กรมชลประทานชูไอเดียกำจัดผักตบชวา ใช้ทุ่นยาง-สารชีวภัณฑ์ช่วยประหยัดงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454739

x

กรมชลประทานชูไอเดียกำจัดผักตบชวา ใช้ทุ่นยาง-สารชีวภัณฑ์ช่วยประหยัดงบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมประสบผลสำเร็จค้นคว้าวิจัยหาวิธีแก้ปัญหาผักตบชวานอกเหนือวิธีปกติ ด้วยการใช้ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.Log-Boom) ควบคู่กับสารชีวภัณฑ์กำจัดผักตบชวาหรือพืชใบกว้าง ชื่อ สวพ.62-RID No.1 (สาร สวพ.62) โดยใช้ทุ่น Para.-Log Boom ขนาดความยาว 2 เมตรวางเป็นแนวต่อกันขวางทางน้ำ ทำหน้าที่ดักควบคุมผักตบชวาหน้าอาคารบังคับน้ำ จากนั้นใช้สาร สวพ.62 ฉีดพ่น ผักตบชวาจะล้มตายสลายหายไปภาย 60 วันหลังฉีดพ่น ทั้งนี้ กรมฯทดลองใช้วิธีดังกล่าวในคลองชลประทานของสำนักงานชลประทานที่ 10 สำนักงานชลประทานที่ 12 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพียว-เสาไห้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง รวมทั้งคลองในกรุงเทพฯและปริมณฑล และประสบผลสำเร็จน่าพอใจ กรมฯจึงมีแผนขยายผลไปดำเนินการกำจัดผักตบชวาในพื้นที่อื่นในปีถัดไป

ทั้งนี้ การป้องกัน กำจัดหรือดักผักตบชวาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผักตบชวากีดขวางการไหลของน้ำ สร้างมลพิษทางน้ำ กรมใช้งบประมาณเพื่อกำจัดผักตบชวาในเขตทางน้ำรับผิดชอบร่วม 40,000 กิโลเมตรในแต่ละปีกว่า 200 ล้านบาท โดยวิธีทุ่นยางพาราดักผักตบชวาควบคู่กับสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว เป็นแนวทางล่าสุดที่กรมฯนำมาใช้กำจัดผักตบชวาซึ่งประหยัดกว่าการกวาดเก็บด้วยกำลังคนหรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ เนื่องจากทุ่นยางพารามีอายุใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี ราคาต้นทุนการผลิต 7,500 บาทต่อทุ่น ขณะที่อัตราราคาการใช้สารชีวภัณฑ์คือ 200 บาทต่อการกำจัดวัชพืช 1.5 ไร่ หากดำเนินการต่อเนื่อง จะแก้ปัญหาผักตบชวาขวางทางน้ำที่ต้นเหตุได้ ช่วยประหยัดงบฯกำจัดผักตบชวาได้แน่นอน

ดร.ทองเปลวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรมยังประดิษฐ์คิดค้นเรือนวัตกรรมกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก เพื่อใช้เข้ารื้อถอนผักตบชวาในพื้นที่แคบที่เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง ต้นทุนการผลิตต่ำกว่านำเข้าถึง 10 เท่า ขณะนี้มีเรือดังกล่าว100 ลำกระจายปฏิบัติงานอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยทำงานร่วมกับจิตอาสา บริเวณคลองเปรมประชากรคลองมหาสวัสดิ์ จะขยายผลผลิตเรือนวัตกรรมกำจัดวัชพืชขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้ในโครงการชลประทานทั่วประเทศเช่นกัน

ลอยแพ‘ปารีณา’ ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่ ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454836

ลอยแพ‘ปารีณา’  ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่  ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

ลอยแพ‘ปารีณา’ ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่ ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลอยแพ‘ปารีณา’

ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่

ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

‘ธรรมนัส’จี้เร่งสอบ

ลามสส.แลนด์ลอร์ด

เลขาฯส.ป.ก.จับมือป่าไม้ ลุยสอบที่ดิน “ปารีณา” กว่า 1.7 พันไร่ สั่งปฏิรูปที่ดินราชบุรีปักป้ายหน้าฟาร์มไก่ “เป็นที่ ส.ป.ก. คนนอกห้ามเข้า” เร่งสแกนยิบทุกแปลง “ธรรมนัส” ปิดทางขอเช่าพื้นที่ส.ป.ก.ต่อ จี้ปฎิรูปที่ดินทั่วประเทศขยายผลตรวจนักการเมืองทุกคนที่ถือครองที่ดิน ไม่เว้นแม้สังกัดเดียวกัน ย้ำห้ามช้า ป.ป.ช.แจงลงพื้นที่ 29 พฤศจิกายน ตรวจที่ดิน ฟาร์มปศุสัตว์ปารีณา ลามถึงส.ส.แลนด์ลอร์ดโดนหมด

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)มากกว่า 1.7 พันไร่ ซึ่งอยู่ในที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรีว่า นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้รายงานให้ทราบขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งสั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี เข้าไปติดป้ายหน้าพื้นที่ฟาร์มไก่ว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.คนภายนอกห้ามเข้า เพื่อตรวจสอบโดยด่วน ส่วนที่ดินส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้งกว่า 600ไร่ ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นของครอบครัวน.ส.ปารีณาเช่นกัน ก็สั่งตรวจสอบแล้วทุกแปลงให้เร็วที่สุด เพราะตนมอบนโยบายเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการ และยังได้รับรายงานด้วยว่าช่วงเช้าวันนี้ น.ส.ปารีณาเข้าพบนายวิณะโรจน์ แล้ว

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนสั่งให้เลขาฯส.ป.ก.แถลงให้สังคมทราบถึงการดำเนินการตรวจสอบนักการเมือง แม้จะอยู่พรรคเดียวกันก็ตาม ต้องไม่ได้ล่าช้า ที่ผ่านมาตนสั่งเป็นนโยบายชัดเจน ทุกคนทำตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน และช่วงบ่ายวันนี้อธิบดีกรมป่าไม้ และเลาขาฯสปก.จะประชุมร่วมกันเพื่อวางแนวทางการทำงาน เนื่องจากที่ดินฟาร์มไก่ มีทั้งที่อยู่ในส่วนกรมป่าไม้ และที่ส.ป.ก.

