อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454501

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.54 น.

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

17 พฤศจิกายน 2562 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะให้นำวัวนมไปเลี้ยงที่โรงเรียน และช่วงเช้าก็รีดนมให้เด็กได้ทานเลย ในระหว่างเดินทางไปตรวจราชการ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด เนื่องจากตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย และเห็นว่าเนื้อหาข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและไม่ครบถ้วน จึงขอให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องเพิ่มเติม

น.สพ.สรวิศ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องนมโรงเรียน โดยอยากให้เด็กนักเรียนในพื้นที่มีการเลี้ยงวัวนม ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตนมโรงเรียนด้วยวิธีการปฏิบัติจริงในขั้นตอนการเลี้ยงวัวนม และการรีดนมวัว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลาแทบทั้งหมดในการดูแลฝูงโคนม ทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจการประกอบอาชีพนี้ ในอนาคตอาจทำให้อาชีพนี้หมดไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระราชทานโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 หากได้ปลูกฝังให้เด็กนักเรียนได้สัมผัสและได้เรียนรู้การเลี้ยงโคนม เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานอาชีพนี้ต่อไปจะเป็นสิ่งที่ดีมาก จึงได้ดำริว่าอยากให้นำแม่โคไปไว้ให้เด็กที่โรงเรียนได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยง และรีดน้ำนมดิบ เพื่อให้มีความเข้าใจในอาชีพที่สำคัญนี้ และที่มาของน้ำนมโคก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการผลิต จนเป็นนมโรงเรียนที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้นักเรียนทั่วประเทศได้ดื่มกันในทุกวันนี้

“จะเห็นได้ว่าเนื้อหาข้อมูลที่ครบถ้วนนั้น ไม่ได้มีความหมายตามที่มีผู้นำไปบิดเบือน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีความคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454500

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.38 น.

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’  

17 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก-นำเข้า 3 สารเคมีมาประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรฯช่วงบ่าย ภายหลังที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนและขึ้นทะเบียน 3 สาร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อหารือถึงมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกร และการส่งออก 3สาร

ทั้งนี้ ตนพร้อมที่จะลงนามในหนังสือส่งออก 3 สารไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร เพราะหากยังใช้สารเคมีอันตรายคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่มีคนทำการเกษตรเพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและดินเสียจากสารตกค้างในดิน โดยในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 หากไม่มา แสดงว่าบริษัทเหล่านั้นไม่เดือดร้อน ไม่มีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สารในมือในสต๊อกแล้ว เพราะหลังวันที่  1 ธันวาคม 2562 ที่มติมีผลบังคับใช้ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก

“สารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้าต้องรับผิดชอบในการนำกลับรีเอ็กพอร์ตกลับไป หรือการทำลายตามกฎหมาย และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ได้ ตนยืนยันว่าเป็นภาระของบริษัทที่จะต้องนำกลับคืนตามกฎหมายเท่านั้น ใครใช้เงินหลวงไปรับทำลายติดคุกนะคะ” นางสาวมนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ ระบุว่า นอกจากนั้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคนเพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเย่นต์อย่างไร เพราะวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ทั้ง 3 ตัวผิดกฎหมายและโทษหนัก

“เราไม่เสียเวลารอกระทรวงอื่นแล้วค่ะ ว่าจะมีท่าทีอะไรต่อ 3 สาร เพราะ 1 ธันวาคม 2562 หากเกษตรกรเราไม่ทราบ โทษตามกฎหมายหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นแสนเป็นล้าน ดิฉันไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรของเราโดนตรวจจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงให้เรียกประชุมสารวัตรเกษตร จะได้รับทราบทิศทางและลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนทันที” นางสาวมนัญญา กล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า ภายหลังลงที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน  3 สาร ได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัด พบว่า ในพื้นที่ต่างแสดงความขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้เพราะเกษตรกรทราบดีว่าสารอันตรายและหลายครอบครัวต้องสูญเสียคนในครอบครัว คนที่ตนเองรักไปก่อนวัยอันควรจากการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีอันตราย  และในบางพื้นที่พบว่ามีสารพิษในเลือดของคนในชุมชนที่ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงราย มีการตรวจเลือดเด็กนักเรียน 130 คน พบว่า ผลเลือดมีสารตกค้างในเลือดถึง 95 คน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้วย

‘ชัยวัฒน์’ยังหนึบ!! ปลัดทส.โยกย้ายครั้งใหญ่’ซี 9’ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454357

'ชัยวัฒน์'ยังหนึบ!! ปลัดทส.โยกย้ายครั้งใหญ่'ซี 9'ทั่วประเทศ

‘ชัยวัฒน์’ยังหนึบ!! ปลัดทส.โยกย้ายครั้งใหญ่’ซี 9’ทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.58 น.

