ชักยุ่งแล้ว!! ส่อยืดเวลาแบน 3 สารพิษอันตรายออกไปอีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455752

ชักยุ่งแล้ว!! ส่อยืดเวลาแบน 3 สารพิษอันตรายออกไปอีก 6 เดือน

ชักยุ่งแล้ว!! ส่อยืดเวลาแบน 3 สารพิษอันตรายออกไปอีก 6 เดือน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี ว่าที่ประชุมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำข้อมูลมาใหม่ เพื่อเสนอการประชุมในสัปดาห์หน้า จึงจะได้สรุปมาตรการรองรับผลกระทบเยียวยาเกษตรกร เพราะในครั้งนี้เสนองบประมาณเยียวยามามากเกินไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เกษตรกรกว่า 5.2 แสนครัวเรือน

ทั้งนี้ ยังไม่รวมเกษตรกรชาวสวนยาง จึงได้ให้ไปรวบรวมมาด้วย คาดว่าจะมีเกือบ 6 แสนครัวเรือน ซึ่งงบเยียวยาอาจมากไปถึง 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้ทำเป็นกลุ่มพืชไร่ ไม่ต้องลงเป็นรายชนิดพืช นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังเสนอให้ยืดเวลาไปอีก 6 เดือน ระยะเวลาเคลียร์สารเคมีที่อยู่มีปัจจบัน 2.8 หมื่นตัน ถ้าใช้เวลาการเก็บคืนให้หมด น่าจะต้องขอขยายเวลา 6 เดือน หลังจากที่มีประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62 และให้บังคับใช้ออกไปอีก 6 เดือน

‘ธรรมนัส’ลุยนราฯ ลั่น!!เดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.อีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455750

'ธรรมนัส'ลุยนราฯ ลั่น!!เดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.อีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

‘ธรรมนัส’ลุยนราฯ ลั่น!!เดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.อีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.32 น.

“ธรรมนัส”ลงพื้นที่นราธิวาส แนะแนวดึงทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแบบอย่างหนุนสถานศึกษา เรียนรู้ผลิตอาหารกลางวันสร้างรายได้เสริมให้เด็กนักเรียน พร้อมเตรียมเสนอครม.ดึงวันแมปเข้ามาแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ ลั่น!พร้อมเดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.ที่เหลืออีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมผลงานของโรงเรียน ณ โรงเรียนนราสิกขาลัย อ.เมืองนราธิวาส และรับฟังปัญหา แนวทางการพัฒนาการศึกษา

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางและแนวคิดที่จะร่วมกับสถานศึกษา โดยให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรฯ ให้กับทางโรงเรียน ใช้ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน ในเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรฯ ที่ยึดแนวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักคิด เพื่อให้เด็กนักเรียนนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว เสี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ ซึ่งจะมีการ ฝึกให้กับเด็กนักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยในส่วนการส่งเสริมการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ อาจนำมาเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และอาจขยายต่อในการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียน และนำไปพัฒนาสู่แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงในอนาคต

ขณะเดียวกันยังเดินทางต่อไปที่ ที่ว่าการอำเภอสุไหปาดี เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่ที่มีปัญหาจากเกษตรกร นอกจากนี้ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการแปรรูปข้าว และพบปะเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวหอมกระดังงา ณ บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ จ.นราธิวาส เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินจำนวนมาก เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยขณะนี้ตนได้สั่งการในทางสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก.เร่งรัดในการจัดรูปที่ดินให้กับเกษตรกรให้เร็วที่สุด โดยยอมรับว่าการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรขณะนี้ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากมีพื้นที่ทับซ้อนกันจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้มีทั้งพื้นที่อุทยาน พื้นที่กรมป่าไม้ ซึ่งทับซ้อนกันกับพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวนมาก จนเป็นปัญหาต่อการจัดสรรณพื้นที่ทำกินให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้น ทางรัฐบาลกำลังเร่งรัดในการแก้ปัญหา ในส่วนพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด โดยจะให้ใช้มาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน โดยในอัตราส่วนเดียวกันทั้งหมด คือ ในมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 หรือวันแมป เพื่อป้องกันการทับซ้อน โดยจะใช้เป็นมาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อน เบื้องต้นตนแสนอแนวทางให้กับนายกรัฐมนตรีรับทราบและเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยตนจะนำเสนอต่อ ครม.ให้เร็วที่สุด และคิดว่าน่าจะเป็นแทนทางที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนได้ หากในมาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน

“ตอนนี้ค่อนข้างมีปัญหา เพราะกระทรวงทรัพย์ เขาก็ได้อัตราส่วนอีกอย่าง กรมแผนที่ทหารก็ใช้มาตราส่วนอีกอย่างหนึ่ง ละหน่วยงานมันใช้แผนที่คนละมาตราส่วน มันเลยช่วยเหลือชาวบ้านไม่ได้ เลยบอกว่าหากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนทุกหน่วยงานต้องใช้มาตราส่วนเดียวกันทั้งหมด วันนี้ผมกราบเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อน ต้องขับเคลื่อนเรื่องการกำหนดอัตราส่วนแผนที่เป็นอันเดียวกันทั้งหมด และให้ทุกหน่วยงานใช้มาตราส่วนเดียวกัน เบื้องต้นท่านเห็นด้วย ซึ่งเราจะเอาวันแมปเข้า ครม.ประกาศเลยว่าจะใช้มาตราส่วนแผนที่เดียวกันทั้งหมด ปัญหาต่างๆ มันถึงจะจบ จ.นราธิวาส ก็เหมือนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จากนี้ไปผมจะตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาขับเคลื่อนให้เป็นรูปมธรรม คิดว่าจากนี้ไปมันคงจะไม่มีปัญหาแล้ว โดยที่ปัญหาที่ผ่านมานายกฯ ได้กำชับมาโดยตลอด การจัดการปัญหาที่ดินต้องชัดเจน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ในส่วนปัญหาที่ดินทำกินของพื้นที่ จ.นราธิวาส จากนี้ไปจะเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องมีความชัดเจนในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร และจะต้องมีความโปร่งใส ขณะเดียวกัน พื้นที่อื่นๆ การจัดสรรณที่ดินก็ต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกัน โดยจากนี้ไปพื้นที่ ส.ป.ก.ทั้งหมด ที่เหลืออีก 2 หมื่นกว่าไร่ ต้องมีการจัดสรรณที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยจะต้องให้จบให้หมดภายใน 180 วันให้ได้ หากไม่แล้วเสร็จ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาตัวเอง ไม่งั้นตอบสังคมไม่ได้ ทุกอย่างต้องจบและต้องโปร่งใส

กรมปศุสัตว์สั่งสอบด่านกักสัตว์สงขลา ปมทำลายไก่ทั้งเป็น-ชี้ทรมานสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455650

กรมปศุสัตว์สั่งสอบด่านกักสัตว์สงขลา ปมทำลายไก่ทั้งเป็น-ชี้ทรมานสัตว์

กรมปศุสัตว์สั่งสอบด่านกักสัตว์สงขลา ปมทำลายไก่ทั้งเป็น-ชี้ทรมานสัตว์

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.10 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกข่าวโชเซี่ยลแฉ ด่านกักกันสัตว์สังขลาทำลายไก่ซึ่งลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านผิดวิธี ลั่นหากพบว่ามีความผิดจริงฟันไม่เลี้ยง

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวถึงกรณีที่มีภาพและข่าวปรากฎทางสื่อออนไลน์ว่า ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ด่านกักกันสัตว์สงขลา ยึดสัตว์ของกลางเป็นไก่ 3,984 ตัวนำมากักขังไว้ในกรง ตากแดด ไม่มีอาหารและน้ำ จากนั้นทำลายโดยการฝังกลบขณะยังมีชีวิต ซึ่งนางสาวธัญทิตย์  สิสม นายสัตวแพทย์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลารายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์และเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลาร่วมกันยึดอายัดสัตว์ไก่ที่มีผู้ลักลอบนำสัตว์เข้าผ่านพื้นที่เขตอารักขาของด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ตำบลสะเดา จังหวัดสงขลาบรรจุ โดยบรรจุในตะกร้าพลาสติก 664 ใบซึ่งผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 จากนั้นนำของกลางมากักไว้ภายในพื้นที่ด่านกักกันสัตว์สงขลาในเวลาประมาณ 23.00 น. โดยไก่ยังอยู่ในตะกร้าพลาสติกทั้งหมด วางไว้ใต้ต้นไม้ซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 08.30 น. ไก่ของกลางเริ่มทยอยตาย สัตวแพทย์ประจำด่านกักกันสัตว์สงขลาจึงได้ตรวจสุขภาพ

เบื้องต้นพบว่า มีอาการหอบ หายใจรุนแรง พิจารณาแล้วสงสัยว่า อาจเป็นโรคระบาดเนื่องจากไม่มีการขออนุญาตนำเข้า ไม่มีเอกสารยืนยันแหล่งที่มา ไม่มีหนังสือรับรองสุขภาพสัตว์ (Health Certificate) และไม่ผ่านการตรวจสอบจากประเทศต้นทาง ประกอบกับจังหวัดสงขลาได้ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดไข้หวัดนกในสัตว์ปีกจำพวก นก ไก่ เป็ดและห่าน รวมถึงน้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์และไข่สำหรับใช้ทำพันธุ์ จึงประสานไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้ตอนล่างร่วผ่าพิสูจน์ซากไก่ที่ตาย เบื้องต้นพบความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ โดยมีจุดเลือดออกที่หลอดลมซึ่งพบได้ในโรคไข้หวัดนก พบก้อนหนองที่ปอดและช่องท้องซึ่งพบได้ของโรคนิวคาสเซิลและโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (Chronic Respiratory Disease, C.R.D.)) ตับและม้ามโตผิดปกติซึ่งสงสัยติดเชื้อ Salmonella)

จึงทำการเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ต่อมากด่านกักกันสัตว์สงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไก่ของกลางดังกล่าวสงสัยว่า​ เป็นโรคระบาด หากปล่อยไว้เนิ่นนานอาจทำให้โรคแพร่กระจายออกไปซึ่งจะก่อให้ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกของประเทศไทยได้จึงได้ทำลายของกลางดังกล่าว ด้วยวิธีการดึงคอให้ไก่หมดความรู้สึกอย่างรวดเร็วตามหลักการการุณยฆาต แล้วนำซากไก่ทั้งหมดฝังในหลุม โดยปฏิบัติภายใต้ระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการดำเนินการกับสัตว์หรือซากสัตว์ของกลางที่เป็นโรคระบาดหรือเป็นพาหะของโรคระบาดซึ่งถูกยึดหรืออายัดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์หรือตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2558

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนว่า ปรากฏภาพขณะเจ้าหน้าที่ฝังกลบไก่ โดยที่ไก่ยังไม่ตาย ทำให้ผู้พบเห็น รู้สึกไม่สบายใจและสะเทือนความรู้สึกจึงสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวด่วนที่สุด หากปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ฝังไก่โดยไม่ทำลายตามหลักการการุณยฆาตก่อนซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการทำลายสัตว์ตามประกาศของกรมปศุสัตว์จะลงโทษตามระเบียบต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455496

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยังไม่ทันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะต้องห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออกและห้ามมีไว้ในครอบครอง กรมวิชาการเกษตร ก็ชิงมีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ลงนามโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เสริมสุข สลักเพ็ชร์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562

คำสั่งดังกล่าว ระบุให้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรดูแล เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ดังนั้นผู้มีไว้ในครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองให้กรมวิชาการเกษตร ทราบภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป)

นอกจากนี้ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องส่งมอบวัตถุอันตรายตามปริมาณที่แจ้งให้กับกรมวิชาการเกษตร ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรทราบ

หน่วยงานที่รับแจ้ง และรับมอบวัตถุอันตราย 3 ชนิดดังกล่าว ประกอบด้วย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในส่วนภูมิภาค แจ้งและส่งมอบได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตทั้ง8 เขต ของกรมวิชาการเกษตร ที่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และ สงขลา

คำสั่งกรมวิชาการเกษตรดังกล่าวนี้อ้างว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราช
บัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 อำนาจนั้นมีว่าอย่างไร ไปตรวจสอบกันเองนะขอรับ…

ว่าแต่เสียงสะท้อนจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่เห็นแถลงให้ทราบกันบ้างเลย…

ที่สำคัญ คำสั่งนี้น่าจะไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการเพราะตอนที่เขานำเข้ามาอนุญาตให้เขานำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายกลับมายึดของเขาไปโดยไม่พูดถึงการชดเชยหรือการเยียวยาความเสียหาย….แปลกดี..

วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมความเห็นจากสมาคมต่างๆ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สมาคมที่เสนอความเห็นมานี้ล้วนมีบทบาทต่อภาคการผลิต การค้า การลงทุน และการส่งออก เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนใหญ่เสนอความเห็นให้มีการทบทวนมติการยกเลิกการใช้สารเคมี ซึ่งจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้เป็นต้นไป โดยอยากให้ชะลอการยกเลิกไว้ระยะหนึ่ง เพื่อหาวิธีการหรือหาสารทดแทนที่ชัดเจนก่อนที่จะยกเลิก และระยะเวลาที่ชะลอออกไปนี้ก็ให้ใช้วิธีจำกัดการใช้ รวมทั้งให้ความรู้กับเกษตรกรให้ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องพร้อมกันไปด้วย

ถ้าคิดอย่างรอบด้าน การชลอการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ออกไป น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย เกษตรกรยังมีสารเคมี 3 ชนิด ใช้ในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากการอบรมอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตพืชสำคัญ เช่น อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ยางพารา ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ผู้ประกอบการก็สามารถจำหน่ายสารเคมีที่ผลิต หรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายก่อนหน้านี้จนกว่าจะหมด หรือเหลือน้อยที่สุด การค้นหาวิธีการ หรือสารทดแทน ก็มีเวลาที่จะศึกษาค้นคว้า ทดลองจนแน่ใจว่าสามารถกำจัดวัชพืช/ศัตรูพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพและราคาเท่าเทียมกับสารเคมีชนิดเดิม

ขออย่างเดียว อย่าอ้างสุขภาพของประชาชนรอไม่ได้อย่างที่เคยอ้าง เพราะตราบใดที่ยังมีเหล้า และบุหรี่ที่ทำลายสุขภาพของประชาชน ขายอยู่ในท้องตลาด การที่สารเคมี 3 ชนิด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนยังคงมีขายอยู่ ก็ไม่ต่างกัน….