ส่วนกรณีที่น.ส.ปารีณาจะขอเช่าพื้นที่ส.ป.ก.ต่อนั้น ร.อ.ธรรมนัสปฎิเสธว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ไม่น่าจะเช่าได้ เพราะไม่มีข้อกฎหมายให้ทำอย่างนั้น เรื่องเช่าที่ดิน วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ส.ป.ก.ชัดเจนว่าต้องพิจารณาเรื่องแรกคือ การให้ที่ส.ป.ก.เป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกิน ต้องดูให้ชัดเจน และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ทำการเกษตร ตนจะให้ส.ป.ก.ชี้แจงในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การตรวจสอบที่ส.ป.ก.ที่น.ส.ปารีณาและครอบครัวครอบครองนั้น ยังไม่ชัดเจน เพราะดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ยืนยันว่าตนกำหนดนโยบายไปแล้วต้องตรวจสอบและแถลงข่าวร่วมกัน ที่ผ่านมากรณีน.ส.ปารีณา อ้างเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือภบท.5 ก็ไม่เกี่ยวกัน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวถึงกระแสข่าวนักการเมืองถือครองพื้นที่ส.ป.ก.ว่า ยังไม่ทราบ แต่สั่งเลขาฯส.ป.ก.ให้ตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งสั่งส.ป.ก.ทั่วประเทศให้ตรวจสอบในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบและรายงานมายัส่วนกลางว่า จัดสรรที่ดินให้เกษตรกร เท่าไหร่ แปลงใหญ่ แปลงเล็ก ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้ว เราจะทำงานอย่างละเอียดเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีจะลงพื้นที่จ.ราชบุรีวันที่ 29 พฤศจิกายน เพื่อตรวจสอบที่ดินของน.ส.ปารีณา ที่แจ้งรายการถือครองที่ดินภบท.5 สปก.และที่ดินรายการต่างๆต่อป.ป.ช.ว่า เจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช.จะไปตรวจสอบทรัพย์สินและทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ปศุสัตว์ ฟาร์มวัว ฟาร์มไก่ รวมถึงที่ดินภบท.5 จะดูทั้งเอกสารและพื้นที่จริงว่าสอดคล้องกับเอกสารที่ยื่นต่อป.ป.ช.หรือไม่ ตลอดจนดูถึงการได้มาของทรัพย์สินด้วย แต่การได้มาของที่ดินต่างๆ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช. เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ ป.ป.ช.เพียงตรวจสอบข้อมูลการยื่นทรัพย์สินว่ามีการยื่นเท็จ ปกปิดอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะการจงใจยื่นเท็จปกปิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายของป.ป.ช.ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน เพื่อนำไปเป็นฐานเปรียบเทียบอีกครั้งตอนพ้นจากตำแหน่งว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ เช่นเดียวกับ นักการเมืองคนอื่น ที่มีกระแสข่าวครอบครองที่ดิน ภบท.5หรือที่ส.ป.ก.นั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติต้องเก็บข้อมูลอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าครอบครองจำนวนมากแล้วถูกพบเป็นประเด็นทางสังคม ป.ป.ช.ก็ต้องตรวจสอบ เป็นเรื่องปกติ เพื่อยืนยันข้อมูล เพราะบางรายมีทรัพย์สินจำนวนมาก วัตถุประสงค์หลักของป.ป.ช.ที่ไปตรวจสอบคือ ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งคนที่ทุจริตส่วนใหญ่ เมื่อรู้ว่าป.ป.ช.จะเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐานจะยื่นแสดงทรัพย์สินจำนวนที่สูงมาก เพื่อตอนพ้นตำแหน่งจะได้ระบุว่า ยังมีทรัพย์สินอยู่ตามจำนวนที่ยื่น ดังนั้นป.ป.ช.จึงต้องตรวจที่มาของแต่ละสิ่ง เผื่อมีเหตุอันสมควรที่นำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจก็เป็นเหตุผลที่ป.ป.ช.ต้องลงไปตรวจสอบอยู่แล้ว

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 กล่าวว่า จากการที่ตนขอข้อมูลการครอบครองที่ดินฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรีของน.ส. ปารีณาว่า ตนขอเอกสารตรวจสอบเพิ่มเติมจาก ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ซึ่งคาดว่า จะได้รับวันนี้ เพราะต้องการทราบผลว่า น.ส.ปารีณาครอบครองมาตั้งแต่ปีไหน ได้มาโดยชอบจริงหรือไม่ จากนั้นจะนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลของ ป.ป.ช.ที่น.ส. ปารีณายื่นบัญชีทรัพย์สินว่า ครอบครองที่ดินลำดับที่ 19-76 รวม 58 แปลง แสดงมูลค่าโดยรวม 200,000 บาท คิดเป็นไร่ละ 117 บาทหรือตารางวาละ 29 สตางค์ ซึ่งน.ส.ปารีณาชี้แจงว่า การครอบครองที่ดินผืนนี้ ได้จ่ายภาษี ภบท.5 มาตลอด โดยระบุหมายเลขแต่ละแปลงแตกต่างกันไป เช่น ลำดับที่ 19 หมายเลข7/49 และลำดับที่ 20 หมายเลข 7/49 ซึ่ง น.ส.ปารีณาได้ลงหมายเลขพื้นที่แต่ละแปลงไว้เหมือนกันหมด รวมเนื้อที่ 1,706 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา

นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า ที่ตนยื่นให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพราะสงสัยว่าเหตุใด น.ส.ปารีณานำที่ดินดังกล่าวไปแจ้งแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ทั้งที่เป็นที่ดิน ส.ป.ก. และครอบครองเกิน 500 ไร่ เข้าข่ายการยึดคืนตามคำสั่งคสช.ที่ 36/2559 มาตรา 44 ซึ่งร.อ. ธรรมนัส ต้องตรวจสอบอย่างโปร่งใส ถ้าพบว่า มีบางส่วนบุกรุกพื้นที่ป่า นายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

ขณะที่นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัดเปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลนี้เก็บข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 อีกทั้ง ได้ประมวลผลควบคู่กับแผนที่เบื้องต้นเกี่ยวกับแนวป่า ชื่อ http://map.dsi.go.th ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า “เขาสนฟาร์ม” อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ส่วนหนึ่งอยู่ในแนวป่าไม้ถาวร ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และอีกส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

นายโสภณยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีร.อ.ธรรมนัสระบุน.ส. ปารีณาไม่รุกที่ส.ป.ก. เพราะถือครองมาตั้งแต่ในปี 2489 ก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดินนั้น มีข้อน่าสงสัย เพราะนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของน.ส.ปารีณาเกิดปี 2482 ขณะนั้นอายุเพียง 7 ปีเท่านั้น โดยปี 2489 ที่ดินบริเวณนั้นยังเป็นป่าไม้สมบูรณ์อยู่ ที่สำคัญที่สุดคือ การครอบครองพื้นที่ป่าถึง 1,706 ไร่ คงไม่ใช่การครอบครองแบบชาวบ้านปกติทั่วไปที่มีที่ดินแต่น้อยไว้ทำมาหากินเท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงด้านกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯเผยว่า การที่น.ส. ปารีณาอ้างว่า จัดแบ่งให้เกษตรกรรายอื่นไปเป็นจำนวนมาก จนเหลือที่ครอบครองอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่น่ารับฟังได้เพราะที่ดินบริเวณดังกล่าว ส.ป.ก. ยังไม่ได้รังวัดหรือดำเนินการกระบวนการจัดสรรสิทธิใดๆ ในขณะที่สภาพการทำประโยชน์ในที่ดินแสดงชัดว่า มิได้แบ่งที่ดินเป็นส่วนๆ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด จึงถือว่า น.ส. ปารีณาครอบครองที่ดินรัฐรวมเนื้อที่ถึง 1,706 ไร่แต่เพียงผู้เดียว

กษ.เตรียมแผนบริหารผลผลิตกระเทียมปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454736

x

กษ.เตรียมแผนบริหารผลผลิตกระเทียมปี’63

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยผลพยากรณ์การผลิตกระเทียม ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562 คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 80,254 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 80,183 ไร่ ผลผลิตรวม 85,285 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,064 กก./ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกกคาดว่าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคากระเทียมแห้งคละที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาลดลงจาก ปี 2561 เกษตรกรบางพื้นที่จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น พืชผัก หอมแบ่ง มันแกว อย่างไรก็ตาม จากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

สำหรับสถานการณ์ราคากระเทียมช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงต่อเนื่อง จากสาเหตุพ่อค้ารับซื้อผลผลิตน้อยลง เพราะตลาดปลายทางชะลอตัว ประกอบกับมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศที่ราคาต่ำกว่าเข้ามาขายแข่งขันจำนวนมาก  โดยราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 36.44 บาท/กก. และราคากระเทียมสดคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 8.11 บาท/กก. ดังนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแขวนไว้รอราคา และส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์ โดยค่าพันธุ์กระเทียม ปี 2562 ปรับตัวลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 บาท/กก.

ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ราคากระเทียมและค่าพันธุ์กระเทียมที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตกระเทียมลดลงไปด้วย พบว่า ปี 2562  ต้นทุนการผลิตกระเทียม เฉลี่ย 29.84 บาท/กก. หรือคิดเป็น 31,422 บาท/ไร่ โดยเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ค่าปลูก ค่าดูแลรักษาและค่าเก็บเกี่ยว ประมาณ ร้อยละ 40 ค่าวัสดุอื่น ได้แก่ ค่าพันธุ์  ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช ร้อยละ 53 ค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนร้อยละ 2 และค่าต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ประมาณร้อยละ 5 ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมในปีเพาะปลูก 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาดเดือนธันวาคม 2562 โดยจะออกมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2563 ถึงร้อยละ 68 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเตรียมแนวทางบริหารจัดการกระเทียมในปี 2563 เพื่อรองรับช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ไม่ให้เกิดปัญหาราคา โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดปราบปรามการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศและปรับราคาประเมินเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนแท้จริง รวมทั้งตรวจสอบสต๊อกกระเทียมของผู้ประกอบการ ให้นำเข้าถูกต้อง ป้องกันกักตุนกระเทียมเพื่อเก็งกำไร และช่วยกระจายผลผลิตกระเทียมออกนอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

‘สระแก้ว’สะเทือน! ‘ธรรมนัส’สั่งตรวจสอบทั่วปท.ที่สปก.นักการเมืองดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454784

'สระแก้ว'สะเทือน! 'ธรรมนัส'สั่งตรวจสอบทั่วปท.ที่สปก.นักการเมืองดัง

‘สระแก้ว’สะเทือน! ‘ธรรมนัส’สั่งตรวจสอบทั่วปท.ที่สปก.นักการเมืองดัง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.33 น.