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 มีรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยกยายข้าราชการระดับ 9 (อำนวยการต้น) ของ กระทรวงทรัพยากรฯ จำนวน 55 ตำแหน่ง เกือบทุกกรม มีตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ นายสินธพ โมรีรัตน์ ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด(ทสจ.) ปทุมธานี เป็น ผอ.ทสจ. กาญจน บุรี นายสวง สุดประเสริฐ ผอ.ทสจ.ประจวบคีรีขันธ์​เป็น ผอ.ทสจ.ฉะเชิงเทรา นายอิสระ พรหมเดชบุญ ผอ.ทสจ.นคร ราชสีมา เป็น ผอ.ทสจ.ชัยภูมิ นายพิศาล พุ่มสร้าง ผอ.ทสจ.ฉะเชิงเทรา เป็น ผอ.ทสจ.ชุมพร

นายสรัชชาสุริยกุล ณ อยุธยา ผอ.ทสจ.เชียงใหม่ เป็น ผอ.สจ.เชียงราย นายนรินทร์ ประทวนชัย ผอ.ทสจ.นราธิวาส เป็น ผอ.ทสจ.เชียงใหม่นายสมคิด ตั้งประเสริฐ ผอ.สจ.ชัยภูมิ เป็น ผอ.ทสจ.นครราชสีมา นายอาคม ยุทธนา ผอ.ทสจ. ตรัง เป็น ผอ.ทสจ. นคร ศรีธรรมราช น.ส.ทิพย์อาภา ยลธรรม์ธรรม ผอ.ทสจ.ระยอง เป็น ผอ.ทสจ.นนทบุรี น.ส.วนิดา แย้มสรวล ผอ.ทสจ. เพชรบุรี เป็น ผอ.ทสจ.ปทุมธานี นายสันธาน มั่นคง ผอ.ทสจ.กำแพงเพชร เป็น ผอ.ทสจ.ปราจีน บุรี

นายเกษม สุขวารี ผอ.ทสจ.สมุทรปราการ เป็น ผอ.ทสจ.พระนครศรีอยุธยา นายบุญเกิด ร่องแก้ว ผอ.ทสจ.อุทัย ธานี เป็น ผอ.ทสจ.พะ เยา นายประพันธ์ กาใจทราย ผอ.ทสจ.พะเยา เป็น ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอน นายสามารถ ขุนศรีหวาน ผอ.ทสจ.ปัตตานี เป็นผอ.ทสจ.ยะลา นายสวัสดิ์ อั้นเต้ง ผอ.ทสจ.พังงา เป็น ผอ.ทสจ.ลพบุรี นายพีระ ช่วยบำรุง ผอ.ทสจ.สุโขทัย เป็น ผอ.ทสจ.ลำพูน นายธีรพล ศรีโมรา ผอ.ทสจ.ชัยนาท เป็น ผอ.ทสจ.สระแก้ว นายเมืองแมน เกิดนานา ผอ.ทสจ.ลำพูน เป็น ผอ.ทสจ.สุโขทัย นางศิริวรรณ สุดาจันทร์ ผอ.ทสจ.หนองบัวลำภู เป็น ผอ.ทสจ.หนองคาย นายสา แสงสว่าง ผอ.ทสจ.บุรีรัมย์ เป็น ผอ.ทสจ.อุบลราชธานี

นายสมศักดิ์ เจียมสงวนวงศ์ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2(เชียง ราย) เป็น ผอ.ทสจ.กำแพงเพชร นายนิทรรศ เวชวินิจ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4(ตาก) เป็น ผอ.ทสจ.นคร นายก นายสุชาติ คงสำเร็จ ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานฯ เป็นผอ.ทสจ.สมุทรปราการ นายพสิษฐ์ เอี่ยวพานิช ผู้เชี่ยวชาญฯ กรมอุทยานฯ เป็น ผอ.ทสจ.ชัยนาท นายธรรมนูญ อัครพินท์ ผอ.กองอนุญาตป่าไม้ เป็น ผู้ตรวจราชการ กรมป่าไม้ นายยรรยง กางการ ผอ.สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ เป็น ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13(สงขลา)

