีนี้จึงถือว่าการที่น.ส.ปารีณาส่งมอบที่ดินคืนหลวงซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ในส่วนของ ส.ป.ก.ก็จะดำเนินการรับพื้นที่ทั้งหมดคืนมาเพื่อจัดสรรให้เกษตรกรผู้ทำกิน และผู้ที่ไร้ที่อยู่ ผู้เดือดร้อนต่อไป

“ในเมื่อทางคุณปารีณา ทำหนังสือถึงเลขา ส.ป.ก.ขอคืนพื้นที่ดินทั้งหมดที่ตัวเองเข้าใจว่า เป็นพื้นที่การเสียภาษีบำรุงท้องถิ่น หรือ ภบท.5 แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นพื้นที่ของทาง ส.ป.ก. ในเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า เราไม่เอาความผิด แต่เราต้องดูว่ากฎหมายของ ส.ป.ก.ว่าด้วยอะไร เราต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่เราละเว้นไม่ปฏิบัติ ไม่บังคับใช้กฎหมายกับใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เราใช้เหมือนกันหมด ที่ดินแปลงอื่นก็เช่นกันหากครอบครองมาก่อนการประกาศการปฏิรูปที่ดิน เราก็ใช้เหมือนกันหมด ส่วนกรณีดื้อไม่ยอมคืนเราก็จะใช้ มาตรา 44 ในการยึดคืนเหมือนกันทุกคน ตรงนี้เราจึงไม่มองว่าทางคุณเอ๋ เป็นการเข้ามาบุกรุกพื้นที่ของ ส.ป.ก. เพราะคุณเอ๋นั้นอยู่มาก่อน ซึ่งทางกรมป่าไม้ส่งมอบมาให้เราอย่างนั้นเราจึงปฏิบัติตามกฎหมายของเรา”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ในส่วนกรณีที่มีการระบุในเรื่องพื้นที่ทั้งหมด 1706 ไร่นั้น ตามที่เป็นข่าวในสื่อต่างๆ เรื่องนี้ต้องเรียนว่า ทางน.ส.ปารีณา น่าจะเป็นการคิดไปเองว่า พื้นที่ที่ตนเองครอบครองอยู่นั้นมีทั้งหมด 1,706 ไร่ แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เรารางวัดแล้วมีเพียง 682 ไร่เท่านั้นเอง ตอนแรกเราก็เข้าใจตามนั้นตรงนี้เราได้ทำการรังวัดแล้ว สอบแนวเขตแล้วประกอบกับแผนที่ ส.ป.ก. ก็ตรงกัน จึงยืนยันว่ามีเพียง 682 ไร่ชัดเจน

“จากประเด็นที่จะมองว่าตนเองนั้นอยู่พรรคเดียวกับทางคุณเอ๋ ปารีณานั้น ตรงนี้ต้องตอบว่า ผมทำเร็วที่สุดแล้ว ทำไวกว่าหน่วยงานอื่น ต่างจากประเด็นที่ถ้าเราประกาศเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.แล้ว ถ้าคุณเข้ามาบุกรุก ตรงนี้เราจะดำเนินการท่านตามกฎหมายแน่นอน และไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาบุกรุกจะดำเนินการทุกคนแน่นอน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับหนังสือขอคืนพื้นที่ของน.ส.ปารีณา จำนวน 29 แปลง มีเนื้อหาระบุว่า ด้วยข้าพเจ้า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บริเวณ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และข้าพเจ้าได้ยื่นชำระภาษีบำรุงท้องที่ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ของคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการกษตร ให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด และยินดีเข้าให้ถ้อยคำ และให้ความร่วมมือกับทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทุกประการ

คืนของหลวง!! รื้อฟาร์มไก่’ปารีณา’คนงานทยอยเก็บของออกจากพื้นที่ (ชมภาพชุด)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458745

คืนของหลวง!! รื้อฟาร์มไก่’ปารีณา’คนงานทยอยเก็บของออกจากพื้นที่ (ชมภาพชุด)

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.21 น.