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าว กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมวิชาการเกษตร สนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตและจำหน่ายปัจจัยการผลิต ที่อ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และชีวภาพ รวม 5 แห่ง ใน 3 จังหวัด คือ ปทุมธานี 1 แห่ง นนทบุรี 2 แห่ง และนครราชสีมา 2 แห่ง ซึ่งมีทั้งสถานที่ผลิต ร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิต และโกดังเก็บวัตถุอันตราย

จากการที่มีผู้ร้องทุกข์ผ่านทางศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจค้นพบว่าผลิตภัณฑ์อินทรีย์และชีวภาพเหล่านั้นไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการผลิตเพื่อจำหน่าย ยิ่งไปกว่านั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซต ที่กรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งล่าสุดให้เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 เสียด้วย

เรื่องสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ผสมพาราควอต และไกลโฟเซต เคยมีข่าวมาก่อนนี้แล้ว จากกรณีที่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านหนึ่ง มีบัญชีรายชื่อสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ แต่โป๊ะแตก เพราะจากการตรวจสอบพบว่า สารชีวภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของ ไกลโฟเซต และพาราควอต แบบเดียวกันนี้เลย…..และเชื่อว่ายังมีอีกเยอะที่ยังตรวจไม่พบ….

แว่นขยาย

กษ.ตีปีกเจรจาจีนสำเร็จ ยอมเปิดตลาดนำเข้าผักไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455490

x

กษ.ตีปีกเจรจาจีนสำเร็จ ยอมเปิดตลาดนำเข้าผักไทย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า วันที่ 20 พฤศจิกายน กรมวิชาการเกษตรพร้อมผู้แทนจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติหารือประเด็นนำเข้าและส่งออกผักสดระหว่างไทยและจีนร่วมกับดร.ถัง กวงเจียง ผู้ตรวจราชการสำนักงานความปลอดภัยอาหารนำเข้าส่งออก กระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อลดปัญหาอุปสรรคการนำเข้าและส่งออกสินค้าผักสด ตลอดจนขยายตลาดส่งออกผักสดไทยไปจีน ทั้งด้านปริมาณและความหลากหลายในอนาคต

ปัจจุบันมีสินค้าผักสดหลายชนิดจากไทยที่ยังไม่สามารถส่งออกไปจีนได้ เนื่องจากจีนประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้สินค้าผักและผลไม้ ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนอนุญาตให้นำเข้าจีนได้ โดยครั้งนี้ได้เจรจากับจีน ถึงประเด็นผักหลายชนิดที่ไทยต้องการส่งออก เช่น กะเพรา และข้าวโพด ซึ่งไทยเคยส่งออกไปจีนได้ก่อนกฎระเบียบฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ผลเจรจาครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่หาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ โดยฝ่ายจีนแจ้งว่าจะเร่งรัดกระบวนการพิจารณาการนำเข้าผักที่เคยมีการค้ากับจีนก่อนกฎระเบียบมีผลบังคับใช้ ซึ่งกรมจะรวบรวมรายการผักที่เคยส่งออกและข้อมูลที่เกี่ยวข้องส่งให้จีนพิจารณาต่อไป สำหรับผักชนิดใหม่ที่ไทยประสงค์จะส่งออกเพิ่มเติม เช่น มะระ จีนก็จะเร่งพิจารณาอนุญาตให้แก่ไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ฝ่ายจีนได้ชื่นชมการทำงานเชิงรุกของฝ่ายไทยในการแก้ปัญหา

ในโอกาสนี้ไทยยังแจ้งฝ่ายจีนถึงความสำคัญในการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญและตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งสินค้าในประเทศและสินค้านำเข้า และขอให้จีนเข้มงวดตรวจสอบความปลอดภัยสินค้าก่อนส่งออก เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เนื่องจากจีนมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารมายังไทยในปริมาณมาก โดยตั้งแต่ปี 2559-2561 ไทยอนุญาตให้นำเข้าผักสดจากจีน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 8,200 ล้านบาท

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์น้ำเชียงใหม่ เตรียมแผนรับภัยแล้ง-ผันแม่งัดเติมน้ำปิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455495

x

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์น้ำเชียงใหม่ n เตรียมแผนรับภัยแล้ง-ผันแม่งัดเติมน้ำปิง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ปีนี้ปริมาณฝนตกเฉลี่ยในจ.เชียงใหม่ มีอยู่ที่ 862 มิลลิเมตร น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 23% กรมชลประทานจึงเตรียมรับมือด้วยการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ปัจจุบันลดใช้น้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ของจังหวัด คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้ 17.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือใช้น้ำลดลง 34% และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้อีก 22.7 ล้านลบ.ม. หรือใช้น้ำลดลง27% คาดว่าวันที่ 1 ธันวาคม เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 160 ล้านลบ.ม. หรือ 60% ของความจุเขื่อน และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 70 ล้านลบ.ม. หรือ 27% ของความจุเขื่อน อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่พอใช้ทุกกิจกรรม กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน ซึ่งจำเป็นต้องลดพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้ง โดยในเขตพื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลงจาก 67,700 ไร่ เหลือ 40,286 ไร่ ลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเหลือประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งทั้งหมด 35 ล้าน ลบ.ม.และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 อีก 35 ล้านลบ.ม. รวมทั้งยังจัดสรรน้ำให้พื้นที่พิเศษอีก 70 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งปริมาณน้ำค่อยข้างน้องนั้น จะลดพื้นที่ปลูกพืชจาก 77,322 ไร่ ในปีที่แล้วเหลือเพียง 25,055 ไร่ โดยงดปลูกข้าวนาปรัง จะส่งน้ำให้เฉพาะไม้ผล 14 ล้านลบ.ม. น้ำสำหรับผลิตน้ำประปา จ.เชียงใหม่ 9 ล้าน ลบ.ม. และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 จำนวน 25 ล้านลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พิเศษบริเวณ 2 ฝั่ง แม่น้ำปิงในเขตจ.เชียงใหม่ และลำพูน มีพื้นที่ 200,000 ไร่ ที่ต้องใช้น้ำจากแม่่น้ำปิงเป็นหลักนั้น ต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนเพราะสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงปีนี้น้อยมากจนน่าเป็นห่วง ปริมาณน้ำท่าสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-11 พฤศจิกายน ที่สะพานนวรัฐมีเพียง 435 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 68% หรือกว่า 920 ล้านลบ.ม. ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวช่วงฤดูแล้ง 167 ล้านลบ.ม. ใช้เพื่อการเกษตรกรประมาณ 145 ล้านลบ.ม. ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจ เช่น ลำไย มะม่วง ใช้เพื่อผลิตน้ำประปา 21 ล้านลบ.ม.และใช้เพื่อการท่องเที่ยว (เทศกาลสงกรานต์) 1 ล้านลบ.ม.

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่พิเศษ กรมวางแผนรับมือโดยจัดสรรน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมาช่วยระบายลงแม่น้ำปิง เพื่อช่วยพื้นที่ดังกล่าวประมาณสัปดาห์ละ 1-8 ล้านลบ.ม. จะเริ่มกลางเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2563 รวม 70 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำจากลำน้ำสาขา เช่น น้ำแม่กาง น้ำแม่ลี้น้ำแม่ขาน ที่ไหลเข้ามาเติมแม่น้ำปิงอีก 97ล้านลบ.ม. พร้อมลดพื้นที่ปลูกนาปรังเช่นกันจาก 29,000 ไร่ เหลือ 14,000 ไร่ ถ้าจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะช่วยพื้นที่พิเศษพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำได้แน่นอน

เร่งส่งมอบปัจจัยการผลิตเยียวยาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455491

x

เร่งส่งมอบปัจจัยการผลิตเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นมาไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติฝนตกหนักกระจายทั่วทุกภูมิภาคช่วงฤดูฝน รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานในภาคกลาง รวมถึงปริมาณน้ำฝนในภาคใต้ที่อาจมีปริมาณมากขึ้นช่วงฤดูฝนปลายปี ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายจากอุทกภัยหลายพื้นที่ของประเทศ รวมพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 3.29 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 529,443 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ จ.พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, อุตรดิตถ์, พิจิตร, แพร่, เชียงใหม่, ลำพูน, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, สุโขทัย, นครพนม, อำนาจเจริญ, ยโสธร, สกลนคร, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร, หนองคาย, อุบลราชธานี, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, อุดรธานี, ขอนแก่น และศรีสะเกษ

จากผลกระทบดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงจัดทำโครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตร เพื่อเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เป็นการเตรียมพร้อมกรณีที่ต้องช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยให้ประกอบอาชีพ และมีรายได้หลังประสบภัยได้เร็วขึ้น ตลอดจนพืชผลการเกษตรให้ฟื้นตัว เจริญเติบโต ให้ผลผลิตและลดการระบาดของโรคพืชที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเตรียมผลิตปัจจัยการผลิตการเกษตร ได้แก่ 1. พันธุ์พืชผัก 294,100 ต้น
2. พันธุ์ไม้ผล 8,300 ต้น 3. เชื้อราไตรโคเดอร์มา 10,000 กิโลกรัม จากศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 25 ศูนย์ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 ศูนย์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 5 ศูนย์ โดยขณะนี้ส่งมอบปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรผู้ประสบภัยในจังหวัดต่างๆแล้วส่วนหนึ่ง โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ

สหกรณ์เฮพณ.คลอด3มาตรการสินเชื่อ หนุนเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455492

x

สหกรณ์เฮพณ.คลอด3มาตรการสินเชื่อ หนุนเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า กรมเตรียมความพร้อมสหกรณ์การเกษตรเพื่อเข้าโครงการชะลอและรวบรวมข้าวเปลือกปี 2562/63  ของรัฐบาล โดยให้สหกรณ์จังหวัดเร่งแจ้งหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ หลังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญผู้ประกอบการค้าข้าว ธ.ก.ส. สมาคมธนาคารไทยองค์การคลังสินค้า และกรมส่งเสริมสหกรณ์ หารือสถานการณ์ราคาข้าวและการซื้อขายข้าวเปลือก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีโรงสีเอกชนและสหกรณ์การเกษตรบางแห่งต้องปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพราะประสบปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปแนวทางช่วยเหลือ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกต้นฤดูกาลผลิตโดยเก็บในยุ้งฉางของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร มีเป้าหมาย 1 ล้านตันข้าวเปลือก มีค่าเก็บรักษาให้เกษตรกรตันละ 1,500 บาท หากสถาบันเกษตรกรเป็นผู้เก็บรักษาข้าวจะได้ตันละ 1,000 บาท และจ่ายให้เกษตรกรที่นำข้าวมาเก็บไว้ที่สหกรณ์ตันละ 500 บาท วงเงินจ่ายขาด  1,500  ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรวงเงิน 15,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูป อัตราดอกเบี้ยMLR-  1 เท่ากับ 4% ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรจะรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ  3  วงเงินจ่ายขาด 562 ล้านบาท และมาตรการที่ 3 โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เป้าหมาย  4 ล้านตัน ระยะเวลาเก็บสต๊อก 2-6 เดือน รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ  3  วงเงินจ่ายขาด  510 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าทั้ง 3 มาตรการจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 3 ธันวาคม

“ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวจากสมาชิก เป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร  488 แห่ง ใน 62 จังหวัด สมาชิก  3,335,211  ราย  สำหรับสหกรณ์ที่กู้จาก ธ.ก.ส.เพื่อนำมารวบรวมข้าวตามโครงการที่เป็นดอกเบี้ยปกติไปแล้วจะได้รับการปรับลดดอกเบี้ยตามมาตรการสินเชื่อรวบรวมข้าว ย้อนหลังให้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน”นายพิเชษฐ์ กล่าว

ผลรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ ณ  วันที่ 18 พฤศจิกายน มีสหกรณ์เปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือก  314 แห่งใน 49 จังหวัด 726,617 ตัน หรือร้อยละ  21.16 ของแผน มูลค่ารวม 7,671 ล้านบาท  สำหรับผลรวบรวมเฉพาะข้าวหอมมะลิขณะนี้ดำเนินการแล้ว 436,874 ตัน มูลค่า 5,469 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคเหนือ 133,802 ตันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 303,072  ตัน เมื่อทั้ง 3 มาตรการผ่านความเห็นชอบของครม.แล้ว สินเชื่อที่ได้รับจะมีส่วนช่วยสนับสนุนทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจรวบรวมข้าวของสหกรณ์คล่องตัวมากขึ้น และเปิดจุดรับซื้อข้าวได้เต็มศักยภาพของสหกรณ์

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก3สารพิษทันทีภายใน3วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455582

'มนัญญา'ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก3สารพิษทันทีภายใน3วัน

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก3สารพิษทันทีภายใน3วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 20.27 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในประชุมรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ก่อนที่จะยกเลิกใช้ 3 สาร ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ว่า จนถึงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการหารือกับเอกชนผู้นำเข้า-ส่งออก 4 สมาคม คือ สมาคมธุรกิจเกษตร , สมาคมอารักขาพืช , สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และ สมาคมการค้านวตกรรมเพื่อการเกษตรไทย และวันที่ 22 พ.ย.จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคน เพื่อซักซ้อมแนวทางดูแลประชาชนและเกษตรกร ในการคืน 3 สารอันตราย เพื่อให้ไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แบน 3 สาร ในวันที่ 1 ธ.ค.62 ดังนั้น การที่มีข่าวว่าในวันที่ 27 พ.ย.คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมอาจมีการทบทวนสารบางตัว เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กอ.ต้องตอบคำถามให้กับประชาชนทุกข้อ ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร จะต้องทำให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนและเกษตรกร เนื่องจากมีโทษตามกฎหมายสูง หาก 3 สาร มีอยู่ในครอบครองหลังวันที่ 1 ธ.ค.