นายสุพจน์ ภู่รัตนโอภา ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13(สงขลา) เป็น ผอ. ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4(ตาก) นายสุพจน์ เพริดพริ้ง ผอ. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่7(นครราชสีมา) กรมอุทยานฯ เป็น ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานฯ นายจรูญรัตน์ หิรัญชุฬหะ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8(ขอนแก่น) เป็น ผอ.สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานฯ นายบำรุง แสงพันธุ์ ผอ. สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานฯ เป็น ผอ.สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานฯ นายสมปอง ทองสีเข้ม ผอ. สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานฯ เป็น ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ

นายดำรัส โพธิ์ประสิทธิ์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่5(นครศรีธรรมราช) เป็น ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11(พิษณุโลก) เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3(บ้านโป่ง) นายยงุยทธ นาควิโรจน์ ผอ.สำนักบริหารพ้ืนที่อนุรักษ์ที่ 6(สงขลา) เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 5(นครศรีธรรมราช) นายยุทธชัย ปัทมสนธิ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3(บ้านโป่ง) เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11(พิษณุโลก)

นายสุเมธ ศิริลักษณ์ ผอ.ทสจ.กาญจนบุรี เป็นผู้ตรวจราชการกรมอุทยานฯ นายอนุชา กระจายศรี ผอ.ทสจ.สระแก้ว เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2(ชลบุรี) กรมอุทยานฯ นายบรรณรักษ์ เสริมทอง ผอ.ทสจ.กระบี่ เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์4(ตาก) กรมอุทยานฯ นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอน เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่7(นครราชสีมา) นายวันชัย จริยาเศรษฐโชค ผอ.ทสจ.นครพนม เป็น ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่10(อุดรธานี)

นายฐิติพันธ์ จูจันทร์โชติ ผอ.ทสจ.ลพบุรี เป็นผอ.สำนักบริหารกลาง กรมป่าไม้ นายนพดล ฮมแสน ผอ.ทสจ. นนทบุรี เป็น ผอ.กองการอนุญาติ กรมป่าไม้ นายพฤกษ์​โสโน ผอ.ทสจ.พระนครศรีอยุธยา เป็น ผอ.สำนักปลูกป่า กรมป่าไม้ นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ ผอ.ทสจ.นครนายก เป็น ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9(ชลบุรี) เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 9 ครั้งนี้ ยังไม่มีการโยกย้ายนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่9(อุบลราชธานี) อดีตหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติหมายจับในคดีฆาตกรรมและซ่อนเร้นอำพรางศพนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย

ทั้งนี้ นายจตุพร กล่าวว่า สาเหตุที่ยังไม่มีการโยกย้ายนายชัยวัฒน์ เนื่องจากต้องทำตามขั้นตอน โดยขณะนี้ ตนได้แต่งตั้งนางอัษฎาพร ไกรพานนท์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นประธานพิจารณาสำนวนคดีของนายชัยวัฒน์ ที่ได้ทำหนังสือขอไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมอุทยานฯ แล้ว โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ จะเสร็จสิ้น จากนั้นจะมีการพิจารณาว่าจะมีการออกคำสั่งพิเศษเกี่ยวกับนายชัยวัฒน์หรือไม่

สั่งกวาดล้าง ชีวภัณฑ์เถื่อนผสม3สารพิษ หลอกขายเกษตรกรผ่านFB

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454312

สั่งกวาดล้าง  ชีวภัณฑ์เถื่อนผสม3สารพิษ  หลอกขายเกษตรกรผ่านFB

สั่งกวาดล้าง ชีวภัณฑ์เถื่อนผสม3สารพิษ หลอกขายเกษตรกรผ่านFB

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เฉลิมชัย” สั่งสรุปมาตรการช่วยเกษตรกรหลังแบน 3 สาร 22 พฤศจิกายน พร้อมกำชับกวาดล้างชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน หลอกขาย
เกษตรกรผ่านโซเชียล ด้านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรฯเผยผลปราบปรามสารอวดอ้างกำจัดวัชพืชผสมวัตถุอันตรายใน 5 จุด 3 จว.ยึดได้กว่า 58 ตัน มูลค่า 25 ล้าน เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยความคืบหน้าการหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอสว่าได้กำชับให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร3ชนิด ซึ่งมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานสรุปมาตรการต่างๆภายในวันที่ 22พฤศจิกายน รองรับการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม โดยเฉพาะระยะเร่งด่วนที่อาจต้องชดเชย เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารทดแทน 3 สารเคมีดังกล่าว ระยะต่อไปจะส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตร

ส่วนระยะยาวคือหาสารชีวภัณฑ์ที่นำมาใช้ทดแทน3สารเคมีโดยกรมวิชาการเกษตรรายงานว่า ปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมฯมี73รายการ เป็นสารป้องกันกำจัดโรคและศัตรูพืชเท่านั้น ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดวัชพืช คณะทำงานฯเห็นความสำคัญของการเร่งหาสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดวัชพืชยังล่าช้า เนื่องจากมีขั้นตอนทดสอบประสิทธิภาพและความเป็นพิษตามหลักเกณฑ์วิชาการการจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนได้ต้องแน่ใจว่าไม่มีผลกระทบต่อพืชหลักที่ปลูกในแปลง

“ผมกำชับกรมวิชาการเกษตรให้ป้องปรามควบคุมไม่ให้มีการจำหน่ายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนและให้เข้าไปให้ความรู้เกษตรกรจะได้ไม่หลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าป้องกันกำจัดวัชพืชได้นั้นซึ่งมีการผสมสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชลงไป พร้อมมอบนโยบายให้กรมวิชาการเกษตรเปิดกว้างการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์แต่ต้องทดสอบทางวิชาการแล้วว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย”นายเฉลิมชัย ย้ำ

ด้านน.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่าหลังกรมวิชาการเกษตรได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรมีการขายสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและศัตรูพืชขายทางสื่อออนไลน์จำนวนมากจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ล่อซื้อเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ เบื้องต้นพบฉลากที่ระบุเป็นสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ยังพบหลายยี่ห้อ มีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซตจึงสั่งให้สารวัตรเกษตรทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคร่วมปฏิบัติการกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตร5จุด ตามที่สืบทราบโดยจัดเจ้าหน้าที่ตรวจค้นที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี อ.จอหอ และ อ.พิมาย จ.นครราชสีมาและ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี2 จุดพบของกลางผิดกฎหมายเป็นวัตถุอันตราย 18 รายการและปุ๋ย 36 รายการ ปริมาณรวม58.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 25ล้านบาท

เจ้าหน้าที่อายัดของกลางไว้ทั้งหมด รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ทำผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535คือผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน2ปี ปรับไม่เกิน2 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียน โทษจำคุกไม่เกิน3ปีปรับไม่เกิน3 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน5ปี ปรับไม่เกิน2แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ขึ้นทะเบียน โทษจำคุกตั้งแต่1-5ปีปรับตั้งแต่4หมื่น–2แสนบาท

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรยังย้ำว่าสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรและต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และทดลองประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดศัตรูพืช และปลอดภัยทั้งคนใช้ ผู้บริโภค และได้ผลผลิตดี จึงขอเตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อคำกล่าวอวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริง ให้สังเกตฉลากต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร

ขณะนายรังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืชและวิทยาศาสตร์เกษตร ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงกรณีดีเอสไอ จับผู้ลักลอบขายสารป้องกันกำจัดวัชพืชโดยอ้างเป็นสารชีวภัณฑ์ว่าเป็นห่วงเกษตรกรที่ถูกหลอกลวง เพราะปัจจุบันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์ใดที่มีฤทธิ์ป้องกันกำจัดวัชพืช แต่เมื่อมีกระแสต่อต้านการใช้สารเคมีจึงเป็นช่องว่างให้เกิดการหลอกลวงโดยนำพาราควอตหรือไกลโฟเซตผสมในสารที่แอบอ้างว่าเป็นสารชีวภัณฑ์ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานควรทบทวนมติยกเลิกสามสารเคมีดังกล่าว แต่ให้กลับไปใช้มติเดิมที่ให้จำกัดการใช้อบรมวิธีใช้ที่ถูกต้องเหมาะสมให้เกษตรกร เพื่อความปลอดภัย ถ้ายังดึงดันยกเลิกจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนจากต้นทุนที่สูงขึ้นและไม่มีสารทดแทน ถ้าใช้ไม่ถูก ก็ไม่เกิดประโยชน์