คนงานฟาร์มเลี้ยงไก่ “เอ๋ ปารีณา” เริ่มทยอยขนของออกจากพื้นที่แล้ว หลัง ส.ป.ก. ยึดที่คืน ด้าน”ธรรมนัส”เตรียมนำเจ้าหน้าที่ลุยรื้อสิ่งปลูกสร้างเอาที่ดินมาคืนให้กับชาวบ้านบ่ายวันนี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ความคืบหน้าหลังจากที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งเสริม เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) แถลงข่าวยึดพื้นที่ของ ส.ป.ก.ภายในเขาสนฟาร์มไก่ ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีว่า ส.ป.ก.เตรียมทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึง น.ส.ปารีณา ให้คืนที่ดินจำนวน 682 ไร่ บริเวณฟาร์มไก่ ให้กับ ส.ป.ก.ภายใน 7 วัน หากไม่ยอมคืน จะใช้คำสั่งตามม.44 ยึดคืนทันที

ผลการตรวจสอบปรากฏว่า น.ส.ปารีณาเข้าครอบครองเมื่อปี 2548 – 2549 ได้รับมอบมาจากนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ขณะที่ได้พิจารณาหนังสือขอแสดงเจตนารมณ์เข้าสู่กระบวนการโครงการปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. แต่จากการดูระเบียบและกฎหมายต่างๆ พบว่า น.ส.ปารีณา เป็นส.ส.และเป็นกรรมการบริษัท ไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นจึงต้องคืนพื้นที่ และให้คืนภายใน 7 วัน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินชุมชนตามนโยบาย คสช. แจกจ่ายให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยต่อไป หากพ้นกำหนดไม่คืนที่ดินภายใน 7 วันนับแต่มีคำสั่ง ส.ป.ก. จะใช้คำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 ยึดที่ดินต่อไป

ส่วนบรรยากาศล่าสุดที่ฟาร์มไก่ ของน.ส. ปารีณา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรถบรรทุกใหญ่ รถยนต์กระบะ โดยมีแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นคนงานของ ฟาร์มเลี้ยงไก่ น.ส.ปารีณา เข้าออกตลอดเวลา โดยที่คนงานเริ่มมีการทยอยเก็บสิ่งของ และรื้อสิ่งปลูกสร้างที่สามารถรื้อออกได้ ขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ รวมไปถึงมีการนำอุปกรณ์ รถปั่นไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่างๆ ของคนงาน ออกจากฟาร์ม ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าจะขนไปที่ใดซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากคนงานดังกล่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวจำนวนมาก

มีรายงานว่า บ่ายวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะนำทีมเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ เขาสนฟาร์ม หรือ ฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา เพื่อยึดและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และนำกระจายให้กับเกษตรกร ที่ไม่มีที่ทำกิน ที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตัวจริง

อดีตเลขาฯสปก.ชี้พิรุธการครอบครองที่ดินของ’ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458694

news_default

อดีตเลขาฯสปก.ชี้พิรุธการครอบครองที่ดินของ’ปารีณา’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.52 น.

อดีตเลขาธิการส.ป.ก. ตั้งข้อสังเกต “ปารีณา” ไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ารังวัดและจัดสรรสิทธิ์ตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 36/2559  แต่กลับเพิ่งแจ้งขอเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นี้ เตือนส.ป.ก. ระวังการจัดสรรสิทธิต่อไปต้องระวังการใช้นอมินี

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส อดีตเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวถึงการครอบครองที่ดินของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ราชบุรี ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต พรฎ. กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งในวันนี้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. แถลงว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีรายงานผลการตรวจสอบว่า น.ส. ปารีณาถือครองทำประโยชน์ เนื้อที่ 682 ไร่ เข้าครอบครองเมื่อประมาณปี 2548-2549 โดยได้รับมาจากบิดา ดังนี้

