เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรม ต่อต้านไอยูยูสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455498

เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรม ต่อต้านไอยูยูสำเร็จ

เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรม ต่อต้านไอยูยูสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.16 น.

เอฟเอโอ. ยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการต่อต้านไอยูยูสำเร็จพร้อมหนุนบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ เสนอไทยเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตร ขณะที่“อลงกรณ์”เตรียมเสนอรายงาน”เฉลิมชัย” ผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกและประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลกของยูเอ็น

21 พ.ย.62 ที่ สำนักงานที่ปรึกษา การเกษตรของไทยประจำ FAO นายอลงกรณ์ พลบุตร พร้อมด้วย นายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (FAO/IFAD/WFP) ณ กรุงโรม เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ:FAO)ณ สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

 

โดยนายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ เอฟเอ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติและแสดงความยินดีที่ผู้แทนไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (CFS) พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ FAO ในเรื่องการป้องกันปัญหาโรคระบาด ปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร ปศุสัตว์ และประมง นโยบายสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และนโยบายต่อต้านประมงผิดกฎหมายพร้อมกับขอให้ไทยสนับสนุนข้อริเริ่มของผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอ.เรื่องการร่วมมือทำงานใกล้ชิด(hand in hand )โดยการส่งเสริมโครงการการพัฒนาเกษตรอาหารและประมงกับประเทศอาเซียนและประเทศยากจนในภูมิภาคต่างๆโดยเอฟเอโอ.พร้อมขยายความร่วมมือกับไทยและสนับสนุนการเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรอาหารและประมงของโลก

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณเอฟเอโอ.ที่สนับสนุนและร่วมมือกับประเทศไทยอย่างดียิ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอยืนยันว่าประเทศไทยสนับสนุนแนวคิดการจับคู่เพื่อการพัฒนา “Hand-in-Hand Initiative” ของผู้อำนวยการใหญ่ FAO คนใหม่ และข้อริเริ่มการพัฒนาปประมงยั่งยืน(Blue Growth Initiative)รวมทั้งการสร้างความร่วมมือในกรอบใต้-ใต้(South-South and Triangular Cooperation:SSTC)ที่ผ่านมา โดยไทยได้ขยายความร่วมมือในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นนอกอาเซียน ร่วมกับภาคเอกชนของไทย ทั้งนี้ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาภาคเกษตรแบบครบวงจนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยกลุ่มสตรีและเยาวชนและพร้อมยกระดับไทยเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านการเกษตรและอาหารในระดับภูมิภาค

 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ให้ความสำคัญในด้านเกษตรและประมงเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ไทยได้พัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล  โดยในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค ไทยได้เสนอ  โครงการ”ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการประมงที่ยั่งยืนในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน” ผลักดันการจัดทำนโยบายประมงอาเซียน และการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการควบคุม (IUU)

ขณะเดียวกันที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แจ้งให้ FAO ทราบถึงการขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการทำงานใหม่ โดยขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 นำระบบข้อมูลเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร เช่น โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AgriTech and Innovation Center) ใน 77 จังหวัด โดยเป็นการทำงานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันเกษตรกรรวมทั้ง พัฒนาระบบอีคอมเมอร์ซเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสําคัญในเรื่องการผลิตเกษตรอินทรีย์และอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยผลักดันให้มีการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกลุ่มของเกษตรกร และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ให้ทำงานหรือบริหารจัดการธุรกิจร่วมกันเพื่อลดต้นการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม

จากนั้น นายอลงกรณ์ พลบุตร และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Gilbert Houngbo ประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) โดยนายกิลเบิร์ตกล่าวว่า IFAD เป็นหนึ่งในองค์กรของสหประชาชาติ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนธนาคารเกษตรของโลก จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ช่วยเหลือประเทศสมาชิก ซึ่งมีอยู่ 176 ประเทศ ในการพัฒนาและสนับสนุนการเชื่อมโยงภาคเกษตรกับภาคธุรกิจให้เกิดการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสร้างความเข้มเข็งและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกร เยาวชน และสตรีในชนบท ซึ่งความช่วยเหลือส่วนใหญ่อยู่ในรูปของโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) สำหรับการพัฒนาด้านวิชาการ ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านการเงินและการตลาด  ทั้งนี้ ประธาน IFAD กล่าวขอบคุณประเทศไทยในความร่วมมือระหว่างกันและมองว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาด้านการเกษตร และมีผลสำเร็จที่สามารถถอดแบบตัวอย่างเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับประเทศอื่นๆยิ่งกว่านั้นไทยยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกพร้อมที่จะสร้างบทบาทการเป็นประเทศผู้นำและผู้ให้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน กับองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งIFADพร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศไทยรวมทั้งเรื่องโลจิสติกส์กรณีเกิดภัยพิบัติและวิกฤตด้านอาหารและความอดอยากขาดแคลนแบบเร่งด่วน

ในระหว่างการหารือ นายอลงกรณ์ ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาล เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาการผลิตมากขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ ธกส. และธนาคารออมสิน จัดตั้งโครงการสินเชื่อประมงดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลตัวอย่างสำหรับIFADและประเทศสมาชิกนอกจากนี้ ยังมีโมเดลการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการค้าเช่นโครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจสเตย์และโครงการออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลBig DataและAIภาคเกษตรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และไทยได้นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนั้นนายอลงกรณ์ยัง ได้ขอบคุณ IFAD ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Mekong Knowledge and Sharing Fair” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินภาคเกษตร” และขอบคุณ IFAD ที่ให้การสนับสนุนไทยดำรงตำแหน่งประธานความมั่นคงอาหารโลก (World Food Security หรือ CFS) ด้วยและเตรียมเสนอรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนเรื่องความร่วมมือกับFAOและIFADเพื่อผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกต่อไปและในโอกาสที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก(Committee on World Food Security:CFS)ระหว่างปี2019-2021

รวมพลังเกษตรไทย’แต่งชุดดำ’ แสดงจุดยืนคัดค้านแบน3สาร 28พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455482

รวมพลังเกษตรไทย'แต่งชุดดำ' แสดงจุดยืนคัดค้านแบน3สาร 28พ.ย.นี้

รวมพลังเกษตรไทย’แต่งชุดดำ’ แสดงจุดยืนคัดค้านแบน3สาร 28พ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.55 น.

เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะแต่งชุดดำเข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล 28 พ.ย. นี้ ล่าสุดนายกฯ มอบหมายรมว. เกษตรฯ พบผู้แทนเกษตรกรรับทราบความเดือดร้อนและชี้แจงมาตรการรองรับ ด้านผู้ประกอบการสารเคมีทางการเกษตรที่จะประชุมกับคณะทำงานของรมช. มนัญญาระบุ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวทางส่งสินค้าคงค้างออกหรือกลับบริษัทผู้ผลิตเพราะเหลือเวลา 11 วัน ทำไม่ทันแน่นอน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะแต่งชุดดำ แล้วรวมตัวกันไปเรียกร้องต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหาด่วนที่สุด ก่อนที่จะมีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้ 3 สารในวันที่ 1 ธันวาคม ทั้งนี้เกษตรกรได้ติดต่อกันผ่านทุกช่องทางสื่อสารโดยติด #SAVEเกษตรกรไทย เพื่อจะให้รัฐเห็นถึงความเดือดร้อนจากนโยบายดังกล่าว

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า จากการที่สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเข้าชี้แจงความเดือดร้อนและผลกระทบในการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจประเทศที่จะเกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับเรื่องแทน โดยนัดหมายให้ผู้แทนสมาพันธ์ 10 คนเข้าพบในวันที่ 28 พฤศจิกายนเช่นกัน ซึ่งจะได้สอบถามด้วยว่า หากยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรทั้งประเทศเตรียมมาตรการรองรับไว้พร้อมหรือยัง ส่วนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งมาว่า จะให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าพบ จนถึงขณะนี้เรื่องเงียบหายไป

ด้านนายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกล่าวว่า ได้มอบหมายผู้แทนไปร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมเพื่อการค้าและนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยไปประชุมกับคณะทำงานของน.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรและสหกรณ์ โดยไม่ได้พบกับน.ส. มนัญญาซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่ประเทศจีน ทั้ง 3 สมาคมไม่ได้คาดหวังว่า นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาของรมช. มนัญญาซึ่งจะเป็นประธานการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ (21 พฤศจิกายน) จะรับฟังเหตุผลใดๆ จากสมาคมผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร แต่ที่ต้องไปร่วมประชุมเนื่องจากมีการระบุว่า หากไม่มาประชุมแสดงว่า ไม่เดือดร้อน สำหรับประเด็นที่รมช. มนัญญาระบุว่า จะให้กรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าคงค้างกลับบริษัทผู้ผลิตและส่งไปขายยังประเทศที่ 3 นั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากสตอกสินค้ามีกว่า 20,000 ตัน แต่เหลือระยะเวลาเพียง 11 วันที่กฎหมายยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้แล้ว

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455222

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกครั้งที่เราได้มีโอกาสเดินทางไปทางทิศใต้ คราวนี้ไปในภาค (region) ที่คนไทยเรารู้จักดีและเรียกติดปากว่า “ตะนาวศรี”ท่านผู้อ่านยังจำได้อยู่นะครับว่าเมียนมาแบ่งการปกครองเป็นรัฐ (state) กับภาค ต่างกันอย่างไรผมขออนุญาตไม่อธิบายซ้ำครับ ผมมานั่งนึกในใจว่าคำว่าตะนาวศรีที่คนไทยเรียกมาจากไหนหนอ ยังค้นไม่เจอ ทั้งนี้เพราะเมียนมา เขาไม่เรียกอย่างนี้ ภาษาอังกฤษสะกดว่า Tanintharyi โอ้ย อ่านยากอีกแล้ว ผมเงี่ยหูฟังคนเมียนมาเรียกชื่อ ฟังได้ว่า “ทะนินทะยี” ซึ่งฟังกี่ครั้งๆ ก็ไม่เป็นตะนาวศรีเลย อีกทั้งบางทีผมลืมไปเรียกชื่อเมืองตะนาวศรี เขาก็งงไม่เข้าใจครับ เหมือนกับมหาราชองค์หนึ่งของเมียนมาที่คนไทยเรารู้จักดีในวิชาประวัติศาสตร์ เรียกพระเจ้าบุเรงนอง ยุคหลังๆ เข้าใจว่าคนสร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงไปศึกษาประวัติศาสตร์ที่เมียนมาเพื่อให้ได้ความชัดกว่าเดิม จึงไปได้ชื่อใหม่ของท่านและเรียกในภาพยนตร์ดังกล่าวว่า “บะเยงนอง”

เมืองหลวงหรือเมืองหลักของภาคตะนาวศรี คือ ทวาย ครับ สมัยก่อนผมเคยไปเที่ยวชายแดนกาญจนบุรี บ้านพุน้ำร้อน เคยฝันว่าอยากนั่งรถยนต์ข้ามประเทศไปเที่ยวเมืองทวาย แต่มาทราบว่าเส้นทางยังไม่พัฒนา ทั้งๆ ที่ช่วงหนึ่งมีการประโคมข่าวว่าจะมีการสร้างท่าเรือที่ทวายแล้วขนส่งสินค้า เป็นแลนด์บริดจ์เข้ามาไทยตามเส้นทางนี้ ช่วงนั้นฟู่ฟ่ามาก ใครๆ ก็พูดถึงทวายๆ แต่ระยะนี้เห็นเงียบๆ ไป ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว คณะเราเดินทางไปเมืองทวายโดยเครื่องบินจากย่างกุ้งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เป็นเครื่องบินขนาดเล็กซึ่งหลังจากส่งแวะผู้โดยสารที่ทวายแล้วจะบินต่อไปยังเมืองมะริด ซึ่งอยู่ต่อไปทางใต้อีก เมืองทวายใหญ่พอสมควร อากาศค่อนข้างชื้น เพราะติดทะเลอันดามัน ท่านเกษตรภาค (จังหวัด) พาคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวัน คอยเวลาพิธีการส่งมอบข้าวในช่วงบ่าย เป็นห้องอาหารไพรเวท ติดแอร์แถมยังเอาเบียร์มาเลี้ยงอีก เป็นที่ถูกใจของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ไปกับคณะด้วย แต่ผมขอไม่ดื่ม เพราะเดี๋ยวจะมึนไปเข้าพิธีไม่สวย ผมเสนอเล่นๆว่าขอให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั่งกินเบียร์ต่อรอที่นี่ก็แล้วกัน ผมไปคนเดียวกับคณะได้ แล้วเสร็จจะกลับมารับ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรก็เห็นด้วย บอกรอที่นี่แหละไม่ต้องไป แต่แกหัวเราะและปฏิเสธ

มุขมนตรี หรือ chief minister ที่นี่เป็นสุภาพสตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ทำพิธีส่งมอบข้าวจนเสร็จ เกือบเย็น ท่านรองอธิบดี ก็พาเราไปเยี่ยมสำนักงานเกษตรประจำเมือง ในเมียนมาสำนักงานเกษตรไม่เป็นแบบแปลนเดียวกันหมดเหมือนสำนักงานเกษตรจังหวัดของไทยนะครับ แต่ละแห่งรูปทรงต่างกัน เหมือนบ้านก็มี เวลาผู้ใหญ่ไปเยี่ยมก็จะมีอาหารว่างมาเลี้ยงดู ที่มากกว่ากาแฟของเรา เรียกว่ากินอิ่มได้เลย ถั่วทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หมูฝอย ปลาแห้งทอด ไปจนถึงคล้ายๆ เมี่ยง และผลไม้ หัวหน้าสำนักงานที่ใช้คำว่า director จะนำข้าราชการลูกจ้างมาบริการผู้ใหญ่อย่างดี ท่านรองฯท่านนี้ขยันมาก บางทีหลายๆ ครั้งที่ไปส่งเราที่โรงแรมแล้ว แกยังขอตัวไปประชุมเจ้าหน้าที่ต่ออีก ตกลงค่ำนั้น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าแกจะพาพวกเราไปพักที่โรงแรมไหนนะในเมืองทวาย แต่เห็นแกหันรถออกนอกเมือง เดินทางต่อไปยิ่งไกลเรื่อยๆ เพิ่มความสงสัยแก่ผมมาก จนในที่สุดก็ไปถึงชายริมทะเลอันดามัน เป็นโรงแรมคล้ายๆ รีสอร์ท แต่ก็มีสภาพค่อนข้างเก่าอยู่ เพราะขาดการบำรุงรักษาที่ดี มีหาดทรายทิวสนเดินเล่นได้ ลมพัดเย็น แหม! ท่านรองฯ คงต้องการบริการคณะเราอย่างเต็มที่ จนบางครั้งเรารู้สึกเกรงใจ ตกลงคืนนั้นเราพักที่รีสอร์ทติดทะเลอันดามัน ซึ่งก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ อาหารเย็นก็รับประทานในห้องอาหารของรีสอร์ต หลังจากเบียร์หมดไปหลายขวด ท่านเกษตรภาคเลยแลกเปลี่ยนกับผมในเรื่องนโยบายเกษตรหลายเรื่อง อาศัยว่าผมพอมีประสบการณ์มาบ้าง ก็ได้ช่วยเหลือเขาได้คุ้มค่าอาหารพอสมควร หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เขายังเชิญชวนให้พวกเราไปนวดแผนโบราณอีก ซึ่งที่รีสอร์ทมีบริการ ปกติผมคนหนึ่งละที่ชอบนวดแก้เมื่อยแบบนี้ แต่คืนนั้นผมรู้สึกอิ่มและอยากพัก เลยปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปนวดกับเขา เช้าขึ้นมาเห็นแกมาบ่นว่า นวดได้ครึ่งเดียวเพราะทนเจ็บไม่ไหว หมอนวดหนักมาก ดีนะที่ผมตัดสินใจถูกไม่งั้นอาจโดนหมอนวดเมียนมาทำเดี้ยงเดินไม่ไหวละแย่เลย

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯติดอาวุธจนท. หนุนพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตอ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455229

x

ก.เกษตรฯติดอาวุธจนท. หนุนพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตอ.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดสัมมนาสร้างความเข้าใจโครงการและพัฒนาความรู้ให้เจ้าหน้าที่ หลักสูตร “การปฏิบัติงานโครงการไม้ผลและวิชาการพัฒนาคุณภาพไม้ผลครบวงจร” พร้อมมอบนโยบายพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตะวันออกให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก จำนวน 70 คน ระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน ที่อ.บ้านฉาง จ.ระยอง มุ่งเพิ่มทักษะให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถพัฒนาคุณภาพผลไม้เศรษฐกิจภาคตะวันออกครบวงจร และสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงาน 3 โครงการคือ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ไม้ผล) มีเป้าหมายเกษตรกร 900 ราย ใน 9 จังหวัด ดำเนินงานพัฒนาการผลิตไม้ผลแบบมีส่วนร่วม

2. โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าด้านการเกษตร ภาคตะวันออก เน้นพัฒนาสินค้าเกษตรไม้ผล เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยมาตรฐานการรับรอง GI และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป้าหมายเกษตรกร 270 ราย 9 จังหวัด ได้พัฒนาคุณภาพไม้ผลที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างน้อย 1 ชนิด ให้ได้รับมาตรฐาน GAP และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่กระบวนการรับรองสินค้า GI และ3. โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ตลอดจนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ยกระดับการรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)ในภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี และตราด

“ปัจจุบันการผลิตไม้ผลของไทยนับวันประสบปัญหาสภาวะการแข่งขันที่มีข้อกำหนดเงื่อนไขกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด และผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาราคาปัจจัยการผลิต แรงงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และแย่งส่วนแบ่งตลาดผลไม้ไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้มีปริมาณผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐานส่งออกเพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค สร้างเอกลักษณ์เป็นสินค้าปลอดภัย มีการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับผลผลิต โดยใช้ QR Code ให้มากขึ้นและสนองนโยบายตลาดนำการเกษตรของรัฐบาล โดยนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม นำไปสู่การลดต้นทุนและสินค้ามีคุณภาพ”รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ประมงเช็คระบบป้องกันฟาร์มจระเข้อุบลฯ จัดทีมไกรทองเฝ้าระวังแหล่งน้ำ24ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455227

x

ประมงเช็คระบบป้องกันฟาร์มจระเข้อุบลฯ จัดทีมไกรทองเฝ้าระวังแหล่งน้ำ24ชม.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากปัญหาอุทกภัยตั้งแต่วันที่28 สิงหาคม ถึงปัจจุบันสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก โดยมีรายงานพื้นที่เสียหายด้านประมงล่าสุด เพิ่มขึ้นเป็น 19 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และกระบี่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 32,241.58 ไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหาย 27,762 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า450 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 2562)

นอกจากการสำรวจความเสียหายภาคประมงแล้ว กรมประมงยังได้รับร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัย กรณีอาจมีจระเข้หลุดลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งอธิบดีกรมประมงคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน จึงสั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมให้ฟาร์มจระเข้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมก่อนเกิดอุทกภัย ทั้งนี้ เมื่อเกิดอุทกภัยใน 19 จังหวัด ยังกำชับเจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ กรมประมงยังตั้งเครือข่ายไกรทอง หากได้รับแจ้งว่าพบจระเข้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเครือข่ายดังกล่าวมีทั้งหมด 8 ศูนย์ และ 43 เครือข่ายย่อยทั่วประเทศ และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 80 นาย ซึ่งชำนาญในการจับจระเข้ในธรรมชาติ ปัจจุบันใน 77 จังหวัดของไทยพบมีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงจระเข้ 76 จังหวัด มีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ 1,067 ฟาร์ม โดยในพื้นที่ประสบอุทกภัย 19 จังหวัด มีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ 284 ฟาร์ม

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มในจ.อุบลราชธานี ครั้งนี้ พบรายงานว่ามีฟาร์มเลี้ยงจระเข้ 11 ฟาร์ม ที่ตั้งฟาร์มอยู่ในที่ดอนห่างแหล่งน้ำธรรมชาติ มีบ่อและระบบเลี้ยงเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมประมง เมื่อเกิดอุทกภัยพบผู้ประกอบกาเฝ้าระวังป้องกันจระเข้หลุดรอดลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้ดีระดับหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำบางพื้นที่ยังน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะภาคกลางของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม จึงขอเตือนผู้เพาะเลี้ยงจระเข้เพิ่มความระมัดระวังในการควบคุม ดูแล จระเข้ในครอบครองให้มากเป็นพิเศษ โดยขอความร่วมมือตรวจสอบฟาร์ม บ่อเลี้ยงจระเข้ให้แข็งแรง คัดแยกจระเข้ในบ่อให้มีขนาดเดียวกัน ป้องกันตัวเล็กหลุดลอดท่อน้ำได้ ถ้าฟาร์มเลี้ยงจระเข้รายใดเสี่ยงต่อการหลุดรอดของจระเข้ ขอให้เจ้าของฟาร์มเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย และปรับปรุงฟาร์มให้แข็งแรงปลอดภัยต่อการเพาะเลี้ยง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นจระเข้ในแหล่งน้ำสาธารณะหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แจ้งได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ได้ 24 ชั่วโมง หรือติดต่อกรมประมง ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2562-0600 หรือขอรับคำแนะนำ ความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ/สำนักงานประมงจังหวัด/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงในพื้นที่หรือกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมงกรมประมง โทรศัพท์ 0-2558-0218 และ 0-2561-4740

กยท.เร่งให้ความรู้ชาวสวนยางสกัดโรคใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455224

x

กยท.เร่งให้ความรู้ชาวสวนยางสกัดโรคใบร่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ในพื้นที่ปลูกยางพาราภาคใต้ตอนล่างขณะนี้ว่า กยท.รับรายงานการระบาดช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยจ.นราธิวาส พื้นที่ปลูกยางแห่งแรกที่พบการติดเชื้อ คาดว่าเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่เคยระบาดในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย และแพร่ระบาดทางลมจนมาถึงชายแดนไทย กยท.สั่งสำรวจความเสียหายรวมถึงเก็บตัวอย่างเชื้อเพื่อหาวิธีป้องกันแก้ไข โดยมอบให้สถาบันวิจัยยาง กยท. ลงพื้นที่อบรมสร้างความเข้าใจ นอกจากนี้ กยท. มองว่าต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะเชื้อราชนิดนี้แพร่ระบาดสู่พืชชนิดอื่นได้ด้วย รวมถึงจะเสนอมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่สวนเสียหายจากเชื้อราชนิดนี้ ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 49(5) โดยเสนอต่อกรรมการ กยท. หาระเบียบช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมภายในเดือนพฤศจิกายน

นายกฤษดา สังข์สิงห์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท.เผยว่า สถาบันวิจัยยางจัดอบรมแนวทางสำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. เพื่อสร้างความเข้าใจที่มาของโรค การแพร่ระบาดและวิธีป้องกันแก่พนักงานกยท.ในภาคใต้ตอนล่าง และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่ชาวสวนยาง ซึ่งโรคใบร่วงฯคาดว่าเกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. เป็นหลัก อาจมีเชื้อราชนิดอื่นร่วมด้วย พบการระบาดในสวนยางประมาณ 400,000 ไร่หรือ40% ของพื้นที่ปลูกยางในจ.นราธิวาส ทำให้ ผลผลิตยางลดลงกว่า 30% อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้ซึ่งสถาบันวิจัยยางเร่งศึกษาวิจัย เบื้องต้นแนะนำเกษตรกรให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้ต้นยาง ถ้าพบต้นยางมีอาการของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่กยท.เข้าตรวจสอบ หากพบว่าติดเชื้อราชนิดนี้ให้ใช้สารกำจัดเชื้อราเช่น เบโนมีล โพรปิเนป แมนโคเซปคลอโรธาโลนิล เฮกซาโคนาโซล หรือไทโอฟาเนต-เมธิล ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลงโดยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมดูแลเกษตรกร ลดผลกระทบหลังเลิกใช้3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455226

x

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมดูแลเกษตรกร ลดผลกระทบหลังเลิกใช้3สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังตรวจเยี่ยมสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ที่อ.เขาสมิง จ.ตราด ว่า  เป็นการตรวจเยี่ยมเพื่อรับทราบปัญหาการทำงาน และอยากเห็นศักยภาพของสหกรณ์ในการแปรรูปยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สหกรณ์พัฒนากระบวนการผลิตไปจนถึงแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยต้องใช้หลักตลาดนำการผลิต สำรวจความต้องการของตลาด เพื่อให้สหกรณ์นำมาวางแผนผลิตสินค้าจากยางพารา เพื่อให้มีตลาดรองรับและขยายช่องทางเพิ่มขึ้น

รมช.เกษตรฯยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกใช้ 3 สารเคมี ขอให้แต่ละสหกรณ์ทำรายละเอียดเสนอมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ถึงความต้องการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการกำจัดวัชพืช เพื่อนำไปบริการเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ซึ่งขณะนี้กำลังสำรวจความต้องการของสหกรณ์ทั่วประเทศ

“วันนี้รัฐบาลมีนโยบายให้เบ็ดไม่ใช่ให้ปลา ดังนั้น หากต้องการให้รัฐช่วยเหลือหลังจากเลิกใช้ 3 สาร แล้วให้แจ้งมา เช่นต้องการรถไถ เครื่องตัดหญ้า รถแทรกเตอร์ เมื่อได้รายละเอียดจะได้มีมาตรการออกมาดูแลกัน ในฐานะที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้ ดิฉันจะดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด และที่ตราดถือว่าติด 1 ใน 5 จังหวัด ที่ใช้สารเคมีมาก อยากให้เลิกใช้ เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว” น.ส.มนัญญากล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า เบื้องต้นกรมเตรียมมาตรการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้สหกรณ์ที่ต้องการนำไปบริการสมาชิก โดยจะเริ่มที่พืช 2 ชนิดก่อน ได้แก่ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน โดยมาตรการช่วยเหลือจะขอใช้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้กรมสำรวจความต้องการของสหกรณ์ใน 2 กลุ่มพืช ภายใต้เงื่อนไขว่า 1.สหกรณ์เหล่านั้นต้องบริหารจัดการ และ2.ประเภทเครื่องจักร  ขนาดกำลังเครื่องจักร  จำนวนที่ขอ ต้องสอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดกรมทำรายละเอียดไว้แล้ว เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อเสนอคณะทำงานที่รมช.เกษตรฯตั้งขึ้น ก่อนสรุปมาตรการลดผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์เสนอรมช.เกษตรฯ ต่อไป

‘เฉลิมชัย’จับมือ’กมธ.เกษตรเซี่ยงไฮ้’เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455344

'เฉลิมชัย'จับมือ'กมธ.เกษตรเซี่ยงไฮ้'เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร

‘เฉลิมชัย’จับมือ’กมธ.เกษตรเซี่ยงไฮ้’เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.40 น.

“เฉลิมชัย”จับมือ”คณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้”เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพบหารือกับคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกัน ว่า เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมาก โดยมีนโยบายหลักในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ใช้พื้นที่เกษตรน้อยแต่ได้ผลผลิตมาก โดยเน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้ แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ การผลักดันการจ้างงาน การบริหารจัดการรายได้ให้เกษตรกรรายบุคคล และการให้สวัสดิการด้านสุขภาพต่างๆ เพื่อดึงแรงงานกลับภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหา Aging Society นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องการรวมกลุ่มพื้นที่ในทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระบบสหกรณ์ และสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ลดการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

สำหรับประเทศไทยมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับแนวทางของจีน อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรที่อายุไม่เกิน 45 ปี นโยบายตลาดนำการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ และการทำ Zoning พื้นที่เกษตร โดยฝ่ายไทยมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย และการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีที่จะมีความร่วมมือกันในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการฝึกอบรมระหว่างเกษตรกรของสองประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งสองฝ่ายพร้อมจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในเร็ววันนี้

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน’ปารีณา’ เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455234

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน'ปารีณา' เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน’ปารีณา’ เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.04 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้”ระบุเร่งตรวจสอบการครอบครอบที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวรของ”ปารีณา” เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัดและชี้แนวเขต ด้าน”ส.ป.ก.”ชี้ปิดประกาศหน้าฟาร์มไก่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต้องแสดงหลักฐานสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ส.ป.ก.ใน30วัน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่ง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ระบุว่าทำฟาร์มไก่ รวมทั้งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ด้วย ทั้งนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เร่งรังวัดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ คณะทำงานตรวจสอบ ประกอบด้วย นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คน เป็นกรรมการ โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมี พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธาน ขณะนี้คณะทำงานของกรมป่าไม้เตรียมนัดหมายคณะทำงานของ ส.ป.ก.เข้ารังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนจะต้องให้ผู้ครอบครองนำชี้แนวเขตด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบการครอบครองที่ดินของรัฐ ที่มี ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย ป่าไม้จังหวัด , ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และฝ่ายความมั่นคง ที่กำลังนัดหมาย น.ส.ปารีณา อีกครั้ง หลังจากที่ได้นัดหมายมาครั้งหนึ่ง ซึ่ง น.ส.ปารีณา แจ้งว่า ไม่สะดวก เนื่องจากติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกทั้งต้องปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ ตามกำหนดวงรอบ 45 วัน คาดว่าจะให้เข้ารังวัดและนำชี้แนวเขตได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรววงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศที่ดินแปลงที่ น.ส.ปารีณา ครอบครอง อาจทับซ้อนกันระหว่างเขต ส.ป.กและเขตป่าไม้ แต่มีข้อสังเกตว่า บริเวณที่อยู่กลางเขาไม่น่าจะเป็นที่ของ ส.ป.ก.จึงสั่งการให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.เร่งประสานอธิบดีกรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ

ขณะที่ แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก.เปิดเผยว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ไปติดประกาศหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ว่า เป็นเขต ส.ป.ก.มา 3 วันแล้ว ซึ่งผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.มาแสดงภายใน 30 วัน ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ทางครอบครัวเข้ามาครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2489 โดยไม่มีหนังสือสิทธิการเข้าทำกินใดๆ มีแต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 ซึ่งเป็นการแสดงถึงการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทย (มท.) ให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ยกเลิกการจัดเก็บ ภบท.5 ในที่ดินของรัฐทุกประเภทแล้ว เนื่องจากเกรงว่าผู้ครอบครองจะเข้าใจผิดว่า เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

สำหรับที่ดินบริเวณดังกล่าวเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2527 ต่อมากรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ในปี 2536 โดย ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในปี 2554 ทั้งนี้ หลังจากได้รับมอบที่จากรมป่าไม้แล้ว การที่ ส.ป.ก.จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ต้องรังวัดที่ดิน แต่เมื่อแจ้งการเข้ารังวัด ทางครอบครัว น.ส.ปารีณา ไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จึงรังวัดจากแปลงโดยรอบ พบว่า เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ประมาณ 1,000 ไร่ และเป็นเขตป่าไม้ ประมาณ 700 ไร่ ดังนั้น การรังวัดใหม่ครั้งนี้จะได้ข้อมูลชัดเจนว่า ที่ดินอยู่ในเขตของ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ จำนวนเท่าไร อีกทั้งต้องตรวจสอบถึงการได้มาของที่ดิน ระยะเวลาที่เข้าครอบครอง หากพบว่า เข้าข่ายการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะสามารถดำเนินคดีได้ทั้งตามประมวลกฎหมายปฏิรูปที่ดินและการป่าไม้

สั่งสหกรณ์ฯเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ประสานธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454995

x

สั่งสหกรณ์ฯเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ประสานธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก พร้อมประสาน ธ.ก.ส.ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องสหกรณ์มีเงินทุนรวบรวมข้าวจากเกษตรกร

กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งสหกรณ์จังหวัดสำรวจจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตร พร้อมขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีโรงสีและโกดังลานตากเปิดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร หวังบรรเทาความเดือดร้อนช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกรงชาวนาไม่มีที่ขายข้าวต้องขนไปขายเอกชน ถูกหักค่าความชื้นไม่ได้ราคา เผยหารือธ.ก.ส.ขออนุมัติสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์มีเงินหมุนเวียนรวบรวมข้าวทันที ก่อนมาตรการเก็บชะลอข้าวเปลือกรอเสนอเข้าครม.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบนเข้าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก จึงสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดเร่งสำรวจสหกรณ์การเกษตรที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรว่ามีสหกรณ์กี่แห่งที่เริ่มเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือกและใช้เงินทุนจากแหล่งใด รวมถึงมีสหกรณ์ใดบ้างที่ไม่สามารถเปิดจุดรับซื้อข้าวได้ เนื่องจากมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ให้รีบแจ้งกลับมาทันที เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ และขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสี และอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง ลานตาก ช่วยเปิดจุดรับซื้อข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ กรมยังประสานกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) ขออนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้สหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและโครงการเก็บชะลอข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบแล้ว ธ.ก.ส.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชยมาตรการของภาครัฐ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวต่อว่า เหตุจากขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์นำข้าวมาเข้าคิวขายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวสดความชื้นเกิน 25% มาขายเนื่องจากไม่มีที่ตากและเครื่องอบลดความชื้นเมื่อเกี่ยวข้าวแล้วต้องขนมาขายทันที ส่งผลให้มีรถขนข้าวเปลือกมาจอดรอคิวยาวเหยียดหน้าสหกรณ์การเกษตรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์บางแห่งมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากใช้เงินของสหกรณ์เองซึ่งมีไม่มาก ทำให้สหกรณ์ต้องปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก เกษตรกรจึงต้องขนข้าวไปขายให้พ่อค้าในพื้นที่ ซึ่งอาจถูกกดราคาเพราะต้องโดนหักค่าความชื้น  ดังนั้น ปัญหานี้จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว หากสหกรณ์ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวในช่วงนี้ขอให้สหกรณ์จังหวัดประสานกับ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ได้ทันที