รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456058

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำครั้งล่าสุด ซึ่งมีผู้แทนจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมด้วย ได้ผลสรุปว่า ปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ส่วนภาคใต้ใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 มีปริมาณน้ำรวมกัน 49,618 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,715 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของปริมาณน้ำใช้การได้ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 11,796 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,100 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำแผนจัดสรรน้ำ หาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 กรมฯจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนต่างๆในเขตชลประทานทั่วประเทศรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,401 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลังรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 4,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

“การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมฯวางแนวทางและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง โดยใช้ระบบชลประทานบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ โดยกระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อช่วยประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคช่วงฤดูแล้ง ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ กรมยังสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน

ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก โดยการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศระบบนิเวศ 40% ประมาณ 6,999 ล้านลบ.ม. เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 44% ประมาณ 7,881 ล้านลบ.ม. และเพื่อการอุตสาหกรรมเพียง 3% หรือประมาณ 519 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ได้สำรองน้ำไว้ใช้ต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีก 11,340 ล้านลบ.ม. ในจำนวนนี้ใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ จำนวน 43% หรือประมาณ 4,909 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 57% ประมาณ 6,431 ล้าน ลบ.ม. จะใช้ในกรณีเกิดฝนทิ้งช่วง

สำรับผลการจัดสรรน้ำล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 1,994 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น
ร้อยละ 11 หากพิจารณาเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 601.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ซึ่งถือว่า ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ส่วนการเกษตรในฤดูแล้งตามแผนกำหนดพื้นที่ไว้ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 7 ของแผนฯ ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆประมาณ 4.01 ล้านไร่หรือร้อยละ 59 ของแผนฯ อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชฤดูแล้งในส่วนลุ่มเจ้าพระยานั้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก ไม่เพาะปลูกข้าวนาปรัง กรมชลประทานจึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้เพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆรวม 993,215 ไร่

ยกเว้นลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากรวมกันมากกว่า 23,000 ล้านลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้มากกว่า 10,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีแผนเพาะปลูกช่วงฤดูแล้งรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่ หรือร้อยละ 41 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.17 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ นอกจากยังจะผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มเจ้าพระยาอีกประมาณ 500 ล้านลบ.ม.

สำหรับลุ่มน้ำอื่นๆนั้น คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้น้ำเพื่อกิจกรรมใดบ้าง จำนวนเท่าไร ควรปลูกพืชฤดูแล้งหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อย ต้องเฝ้าระวังและควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด 6 แห่งประกอบด้วย

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ขณะนี้มีปริมาณน้ำ71 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 27 ของปริมาณความจุเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 57 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 38 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 24 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 21 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 63 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 23 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 555 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของปริมาณความจุ ขณะนี้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ถึง-26 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 26 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 17 ของปริมาณความจุเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 25 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 25 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 21 ล้าน ลบ.ม.

พื้นที่ชลประทานของเขื่อนทั้ง 6 แห่งดังกล่าว ให้งดทำนาปรังทั้งหมด ส่วนพืชฤดูแล้งอื่นๆ คณะกรรมการ JMC ของแต่ละเขื่อนจะพิจารณาตามความเหมาะสม

“ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การจัดสรรน้ำสนันสนุนการเกษตรและการประมงต้องทำอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพิ่มขึ้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัด” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456055

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เชิญสื่อมวลชนนั่งคุยอย่างเป็นกันเองเพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้าดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง พร้อมชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนภาคประมงไทย และนโยบายการพัฒนาประมงทุกมิติแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้มีความสมดุลด้านการประมงอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างโอกาส สร้างรายได้จากภาคประมงสู่เกษตรกรให้มากที่สุด ซึ่ง นายมีศักดิ์ เน้นย้ำว่ากรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการประมงแบบมีส่วนร่วมทุกมิติเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติภายใต้หลักการ“คนอยู่ได้ ทรัพยากรยั่งยืน ไม่ฝืนพันธะสัญญา“ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 7 ด้าน ดังนี้ 1.สนองงานสถาบันพระมหากษัตริย์พระบรมราโชบายสืบสานงานโครงการพระราชดำริ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์การพัฒนาฟื้นฟูพันธุ์ปลาไทยตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำให้ความสำคัญกับโครงการจิตอาสาปล่อยปลาพัฒนาคูคลอง หนองบึงรวมทั้งทะเลเพื่อบูรณะแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ 2.การบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานวิชาการและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโดยยึดหลักแนวคิดพระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหลักยึดในการทำงาน ใช้งานวิชาการเข้าไปปรับใช้กับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของชุมชนควบคุมการจัดการของคนผู้ใช้ทรัพยากร ตั้งเป้าหมายให้ชุมชนประมงน้ำจืดและชุมชนประมงทะเลได้รับการพัฒนาให้เป็นชุมชนประมงเพื่อการท่องเที่ยวในอนาคตอย่างน้อยจังหวัดละ1 แห่ง 3.มุ่งแก้ปัญหาการประมงของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการรักษาระดับมาตรฐานการควบคุม ป้องกัน แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชาวประมงบนหลักการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมง ข้อกำหนดใดที่อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องได้รับการแก้ไข ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสกองเรือไทยไปสู่สากลหรือทำการประมงนอกน่านน้ำ 4.การผลิตด้านการเพาะเลี้ยง ใช้หลักตลาดนำการผลิตโดยมุ่งผลิตสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจและสำรวจความต้องการตลาดเป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลการพยากรณ์ด้านการตลาดข้อมูลจากผู้แทนการค้าประเทศและข้อมูลจากทูตเกษตร เป็นต้น 5.งานวิชาการต้องตอบสนองด้านการเพาะเลี้ยงและการบริหารจัดการทรัพยากรประมง งานวิชาการต้องตอบ สนองงานหลัก 2 เรื่อง คือการนำผลงานวิชาการไปพัฒนาต่อยอดด้านการส่งเสริมเพาะเลี้ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้งานวิชาการต้องสามารถตอบสนองการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์ สามารถใช้สนับสนุนการออกมาตรการของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดได้อย่างครบถ้วน 6. การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแผนงานโครงการที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วงเงินงบประมาณ 766.908 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านการประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน วงเงิน 260 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ และอาหารปลาแก่เกษตรกร ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ 39 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 35,751 ราย โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชน วงเงิน 506.908 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ในพื้นที่ 19 จังหวัด 129 อำเภอ จำนวน 1,436 แห่ง

นอกจากนี้กรมประมงยังได้จัดทำโครงการจัดทำเรือประมงนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ จำนวน 305 ลำโดยใช้งบประมาณ 764.454 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในปี 2562 จำนวน 252 ลำ เป็นงบประมาณ 467.6039 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวประมงแล้ว และในปี 2563 จำนวน 53 ลำงบประมาณ 294.8502 ล้านบาท อยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 7.มุ่งพัฒนากรมประมงให้เป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับทุกคน พัฒนาอาคารสถานที่ทำงาน พัฒนาคนให้มีความพร้อมเป็นข้าราชการกรมประมงอย่างมืออาชีพ วางระบบการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรมสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีความเชื่อมั่นว่ากรมประมงเป็นสถาบันครอบครัวที่ต้องพึ่งพาการภายใต้สโลแกน“คนสำราญ งานสำเร็จ”…ขุนเกษตราขอเป็นกำลังใจให้ท่านอธิบดี ซึ่งเป็นคนตั้งใจทำงานเพราะภาคประมงเป็นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวประมงและเป็นภาคเกษตรที่นำรายได้เข้าประเทศไทยมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดอบรมหลักสูตร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ รุ่นที่ 6 เพื่อเป็นกำลังสำคัญ ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยหลักสูตรดังกล่าว ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ความรู้เกี่ยวกับระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชี การบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกบัญชี ตลอดจนการประสานงานเพื่อการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ การซักถามปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกันเองและวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรมครั้งนี้จำนวน 80 คน…

ขุนเกษตรา

ส่ง‘ชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี’ ปราบไส้เดือนฝอยรากปมระบาดในสวนพริก-ฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456057

x

ส่ง‘ชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี’ ปราบไส้เดือนฝอยรากปมระบาดในสวนพริก-ฝรั่ง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปี 2550 เกิดปัญหาระบาดของไส้เดือนฝอยรากปมอย่างรุนแรงในพื้นที่ปลูกพริกจ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ มากกว่า 1,629 ไร่ ส่งผลให้พริกมีผลผลิตและคุณภาพลดลง  ที่สำคัญโรครากปมแพร่ระบาดไปพื้นที่อื่นได้ถ้าไม่ป้องกันกำจัดให้ถูกวิธี เนื่องจากไส้เดือนฝอยรากปมมีพืชอาศัยกว้างมาก เช่น ฝรั่ง เมล่อนมัลเบอร์รี่ มันฝรั่ง และมันสำปะหลัง

ไส้เดือนฝอยรากปมเป็นศัตรูพืชที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า 1 ตัวสร้างกลุ่มไข่ได้ถึง 400-500 ฟอง ภายในเวลา 30 วัน จัดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญติด 1 ใน 5 อันดับที่ทำความเสียหายให้พืชเศรษฐกิจมากกว่า 4,500 ชนิด  โดยไส้เดือนฝอยรากปมจะไปแย่งกินน้ำเลี้ยงจากพืช  ทำให้พืชดูดไปเลี้ยงลำต้นไม่ได้  ทำให้ลำต้นแคระแกรน  ผลผลิตลดลง  และต้นพืชตายในที่สุด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัยวิธีการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปมโดยชีววิธีเพื่อลดใช้สารเคมี พบเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีผลต่อการตายของตัวอ่อนระยะที่ 2 ของไส้เดือนฝอยรากปม ซึ่งถือเป็นระยะสำคัญที่ก่อให้พืชเป็นโรค จึงนำเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมาทดสอบกับสาเหตุของโรคพืช โดยประยุกต์ใช้ในรูปแบบการผลิตเป็นก้อนเชื้อเห็ดนำไปทดสอบด้วยวิธีรองก้นหลุมก่อนปลูกพริก พบว่าก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงสามารถควบคุมไส้เดือนฝอยรากปมได้ จากนั้นนำไปทดสอบในแปลงทดลองขนาดเล็กในสภาพโรงเรือนด้วยวิธีรองก้นหลุมก่อนปลูกพริกพบว่าการใช้ก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงอัตรา 10 กรัมต่อต้น มีประสิทธิภาพในการควบคุมไส้เดือนฝอยรากปมได้ดีที่สุด จึงขยายผลงานวิจัยไปในแปลงปลูกพริกของเกษตรกรที่มีการระบาดของโรครากปมที่อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี และอ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา กรมฯนำก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมาใช้ควบคุมโรครากปม ในพริก, มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, มันสำปะหลัง, พริกไท และพืชผัก เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี   ลดต้นทุนการผลิต และปลอดภัยต่อผู้ใช้ผู้บริโภค

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกรมแจกชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงให้เกษตรกรนำไปใช้แล้ว 868 กิโลกรัม  และขยายผลโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรนำไปผลิตใช้เองได้แล้วที่จ.อุบลราชธานี และสมุทรสาคร โดยเกษตรกรนำไปใช้กำจัดไส้เดือนฝอยรากปมในฝรั่ง เกษตรกรที่สนใจสอบถามข้อมูลชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสง สิรินรัศมีเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-9581

เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีเป็นเห็ดเรืองแสงชนิดหนึ่งที่มีการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2544 ในเขตพื้นที่ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่โคกภูตากา อำเภอเวียงเก่าจังหวัดขอนแก่น และได้รับพระราชทานชื่อเห็ดเรืองแสงชนิดนี้ว่า “สิรินรัศมี”  มีลักษณะคล้ายเห็ดนางรมแต่จัดเป็นเห็ดพิษ ในสภาพตอนกลางวัน ก้าน ดอกและครีบมีสีขาวแต่ในสภาพกลางคืนหรือที่ไม่มีแสงดอกเห็ดจะเปล่งแสงสีเขียวอมเหลือง

ยึดฟาร์มไก่’ปารีณา’!! ‘ป่าไม้-ที่ดิน’ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456063

ยึดฟาร์มไก่'ปารีณา'!! 'ป่าไม้-ที่ดิน'ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่

ยึดฟาร์มไก่’ปารีณา’!! ‘ป่าไม้-ที่ดิน’ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 จากกรณี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร นายสมชาย เปรมพาณิชย์นุกูล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) นำหมายค้นจากศาล จ.ราชบุรี ที่ 122/2562 ลงวันที่ 24 พ.ย.2562 เข้าตรวจค้นพื้นที่ “เขาสนฟาร์ม” ต.บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี  ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ โดยมี นายภูมิพัฒน์ จำปาทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 เป็นผู้นำตรวจค้น เนื่องจากต้องสงสัยว่าจะมีการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดพบว่าพื้นที่ที่มีการประกอบกิจการมีประมาณ 690 ไร่ ปรากฏว่ามีที่ดินในส่วนบริเวณฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และอีกประมาณ 16 ไร่ อยู่ในเขตป่าไม้ 2484 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 4 (1)

ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท และหากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้ดำเนินคดี ในส่วนของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ต่อไป เมื่อพื้นที่นั้นถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ2507 น.ส.ปารีณา ก็จะผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาตรา 14 “ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่า เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ” ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาท ถึง 5 หมื่นบาท แต่ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้ง 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสน 5 หมื่นบาท

ยูเอ็นหนุนไทยศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่อ’อาหารกลางวัน-นมโรงเรียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456037

ยูเอ็นหนุนไทยศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่อ'อาหารกลางวัน-นมโรงเรียน'

ยูเอ็นหนุนไทยศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่อ’อาหารกลางวัน-นมโรงเรียน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.01 น.

ยูเอ็นหนุนไทยเป็นศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและนมโรงเรียน พร้อมร่วมมือนโยบายเทคโนโลยีการเกษตรBig Data แลกเปลี่ยนข้อมูลกับไทย

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 สำนักที่ปรึกษาการเกษตรของไทยประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (FAO/IFAD/WFP) ณ กรุงโรม น.ส.รัชนก แสงเพ็ญจันทร์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) และ นางศุภจิต ศรีอริยวัฒน์ เลขานุการเอก (ฝ่ายเกษตร) ได้เข้าร่วมการประชุมหารือกับ4ผู้บริหารของยูเอ็นได้แก่ Mr.David Kaatud ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือของโครงการอาหารโลก (World Food Programme หรือ WFP)

โดยประเด็นการหารือได้เจารจาในประเด็นถึงความเป็นไปได้ที่WFPจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์เรียนรู้ด้านระบบอาหาร (Food system)โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน และโครงการนมโรงเรียน” (Knowledge hub on food system, home-grown school feeding and school milk programme) ในระดับภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ของไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและไตรภาคี (South-South and Triangular Cooperation – SSTC) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไทยมีองค์ความรู้ ประสบการณ์และนวัตกรรมเกษตรที่พร้อมจะถ่ายทอดให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคร่วมกับWFP เพื่อสานความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการบรรลุเป้าหมายหยุดยั้งความหิวโหย (Zero Hunger) และภาวะทุพโภชนาการในระดับภูมิภาคต่อไป ซึ่งปัจจุบันไทยมีโครงการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ตลอดจนประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศในภูมิภาคแอฟริกาบางประเทศ

ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ ด้านโครงการอาหารโรงเรียน (Special Ambassador of WFP on School Feeding) ด้วย

ขณะที่ นายเดวิด (Mr.David ) กล่าวว่า โครงการอาหารโลกได้สนับสนุนโครงการอาหารในโรงเรียน (School Feeding) และโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน (School Milk Programmme) ให้แก่ประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยมีความรู้และประสบการณ์การดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน และโครงการนมโรงเรียนมาอย่างยาวนาน จากความสำเร็จของไทย จะเป็นต้นแบบและยินดีสนับสนุนพร้อมร่วมมือกับประเทศไทยให้เป็นศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรมและเผยแพร่วิทยาการและการบริหารจัดการระบบอาหาร การเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและนมโรงเรียนให้กับประเทศต่างๆ

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ และคณะ ยังได้ประชุมกับอีก3ผู้บริหารของเอฟเอโอ ได้แก่ Mr.Arni Mathiesen ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้านประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ Mr.Máximo Torero Cullen ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และ Mr.Bukar Tijani ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้านเกษตรและปกป้องผู้บริโภคและเพื่อขยายความร่วมมือกับโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ

โดยผู้บริหารของเอฟเอโอ.แสดงความชื่นชมไทยในการช่วยพัฒนาประมงและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (Blue Growth) จากความสำเร็จของไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการพัฒนาภาคเกษตรกรรมจนเป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านเกษตรและอาหารทั้งนี้เอฟเอโอ ให้ความสนใจอย่างมากต่อนโยบายและโครงการใหม่ๆ ของไทยเช่นโครงการรีสอร์ตชุมชน (Fisherman & Farm Village Stay) โครงการฐานข้อมูล Big Data โครงการเกษตร 4.0 โครงการศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร โครงการเกษตรแปลงใหญ่โครงการเกษตรพาณิชย์ออนไลน์ ซึ่งเอฟเอโอเป็นต้น โดยจะขยายความร่วมมือกับประเทศไทยในกรอบทวิภาคีและในกรอบอาเซียน และหวังว่าประเทศไทยจะช่วยถ่ายทอดเทคนิควิทยาการต่างๆให้กับประเทศต่างๆ ร่วมกับเอฟเอโอ

อย่างไรก็ตาม ไทยในฐานะประธานอาเซียนและผู้ส่งออกอาหารทะเลอันดับต้นของโลกพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือกับเอฟเอโอในด้านเกษตร อาหารและการพัฒนาประมงและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (Blue Growth) และพร้อมสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการด้านเกษตรกับประเทศกลุ่มเป้าหมายของเอฟเอโอ ภายใต้แนวทางความร่วมมืออย่างใกล้ชิด (Hand in Hand Initiative) ของท่านผู้อำนวยใหญ่ในทุกกรอบความร่วมมือรวมทั้งโครงการใหม่ๆของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งตระหนักถึงการที่ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มโครงการเกษตรอัจฉริยะสมาร์ตฟาร์มทั้งในการผลิตและการค้าออนไลน์ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรคนรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จะสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน มีการใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มเกิดอาชีพเกี่ยวเนื่องเกษตรและอาหารในประเทศไทยเช่นธุรกิจ Cloud Kitchen เป็นการทำธุรกิจร้านอาหารตามสั่งที่บ้านผ่าน Mobile Application และนำส่งลูกค้าตามต้องการด้วยระบบบริการส่ง (Delivery services) ทำให้การเข้าถึงอาหารได้ในปริมาณที่ต้องการ สะดวกรวดเร็ว และป้องกันอาหารเหลือทิ้ง (Food Waste) ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการขายสินค้าออนไลน์ได้เอง จะสามารถแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรจากพ่อค้าคนกลางได้ รวมทั้งการที่กระทรวงเกษตรฯจัดตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์เกษตรมีผู้ช่วยรัฐมนตรีนราพัฒน์ แก้วทองเป็นประธานทำหน้าที่ศึกษาการบริหารโลจิสติกส์ภาคเกษตรจากฟาร์มถึงผู้บริโภครวมทั้งแก้ไขปัญหาอาหารสูญเสียและอาหารเหลือทิ้ง (Food Lost Food Waste) ด้วย

ปัจจุบันไทยกำลังขับเคลื่อน “นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0” พัฒนาเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร เช่น “โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AgriTech and Innovation Center)” เป้าหมาย 77 จังหวัด ซึ่งเป็นการบูรณาการของ 6 หน่วยงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา สถาบันการเงินกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร ซึ่งพร้อมเปิดศูนย์ ทั่วประเทศภายในปีหน้า และ “โครงการ Quick Win บริการ 4.0” เพื่อพัฒนาระบบบริการและบริหารออนไลน์ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ แบบไร้เอกสาร (Paperless) เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติการออกใบอนุญาตและการออกใบรับรอง เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเปิดบริการทุกหน่วยงานในสังกัดภายในต้นปีหน้า และขอบคุณเอฟเอโอ.ที่พร้อมจะสนับสนุนการพัฒนาระบบBig Data และ AI รวมทั้งระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการเกษตรโดยจะรายงานผลการหารือกับ3องค์กรของยูเอ็น เอฟเอโอ โครงการอาหารโลกและกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เพื่อสานต่อข้อหารือในครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติโดยเร็วต่อไประหว่างนี้ผู้แทนถาวรของกระทรวงเกษตรประจำเอฟเอโอ.จะเป็นหลักในการประสานงานอย่างใกล้ชิด

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456005

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.10 น.

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

24 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือชี้แจงโดยด่วนถึงข้อเสนอเรื่องการยืดเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน ว่าจริงหรือไม่ ที่เสนอคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือเกษตรให้พิจารณา โดยอ้างว่ามีสต็อกเหลือกว่า 2.8 หมื่นตัน หลังจากที่มีการประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธันวาคม 2562

นางสาวมนัญญา ระบุว่า ที่ให้กรมวิชาการเกษตรชี้แจงมาโดยด่วนถึงเหตุผลในการยืดเวลาจัดเก็บสาร เพราะที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้ง ไม่ได้มีการแจ้งจะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ตนได้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ซึ่งได้ถามย้ำถึง 3 รอบ และใกล้จบการประชุมยังถามย้ำอีกว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีหรือไม่ และผู้บริหารกรมก็อยู่ ยกเว้นอธิบดี เพราะมีการประกาศแบน 3 สาร ให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ต้องทำทันทีในการแจ้งครอบครองสาร 15 วัน และส่งมอบคืนใน 15 วัน

“ทุกคนบอกไม่มีปัญหา แต่ปรากฏว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรมาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3 สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน กลับมีการเสนอขอยืดเวลาการบังคับใช้แบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันจัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน และยังมีเรื่องสต็อกสารคงเหลือยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 รายงานเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด เพราะดิฉันมีหนังสือถามไปเรื่องเสนอยืดเวลาว่าทำไมตอนประชุมกรมวิชาการเกษตร ไม่มีการคัดค้าน ได้ถามถึง 3-4 ครั้ง มีปัญหาไหมในการจัดเก็บคืน” รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร เป็นผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ติดปัญหาใดๆในการจัดเก็บ เป็นที่ยอมรับในที่ประชุมตอนเช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 พอช่วงบ่ายกรมวิชาการเกษตร เปลี่ยนไปได้อย่างไรในเรื่องจัดเก็บสาร ทั้งที่สารวัตรเกษตรกว่า 300 คนบอกไม่มีปัญหา แต่คณะทำงานที่ปลัดเกษตรฯเป็นประธานไปประชุมกันกลับเป็นอีกอย่าง ซึ่งไม่ทราบเช่นกันทำไมเปลี่ยนไป และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลา 6 เดือนเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน หรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตร มาถึงตนเองในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ประเมินระยะเวลาการดำเนินการกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ทั้งการแจ้งการครอบครองและการจัดเก็บ หากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการปรับสถานะ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ซึ่งตามขั้นตอนกรมวิชาการเกษตรต้องเปิดรับแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน และต้องให้ผู้ครอบครองนำมาส่งมอบภายใน 15 วันหลังการแจ้ง ซึ่งเหลือเวลาเพียง 8 วันนั้นกระชั้นชิดมาก ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการนำเข้าและผลิต และร้านจำหน่ายตั้งตัวไม่ทัน

อีกทั้งกระบวนการจัดการกับสารเคมี 3 ชนิด ซึ่งมีอยู่เกือบ 3 หมื่นตันนั้น กรมวิชาการเกษตรระบุว่าต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนจึงจะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายยกเลิกออกไป 6 เดือน แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“คณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเรื่องการส่งสารเคมีคงค้างกลับคืนบริษัทและส่งไปประเทศที่ 3 เพื่อลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วน และลดค่าใช้จ่ายในการทำลาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรรายงานว่าหากสารเคมีทั้ง 3 ชนิดยังอยู่ในรูปแบบสารตั้งต้นสามารถส่งคืนและส่งออกได้ แต่หากผู้ประกอบการนำมาผสมเป็นสูตรที่ปรับให้เหมาะต่อการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชของไทยแล้ว ไม่สามารถจะส่งคืนบริษัทหรือส่งไปประเทศอื่นได้ ดังนั้นปริมาณสต็อกคงค้าง จึงจะยังมีอยู่มาก ต้องใช้เวลาในการจัดเก็บและทำลาย” นายอนันต์ กล่าว

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455970

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 08.06 น.

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

24 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและตรวจเยี่ยม พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยมีประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากเดินทางมาร้องเรียน ขอให้ทางกระทรวงเกษตรฯเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการสั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) มีคำสั่งไปยัง ส.ป.ก.กระบี่ เพื่อให้นายทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ทำสวนปาล์มน้ำมันระงับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินทันที พร้อมกับส่งทีมกฎหมายจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง ปฏิบัติการเร่งรัดเข้าฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 หมื่นไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ ที่เป็นคนในพื้นที่จริงๆ ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ไม่ใช่นอมินีของบริษัท เพราะที่ผ่านมานายทุนได้ให้นอมินีที่เป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่สวนปาล์ม โดยนายทุนยังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่เป็นนอมินี

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ตนได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ที่เดินทางมาร้องเรียนในปัญหาที่ดินทำกิน โดยที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรฯมีความพยายามจะเร่งรัดจัดการปัญหาการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ผิดกฎหมายให้เร็วที่สุด โดยการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรนั้น นอกจากการจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้ว ยังจะมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ที่ยังขาดแคลนที่พักอาศัย เบื้องต้นได้ประสานงานกับทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เพื่อ สร้างที่พักอาศัยให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ ให้มีที่พักพิง และวางระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรอย่างยั่งยืนมากขึ้น

“สวนปาล์มที่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. หากมีเกษตรกรรายใดที่เข้าไปครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยเข้าไปยึดครองหลังจากที่เอกชนหมดสัญญาสัมปทาน ขอให้ออกจากพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดสรรตามกฎหมาย โดยเกษตรกรสามารถแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาจัดสรรที่ดินทำกินจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินและมีคุณสมบัติเป็นเกษตรจริงเท่านั้น สวนปาล์มที่มีอยู่ผมมีความจำเป็นต้องยึดคืนก่อน และพี่น้องไปขึ้นทะเบียน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วเข้าสู่ระบบ แล้วผมรับปากพี่น้องว่าภายใน 180 วัน ถ้าไม่สามารถ จัดสรรที่ดินให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างชัดเจนตามข้อกำหนด ผมจะพิจารณาโยกย้ายเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในพื้นที่ทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ ไม่ส่งมอบ3สารเคมี อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455956

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ  ไม่ส่งมอบ3สารเคมี  อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ ไม่ส่งมอบ3สารเคมี อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ

ไม่ส่งมอบ3สารเคมี

อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

นัดจัดม็อบแน่26พย.

แกนนำเกษตรกรยัน ไม่ส่งมอบสารเคมี 3 ชนิดแม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม เพราะเกษตรกรซื้อมาใช้ด้วยเงินตัวเอง ยันแต่งดำไว้อาลัยกฎหมายอยุติธรรมนัดรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯ 26 พ.ย. แล้วเคลื่อนขบวนไปทำเนียบฯ โดยสงบและใช้หลักอหิงสา

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม เกษตรกรจะไม่ส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรเนื่องจากใช้เงินตัวเองซื้อมาในขณะที่เป็นของถูกกฎหมาย ในวันที่ 26 พ.ย. นี้จะแต่งชุดดำแล้วไปรวมตัวกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่เช้า โดยหวังว่า จะได้หารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัยรับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกร จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้การที่เกษตรกรแต่งชุดดำนั้นเพื่อไว้อาลัยต่อกฎหมายอยุติธรรม เป็นการรวมตัวกันโดยสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่การก่อม็อบ ส่วนการที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า หากมากดดัน ม็อบเสื้อขาวพร้อมสยบม็อบเสื้อดำนั้นเห็นว่า ไม่สมกับเป็นคำพูดของรัฐมนตรีเกษตรฯ นอกจากไม่ช่วยเกษตรกรแล้ว ยังข่มขู่อีกด้วย พร้อมถามกลับว่า ม็อบเสื้อขาวเป็นคนกลุ่มใด ใช่ม็อบเสื้อกาวน์หรือไม่ หากใช่ถือว่า เป็นกระบวนการจัดตั้งม็อบมาทำร้ายเกษตรกร

ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมกล่าวถึง ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมี 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อการเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเนื่องจากสารทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช การลงมติให้ยกเลิกอย่างกระทันหันจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทาน (supply) ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและแปรรูป สินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้นเนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หากปรับสถานะให้ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวได้เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง สารพิษตกค้างซึ่งกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้ปริมาณสูงสุดของสารตกค้างในสินค้าเกษตรในระดับที่ปลอดภัย ต้องเป็นไปตามค่าที่

ประเทศไทยกำหนด หรืออ้างอิงกับค่าที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) และต้องไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้าจะมีระดับการตกค้างจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยของ Codex ก็ไม่สามารถนำเข้าได้เนื่องจากเงื่อนไขที่การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance) เมื่อการผลิตหยุดชะงักจะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สำหรับทางออกเพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงนั้น สมาคมอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ขอเสนอให้ชะลอการบังคับใช้การยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยระหว่างนั้นให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาทบทวนหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกเลิกการใช้อย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งศึกษาและพิสูจน์ประสิทธิภาพและต้นทุนของสารหรือวิธีการทดแทน และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ชัดเจน หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนให้ครบถ้วนและทั่วถึงในวงกว้าง ที่สำคัญคือ อบรมเกษตรกรอย่างทั่วถึงในการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย (GAP) เพื่อป้องกันดูแลสุขภาพเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

“แนวทางดังกล่าวจะลดผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรกว่า 2 ล้านครัวเรือนและแรงงานภาคเกษตร 12 ล้านคน ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 1.715 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นผลจากผลผลิตในประเทศลดลง ประกอบกับการที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมหลายประเภทหยุดชะงัก กระทบต่อ GDP และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายพรศิลป์กล่าว

26พ.ย.นัดแต่งดำบุกทำเนียบ! เกษตรกรลั่นไม่ส่งมอบเคมี3ชนิดภายในวันที่1ธค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455841

26พ.ย.นัดแต่งดำบุกทำเนียบ! เกษตรกรลั่นไม่ส่งมอบเคมี3ชนิดภายในวันที่1ธค.

26พ.ย.นัดแต่งดำบุกทำเนียบ! เกษตรกรลั่นไม่ส่งมอบเคมี3ชนิดภายในวันที่1ธค.

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.58 น.

แกนนำเกษตรกรยัน ไม่ส่งมอบสารเคมี 3 ชนิด แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคมเพราะเกษตรกรซื้อมาใช้ด้วยเงินตัวเอง ยันแต่งดำไว้อาลัยกฎหมายอยุติธรรม นัดรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯ 26 พ.ย. แล้วเคลื่อนขบวนไปทำเนียบฯ โดยสงบและใช้หลักอหิงสา สวน “มนัญญา” ที่ข่มขู่จะนำม็อบเสื้อขาวมาสยบ ข้องใจเป็นรมต. เกษตรฯ แต่ไม่คิดช่วยเกษตรกร

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม เกษตรกรจะไม่ส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรเนื่องจากใช้เงินตัวเองซื้อมาในขณะที่เป็นของถูกกฎหมาย ในวันที่ 26 พ.ย. นี้จะแต่งชุดดำแล้วไปรวมตัวกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่เช้า โดยหวังว่า จะได้หารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัยรับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกร จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้การที่เกษตรกรแต่งชุดดำนั้นเพื่อไว้อาลัยต่อกฎหมายอยุติธรรม เป็นการรวมตัวกันโดยสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่การก่อม็อบ ส่วนการที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า หากมากดดัน ม็อบเสื้อขาวพร้อมสยบม็อบเสื้อดำนั้นเห็นว่า ไม่สมกับเป็นคำพูดของรัฐมนตรีเกษตรฯ นอกจากไม่ช่วยเกษตรกรแล้ว ยังข่มขู่อีกด้วย พร้อมถามกลับว่า ม็อบเสื้อขาวเป็นคนกลุ่มใด ใช่ม็อบเสื้อกาวน์หรือไม่ หากใช่ถือว่า เป็นกระบวนการจัดตั้งม็อบมาทำร้ายเกษตรกร

ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมกล่าวถึง ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมี 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อการเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเนื่องจากสารทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช การลงมติให้ยกเลิกอย่างกระทันหันจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทาน (supply) ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและแปรรูป สินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้นเนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หากปรับสถานะให้ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวได้เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง สารพิษตกค้างซึ่งกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้ปริมาณสูงสุดของสารตกค้างในสินค้าเกษตรในระดับที่ปลอดภัย ต้องเป็นไปตามค่าที่
ประเทศไทยกำหนด หรืออ้างอิงกับค่าที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) และต้องไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้าจะมีระดับการตกค้างจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยของ Codex ก็ไม่สามารถนำเข้าได้เนื่องจากเงื่อนไขที่การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance) เมื่อการผลิตหยุดชะงักจะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สำหรับทางออกเพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงนั้น สมาคมอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ขอเสนอให้ชะลอการบังคับใช้การยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยระหว่างนั้นให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาทบทวนหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกเลิกการใช้อย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งศึกษาและพิสูจน์ประสิทธิภาพและต้นทุนของสารหรือวิธีการทดแทน และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ชัดเจน หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนให้ครบถ้วนและทั่วถึงในวงกว้าง ที่สำคัญคือ อบรมเกษตรกรอย่างทั่วถึงในการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย (GAP) เพื่อป้องกันดูแลสุขภาพเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

“แนวทางดังกล่าวจะลดผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรกว่า 2 ล้านครัวเรือนและแรงงานภาคเกษตร 12 ล้านคน ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 1.715 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นผลจากผลผลิตในประเทศลดลง ประกอบกับการที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมหลายประเภทหยุดชะงัก กระทบต่อ GDP และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายพรศิลป์กล่าว

ฮือค้านแบน3สาร ยันผลกระทบอื้อ เดินหน้าแต่งดำ26พย. ร้องนายกฯทบทวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455799

ฮือค้านแบน3สาร  ยันผลกระทบอื้อ  เดินหน้าแต่งดำ26พย.  ร้องนายกฯทบทวน

ฮือค้านแบน3สาร ยันผลกระทบอื้อ เดินหน้าแต่งดำ26พย. ร้องนายกฯทบทวน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

3 กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ผนึกกำลัง แถลงค้าน แบน 3 สารชี้กระทบโรงงานอ้อย-น้ำตาล 57แห่ง อาจต้องปิดตัว เกษตรกรตกงาน 1.2ล้าน ค่าเสียหาย 3 แสนล้าน ด้าน สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เลื่อนแต่งดำ บุกร้องนายกฯเป็น26พ.ย.จี้ชะลอเลิกใช้ เหตุข้อจำกัดหาสารทดแทน ที่รัฐบาล ยังไม่ชัดเจน ระบุมาตรการเรียกเก็บคืน เพื่อส่งออกประเทศที่ 3 เป็นไปได้ยาก ย้ำไม่เป็นธรรมที่ให้เอกชนออกค่าทำลายเอง

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรและที่ปรึกษาสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยแถลงผลกระทบจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยยกให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 วันที่ 1 ธันวาคมว่า ควรทบทวนให้ยกเลิกการแบน 3 สาร เพราะจะเกิดผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด

ขณะที่นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย แถลงเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นประเทศผลิตอ้อยเป็นอันดับ 3 และส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลก มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อย 134 ล้านตันต่อปี ดังนั้น การยกเลิกใช้สารเคมีพาราควอต จะทำให้ผลผลิตลดลง 20-50% ปริมาณอ้อยหายไปประมาณ 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรเสียรายได้กว่า 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีส่วนใบอ้อยและยอดอ้อยที่ใช้ในโรงงงานชีวมวลจะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,400 ล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียรายได้ 58,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งเอทานอล โรงไฟฟ้าชีวมวล อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เสียหายทั้งหมดประมาณ 300,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกร 1.2 ล้านคนอาจต้องตกงาน โรงงานน้ำตาล 57 โรงงาน อาจต้องเลิกกิจการไปในที่สุด

ส่วนนายชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยกล่าวเสริมว่า ไทยผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในประเทศและส่งออกคิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท จำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 สารนี้จัดการแปลง หากเกษตรกรไม่สามารถใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ได้ รัฐบาลต้องหาสารมาทดแทนที่เหมาะสมทั้งประสิทธิภาพและต้นทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการทำเกษตรอื่นด้วย เพราะจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ใช้ จึงอยากให้ชะลอการแบน 3 สารนี้ออกไปก่อนจนกว่าจะได้สารทดแทนที่มีประสิทธิภาพ

อีกด้านหนึ่ง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรที่เดือดร้อนจากการยกเลิกใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสทั่วประเทศ พร้อมใจแต่งชุดดำ เพื่อเข้าร้องเรียนความเดือดร้อนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน โดยเลื่อนจากเดิมที่นัดหมายวันที่ 28 พฤศจิกายน ทั้งนี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน

สำหรับการยื่นข้อร้องเรียนต่อนายกฯครั้งนี้ จะนำข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการยกเลิกใช้ 3 สารที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมอบให้กรมวิชาการเกษตร ยกร่างประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็น ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯเปิดเผยว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกถึงร้อยละ75จากผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 40,000 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบก่อนลงนามยกเลิก เพราะผลรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

วันเดียวกัน สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมฯ นวัตกรรมเกษตรไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจออกแถลงการณ์ร่วมหลังประชุมกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯว่าสมาคมฯไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรทั้ง3ชนิด เพราะหลังจัดรับฟังความเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการออกความเห็นผ่านออนไลน์ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้ 3 สารดังกล่าว ร้อยละ58 และเห็นด้วยร้อยละ 42

ส่วนการรวบรวมผลรับฟังความคิดเห็น ผ่านแบบสอบถามของเกษตรกรที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ได้ มีผู้ไม่เห็นด้วยต่อการแบนคิดเป็นร้อยละ 70 นอกจากนี้ ไม่มีมาตรการรองรับการยกเลิกหรือชี้แจงให้ผู้มีผลกระทบรับทราบเพื่อเตรียมการรับมือแต่อย่างใด รวมถึงการกำหนดให้ผู้เสียหายรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเหล่านี้เองนั้น ถือเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งเพราะสารทั้ง 3 ชนิดได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีมติให้แบนสารดังกล่าว โดยมีผลทางกฎหมายวันที่ 1 ธันวาคม สารทั้ง 3 ชนิดจะกลายเป็นสารที่ผิดกฎหมายทันที

“เมื่อภาครัฐมีมติให้แบนจึงหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย รัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยความเสียหายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเก็บส่งรัฐ ค่าใช้จ่ายเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายทำลาย จึงไม่ควรผลักภาระนี้ให้เอกชนและเกษตรกรรับผิดชอบเอง”แถลงการณ์ 3 สมาคมระบุ

ทั้งนี้ สมาชิกของทั้ง 3 สมาคมปฏิบัติตามหลักกฎหมายอย่างดีเสมอมา ตั้งแต่ที่กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการลดปริมาณการนำเข้า ฝึกอบรมผู้ใช้ผู้ขาย ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติตามสากล ดังนั้น การจัดการสินค้าทั้งระบบ ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 3๐,๐๐๐ ตัน ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการจัดการสินค้า โดยเทียบเคียงกับที่ผ่านมาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในฤดูเพาะปลูกหลัก และลดความเสียหายสำหรับภาคเกษตรอุตสาหกรรม ระยะเวลาที่กำหนดให้เก็บผลิตภัณฑ์นำส่งรัฐภายใน 15 วันนั้นเป็นระยะเวลาที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง การสืบและพิสูจน์สตอกสินค้าโดยปกติแล้วใช้ระยะเวลาอย่างต่ำ 6 เดือน ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงระยะเวลาเรียกเก็บคืนและนำส่งเพื่อทำลาย

ส่วนน.ส.มนัญญาจะให้ส่งออกกลับคืนประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3 นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อนำเข้ามาแล้ว มีการนำมาปรับสูตรให้เหมาะสมกับปัญหาวัชพืชและศัตรูพืชในประเทศ ไม่ได้เป็นการผสมสารอื่น ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อปรับให้เป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ซึ่งถือเป็นของผิดกฎหมายไทย จึงไม่มีประเทศใดรับให้นำเข้าประเทศได้