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ในส่วนภาคเอกชน ตนยืนยันว่าหากต้องการส่งออก พร้อมเซ็นอนุมัติให้ทันทีในเวลาทำการ 1 – 3 วัน ขณะนี้มีเอกชนยื่นขอส่งออก 3 สาร 700 กว่าตัน พร้อมส่งไปประเทศที่สาม แต่ในส่วนสารที่มีคงเหลืออยู่ประมาณกว่า 3.8 หมื่นตัน ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบในการทำลาย เป็นเรื่องที่แปลกทั้งที่รู้ว่ารัฐบาลจะห้ามการใช้สารเคมี 3 สาร ก็ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง เพราะเอกชนต่างก็มั่นใจว่ายังงัยไม่มีทางแบนได้ ในขณะที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไปขายแบบลดแลกแจกแถม ซื้อ 1 ลิตร แถม 3 ลิตร เพื่อให้ไปอยู่มือเกษตรกรไว้เยอะๆ จริงๆ แล้วในเรื่องส่งออก-นำเข้าสารเคมี มีกฎหมายแรงมาก ขนาดต้องปิดบริษัท ตนได้ให้กรมวิชาการเกษตร ดึงกฎหมายนี้กลับมาก่อน เพื่อมาหารือกันก่อน มิฉะนั้นเจ๊งกันหมด ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลนี้ทำงานทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่มีใต้โต๊ะ ต่อไปการส่งออกต้องมีการเสียภาษี จะน้อยจะมากต้องเสียภาษี และเอาเรื่องเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยให้นำเข้าสารเคมี ภาษีเป็นศูนย์ เพราะต้องการทำให้สินค้าถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก แต่กลายเป็นช่องทางนำเข้าไปส่งออก

“ไม่ว่าไปทางซ้ายหรือขวา ต้องมาคุยกัน เราเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน ซึ่งขอถามว่าทำไมที่ผ่านมาเอาเข้ามาเป็นแสนตันต่อปี ก็ขายได้หมด แต่ปีนี้เอาเข้ามาน้อยกลับยังมีสารเหลือ ถึงเวลาที่ทุกคนควรพูดความจริง ยึดประโยชน์สูงสุด คือ เกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติ ที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันได้ ดิฉันลงพื้นที่ถามเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆ ทุกวันนี้เลิกใช้สารเคมีกันไปมากแล้ว ซึ่งทางสหกรณ์บอกว่าเขาต้องการเครื่องตัดหญ้า นี่คือความต้องการของเกษตรกร พรุ่งนี้จะไปประชุมสารวัตรเกษตร เพื่อย้ำว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีการจับเกษตรกร ไม่ทำร้ายเกษตรกร หากพื้นที่ไหนเกษตรกรถูกจับเพราะครอบครอง 3 สาร แสดงว่าหน่วยงานล้มเหลวในการทำความเข้าใจกับเกษตรกร” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ไปตรวจบริษัท พบว่าแม้ว่าบริษัทนำเข้าอาจมีมาตรฐานของโรงงาน แต่บริษัทที่ซื้อนำไปผลิตในยี่ห้ออื่นๆ ต้องยอมรับมีการนำไปผสมในสัดส่วนต่างกันไปตรงนี้ไม่มีใครคุม แต่เกษตรกรรับกรรม จากใช้สารไม่ตรงตามคุณภาพ เรื่องนี้ต่อไปจะเข้มงวดคุมตั้งแต่ต้นน้ำ และยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกสาร 3 ตัวนี้ เพื่อให้มีการนำเข้าสารตัวใหม่ เพราะดิฉันไม่เคยแทรกแซงกรมวิชาการเกษตร ถ้าในอนาคตจะมีการนำเข้าเป็นเรื่องว่ากันไปตามหลักวิชาการ เรื่องพวกนี้ก็แปลก เวลาเชิญประชุมไม่มากัน แต่ไปให้เงินทำเสื้อมาด่า จ้างมาด่า ทั้งที่เราทำเพื่อประชาชน ลงพื้นที่ร้านค้า ก็บอกว่าบริษัทใหญ่จ่ายตังรัฐมนตรีเกษตรแล้ว ยังงัยก็ไม่มีทางแบน จึงทำให้ไม่มีการเตรียมการอะไรกันเลย ทั้งที่ดิฉันเข้ามารับตำแหน่งวันแรกก็มีนโยบายแบน 3 สาร เพราะได้มีข้อมูลหนักแน่น ในเรื่องผลกระทบเป็นพิษภัยต่อร่างกายมนุษย์เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เสนอแบน 3 สาร มาตั้งแต่ปี 2560

‘วีระ’บุกหน้าฟาร์มไก่’ส.ส.ปารีณา’ เจอรถบรรทุกลิบล้อขนขี้ไก่วิ่งเข้า-ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455478

'วีระ'บุกหน้าฟาร์มไก่'ส.ส.ปารีณา' เจอรถบรรทุกลิบล้อขนขี้ไก่วิ่งเข้า-ออก

‘วีระ’บุกหน้าฟาร์มไก่’ส.ส.ปารีณา’ เจอรถบรรทุกลิบล้อขนขี้ไก่วิ่งเข้า-ออก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.23 น.