‘สปก.’ชักร้อน! ‘เฉลิมชัย’ผวาบานปลาย สั่งเร่งเคลียร์ปมที่ดินให้กระจ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454332

'สปก.'ชักร้อน! 'เฉลิมชัย'ผวาบานปลาย สั่งเร่งเคลียร์ปมที่ดินให้กระจ่าง

‘สปก.’ชักร้อน! ‘เฉลิมชัย’ผวาบานปลาย สั่งเร่งเคลียร์ปมที่ดินให้กระจ่าง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.32 น.

15 พ.ย.62 คืบหน้าการตรวจสอบที่ดินที่ตั้งฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จำนวน 58 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่นั้น

มีรายงานว่า นายชยาวุทธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งศูนย์ป่าไม้ จ.ราชบุรีและสำนักงานปฎิรูปที่ดิน (สปก.) ราชบุรี จะเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ในวันที่ 22 พ.ย.นี้ เนื่องจากน.ส.ปารีณาอ้างว่าช่วงนี้ยังอยู่ในวงรอบปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ หลังจากครบวงรอบตามกำหนด 45 วัน

ขณะที่มีรายงานว่า จากปัญหาเรื่องที่ดิน สปก.ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในเวลานี้    ทั้งกรณีของน.ส.ปารีณา และกรณีการได้รับมอบที่ดิน สปก.4-01 ของนายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัครส.ส.กระบี่ พรรคพลังประชารัฐนั้น    ทำให้ผู้บริหารสปก.ไม่สบายใจเพราะเกรงว่าจะกลายเป็นประเด็นลุกลามใหญ่โต ขณะที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้สั่งให้สปก.เร่งสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้โดยเร็ว โดยเฉพาะต้องแม่นยำในข้อกฏหมายและเงื่อนไขต่างๆที่เกี่ยวข้องว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกระทรวง เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง

เตือน’เกษตรกร’!! ก่อนซื้อ’สารชีวภัณฑ์’ควรสังเกตุฉลากขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454175

เตือน'เกษตรกร'!! ก่อนซื้อ'สารชีวภัณฑ์'ควรสังเกตุฉลากขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

เตือน’เกษตรกร’!! ก่อนซื้อ’สารชีวภัณฑ์’ควรสังเกตุฉลากขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.16 น.

“กรมวิชาการเกษตร”จับมือ”ดีเอสไอ”กวาดล้างพื้นที่5จุดแหล่งผลิตและจำหน่ายสารชีวภัณฑ์ อวดอ้างสรรพคุณกำจัดวัชพืชได้ผล พบผสม2สารเคมี”พาราควอท-ไกลโฟเซต”มูลค่า25ล้าน ขยายผลตามล่าขบวนการผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกร ว่ามีการขายสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชขายทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อสินค้าดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ เบื้องต้นพบฉลากที่ระบุเป็นสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และยังพบหลายยี่ห้อมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซต จึงได้สั่งการให้สารวัตรเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตร 5 จุด ตามที่สืบทราบ โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจค้นกระจายไปตามจุดต่างๆ ได้แก่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี , อ.จอหอ จ.นครราชสีมา , อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 2 จุด จากการตรวจค้นพบของกลางที่กระทำผิดกฎหมายพบเป็นวัตถุอันตรายจำนวน 18 รายการ และปุ๋ยจำนวน 36 รายการ ปริมาณรวมทั้งสิ้น 58.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในครั้งนี้กว่า 25 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ได้อายัดของกลางไว้ทั้งหมด และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 คือ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไมเกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ขึ้นทะเบียนโทษมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 4 หมื่น – 2 แสนบาท

“สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรโดยต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และทำการทดลองประสิทธิภาพ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดศัตรูพืช ป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย และที่สำคัญต้องเป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม จึงขอเตือนเกษตรกรอย่าได้หลงเชื่อคำกล่าวอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ โดยก่อนที่จะซื้อสารชนิดใดมาใช้ก็ตาม ขอให้สังเกตุที่ฉลากต้องได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร หากสงสัยหรือทราบเบาะแสแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ย หรือวัตถุอันตรายทางเกษตรที่ผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งได้ที่กลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร.02-940-5434” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : DSIบุกค้น5จุดแหล่งผลิต’ชีวภาพอินทรีย์ปลอม’แอบผสม’พาราควอต-ไกลโฟเซต’

ฟาร์มไก่’ปารีณา’ลาม! ‘ธรรมนัส’สั่งสแกน4จังหวัด เจอสปก.’ส.ส.’ตระกูลดังอีก350ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454143

ฟาร์มไก่'ปารีณา'ลาม! 'ธรรมนัส'สั่งสแกน4จังหวัด เจอสปก.'ส.ส.'ตระกูลดังอีก350ไร่

ฟาร์มไก่’ปารีณา’ลาม! ‘ธรรมนัส’สั่งสแกน4จังหวัด เจอสปก.’ส.ส.’ตระกูลดังอีก350ไร่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.42 น.

คืบหน้าการตรวจสอบที่ดินที่ตั้งฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จำนวน 58 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่นั้น

แหล่งข่าวส.ป.ก. กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งให้ส.ป.ก.จ.ราชบุรี เข้าตรวจวัดพื้นที่ทั้งหมดของน.ส.ปารีณา ในวันนี้ และเร่งสรุปมาช่วงบ่ายนี้ ให้เกิดความชัดเจนมีกี่ไร่แน่ ทั้งพื้นที่ฝั่งอ.จอมบึง ที่บริเวณฟาร์มไก่ กว่า 1.7 พันไร่ รวมทั้งมีพื้นที่ป่าสงวนตรงกลางที่เป็นภูเขา และให้ตรวจสอบเรื่องว่ามีการกระจายสิทธิถือครอง โดยการแบ่งซอยแปลงย่อย ๆ รายละ 48 ไร่ และ 49 ไร่ กว่า 18 แปลงเพื่อไม่ให้เข้าข่ายโดนยึดคืนตามมาตรา 44 ด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ยังให้ตรวจสอบพื้นที่บางส่วนเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ ตามกฎหมายที่ดิน คือ นส.3     และสค.1 และแปลงที่ยังไม่กระจายสิทธิ กว่า 900 ไร่ว่าได้มาอย่างไร และเมื่อไหร่ ส่วนฝั่งอ.สวนผึ้ง พบมีที่ดินส.ป.ก.ของครอบครัวน.ส.ปารีณาอีกประมาณ 600 ไร่ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าครอบครองโดยถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่

ทั้งนี้ร.อ.ธรรมนัส ให้สั่งสแกนการถือครองพื้นที่ส.ป.ก.อย่างละเอียดใน 4 จังหวัด มีนักการเมืองถือครองผิดกฎหมายหรือไม่ คือเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นต่อกมธ.ปราบปราบทุจริตฯของสภาให้สอบสวนกรณีนักการเมือง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ถือครองที่ดินรัฐโดยแสดงทรัพย์สินต่อป.ป.ช. และเบื้องต้นมีพบชื่อ ส.ส.บางคนในตระกลูดังแจ้งยื่นบัญชีทรัพยสินต่อป.ป.ช.ว่าครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก.350 ไร่ด้วย

‘นาเกลือทะเล’ลุ้นเฮ!กษ.เล็งจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ขยับแก้ปม‘ไอโอดีน’ หาตลาดส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454145

‘นาเกลือทะเล’ลุ้นเฮ!กษ.เล็งจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ขยับแก้ปม‘ไอโอดีน’ หาตลาดส่งออก

‘นาเกลือทะเล’ลุ้นเฮ!กษ.เล็งจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ขยับแก้ปม‘ไอโอดีน’ หาตลาดส่งออก

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.51 น.

‘นาเกลือทะเล’ลุ้นเฮ!กษ.เล็งจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ขยับแก้ปม‘ไอโอดีน’ หาตลาดส่งออก

15 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการฯครั้งแรก ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อหาแนวทาทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้องครั้งแรก หลังจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นความสำคัญและปัญหาของเกลือทะเลไทย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมอบหมายให้ตนเป็นประธาน และมีคณะกรรมการจาก 4 กระทรวง 2 องค์กรและผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 4 ภาค 5 สหกรณ์ ร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันให้กับชาวนาเกลือทั้งระบบ

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้ได้มีการวางกรอบขับเคลื่อนแนวทางการทำงานใน 3 หลักใหญ่ คือ พัฒนาชาวนาเกลือทะเล , พัฒนาสินค้าเกลือทะเล และพัฒนาระบบสมดุลนิเวศน์เพื่อความยั่งยืน โดยมีการรับข้อเสนอจากผู้แทนชาวนาเกลือในทุกประเด็น ทั้งเรื่องร่าง พ.ร.บ.เกลือทะเลไทย เรื่องราคาเกลือตกต่ำ ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศ เรื่องมาตรฐานเกลือทะเล

“ที่สำคัญคือเรื่องสัดส่วนของไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกลือทะเลไม่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบได้ และปัญหาอื่นๆ เพื่อบรรจุในวาระการประชุมครั้งถัดไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันในที่ประชุม ตนยังมอบหมายให้คณะกรรมการทั้งจากกระทรวงเกษตรฯ , กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ให้ร่วมกันศึกษาเรื่องการแยกข้อจำกัดของผลิตผลกับผลิตภัณฑ์เกลือทะเลและเกลือบริโภคให้ชัดเจน รวมถึงเร่งให้หาตลาดส่งออก และพิจารณาหลักการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ทำนาเกลือหากเกิดอุทกภัยอีกด้วย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ทำนาเกลือไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากกรณีดังกล่าว

“เราจะทำงานเชิงรุกตามนโนบายที่ รมว.เกษตรฯ ให้ความห่วงใย หากไม่รักษานาเกลือให้คงไว้ เกษตรกรคงเปลี่ยนอาชีพไปตามการพัฒนาของสังคม เมื่อถึงวันนั้นประเทศไทยคงไม่มีเกลือทะเลให้บริโภคอีกต่อไป ซึ่งผมจะเดินทางไปรับฟังความคิดเห็นและไปดูรายละเอียดในงานหอมกลิ่นดอกเกลือ มหกรรมเกลือทะเลเพชรสมุทรคีรี ที่สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรีด้วย” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454133

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.11 น.

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

15 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนกำชับให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน สรุปผลมาตรการต่างๆในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 รองรับการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

ทั้งนี้ ขณะนี้คณะทำงานฯ รวบรวมและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในระยะเร่งด่วนที่อาจต้องชดเชย เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารอื่นแทนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ระยะต่อไปจะส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตร ส่วนระยะยาวคือการหาสารชีวภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ทดแทนสารเคมี โดยกรมวิชาการเกษตรรายงานว่าปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรมี 73 รายการ เป็นสารป้องกันกำจัดโรคและศัตรูพืชเท่านั้น ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดวัชพืช

นายเฉลิมชัย ระบุว่า คณะทำงานฯ เห็นความสำคัญของการเร่งหาสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดวัชพืชยังมีความล่าช้า เนื่องจากมีขั้นตอนในการทดสอบประสิทธิภาพและความเป็นพิษตามหลักเกณฑ์ ซึ่งการจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนได้ต้องแน่ใจว่า ไม่มีผลกระทบต่อพืชประธานหรือพืชหลักที่ปลูกในแปลง

นอกจากนี้ได้กำชับกรมวิชาการเกษตรให้ป้องปรามและควบคุมไม่ให้มีการจำหน่ายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ตลอดจนเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรไม่ให้หลงเชื่อเนื่องจากที่อ้างว่า ป้องกันกำจัดวัชพืชได้นั้น มีการผสมสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชลงไป มอบนโยบายให้กรมวิชาการเกษตรเปิดกว้างการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ แต่ต้องทดสอบทางวิชาการแล้วว่า มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ด้าน ศ.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืชและวิทยาศาสตร์เกษตร ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จับกุมผู้ลักลอบขายสารป้องกันกำจัดวัชพืชโดยอ้างว่า เป็นสารชีวภัณฑ์ ว่า เป็นห่วงเกษตรกรที่ถูกหลอกลวงเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์ใดที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดวัชพืช แต่เมื่อมีกระแสต่อต้านการใช้สารเคมีจึงเป็นช่องว่างให้เกิดการหลอกลวง โดยนำพาราควอตหรือไกลโฟเซตผสมในสารที่แอบอ้าง

“พาราควอตและไกลโฟเซตยังมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการใช้ป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายควรทบทวนมติ โดยกลับไปใช้มติเดิมที่ให้มีมาตรการจำกัดการใช้ อบรมให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัย แต่หากยังดึงดันที่จะลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด เกษตรกรจำนวนมากเดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ยังไม่เห็นว่าภาครัฐมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนอย่างไร อีกทั้งหากใช้สารเคมีชนิดอื่น แต่เกษตรกรใช้ไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แก่ผู้บริโภคตามที่มีข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ” ศ.รังสิต กล่าว

‘ประภัตร’เร่งช่วยเหลือชาวนาอีสาน ข้าวเสียหายจากโรคไหม้คอรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454130

'ประภัตร'เร่งช่วยเหลือชาวนาอีสาน ข้าวเสียหายจากโรคไหม้คอรวง

‘ประภัตร’เร่งช่วยเหลือชาวนาอีสาน ข้าวเสียหายจากโรคไหม้คอรวง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.33 น.

ประภัตร ระบุ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรภาคอีสานที่ผลผลิตข้าวหอมมะลิเสียหายจากโรคไหม้คอรวง เตรียมประสานกระทรวงพาณิชย์จัดทำมาตรการชะลอการขายข้าวของชาวนา เกรงพ่อค้าโก่งราคาเช่นเดียวกับข้าวเหนียว ชี้แม้ผลผลิตน้อย แต่ยังเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวซึ่งพบความเสียหายใน 5 จังหวัดได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานีรวมพื้นที่ 550,000 ไร่ ซึ่งจังหวัดสุรินทร์มีการระบาดมากที่สุดกว่า 300,000 ไร่ ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติโรคพืชแล้ว เบื้องต้นเกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง 1,113 บาทต่อไร่ รายละไม่เกิน 20 ไร่

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ล่าสุดอัตราการระบาดลดลงเนื่องจากชาวนาเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข15 ซึ่งเกิดโรคไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว อีกทั้งได้รับการสนับสนุนโดรน 3 ลำจากภาคเอกชนมาใช้ฉีดพ่นสารไตรโคเดอร์มาแปลงข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อราก่อโรคไหม้คอรวง รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวจัดส่งไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรทั้ง 5 จังหวัดฉีดพ่นในแปลงข้าวซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เป็นโรค

ทั้งนี้แปลงข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่เกิดโรคไหม้คอรวงแล้วส่งผลให้เมล็ดลีบนั้น ผลผลิตลดลงจาก 400 กิโลกรัมต่อไร่เหลือประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อรวมกับความเสียหายจากฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยที่ผ่านมาคาดว่า ประมาณ 700,000 ไร่จากพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิทั้งประเทศ 3 ล้านกว่าไร่ ผลผลิตลดลง 3 ล้านตัน โดยประมาณการณ์ว่า ปี 2562 นี้จะได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ 6-7 ล้านตัน โดยลดลงกว่าปีที่แล้วซึ่งได้ 8 ล้านตัน ขณะนี้มอบหมายกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจความเสียหายทั้งหมดเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่รายได้ลดลงจากการที่ผลผลิตเสียหายซึ่งจะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายประภัตรยืนยันว่า ปริมาณข้าวหอมมะลิเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่ผลผลิตที่ลดลงอาจส่งผลกระทบด้านราคาบ้าง จึงจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการชะลอการขายข้าวของชาวนา ในลักษณะเดียวกับโครงการจำนำยุ้งฉางเพื่อไม่ให้ข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดพร้อมกัน พ่อค้าอาจฉวยโอกาสจำหน่ายข้าวหอมมะลิแก่ผู้บริโภคในราคาสูงเช่นเดียวกับข้าวเหนียวที่ผลผลิตลดลงจากภัยแล้งในปีนี้ ยันยันว่า จะดูแลทั้งเกษตรกรให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและไม่ให้ผู้บริโภคต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวที่สูงขึ้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า รมช. ประภัตรกำชับให้เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไหม้คอรวงข้าว โดยการนำเมล็ดพันธุ์มาคลุกสารไตรโคเดอร์มาก่อนหว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 10 -15 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งต้องไม่ใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมากจนเกินไปเนื่องจากจะทำให้กอข้าวแน่นเกิน อากาศไม่ถ่ายเทและความชื้นสูง เมื่อมีสปอร์เชื้อราโรคไหม้มาติดต้นข้าวจะทำให้ระบาดอย่างรวดเร็ว