-แปลง No.73 เนื้อที่ 417 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการทำโรงเลี้ยงไก่
– แปลง No.75 เนื้อที่ประมาณ 190 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
– แปลง CL.424 เนื้อที่ประมาณ 48 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
– แปลง No.74 เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่

ส่วนฝั่งตรงข้ามกับที่ดินที่ น.ส.ปารีณาถือครองเป็นที่ดินแปลงย่อยบริเวณที่ติดถนนสายจอมบึง-ชัฏป่าหวาย มีผู้ถือครอง 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ 222 ไร่ ส่วนที่ดินแปลงข้างเคียงทางทิศเหนือนั้นเป็นพื้นที่ที่ส.ป.ก. ได้อนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แล้วรวม 14 ราย 15 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 491 ไร่ โดยปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีมีหนังสือแจ้งเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตรายแปล ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง เพื่อขอตรวจสอบการทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีเกษตรกรมาให้ข้อมูล 9 รายจากทั้งหมด 14 ราย โดยเกษตรกรทั้ง 9 รายยังเป็นผู้ถือครองและทำประโยชน์ด้วยตนเอง

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ส.ป.ก.ช่วงปี 2558-2559 ซึ่งตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ที่มีประมาณ 40 ล้านไร่ทั่วประเทศพบว่า จัดสรรไปแล้ว 36 ล้านไร่ เหลือที่ยังจัดสรรไม่ได้ 4 ล้านไร่ ในจำนวนนี้รังวัดแล้ว 2 ล้านไร่ ส่วนอีก 2 ล้านไร่ยังไม่ได้รังวัด ทั้งนี้เป็นการดำเนินงานต่อจากนายวีรชัย นาควิบูลย์วงศ์ อดีตเลขาธิการส.ป.ก. ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2554-2558 ที่ประสงค์ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า พื้นที่ 2 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้รังวัดอยู่บริเวณใดบ้างเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ พบว่า หลายแปลงถูกยึดถือครอบครองโดยนักการเมือง นายทุน และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจึงได้สั่งเอาแผนที่ทั่วประเทศมาต่อกันจึงทราบว่า บริเวณใดยังไม่ได้รังวัด ส.ป.ก. ต้องการนำพื้นที่ที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับคืนมาให้รัฐจึงเสนอพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้นให้ใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 36/2559 ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญดำเนินการตามกฎหมายซึ่งพล.อ. ฉัตรชัยมีดำริยึดคืนที่ดินขนาด 500 ไร่ขึ้นไป ทางส.ป.ก. จึงกำหนดแนวทางดำเนินการโดยเรียกผู้ครอบครองมาแสดงตัว ถ้าไม่มาแสดงตัวหรือไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ตลอดจนครอบครองพื้นที่เกิน 500 ไร่ยึดคืนทันที

นายสรรเสริญ ตั้งข้อสังเกตว่า จากการที่นายวิณะโรจน์ ระบุในการแถลงข่าวว่า น.ส.ปารีณาเพิ่งมีหนังสือแจ้ง ส.ป.ก. ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นี้เอง เป็นไปได้ว่า ผู้ครอบครองอาจเกรงถูกที่ดินยึดคืนเนื่องจากครอบครองเกิน 500 ไร่ ที่ดินซึ่งน.ส. ปารีณาครอบครองยังไม่มีการรังวัด ทั้งที่แปลงข้างเคียงนั้น ส.ป.ก. อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว หากเจตนาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินต้องมาแสดงตัวตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 36/2559 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. เข้ารังวัดและนำสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิแล้ว โดยตามกฎหมายหากมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรจะได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินของส.ป.ก. ได้ไม่เกินรายละ 50 ไร่

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยทำหนังสือมาถึง ส.ป.ก.ว่า เหตุใดที่ดิน ส.ป.ก.จึงมีการครอบครองเกิน 50 ไร่ ซึ่งส.ป.ก.ชี้แจงกลับไปว่า ก่อนเป็นที่ของ ส.ป.ก.เป็นที่ของกรมป่าไม้มาก่อน โดยส่งมอบมาให้จัดสรร เมื่อ ส.ป.ก. รับมานั้นมีผู้ครอบครองมาก่อนแล้ว ซึ่งส.ป.ก. ต้องไปรังวัด ซึ่งผู้ครอบครองรายย่อยแสดงตัว แล้วได้รับหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ “ส.ป.ก. 4-01” ไป แต่ผู้ครอบครองรายใหญ่ไม่ยอมให้รังวัด เมื่อสอบถามไปยังผู้ใหญ่บ้าน แล้วผู้ใหญ่บ้านบอกชื่อผู้ครอบครองมา เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดบางส่วนทราบว่า เป็นผู้มีอิทธิพลจึงไม่ดำเนินการต่อ

ต่อมา ได้เปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่และกำชับให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โดยขอความร่วมมือจากผู้ใหญ่บ้านให้ระบุผู้ครอบครอง ทางผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ไม่ระบุว่าใครเป็นเจ้าของ โดยมีการช่วยปกปิดจากผู้ว่าราชการจังหวัดและปฏิรูปที่ดินจังหวัด ซึ่งพื้นที่ที่ถูกครอบครองอาจมีการแบ่งแปลงให้มีเนื้อที่ต่ำกว่า 500 ไร่ แต่อยู่ติดกันและครอบครองโดยบุคคลเดียวกันจึงใช้มาตรา 44 ยึดคืนไม่ได้หมด ทำให้ปัญหาการครอบครองที่ดินส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงเรื้อรังมาจนปัจจุบัน

นายสรรเสริญ กล่าวต่อว่า การที่ส.ป.ก. จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณาคืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก. นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเป็นแนวทางปฏิบัติของกฎหมายส.ป.ก. และหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณาไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ซึ่ง ส.ป.ก. จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไปนั้นเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ ส.ป.ก. จะต้องระวังไม่ให้เกิดการใช้ชื่อบุคคลอื่นมาครอบครองที่ดินแปลงย่อยๆ แทน แต่ผู้ใช้ประโยชน์ยังเป็นผู้ครอบครองเดิมซึ่งเข้าข่ายใช้นอมินีที่ไม่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ที่ต้องการที่ดินทำกินอย่างแท้จริง

ระวังโรคราน้ำค้างในพืชผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458629

ระวังโรคราน้ำค้างในพืชผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.06 น.

กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด ระวังโรคราน้ำค้างซึ่งจะระบาดในฤดูหนาว

6 ธ.ค.62 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมาก ขอให้เกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลีเตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้างซึ่งสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ทั้งระยะต้นกล้าซึ่งใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโตจะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้าน บนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

ทั้งนี้เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค
ควรหลีกเลี่ยง ารปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ให้ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และทำสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล – อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5 – 7 วัน

‘เฉลิมชัย’กำชับ14จว.ใต้เตรียมแผนรับน้ำช่วงฤดูฝน ลั่น!ต้องเสียหายน้อยที่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458586

‘เฉลิมชัย’กำชับ14จว.ใต้เตรียมแผนรับน้ำช่วงฤดูฝน ลั่น!ต้องเสียหายน้อยที่สุด

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.40 น.

“เฉลิมชัย”ติดตามความก้าวหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ พร้อมย้ำ14จังหวัดภาคใต้เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จ.สงขลา ไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1) โดยกล่าวว่า ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ อย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะนี้งานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 อีกทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมพร้อมป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุม เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจว่าสามารถรับมือได้

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า อ.หาดใหญ่ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531 , 2534 และ 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่ มูลค่าความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นที่มาของการจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภา ในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลัก เช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่แบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภาก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 นอกจากนี้ ยังขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำ จากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร เป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขต อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่งในภาคใต้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พื้นที่ที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ให้เร่งระบายออกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี สำหรับที่ จ.สงขลา ปริมาณฝนสะสม อยู่ที่ 1,402.2 มม.คิดเป็นร้อยละ 71.5 ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5 อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จ.สงขลา มี 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 61.26 และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา , จ.ตรัง , จ.พัทลุง และ จ.สตูล ซึ่งจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำไว้อย่างเพียงพอ

ส่วนเหตุที่เกิด จ.นราธิวาส ซึ่งเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 31 พ.ย.ถึงวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา สามารถวัดปริมาณฝนสะสมได้ประมาณ 336 มิลลิเมต รทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ปัจจุบัน (6 ธ.ค.62) ที่สถานีวัดน้ำท่า X.119A บริเวณสะพานลันตู อ.สุไหงโก-ลก ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1.50 เมตร คาดว่าระดับน้ำจะลดต่ำกว่าตลิ่ง ภายในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ และบริเวณคลองตันหยงมัส ที่สถานีวัดน้ำท่า X.73 บ้านตันหยงมัส อ.ระแงะ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 83 เซนติเมตร ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 8 – 12 นิ้ว 12 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ Hydro Flow 5 เครื่อง และเดินเครื่องสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 6 แห่ง 12 เครื่อง

ที่ จ.พัทลุง เกิดฝนตกหนักบริเวณลุ่มน้ำคลองสะพานหยี ในเขต ต.นาโหมด อ.เมือง ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่วนลุ่มน้ำคลองท่าแนะ ต.ดอนทราย อ.ควนขนุน ยังคงมีน้ำท่วมบริเวณวัดล้อ และถนนสายตลาดควนขนุน-แยกโพธิ์ทอง ระดับน้ำสูงประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร โครงการชลประทานพัทลุงเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 12 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่โดยเร็ว

สำหรับที่ จ.ชุมพร น้ำล้นตลิ่งบริเวณ ต.บ้านควน อ.หลังสวน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังสูงประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร บริเวณพื้นที่โรงเรียนชลธารวิทยา และท่วมผิวจราจรทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4134 สูงประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร ระยะทางประมาณ 200 เมตร บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ อ.ทุ่งตะโก น้ำท่วมสูงประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 ตำบล ได้แก่ หมู่ 3 หมู่ 8 ต.ทุ่งตะไคร , หมู่ 3 ต.ช่องไม้แก้ว , หมู่ 1 หมู่ 2 และหมู่ 12 ต.ตะโก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

“กรมชลประทานยังคงจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตลอดจนประสานงานเครือข่ายต่างๆ ในการติดตามสถานการณ์น้ำ 24 ชั่วโมง ตามข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ โดยบูรณาการกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลว กล่าว

เลิกอุ้ม’ปารีณา’!! ส.ป.ก.สั่งคืนที่ดิน682ไร่ภายใน7วัน พร้อมสั่งรื้อ’เล้าไก่’ทั้งหมด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458506

news_default

เลิกอุ้ม’ปารีณา’!! ส.ป.ก.สั่งคืนที่ดิน682ไร่ภายใน7วัน พร้อมสั่งรื้อ’เล้าไก่’ทั้งหมด

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.28 น.

ส.ป.ก.มีมติเลิกอุ้ม”เอ๋ ปารีณา” สั่งคืนที่682ไร่ในเขตส.ป.ก.ภายใน7วัน ชี้ชัดไม่มีสิทธิ์ความเป็นเกษตรกร พร้อมสั่งให้รื้อถอน”เล้าไก่”ทั้งหมด ก่อนเดินหน้าแจกที่ดินให้คนจน เตรียมเดินหน้าสอบพื้นที่”ทวี”และคนอื่นต่อ ลั่นใช้มาตรฐานเดียวกัน

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมผู้บริการระดับสูง ได้ร่วมแถลงข่าวกรณีการครอบครอบที่ในเขตปฎิรูปที่ดิน ที่ จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

โดย นายวิณะโรจน์ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ กรณี น.ส.ปารีณา ครอบครองที่ดินโดยใช้หลักฐานเป็น ภบท.5 ในเขต ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน จากกรณีดังกล่าว ส.ป.ก.จึงได้การดำเนินการตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยได้คำนึงถึงปฎิรูปที่ความถูกต้อง โปร่งใส และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีการตรวจสอบต่อเนื่องตามขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่วันที่ 14 – 15 พ.ย.62 ส.ป.ก.มอบหมายเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่และสอบถามผู้ปกครองท้องที่ (ขอบเขตในแผนที่) เกี่ยวกับการถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยลักษณะการทำประโยชน์ ได้แก่ เลี้ยงไก่ โค ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ โรงเรือน สระน้ำจากนั้นวันที่ 15 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้งเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตฯ รายแปลง ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง เพื่อขอตรวจสอบการทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีเกษตรกรมาให้ข้อมูล จำนวน 9 ราย จากทั้งหมด 14 ราย โดยเกษตรกรทั้ง 9 ราย ยังเป็นผู้ถือครองและทำประโยชน์ด้วยตนเอง

จนวันที่ 18 พ.ย.62 ส.ป.ก.มีคำสั่ง ที่ 1303/2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองทำประโยชน์ โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 จ.ราชบุรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่ง ณ วันที่ 18 พ.ย.62 โดยมี พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานคณะทำงานฯ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง (สิ้นสุดวันที่ 18 ธ.ค.62) ซึ่งวันที่ 19 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้ง น.ส.ปารีณา ให้มาชี้แจงการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ผลปรากฏว่า ไม่มีผู้รับ บ้านปิด ไปรษณีย์ไม่สามารถนำจ่ายได้ วันที่ 20 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการปักป้ายแสดงพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ของ ส.ป.ก.ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี วันที่ 22 พ.ย.62 ส.ป.ก.จัดประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองทำประโยชน์ โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 จ.ราชบุรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งที่ 1/2562 ซึ่งมติประชุมเห็นชอบมอบหมายให้ ส.ป.ก.ราชบุรี ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่เป้าหมาย กำหนดให้ ส.ป.ก.ราชบุรี รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมายังคณะทำงานฯ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2562 เพื่อเสนอคณะทำงานฯ พิจารณาแนวทางการดำเนินงานในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 โดยวันที่ 22 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการถือครอง น.ส.3 และ ส.ค.1 ในเขตปฏิรูปที่ดินฯ กับ สนง.ที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง โดย สนง.ที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง ได้ตรวจสอบตำแหน่งที่ดินตามหมายเลขสีแดงในแผนที่ ที่จัดส่งไปให้กับระวางรูปถ่ายทางอากาศ ชื่ออำเภอจอมบึง หมายเลข 4936III แผ่น 155 และระวางโฉนดที่ดิน (UTM) หมายเลข 4836 II 5498 ปรากฏว่าตำแหน่งที่ดินตามหมายเลขสีแดงยังไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใดจนวันที่ 24 พ.ย.62 ส.ป.ก.นำชี้แนวเขตตาม พ.ร.ฎ.ตามที่กรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามหมายศาล

ทั้งนี้ วันที่ 26 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้ง น.ส.ปารีณา ให้มาชี้แจงการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินครั้งที่ 2 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือวันที่ 26 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ขอสำเนา ภบท.5 และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน จาก อบต.รางบัว/ข้อมูลเขาสนฟาร์ม/ทะเบียนราษฎร บ้านเลขที่ 109 หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี (ที่ตั้งฟาร์ม)/ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด ซึ่ง น.ส.ปารีณา เป็นกรรมการบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด และเป็นกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ สถานะของบริษัทฯ ยังคงดำเนินกิจการวันที่ 29 พ.ย.62 ส.ป.ก.ร่วมกับกรมป่าไม้ ตรวจสอบและยืนยันแนวเขตตาม พ.ร.ฎ.ตามคำร้องขอความเป็นธรรมของ น.ส.ปารีณา ตามหนังสือลงวันที่ 25 พ.ย.62