“วีระ”บุกหน้าฟาร์มไก่”ส.ส.ปารีณา”หลังเข้าแจ้งความดำเนินคดี พบยังคงทำงานปกติ มีรถบรรทุกขนขี้ไก่วิ่งเข้าออก เชื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายวีระ​ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนจ้านคอลัปชั่น เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.กัมปนาท เจริญศรี รอง สว.สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี เพื่อดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ​น.ส.ปารีณา​ ไกรคุปต์​ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในข้อหาบุกรุกที่ป่าสงวน ครอบครองที่ดิน​ สปก.โดยไม่ได้รับอนุญาต​และการได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย​

จากนั้นนายวีระ เดินทางไปยังฟาร์มไก่เขาสน หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ของน.ส.ปารีณา พร้อมด้วย ร.ต.อ.กัมปนาท เจริญศรี รอง สว. สภ.จอมบึง เพื่อถ่ายภาพชี้จุดที่นายวีระ ต้องการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.ปารีณา เพื่อประกอบสำนวนของพนักงานสอบสวน ในบันทึกการแจ้งความ ซึ่งนายวีระได้เดินไปตามจุดต่างๆที่บริเวณด้านหน้าของฟาร์มไก่ ไม่ได้เข้าไปภายในฟาร์มแต่อย่างใด เนื่องจากภายมีการติดป้ายประกาศห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในฟาร์มก่อนได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ที่บริเวณหน้าฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ยังไม่มีเอกสารใดๆจากทางราชการที่เกี่ยวข้องนำมาปิดเพื่อสั่งห้ามเข้าออก หรือ สั่งหยุดกิจการตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อไปก่อนหน้านี้ ประตูฟาร์มยังคงเปิดให้รถบรรทุกของฟาร์ม หรือ รถของลูกค้าที่ติดต่อธุระกรรมกับทางฟาร์มไก่เข้าออกตามปกติ และระหว่างที่นายวีระเดินชี้จุดให้พนักงานสอบสวนบันทึกภาพประกอบสำนวน พบมีรถบรรทุก 10 ล้อ    ซึ่งบรรทุกขี้ไก่จากในฟาร์มเพื่อนำออกไปกองจำหน่ายที่บริเวณพื้นที่ภายนอกของทางฟาร์ม แต่ก็ยังคงเป็นพื้นที่ของ ส.ส.ปารีณา ที่อยู่ติดเชิงเขาสนบริเวณฝั่งตะวันตก โดยมีป้ายเขียนข้อความ และลูกศรชี้ไปยังจุดกองและจำหน่ายขี้ไก่ติดอยู่บริเวณด้านหน้า

ต่อมานายวีระ ได้เรียกให้สื่อมวลชนเข้ามาบันทึกภาพ พร้อมทั้งแจ้งกับพนักงานสอบสวนว่า “ฟาร์มไก่แห่งนี้ยังคงมีรถเข้าออก มีการทำงานกันตามปกติ ไม่มีการปิดหรือหยุดกิจการใดๆ แม้จะเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า มีการออกมาร้องเรียนว่าฟาร์มไก่แห่งนี้ผิดกฎหมาย มีการบุกรุกครอบครองที่ป่าสงวน และถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.โดยไม่ถูกต้อง” จากนั้นนายวีระได้เรียกให้รถบรรทุก 10 ล้อ ที่วิ่งออกมาหยุดและเชิญคนขับรถลงมาเพื่อสอบถามข้อมูล พร้อมทั้งแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อให้สอบปากคำ

แต่คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ คันดังกล่าวแจ้งกับนายวีระว่า ตนเพิ่งเข้ามาทำงาน และไม่รู้ข้อมูลต้องถามคนด้านใน และไม่ลงจากรถตามคำเชิญ ซึ่งนายวีระได้เข้าไปเปิดประตูรถ พร้อมทั้งเชิญให้ลงมา แต่คนขับรถแจ้งว่าไม่สะดวก นายวีระจึงได้ถามข้อมูลกับคนขับรถ และแจ้งให้ตำรวจเรียกสอบสวน ทำให้คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ ตกใจ จึงได้ให้ข้อมูลเบื้องตนกับทางพนักงานสอบสวนพร้อมแจ้งเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบปากคำภายหลัง นายวีระยังถามย้ำกับทางคนขับรถบรรทุกว่าภายในฟาร์มยังทำงานตามปกติใช่ไหม ซึ่งคนขับรถบรรทุกตอบกลับไปว่า “ใช่” แต่ตนไม่รู้ข้อมูลต้องถามคนด้านใน จากนั้นได้ขับรถเข้าไปภายในฟาร์มตามปกติ

นายวีระ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนลงมาพื้นที่เพื่อดูให้แน่ชัดว่าฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณาที่ว่ามีการครอบครอง 1,706 ไร่นั้นมีการบุกรุกครอบครองที่ป่าสงวน และถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตนได้หอบหลักฐานต่างๆ มาแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาและเชื่อว่าคงไม่ได้มีผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียวนอกจากน.ส.ปารีณาแต่ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปช่วยเหลือด้วย วันนี้สื่อมวลชนและตำรวจคงเห็นแล้วว่ามีการทำงานกันตามปกติ ฟาร์มยังเปิดประตู มีรถเข้าออก ยังไม่มีการประกาศหยุดหรือปิดฟาร์มแต่อย่างไร ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป