กรมประมงขยายเครือข่ายบริหารน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454994

x

กรมประมงขยายเครือข่ายบริหารน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมประมง และการขยายเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ”ว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ที่จะร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมประมงและขยายเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เป็นการสนับสนุนข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำเพื่อประโยชน์ทางการประมง ให้ดำเนินงานแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรด้านประมงนับเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากประเทศไทยมีความผันผวนของสภาพอากาศตลอดเวลา เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งจากสถานการณ์ด้านภัยแล้ง และอุทกภัย ซึ่งมักเกิดขึ้นฉับพลันไม่สามารถบริหารจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเร็วดังนั้น การได้รับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของสถานการณ์น้ำจากการร่วมลงนามครั้งนี้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ทั้งแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเปิด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงชายฝั่งทะเล เพื่อช่วยวางแผนเฝ้าระวัง และชดเชยเยียวยาความเสียหายหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ทั้งนี้ กรมจะนำข้อมูลจากการลงนามความร่วมมือครั้งนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร พัฒนาสารสนเทศด้านประมงเพื่อให้เกษตรกรรู้เท่าทันสถานการณ์น้ำรองรับการประกอบอาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้มั่นคงเลี้ยงชีพได้ยั่งยืนต่อไป

กษ.-ดีเอสไอบุกค้น5จุด แหล่งผลิตสารชีวภัณฑ์ปลอมยึดของกลางอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454992

x

กษ.-ดีเอสไอบุกค้น5จุด แหล่งผลิตสารชีวภัณฑ์ปลอมยึดของกลางอื้อ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตรรับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรว่ามีการขายสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืช และศัตรูพืช ขายทางสื่อออนไลน์จำนวนมาก จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ล่อซื้อสินค้าดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ เบื้องต้นพบฉลากที่ระบุเป็นสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และยังพบหลายยี่ห้อมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอทและไกลโฟเซต จึงสั่งการให้สารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ  เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตร 5 จุด ตามที่สืบทราบ โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจค้นตามจุดต่างๆ ได้แก่ อ.สามโคก  จ.ปทุมธานี อ.จอหอ จ.นครราชสีมา  อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 2 จุด จากการตรวจค้นพบของกลางที่ทำผิดกฎหมาย พบเป็นวัตถุอันตราย 18 รายการ และปุ๋ย 36 รายการ  ปริมาณรวม 58.5 ตัน  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายครั้งนี้กว่า 25 ล้านบาท

ประเด็นความผิดครั้งนี้ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535  คือ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียน  มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ขึ้นทะเบียนโทษมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 4 หมื่น–2 แสนบาท โดยเจ้าหน้าที่อายัดของกลางไว้ทั้งหมดและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป

“สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร โดยผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และทดลองประสิทธิภาพ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดศัตรูพืช  ป้องกันผลผลิตไม่ให้เสียหาย  และต้องเป็นสารที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมจึงขอเตือนเกษตรกรอย่าได้หลงเชื่อคำกล่าวอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ โดยก่อนซื้อสารชนิดใดมาใช้ก็ตามขอให้สังเกตที่ฉลากต้องได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร หากสงสัยหรือทราบเบาะแสแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ย  หรือวัตถุอันตรายทางเกษตรที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งได้ที่กลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร  โทร.0-2940-5434” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

อ่างฯลำพระเพลิงน้ำลดฮวบเหลือ21% กรมชลฯเร่งทำแผนฝ่าวิกฤติแล้ง-แนะเลื่อนทำนาปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454997

x

อ่างฯลำพระเพลิงน้ำลดฮวบเหลือ21% กรมชลฯเร่งทำแผนฝ่าวิกฤติแล้ง-แนะเลื่อนทำนาปี

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมาว่า มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์น้อย ล่าสุดมีน้ำเหลืออยู่เพียง 32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 21 ของปริมาณการเก็บกัก เนื่องจากปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 24 ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้่าอ่างฯน้อย จากปกติจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เฉลี่ยถึง 170 ล้านต่อปี ดังนั้น เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอกับความต้องการ กรมชลประทานจึงวางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 62/63 ดังนี้ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ชลประทาน 12 ล้านลบ.ม. เพื่อภาคอุตสาหกรรม 140,000 ลบ.ม. และรักษาระบบนิเวศ 1.8 ล้านลบ.ม. ส่วนภาคการเกษตรขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดปลูกพืชในฤดูแล้งมิเช่นนั้นพืชผลจะเกิดความเสียหายได้

ส่วนปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า อย่างไรก็ตาม อาจต้องเลื่อนการทำนาปีออกไปเล็กน้อย เพราะคาดว่าหลังสิ้นฤดูแล้งจะมีน้ำเหลืออยู่ประมาณ 15 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับเตรียมแปลงทำนาปีในเขตชลประทาน ต้องรอจนกว่าฝนจะมาเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2563 ทั้งนี้ อ่างฯ ลำพระเพลิงมีพื้นที่ชลประทานรวม 75,000 ไร่ในอ.ปักธงชัย อ.โชคชัย และ อ.เมืองนครราชสีมา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูแล้งนี้พื้นที่ที่น่ากังวลมากคือ พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะในอ.ปักธงชัย มีพื้นที่นอกเขตชลประทานที่สถานการณ์น้ำเพื่อผลิตน้ำประปาเข้าขั้นวิกฤติ น้ำในสระธรรมชาติแห้งส่งผลกระทบต่อประปาหมู่บ้าน 6 แห่งในเขต 3 ตำบลคือ ต.นกออก ต.เกษมทรัพย์ และ ต.บ่อปลาทอง ซึ่งชุมชนได้ประสานกับกรมชลประทานวางแผนร่วมกันนำน้ำจากอ่างฯ ลำพระเพลิงไปเติมในสระสาธารณะ โดยทางชุมชนอาสาร่วมกันขุดลอก ทำความสะอาดพัฒนาคูคลองธรรมชาติที่จะใช้ส่งน้ำ พร้อมทั้งซ่อมแซมจุดที่น้ำจะรั่วซึม เพื่อลดการสูญเสียจากการส่งน้ำให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กรมชลประทานจะปล่อยน้ำลงสระธรรมชาติทั้ง 6 แห่ง 2 ล้านลบ.ม. เพื่อผลิตประปาหมู่บ้านและรักษาระบบนิเวศ โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 ซึ่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งในเขต อ.ปักธงชัย จะมีน้ำกินใช้ปกติ พ้นวิกฤติภัยแล้งอย่างแน่นอน

นายเกียรติศักดิ์ฯกล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการ JMC ของอ่างฯลำพระเพลิงครั้งล่าสุด มีมติขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดปลูกพืชฤดูแล้ง โดยกรมเตรียมแผนชดเชยรายได้ ด้วยการจ้างแรงงานภาคเกษตรให้ทำงานซ่อมแซมคอนกรีตดาด หรือขุดลอกตะกอน เตรียมพร้อมระบบชลประทานสำหรับฤดูฝนที่จะมาถึง

สำหรับอ่างเก็บน้ำอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและรักษาลำพระเพลิง ซึ่งเป็นอ่างฯขนาดกลาง 3 แห่งคือ อ่างฯ ลำสำราย ขณะนี้มีน้ำ 7 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 17 ของปริมาณเก็บกัก ปริมาณน้ำน้อยเพียงพอต่อกิจกรรมอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น อ่างฯบ้านสันกำแพง และอ่างฯ ลำเชียงสา มีน้ำร้อยละ 100 และ 90 ของระดับเก็บกักตามลำดับ สามารถส่งน้ำให้ทุกกิจกรรมการใช้น้ำได้ตามปกติ อย่างไรก็ดีกรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิดเพื่อจัดสรรน้ำให้ผู้ใช้น้ำทุกประเภทได้รับน้ำทั่วถึงเป็นธรรม

ส่องเกษตร : ทบทวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454990

449007

ส่องเกษตร : ทบทวน

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ผ่านเทศกาลลอยกระทงไปอีกครั้ง อากาศเย็นก็ยังไม่มาให้คนเมืองหลวงไปสัมผัสกันเท่าใดนัก ไม้ผลหลายชนิดจะติดดอกออกผลได้จะต้องได้รับความเย็นในระดับหนึ่งติดต่อกัน ตาดอกจึงจะออกมาได้ ถ้าความเย็นไม่ถึงระดับ ตาดอกก็จะเปลี่ยนไปเป็นใบเสีย กลายเป็นพันธุ์ดูใบแทน สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ เว้นแต่มนุษย์เราจะไปทำให้ความปกติเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ล้วนๆ