“ปารีณา”ดอดพบ”ธรรมนัส”หอบหลักฐานเสียภาษี ภบท.5 ที่ดินฟาร์มไก่ 1.7 พันไร่ ยอมรับครอบครองเอง 58 แปลง พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ขณะที่รมต.สั่งรื้อสอบที่ดินสปก.ทั่วประเทศ เล็งเป้าสระแก้วของนักการเมืองตระกูลดัง-สวนป่ากิตติโดนด้วย

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้นำหลักฐานใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือภบท.5 ในพื้นที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม กว่า 1.7 พันไร่  เข้าแสดงต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)พร้อมกับยอมรับว่า เป็นพื้นที่ของตนเองทั้งหมดกว่า 58 แปลง และเป็นพื้นที่ส.ป.ก.ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการกระจายสิทธิ ในฝั่งอ.จอมบึง ส่วนฝั่งอ.สวนผึ้ง เป็นของนายทวี ไกรคุปต์ บิดา น.ส.ปารีณา

ทั้งนี้ พร้อมยินยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพื้นที่ทุกแปลง ที่มีเกือบ 2 พันไร่ รวมถึงมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติด้วย เบื้องต้นร.อ.ธรรมนัส ได้กำสั่งการให้ เลขาธิการส.ป.ก. ทำงานร่วมกับ อธิบดีกรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบพื้นที่ใหม่ทั้งหมด โดยให้ทั้งสองหน่วยงานประชุมร่วมกันวางแนวทางการทำงานและกำหนดวันและเวลาเข้าตรวจแนวเขตพื้นที่ ให้เกิดความชัดเจนเพื่อตอบคำถามสังคมให้ได้ ถึงแนวทางแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายของสองหน่วยงาน

ส่วนเอกสารภบท.5ที่น.ส.ปารีณา ยื่นต่อป.ป.ช.แสดงใบเสียภาษีในพื้นที่ 88 แปลง ที่อ้างเป็นพื้นที่ถือครองนั้นจะต้องนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ราชบุรีแต่ยังมมีในจังหวัดอื่นๆด้วย โดยจะต้องนำมาแก้ปัญหาร่วมกันทั้งหมดด้วย

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด เข้าตรวจสอบการถือครองพื้นที่แปลงใหญ่ ที่หลุดรอดคำสั่งมาตรา 44 ยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 36/59 เช่น สวนป่ากิตติ ที่บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก.หลายจังหวัด หลายหมื่นไร่ รอยต่อคลุมพื้นที่ส.ป.ก.ในจ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว โดยขยายพื้นที่เกินเขตสัมปทานของกรมป่าไม้ กินพื้นที่ส.ป.ก.มาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการยึดคืนแต่อย่างใด อีกทั้งเข้าตรวจสอบพื้นที่ส.ป.ก.จ.สระแก้วที่อยู่ในการถือครองของตระกูลนักการเมืองดังหลายพันไร่ รวมทั้งพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นคราชสีมา ที่มีระดับบิ๊กถือครองพื้นที่สปก.จำนวนมากด้วย

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงด้านกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกคน ระบุว่า หากตรวจสอบชัดเจนว่า น.ส. ปารีณาขาดคุณสมบัติในการครอบครองพื้นที่ส.ป.ก. เท่ากับเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยมิชอบ สำหรับพื้นที่แปลงนี้ซึ่งมีเขตป่าไม้ด้วย หากกรมป่าไม้ใช้พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 22 และ 24 มาดำเนินการ เจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถเข้าจับกุมและนำตัวออกจากพื้นที่ได้ทันที แต่ตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินนั้น เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ไม่มีอำนาจจับกุม จากนี้จึงต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำให้สภาพที่ดินของส.ป.ก. เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและค่าชดเชยจากการที่รัฐไม่สามารถนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ หากตรวจสอบแนวเขตแล้ว ผลปรากฏชัดเจนว่า ครอบครองเกิน 500 ไร่สามารถใช้คำสั่ง คสช. ที่ 36/2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ยึดคืนหลวงได้ทันที ซึ่งหากผู้ครอบครองไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ร้องศาลปกครองพิจารณาหาข้อยุติ

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454540

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันแพะ แกะ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ได้รับความนิยม และมีการเลี้ยงมากขึ้นทุกปี ซึ่งนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมี แพะจำนวน 832,533 ตัว เกษตรกร 65,855 ราย จำแนกเป็นแพะเนื้อ จำนวน 803,768 ตัว เกษตรกร 64,733 ราย แพะนมจำนวน 28,765 ตัว เกษตรกร 1,751 ราย ส่วนแกะ มี 70,089 ตัว เกษตรกร 6,632 ราย สถานการณ์ด้านการตลาด จากข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ แกะแห่งประเทศไทย มีการส่งออกแพะไปต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย ประมาณปีละ 150,000 – 200,000 ตัว/ปี ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเฉลี่ย 120 – 125 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ตอนบน ราคาเฉลี่ย 140 – 150 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ ตอนล่าง ราคาเฉลี่ย 160 บาท/กิโลกรัม โดยภาพรวมตลาดยังมีความต้องการแพะแกะอีกมาก ทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนภาคเกษตร ตามโครงการ “ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” (แปลงใหญ่แพะเนื้อ)ตามหลักการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดการด้านการตลาด โดยใช้หลักการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงปศุสัตว์ชนิดเลี้ยงกัน ในพื้นที่เดียวกัน รวมกลุ่มกัน เพื่อทำให้เกิดการต่อรอง ร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย ซึ่งมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงแพะแกะกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภาคเกษตรกรที่ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่แพะเนื้อมากถึง 82 ราย และถือเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงจะร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ขึ้นในระหว่าง วันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2562 ณ New land (สวนผึ้ง) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดแพะแกะ ให้เกษตรกร นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะแกะทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรแปลงใหญ่และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะ ผลิตภัณฑ์ และยกระดับการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิต และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรแกนนำที่ประสบความสำเร็จ กลุ่มเครือข่ายเกษตรกร เกษตรกรแปลงใหญ่แพะเนื้อ อ.สวนผึ้ง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงแพะแกะ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมต่อไป…

นายวีรศักดิ์ เนตรเกื้อกูล ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 ณ.นิวแลนด์ฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ โดยเฉพาะแพะ แกะ จะเป็นการนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ ชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้า และส่งเสริมด้านการตลาด ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรม meeting ชาวแพะ แกะ (เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต พบปะผู้บริโภค) ร่วมชิมผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ/การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ ของเกษตรกร/เครือข่ายเกษตรกร (ส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดแก่เกษตรกร) ชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะโดยเชฟมืออาชีพ (กิจกรรมส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์) ที่พร้อมจะให้ผู้เข้าร่วมงานได้ ชม ชิม ช้อป ตลอดทั้งการจัดงาน จึงขอเชิญชวนสมาชิกเครือข่าย เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะจากทั่วประเทศและผู้สนใจร่วมงาน มหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะไทยในครั้งนี้…ใครสนใจงานนี้ไปเที่ยวได้เลยนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่าแพะแกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่ง…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ แปลงต้นแบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อการส่งออก ชมพู่ทับทิมจันทร์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ของนายสมชาย เจริญสุข ณ ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งปัจจุบันสวนแห่งนี้ได้มีการส่งออกชมพู่ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ฮ่องกง และยุโรป กิโลกรัมละ 80 – 100 บาท รวมทั้งจำหน่ายในประเทศ ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และได้ทำ MOU กับ ท๊อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อส่งชมพู่ไปขายในห้างดังกล่าวด้วย ในการนี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เน้นย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ใส่ใจทุกขั้นตอนของการผลิตและพัฒนาความรู้ของตนเองสม่ำเสมอ ดูแลแปลงให้มีมาตรฐานนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป…

ขุนเกษตรา

ลุยตอกฝาโลง ‘มนัญญา’ถกเอกชน21พย. เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454587

ลุยตอกฝาโลง 'มนัญญา'ถกเอกชน21พย. เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ

ลุยตอกฝาโลง ‘มนัญญา’ถกเอกชน21พย. เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลุยตอกฝาโลง 

‘มนัญญา’ถกเอกชน21พย. 

เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ  

ส่งกลับต้นทาง-ขายปท.ที่3

รมช.เกษตรฯเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก-นำเข้าสารเคมีเข้าหารือ 21 พฤศจิกายน รับฟังการชี้แจงแนวทางปฏิบัติหลังกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลิกใช้3 สาร ทั้งรับคืน-ส่งออกไปประเทศที่สามหรือต้นทาง ฮึ่มใครไม่มาถือว่าไม่เดือดร้อน เมื่อมติมีผลต้องรับผิดชอบการทำลายเอง ใช้งบหลวงไม่ได้ จากนั้น 22พ.ย.เรียกสารวัตรเกษตรทั่วปท.รับมอบนโยบายตรวจจับ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้ ลั่น 1 ธ.ค.ไทยต้องปลอด3สารพิษ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก -นำเข้า 3 สารเคมีคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส มาประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่กระทรวงเกษตรฯช่วงบ่าย หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนและขึ้นทะเบียน 3 สารดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ในวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อหารือมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกรและการส่งออก 3 สาร ซึ่งตนพร้อมที่จะลงนามในหนังสือส่งออก 3 สารไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง ในฐานะกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร เพราะหากยังใช้สารเคมีอันตรายคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่มีคนทำการเกษตร เพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และดินเสียจากสารตกค้างในดิน

“วันที่ 21 พฤศจิกายน ดิฉันมีหนังสือเชิญและขอประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อไปเลยว่า ให้บริษัทเหล่านั้น มาประชุม เพื่อจะได้กำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมีจากเกษตรกร จากร้านผู้แทนจำหน่าย ร่วมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง หากวันนั้นไม่มา แสดงว่าบริษัทเหล่านั้นไม่เดือดร้อน ไม่มีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สาร ในมือในสต๊อกแล้ว เพราะหลังวันที่ 1 ธันวาคม ที่มติมีผลบังคับใช้ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก และสารเคมีเหล่านั้น เป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้า ต้องรับผิดชอบนำกลับรีเอ็กพอร์ตกลับไป หรือการทำลายตามกฎหมาย และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ได้ ดิฉันยืนยันว่าเป็นภาระของบริษัทที่ต้องนำกลับคืนตามกฎหมายเท่านั้น ใครใช้เงินหลวงไปรับทำลายติดคุกแน่“ น.ส.มนัญญากล่าว

และว่า วันที่ 22 พฤศจิกายน จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศประมาณ 300 คน เพื่อมอบนโยบายและแจ้งให้รับทราบแนวทางการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ชนิดในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเยนต์อย่างไร

รมช.เกษตรฯยังย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯไม่เสียเวลารอกระทรวงอื่นแล้ว ว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด เพราะวันที่ 1 ธันวาคม หากเกษตรกรเราไม่ทราบ โทษตามกฎหมายหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นแสนเป็นล้าน ตนไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรของเราโดนตรวจจับ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงให้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรมารับทราบแนวทางรายละเอียดที่ต้องปฎิบัติ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบรายละเอียดทั้งหมด เพื่อเข้าใจไปในทิศทางเดียว และลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนทันที

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า หลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว ตนได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัดพบว่า เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้เพราะเกษตรกรทราบดีว่าสารอันตรายและหลายครอบครัวต้องสูญเสียคนในครอบครัว คนที่ตนเองรักไปก่อนวัยอันควร จากการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีอันตราย และบางพื้นที่พบมีสารพิษในเลือดของคนในชุมชนที่ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี

รายงานพิเศษ : นายกฯเยี่ยมสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี แนะวางยุทธศาสตร์รับความเสี่ยง-สู้ตลาดตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454545

รายงานพิเศษ : นายกฯเยี่ยมสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี  แนะวางยุทธศาสตร์รับความเสี่ยง-สู้ตลาดตปท.

รายงานพิเศษ : นายกฯเยี่ยมสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี แนะวางยุทธศาสตร์รับความเสี่ยง-สู้ตลาดตปท.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรี ก่อนการประชุมครม.สัญจร ที่จ.กาญจนบุรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเยี่ยมชมความก้าวหน้ากิจการสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พร้อมชมการสาธิตการเลี้ยงโคนมและให้อาหารโค ก่อนจะพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่มารอให้การต้อนรับจำนวนมาก

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวกับสมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพฯ ว่า การทำสิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ฉะนั้นจึงต้องรวมกลุ่มร่วมมือกันเป็นสหกรณ์ ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยเกษตรกรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ถ้าเราทำให้ถูกตามกติกา ใช้หลักสหกรณ์ให้ถูกให้เป็น สหกรณ์ก็จะเจริญก้าวหน้า กิจการของสหกรณ์จะเข้มแข็งและช่วยดูแลอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกการดำเนินงานของสหกรณ์ ในอนาคตอยากให้สหกรณ์ลองหาตลาดใหม่ๆ และเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ให้กว้างมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศ และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแปรรูปสินค้าที่ผลิตจากนมให้มีความหลากหลายตรงกับ ที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหามาตรการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อตั้งมากว่า 40 ปี ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ
ในเรื่อง “นม” และในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น โดยการหาวิธีช่วยเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สู้กับตลาดต่างประเทศได้

สำหรับจุดเริ่มต้นของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เมื่อปี 2512 เกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมในเขตจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ประสบปัญหาเรื่องไม่มีสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบที่รีดได้จากแม่โคนม สถานีผสมเทียมจังหวัดราชบุรี ได้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสที่เสด็จฯ ทรงเปิดโรงงานนมผงสวนจิตรลดา ณ พระราชวังสวนจิตรลดา และทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาถึงปัญหาความเดือดร้อนที่ไม่มีตลาดจำหน่ายน้ำนมดิบ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ความช่วยเหลือในการที่จะสร้างโรงงานนมผงขึ้น ต่อมาในปี 2513 นายทวิช กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้นได้ทราบปัญหาของผู้เลี้ยงโคนม จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน 1,400,000 บาท แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพิจารณานำมาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดังกล่าว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานเงินจำนวนนี้ร่วมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 1,002,000 บาท สร้างและตั้งโรงงานนมผงขึ้น ที่ต.หนองโพอ.โพธาราม จ.ราชบุรี ดำเนินการในรูปบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในระยะที่เกษตรกรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และรอรับการแก้ไขอยู่นั้น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจึงได้ขอ ความช่วยเหลือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีขณะนั้นคือ นายจรูญ วัฒนากร ช่วยติดต่อหาผู้รับซื้อน้ำนมดิบ จนกระทั่งได้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตกลงเป็นผู้รับซื้อ ต่อมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็น “ศูนย์รวมนมหนองโพ” ขึ้นในปี พ.ศ.2513 และเปิดรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2514 คณะกรรมการศูนย์รวมนมและสมาชิกได้ประชุมและมีมติจัดตั้งสหกรณ์โคนมขึ้น มีสมาชิกแรกตั้ง 185 คน ใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด” ต่อมาปี 2516 เริ่มผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ครั้งแรก สหกรณ์จึงขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด” ประเภทสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2516

 

 

สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ดำเนินกิจการมาเป็นเวลากว่า 48 ปี โดยดำเนินกิจการมาตามแนวพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาโดยตลอด ดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองและช่วยส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งการให้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ รับฝากเงิน จัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตมาจำหน่าย โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ธุรกิจบริการและส่งเสริมอาชีพการเกษตร โดยให้บริการความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพ บริการผสมเทียม การดูแลสุขภาพโคนม และส่งเสริมการจัดทำฟาร์มโคนมของเกษตรกรให้มาตรฐาน

 

 

ปัจจุบัน สหกรณ์ฯ สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศกรีม และนมอัดเม็ดจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านโชห่วย ช่องทาง On Line ผ่านเพจลาซาด้า และ Shopee ร้านหนองโพคาเฟ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาวและบรูไน คาดว่าปี 2562 สหกรณ์จะมียอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่น้อยกว่า 2,900 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ยังได้เพิ่มกําลังการผลิต ให้เพียงพอรองรับกับปริมาณน้ำนมดิบที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในต.หนองโพและพื้นที่ใกล้เคียงผลิตได้ ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาความเดือดร้อนเรื่องสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบ เมื่อเกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินงานในรูปสหกรณ์ ทำให้ได้รับประโยชน์ ทั้งเรื่องการผลิตน้ำนมดิบ การแปรรูปและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ ที่ส่งผลต่อการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในตำบลหนองโพ ซึ่งนับได้ว่าสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) คือทางออกของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างแท้จริง

‘พิจิตร2’พริกใหญ่พันธุ์ใหม่เผ็ดน้อย ตอบโจทย์เกษตรกร-โรงงานผลิตซอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454543

x

‘พิจิตร2’พริกใหญ่พันธุ์ใหม่เผ็ดน้อย n ตอบโจทย์เกษตรกร-โรงงานผลิตซอส

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า พริกใหญ่เป็นวัตถุดิบผลิตซอสพริก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์
ที่มีพริกเป็นส่วนประกอบที่มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 2 พันล้านบาท และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี แม้พริกใหญ่จะเป็นพริกที่ตลาดต้องการปริมาณมากเพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบการผลิตซอสพริก แต่ที่ผ่านมายังขาดการพัฒนาพันธุ์พริกใหญ่ให้มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะพริกใหญ่ที่มีรสชาติเผ็ดน้อย ซึ่งเป็นพริกที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการผลผลิตจำนวนมาก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร  กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการคือ ผลสุกมีสีแดงเข้ม เนื้อหนา ผลใหญ่ ยาว และรสชาติเผ็ดน้อย โดยปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เริ่มผสมข้ามพันธุ์ในปี 2540 คัดเลือก เปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์พริกพื้นเมืองและพันธุ์การค้า  และการทดสอบพันธุ์ทั้งในแหล่งปลูกภายในศูนย์วิจัยของกรมวิชาการเกษตรและแปลงเกษตรกรหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งที่เหมาะสมกับการปลูกพริกเพื่อทำซอสพริก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่ประสบความสำเร็จและผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2562 ใช้ชื่อว่า “พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2” มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝนโดยฤดูแล้งให้ผลผลิต 3,675 กิโลกรัม/ไร่ ฤดูฝนให้ผลผลิต 1,465 กิโลกรัม/ไร่ มีต้นสูง 78 เซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์การค้าทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญผลมีคุณภาพตรงกับ
ความต้องการของตลาดคือ มีขนาดใหญ่เรียวยาวยาว 11.7 เซนติเมตร เนื้อหนาเฉลี่ย 1.95 มิลลิเมตร มีผลยาวกว่าพริกพันธุ์อื่นๆผลมีสีแดงเข้มและเผ็ดน้อย โดยมีความเผ็ด26,800 สโควิลล์ เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นซอสพริกตรงกับความต้องการของโรงงาน

พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2 เป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพน้ำขัง และฟื้นตัวได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น รวมทั้งยังเป็นพันธุ์ผสมเปิดทำให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ปลูกในรุ่นต่อไปได้แทนใช้พันธุ์ลูกผสมที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี  ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่เกษตรกรซื้อในปัจจุบันราคาประมาณ 37,500 บาต่อกิโลกรัม โดยเกษตรกรจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 30-40กรัมต่อไร จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ สุโขทัย แพร่ และ อุทัยธานี พบว่าเกษตรกรพอใจพริกพันธุ์ใหญ่พิจิตร 2 มากที่สุดในด้านความสูงของต้นที่ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และความทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรผลิตเมล็ดพันธุ์พริกใหญ่พิจิตร 2 ได้ปีละ 10 กิโลกรัม/ปี  ซึ่งเพียงพอสำหรับพื้นที่ปลูก 300 ไร่ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ 20จว.วิกฤติ ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454589

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ  20จว.วิกฤติ  ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ 20จว.วิกฤติ ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ

20จว.วิกฤติ

ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

ฝนตกค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์

เขื่อนหลักแห้ง-เลิกนาปรัง

 

เตือนแล้งสาหัส! สทนช.เตรียมแผนรับมือ 20 จว.น่าห่วง ส่อขาดน้ำทำการเกษตร ชี้ภาคกลาง 8 จว.ต้องหยุดทำนาปรังเด็ดขาด เผย 2 เขื่อนหลักภูมิพล-สิริกิติ์แห้ง งดส่งน้ำช่วย น่าห่วงปริมาณฝนตกทั่วประเทศแค่ 20-30% ด้าน“ลุ่มน้ำโขง”อ่วม เจอพิษ“เอลนีโญ่”ทำฝนไม่ตก

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปี 2562 โดยไม่ให้กระทบต่อแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 เนื่องจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา มีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศเกินแผน 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่จัดสรรน้ำเกินแผน 495 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำภาคตะวันตกจัดสรรน้ำเกินแผน 579 ล้าน ลบ.ม.และลุ่มน้ำภาคใต้จัดสรรน้ำเกินแผน 549 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจากข้อมูลดาวเทียมวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 60.08 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 17.11 ล้านไร่ ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง 1.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 1.27 ล้านไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน

นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า ขณะที่การประเมินพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2562/63 จากข้อมูลดาวเทียม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 229,803 ไร่ ส่วนพื้นที่เขตชลประทานมี 8 จังหวัดที่น้ำไม่พอทำการเกษตร ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี อุทัยธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์และจ.ชัยภูมิ จึงขอแจ้งให้ชาวนาทราบว่า ในพื้นที่ภาคกลางให้งดปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะไม่มีน้ำส่งมาให้ ถ้าปลูกไปจะเกิดความเสียหาย ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกนาปรังได้บางพื้นที่ ขณะที่พื้นที่ทำนารอบสองได้ บางพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง สกลนคร นครพนม นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง ส่วน ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน มี 109 ตำบล 54 อำเภอ 20 จังหวัดที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทำเกษตร

เลชาฯสทนช.กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพฤศจิกายนพบว่า ปริมาณฝนรวมในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนเดือนธันวาคมปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% และเดือนมกราคม 2563 ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำมีทั้งสิ้น 53,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 65% แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 23,768 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% เช่น เขื่อน ภูมิพล เขื่อนกระเสียว เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อย 74 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง

นายสมเกียรติยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงที่ลดลงช่วงฤดูแล้งว่า สถานการณ์เอลนีโญจะยังคงมีผลต่อภูมิภาคทำให้ไม่มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งที่ประชุมพิจารณาทั้งมาตรการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ โดยสทนช.เร่งดำเนินการใช้มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศผลักดันและแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาค และมาตรการในประเทศระยะเร่งด่วนป้องกันผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนและการประกอบอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำรองน้ำอุปโภค-บริโภค 2.ให้กระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัดริมแม่น้ำโขง สร้างการรับรู้ความเข้าใจแนวโน้มสถานการณ์วิกฤติน้ำ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำภาคการเกษตรและประมงรับทราบ และ3..ให้กระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการขนส่งและการคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งมาตรการรองรับการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงด้วย

กษ.หนุนพัฒนายุวเกษตรกรไทย เจ้าภาพจัดประชุมใหญ่‘The3rd Asia 4-H Network Conference’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454541

x

กษ.หนุนพัฒนายุวเกษตรกรไทย l เจ้าภาพจัดประชุมใหญ่‘The3rd Asia 4-H Network Conference’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรสาเหตุจากสังคมเกษตรกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ เยาวชนรุ่นใหม่ไม่สนใจงานด้านการเกษตร ทำให้ผู้สืบทอดอาชีพการเกษตรลดน้อยลง กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงส่งเสริมพัฒนายุวเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2510 ตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกร เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินชีวิตในสังคม เน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และปฏิบัติจริง (Learning by doing) ให้ยุวเกษตรกรมีความสามารถ และพร้อมสืบทอดอาชีพการเกษตร

ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงระหว่างเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานยุวเกษตรกร 4–H แต่ละประเทศ เพิ่มทักษะความรู้ด้านการพัฒนายุวเกษตรกรของยุวเกษตรกรและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานยุวเกษตรกรไทย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายยุวเกษตรกร (4-H) ของภูมิภาคเอเชีย และประชาสัมพันธ์กิจกรรมเครือข่าย 4-H เอเชีย สู่ 4-H โลก กรมฯจึงเป็นเจ้าภาพจัดงาน The 3rd Asia 4-H Network Conference ขึ้น ระหว่างวันที่ 24 – 29 พฤศจิกายน ที่จ.เชียงใหม่ และลำพูน ภายใต้แนวคิด “Great Bonding of Youth Power สัมพันธภาพที่ยิ่งใหญ่ของพลังยุวเกษตรกร” ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย บุคลากรที่ดำเนินงานด้านการพัฒนายุวเกษตรกร และสมาชิกยุวเกษตรกรจากประเทศสมาชิก ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เนปาล ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และประเทศผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ แกมเบีย และสหรัฐอเมริกา รวม 200 ราย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การนำเสนอรายงานการดำเนินงานด้าน 4-H ในแต่ละประเทศ การจัดนิทรรศการขับเคลื่อนพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกร การประชุม Asia 4-H Network Board  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยุวเกษตรกรระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “Young Smart Farmer คนรุ่นใหม่รักษ์การเกษตร” ณ สวนบัวชมพู ณ ต.จอมคีรี อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยุวเกษตรกรในโรงเรียน ณ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.หวัดลำพูน และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น (ผ้าฝ้ายทอมือ) ณ หมู่บ้านหัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือดอนหลวง ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

อนึ่ง 4-H club เป็นองค์กรพัฒนาเยาวชนตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีภารกิจพัฒนาเยาวชนให้ใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ ประเทศไทยนำแนวคิดดังกล่าวเข้ามาใช้พัฒนาเยาวชนด้านการเกษตร สำหรับ Asia 4-H Network เป็นเครือข่าย 4-H ระดับภูมิภาคเอเชียร่วมมือแลกเปลี่ยนเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านอาหาร รักษาสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ร่วมพิจารณาแนวทางความร่วมมือสร้างเครือข่าย 4-H เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชน โดยเห็นชอบให้ตั้งกลไกดำเนินงานในรูปคณะกรรมการประสานความร่วมมือด้านเยาวชนระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งประเทศไทยนำหลักการ 4-H มาใช้ขับเคลื่อนพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรเช่นกัน