อย่างไรก็ตาม วันที่ 3 ธ.ค.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้สรุปการตรวจสอบขอบเขตการครอบครองจากผู้ปกครองท้องที่และที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่งปรากฏพื้นที่ที่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่รวม 682 ไร่ จากการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่จากผู้ปกครองท้องที่และที่ดินแปลงข้างเคียงที่มีการทำประโยชน์ในที่ดิน สรุปได้ดังนี้ โดยที่ดินซึ่ง น.ส.ปารีณา ถือครองทำประโยชน์ เนื้อที่ 682 ไร่ เข้าครอบครองเมื่อประมาณปี 2548 – 2549 โดยได้รับมาจากบิดา ดังนี้

– แปลง No.73 เนื้อที่ 417 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการทำโรงเลี้ยงไก่

– แปลง No.75 เนื้อที่ประมาณ 190 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว

– แปลง CL.424 เนื้อที่ประมาณ 48 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว

– แปลง No.74 เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่ ซึ่งที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่ง ส.ป.ก.ได้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว รวม 14 ราย 15 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 491 ไร่ (ทิศเหนือ) และที่ดินแปลงย่อยบริเวณที่ติดถนนสายจอมบึง-ชัฏป่าหวาย ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินที่ น.ส.ปารีณาฯ ถือครอง มีผู้ถือครองจำนวน 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ222 ไร่

นายวิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า วันที่ 4 ธ.ค. 62 น.ส.ปารีณา มีหนังสือแจ้ง ส.ป.ก.ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมวันที่ 4 ธ.ค.62 ส.ป.ก.ประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 2/2562 เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย ส.ป.ก.พิจารณาแล้ว เห็นว่าจากการที่ น.ส.ปารีณา ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เมื่อ ส.ป.ก.ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลแล้ว ปรากฎว่า น.ส.ปารีณา มีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมการบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด ซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ จึงไม่ใช่เกษตรกรผู้มีสิทธิจะได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.ดังนั้น ส.ป.ก.จึงมีแนวทางการดำเนินการ โดย ส.ป.ก.จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณา คืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก.นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไป ซึ่งหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณา ไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไป

“ส.ป.ก.จึงมีแนวทางการดำเนินการโดย ส.ป.ก.จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณา คืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก.นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไปซึ่งหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณา ไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและต้องขอโทษต่อสังคม ที่ไม่ได้ชี้แจงต่อสังคม เพราะทุกอย่างอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจอย่างระเอียด ซึ่งอาจจะทำให้ล่าช้า แต่ที่ผ่านมาต้องการให้เกิดความชัดเจนจึงไม่ออกมาชี้แจง ตอนนี้ก็ถือว่าชัดเจน และจะดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด” นายวิณะโรจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนพื้นที่การครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก.ของนายทวี ไกรคุปต์ อีก 600 ไร่ ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน และหากตรวจสอบพบในพื้นที่อื่นในลักษณะเดียวกันในคนอื่น หากมีข้อมูลจะดำเนินการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันทั้งหมด เพื่อยึดที่คืนและจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการของกรมป่าไม้ ในการดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ที่ผ่านมา ส.ป.ก.จะไม่ขอเข้าไปดำเนินการเข้าร่วมของการดำเนินคดี เพราะทุกอย่างเป็นส่วนพื้นที่ของกรมป่าไม้ โดยมีพื้นที่ของ ส.ป.ก.ที่ น.ส.ปารีณา ครอบครองพื้นที่ ทาง ส.ป.ก.จะดำเนินการทางกฎหมายของ ส.ป.ก.อย่างเคร่งครัด คนที่ไม่มีคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร ยืนยันว่าจะดำเนินการเช่นเดียวกัน และจะไม่เลือกปฎิบัติ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันทั้งหมด