หลายวันก่อน มีโอกาสไปแม่กลองผมก็ลุ้นๆ อยู่ว่าลิ้นจี่แม่กลองจะติดดอกในฤดูนี้หรือไม่ หลายๆสวนที่ผมไปพบมาก็ตัดลิ้นจี่ทิ้งไป เปลี่ยนมาปลูกส้มโอแทน เห็นว่าส้มโอยังไงก็ออกผล ไม่ต้องคอยลุ้นให้เทวดามาโปรดเหมือนลิ้นจี่ ผมนั่งคุยกับชาวสวนลิ้นจี่คนหนึ่ง ในความเห็นผมค่อนข้างจะเป็นชาวสวนนักอนุรักษ์ เพราะยังยืนยันที่จะคงต้นลิ้นจี่ไว้ ไม่ยอมตัดไปปลูกส้มโอทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าจำนวนต้นลิ้นจี่ที่มีในสวนน้อยกว่าต้นส้มโอมาก จากที่มีลิ้นจี่ทั้งสวนก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เหลือไว้พอให้ขึ้นชื่อว่ายังมีลิ้นจี่แม่กลองอยู่ ชาวสวนลิ้นจี่รายนี้ ติดตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นข่าวหลักๆ ที่ชาวสวนติดตาม เมื่อทราบว่าอุณหภูมิจะลดลงเมื่อไหร่ จะต้องรีบไปหักยอดลิ้นจี่ออก แล้วรอลุ้นว่าจะพอดีกับอุณหภูมิที่ลดลงหรือไม่ ถ้าจังหวะดีๆ ตาที่ออกมาใหม่ก็จะเปลี่ยนเป็นตาดอก รอให้เก็บผล ถ้าจังหวะไม่ดี ตาดอกก็จะเปลี่ยนเป็นตาใบแทน ถือว่าฤดูนี้จบกัน ลิ้นจี่พันธุ์ดูใบแน่นอน ด้วยความสงสัยผมจึงสอบถามว่าชาวสวนรายอื่นๆ รู้เทคนิควิธีการนี้หรือไม่คำตอบ คือ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง บางคนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเทวดาฟ้าดินไป

ในวงการเกษตรระดับนโยบายอยู่ระหว่างการผลักดันนโยบายเกษตรอัจฉริยะ ผลักดันการนำ Big Data มาใช้ในทางการเกษตร คำถามที่เกิดขึ้น คือ ความเข้าใจเรื่อง Big Data ความเข้าใจเรื่อง เกษตรอัจฉริยะ คืออะไร จะมุ่งไปเพียงสั่งการให้น้ำได้ผ่านมือถือ สั่งเพิ่มแสง ลดแสง สั่งให้ใส่ปุ๋ยได้ตามสภาพของดินของพืชเท่านั้นหรือ อันที่จริงแล้วเรื่องที่อยู่ภายใต้ความอัจฉริยะ คือ จะทราบได้อย่างไรว่าพืชชนิดนี้ต้องการน้ำในแต่ละช่วงเวลาเท่าใด ความชื้น ความเข้มของแสง อุณหภูมิที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงสุด โดยไม่ชักนำให้เกิดโรคแมลงศัตรูพืชคือระดับไหน ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตของพืชต้องการธาตุอาหารใดบ้างเป็นปริมาณเท่าใด ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและลงลึกในรายละเอียด ไม่ใช่จะหวังพึ่งพาเทคโนโลยีอัจฉริยะแต่เพียงฝ่ายเดียว

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดด และจะยิ่งก้าวไปไกลกว่านี้อีกในอนาคตอันไม่ไกล ดังนั้นสามารถสั่งการอย่างไรก็ได้ ต้องการให้ทำอะไรไม่เป็นปัญหาสำหรับเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือทำอย่างไรจึงจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สั่งการได้ถูกต้อง อยากให้ลิ้นจี่แม่กลองออกดอกติดผลต้องมีปัจจัยใดบ้าง คงเป็นประเด็นที่ต้องมาคิดกันต่อ ความเป็นอัจฉริยะไม่ได้สร้างได้ในวันสองวัน Big Data ที่กระจัดกระจาย Big Dataที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย จะกลายเป็นเพียงข้อมูลขยะเท่านั้น และก่อนจะได้จุดที่เป็นอัจฉริยะ ขอให้เริ่มจากทำอย่างไรให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคโนโลยีง่ายๆ แค่เด็ดยอดเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องรัฐหามาตรการช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังยกเลิก3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455105

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องรัฐหามาตรการช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังยกเลิก3สาร

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องรัฐหามาตรการช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังยกเลิก3สาร

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.13 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 น.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ ผู้ประสานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวในงานสัมมนา “เกษตรกรรมไทยหลังมติแบน พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ชั้น 2 ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ กรุงเทพฯ ว่า หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตนก็มีข้อเสนอไปถึงรัฐบาลให้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเปลี่ยนผ่าน

ประกอบด้วย 1.มาตรการทางการเงิน ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน 2.มาตรการทางภาษี ให้มีการลดภาษีนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมี และส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร และ 3.กำหนดมาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น จัดตั้ง พ.ร.บ.ควบคุมสารเคมี โดยให้แยกออกจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และจัดตั้ง พ.ร.บ.สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน

เช่นเดียวกับ นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) กล่าวว่า สคยท.ยืนยันถึงความพร้อมในการเปลี่ยนไปสู่สวนยางยั่งยืน จำนวน 8 ล้านไร่ อึงกระนั้นตนก็อยากให้รัฐบาลมีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้พี่น้องชาวสวนยางปรับเปลี่ยนจากสวนยางเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนยางยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีมาตรการทางนโยบายที่ชัดเจน

‘ธรรมนัส’อ้าง’ปารีณา’เข้ามาอยู่ก่อน’ประกาศเขตสปก.’ เอาผิดทางอาญาไม่ได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454958

'ธรรมนัส'อ้าง'ปารีณา'เข้ามาอยู่ก่อน'ประกาศเขตสปก.' เอาผิดทางอาญาไม่ได้'

‘ธรรมนัส’อ้าง’ปารีณา’เข้ามาอยู่ก่อน’ประกาศเขตสปก.’ เอาผิดทางอาญาไม่ได้’

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.04 น.

“ร.อ.ธรรมนัส”อ้างภาพถ่ายทางอากาศพิกัดที่ดิน“ปารีณา”ทับซ้อนระหว่างส.ป.ก.-กรมป่าไม้ คาดไม่ใช่ที่ ส.ป.ก.เพราะอยู่กลางเขา แต่ถ้าเป็นส.ป.ก.จริงน่าจะเข้ามาอยู่ก่อน ไม่มีความผิดทางอาญา พร้อมรับสั่งตรวจสอบที่ดินนักการเมืองจริง

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เข้าไปติดป้ายห้ามบุคคลภายนอกเข้า – ออก บริเวณฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ตนสั่งการให้เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วยอธิบดีกรมป่าไม้หาข้อสรุปด้วยอิงกฎหมายเป็นหลัก หากพิสูจน์ว่าเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ก็ให้ปิดประกาศในพื้นที่ และดำเนินการตามกฎหมาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือ เมื่อตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศมันเป็นที่ทับซ้อนระหว่างกรมป่าไม้ กับ ส.ป.ก. ดังนั้นทั้งสองหน่วยงานจะต้องประสานกันและหาทางออก ซึ่งพื้นที่กลางภูเขาจะเป็นเขต ส.ป.ก.ไม่ได้ ต้องเป็นที่ของป่าไม้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กรมป่าไม้ต้องเป็นผู้ดำเนินการ ตนถึงยืนยันว่า จำเป็นต้องมีการบังคับใช้และมีการประกาศใช้แผนที่วันแม็ปให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาอย่างนี้อีก

ทั้งนี้ วันที่ 18 พ.ย. ตนสั่งการให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับ ส.ป.ก.จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรายงานความคืบหน้าการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร รวมถึงที่ดินที่ยังไม่ได้จัดสรร รวม 40 ล้านไร่ ว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ย้ำไปว่า ทุกเรื่องต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส.ป.ก.เป็นหลัก ส่วนพื้นที่อื่นที่อยู่ในเขตของกรมป่าไม้ จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินการต่อไป โดยเรื่องนี้จะต้องมีการจัดระบบใหม่ทั้งหมด ส่วนที่ น.ส.ปารีณาเดินทางทำเนียบฯในช่วงเช้าวันนี้ (19 พ.ย.) นั้น ไม่ได้มาคุยกับตน ทราบว่า มาพบกับรัฐมนตรีคนอื่น

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในส่วนของ ส.ป.ก.ถือว่า เขาเข้าอยู่ก่อนที่จะมีการปฏิรูปที่ดินแปลงนี้ ดังนั้น เรื่องอาญาเราเอาผิดเขาไม่ได้ ส่วนเรื่องของการยึดคืนให้หลวงเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการตามหลักกฎหมาย ส่วนเรื่องกรอบเวลาการตรวจสอบนั้นเข้าใจว่าการตกลงกันเรื่องแนวเขตของกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก.น่าจะเป็นไปได้ยากเพราะน่าจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน

เมื่อถามว่า การอ้างว่าเช่าที่ดินมาจากเกษตรกร สามารถทำได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายของ ส.ป.ก.ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับการซื้อ – ขายที่ดิน ส.ป.ก.ก็ทำไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ เป็นมรดกตกทอดให้กับทายาท

เมื่อถามว่า ดูตามคุณสมบัติ น.ส.ปารีณา สามารถครอบครองที่ดินในลักษณะนี้ได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องดูว่าเขาทำการเกษตรหรือไม่ และการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ต้องไม่เกิน 50 ไร่ ซึ่งรายละเอียดทำไมน.ส.ปารีณาถึงครองที่ดินจำนวนมาก เดี๋ยวทาง ส.ป.ก.จะรายงานตนมา เพราะเป็นเรื่องกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า การตรวจสอบ น.ส.ปารีณา จะสามารถจบได้เร็วหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรายึดหลักกฎหมายเป็นหลัก เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะให้เลขาธิการ ส.ป.ก.แถลงข่าว ส่วนที่มีการมองว่าจะมีอะลุ่มอล่วยเพราะอยู่พรรคเดียวกันนั้น กฎหมายไม่ได้เขียนยกเว้นให้ใคร

เมื่อถามถึงที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ที่ดินของนางสมพรไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของ ส.ป.ก.

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454977

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.00 น.

“กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย ระบุฝนทั่วประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ40 ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ 2.5หมื่นล้านลบ.ม.หรือ มีน้ำเพียง 50% เร่งทุกพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงมีน้ำเหลือไม่มากต้องใช้ถึงฤดูฝนหน้า สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือน ก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ”

19 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชุมทางไกลไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ สรุปสถานการณ์น้ำล่าสุด โดยสภาพฝน ภาคใต้มีฝนปานกลางในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ซึ่งมีปริมาณฝนใกล้เคียงกับค่าปกติ จะน้อยกว่าในบางช่วง ส่วนปริมาณฝนรวมบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 40

 

 

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 พ.ย. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 49,787 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,889 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,847 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 5,151 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์น้ำในอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก

สภาพน้ำท่าทางตอนบนของประเทศไทย ปัจจุบัน(19 ต.ค. 62) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 250 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 240 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 8.69 เมตร และคงปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 70 ลบ.ม./วินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ อ.บางไทร เฉลี่ย 96 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 97 ลบ.ม./วินาที) สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ส่วนทางภาคใต้อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง – มาก

ด้านแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 2562 ทั้งประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว  1,738 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้ง รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 514 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 13

 

 

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 7 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 4.01 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 59 ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง มีแผนเพาะปลูกรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 41 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.69 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ) ด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จึงมีแผนเพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆ เช่น อ้อย ที่ต้องใช้การเพาะปลูกแบบต่อเนื่องเท่านั้น รวมจำนวน 0.99 ล้านไร่

จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การสนันสนุนน้ำเพื่อการเกษตรและการประมง จึงมีแผนการจัดสรรอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน อีกทั้ง กรมชลประทาน จะต้องดำเนินการตามแผนจัดสรรน้ำอย่างเคร่งครัด จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ให้ความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ ซึ่งในขณะนี้มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่ต้องใช้ถึงหน้าฝนปีหน้า และสำรองน้ำไว้หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เดือนมิ.ย.ก.ค.63 จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนประหยัด พร้อมทั้งสร้างกระบวนการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำ รวมทั้ง ตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ค่าความเค็ม อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ไว้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสามารถสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

รักษ์เกษตร : เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ โดยเกษตรแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454734

x

รักษ์เกษตร : เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ โดยเกษตรแปรรูป

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การแปรรูปอาหารที่เป็นผักผลไม้ที่ดี ควรเป็นอย่างไรครับ มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้างครับ

นรากร ทองอินทร์

อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา

คำตอบ

ผู้ที่นำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป มีความจำเป็นต้องใช้สารหรือวัตถุเจือปนในการแปรรูปก็จริงอยู่ ทั้งนี้เพื่อสงวนคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บหรือช่วยให้อาหารนั้นมีคุณภาพคงที่ หรือช่วยปรับปรุงคุณภาพในด้านที่เกี่ยวกับ สี กลิ่น รส ลักษณะสัมผัสและลักษณะปรากฏ โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือคุณค่าอาหาร และอีกทั้งเพื่อประโยชน์ในด้านเกี่ยวกับเทคนิคในการแปรรูปกรรมวิธีการแปรรูปการเตรียมวัตถุดิบ การบรรจุ การขนส่ง และอายุของการเก็บของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่ผู้ผลิต จะต้องให้ความสำคัญต่อการใช้วัตถุเจือปนในอาหารเป็นอย่างมากด้วย

ประโยชน์ของการแปรรูปผลผลิตการเกษตรพอสรุปได้ดังนี้

-ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

-ช่วยยกระดับราคาผลิตผล ไม่ให้ตกต่ำ

-ช่วยป้องกันปัญหาการล้นตลาดของผลิตผลสด

-ช่วยผลิตอาหารให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

-ช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูป มาเป็นอาหารระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถผลิตได้จำนวนมาก

-ช่วยขยายตลาดการค้าออกไปสู่ต่างประเทศ

สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารแปรรูปจะต้องคำนึงถึงคือ

-ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและลูกค้า

-ต้องคำนึงถึงความสะอาดความปลอดภัยเสมอ

-ต้องมีความรู้ในสารปรุงแต่งอาหารที่ใช้อย่างแม่นยำ

-ต้องคำนึง ถึงเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเตรียมวัตถุดิบ

-ต้องมีความสนใจ และตั้งใจต่อการทำผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของรสชาติและคุณภาพที่ดี

-ต้องมีการวางแผนผลิตสินค้าล่วงหน้า เช่น ในเรื่องความเหมาะสมกับฤดูกาล การคาดการได้ถูกต้องว่า สินค้านั้นๆ จะมีต้นทุนต่ำและสามารถขายได้ราคาสูง

-ต้องใส่ใจในการคัดเลือกวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปจะต้องมีลักษณะและคุณภาพตรงตามชนิดของอาหาร

การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรนั้นที่สำคัญ จะต้องมีแรงจูงใจให้สามารถทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า คุ้มราคา ผลิตภัณฑ์นั้น จะต้องมีความอร่อย ถูกปากผู้บริโภคส่วนมาก ติดใจในรสชาติ สามารถทำรายได้ให้มากมาย พอเริ่มมีคนรู้จัก คุ้นตา ชินต่อรสชาติ ก็จะเริ่มทำผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีผลกำไรมากขึ้น ให้ความสำคัญของรสชาติคงที่เสมอ ต้องมีการพัฒนาในตัวสิ้นค้าอย่างต่อเนื่อง และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จึงจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้

‘นาย รัตวิ’

เตือนราน้ำค้างระบาดในฟักแม้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454737

x

เตือนราน้ำค้างระบาดในฟักแม้ว

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่อากาศหนาวน้ำค้างลงจัด ความชื้นในอากาศสูง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกฟักแม้ว(ชาโยเต้หรือมะระหวาน) ให้สังเกตอาการโรคราน้ำค้างที่พบได้ทุกระยะเจริญเติบโต มักพบอาการบนใบด้านล่างของต้นก่อนขยายลุกลามไปยังใบด้านบน เริ่มแรกพบแผลเหลี่ยมเล็กฉ่ำน้ำตามกรอบของเส้นใบย่อย ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กรณีตอนเช้าความชื้นสูง จะพบเส้นใยเชื้อราเป็นขุยสีขาวเทาตรงแผลใต้ใบ จากนั้นแผลขยายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ใบเหลืองแห้งตายทั้งต้น ต้นที่เป็นโรคจะติดผลน้อย ผลเล็ก คุณภาพผลลดลง กรณีเป็นโรคระยะผลอ่อนทำให้ผลลีบเล็กบิดเบี้ยว

สำหรับพื้นที่ที่พบอาการของโรคราน้ำค้าง เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก ตัดแต่งใบล่างของต้นออกให้อากาศถ่ายเท ลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค และทำลายแหล่งอาศัยของด้วงเต่าแตง อีกทั้ง ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชตระกูลแตง หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเศษซากพืชส่วนที่เหลือไปเผาทำลาย และให้เลือกใช้ผลหรือกิ่งพันธุ์คุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หลีกเลี่ยงปลูกพืชแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท โรคระบาดรวดเร็ว ส่วนแปลงที่เป็นโรค ควรงดให้น้ำช่วงเย็น กรณีพบด้วงเต่าแตงที่เป็นพาหนะเชื้อราสาเหตุโรค เกษตรกรควรกำจัดโดยจับตัวด้วงเต่าแตงมาทำลาย หรือพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่ป้องกันกำจัดด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+ฟามอกซาโดน 30%+22.5% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + วาลิฟีนาเลท 60% + 6% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน และหยุดพ่นก่อนเก็บผลผลิตอย่างน้อย 7 วัน

ไฟเขียวแผนผลิตข้าว2562/63รอบสอง4.54ล.ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454740

x

ไฟเขียวแผนผลิตข้าว2562/63รอบสอง4.54ล.ไร่

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตว่า จากการคาดการณ์ภัยแล้งของกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำบาดาลคาดว่าน้ำจะไม่พียงพดเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง คณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งจึงมีมติวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่มีน้ำในการเพาะปลูก พื้นที่รวม 7.21ล้านไร่ แยกเป็นปลูกข้าวปี 2562/63 รอบที่ 2จำนวน 4.54 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 2.31 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 2.23 ล้านไร่) คาดว่าจะได้ผลผลิต 3.01 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น ข้าวหอมไทย 0.31 ล้านไร่ ผลผลิต 0.21 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเจ้า 3.77 ล้านไร่ ผลผลิต 2.53 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวเหนียว 0.46 ล้านไร่ ผลผลิต 0.27 ล้านตันข้าวเปลือก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร สนับสนุนการเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ 1)มาตรการ/โครงการที่ช่วยเหลือไปแล้ว 1.4 ล้านไร่ คือ ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกรเป้าหมาย 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ให้ความช่วยเหลือตามพื้นที่ปลูกจริงรายละไม่เกิน 20 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกร 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ245 บาท (ครัวเรือนละ 4,900 บาท)ถั่วเขียว เกษตรกร 50,000 ครัวเรือนพื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท (ครัวเรือนละ 4,000 บาท) และ2)โครงการปีงบประมาณ 2563 โครงการปลูกพืชหลากหลาย (แปลงสาธิต) พื้นที่ 0.018 ล้านไร่

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างเสนอมาตรการโครงการกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 2 มาตรการคือ 1)โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมคือ กิจกรรมโคขุนสร้างรายได้ กิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 3ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพตลาดนัดโค-กระบือ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี และ 2)ประเมินจ้างแรงงานของกรมชลประทานในปีงบประมาณ 2563

สำหรับสถานการณ์การผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63 สศก.คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีทั้งหมด 59.93 ล้านไร่ มีผลผลิต 24.32 ล้านตัน ซึ่งจะมีผลผลิตต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยกำหนดไว้ 1.15 ล้านตันข้าวเปลือก ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งช่วงต้นฤดูเพาะปลูกเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2562 ส่งผลให้การเจริญเติบโตของต้นข้าวไม่สมบูรณ์ ประกอบกับช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุลและคาจิกิ ทำให้บางพื้นที่เกิดอุทกภัย นาข้าวที่มีน้ำท่วมขังนาน ต้นข้าวเน่าตาย รวมทั้งพื้นที่ปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงทำให้เกิดผลเสียหาย

ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกข้าวประมาณ 6.56 ล้านตันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม- 6 พฤศจิกายน 2562) มูลค่า 111,551 ล้านบาท โดยปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงจากช่วงเดียวกันปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 46.04 และ 35.18 ตามลำดับ เนื่องจากการค้าข้าวในตลาดโลกช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ยังชะลอตัว โดยไทยส่งออกลดลงเป็นผลมาจากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง อีกทั้ง ความต้องการซื้อของประเทศคู่ค้ามีเข้ามาน้อยโดยเฉพาะตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง