เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454022

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกรณีจะเปลี่ยนสถานะสารเคมี 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซตคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะมีผลให้ไม่สามารถผลิตจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองได้เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย สุกรรณ สังข์วรรณะเกษตรกรตัวจริงที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด จึงได้รวบรวมข้อคิดเห็นของเกษตรกรที่ไม่เห็นด้วยกับการจะออกประกาศดังกล่าวขนใส่กล่องกระดาษหลายกล่องรวม 13,441 ราย นำไปมอบให้กับกรมวิชาการเกษตร แทนการแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมเนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงวิธีการดังกล่าวได้

กรมวิชาการเกษตรมอบให้ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการเป็นผู้รับเอกสารดังกล่าวซึ่งไม่ทราบว่าสรุปรายงานท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้วหรือยังแต่ที่แน่ๆ คือกรมยังไม่ได้สรุปแจ้งแถลงไขให้สาธารณชนได้ทราบผลการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้แต่ได้มีการสั่งการไปยังหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้สำรวจสต๊อกสารเมี 3 ชนิดที่ยังเหลือ อยู่โดยกำหนดให้ผู้ผลิตผู้นำเข้าผู้ส่งออกและผู้มีไว้ในครอบครองแจ้งปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับกรมวิชาการเกษตรทันทีหลังจากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม มีผลบังคับใช้จึงมีคำถามฝากมาว่าการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ถึงแม้ฝ่ายไม่เห็นด้วยมีมากกว่าก็จะไม่มีผลใช่หรือไม่

นอกจากนี้การสำรวจสต๊อกยังต้องแจ้งให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานทราบด้วยเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรต่อไปเกษตรกรที่อุตส่าห์แสดงความเห็นเข้ามา..คงต้องทำใจ..เพราะเขาดำเนินการไปก่อนที่เสียงของท่านจะไปถึง..

อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีศาลปกครองเป็นที่พึ่งอีกครั้งหลังจากศาลยกฟ้องมาครั้งที่แล้วเพราะการยกเลิกการใข้ครั้งนั้น เป็นเพียงความเห็นของคระกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ได้มีผลทางกฎหมายอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรว่าจะยกธงขาวยอมแพ้หรือสู้กันต่อไป

วันเดียวกันกับวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเกษตรกรผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาทบทวนโดยสภาหอการค้าเห็นควรให้ใช้มติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 คือการจำกัดการใช้มาดำเนินการแทนการยกเลิกการใช้

พร้อมกันนี้มีข้อมูลจากราชบัณฑิตยสภาเกี่ยวกับอันตรายต่างๆที่ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ เผยแพร่สู่สาธารณชนตลอดมายืนยันว่าไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยมีหลายท่านให้ความเห็นดังที่สื่อมวลชนนำเสนอดังนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอต จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อน และจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธิ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน

ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอต ในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารกน่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร รวมทั้งขาดการศึกษาในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่างๆ และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปกติจากพิษพาราควอต และยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์ ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับพาราควอตเพิ่มเติมว่า มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย อาทิ พาราควอตทำให้ดินแข็ง ซึ่งไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคุณสมบัติของพาราควอตทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวของวัชพืชเหนือดิน ไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน

ดร.รังสิตยังบอกด้วยว่า โดยส่วนตัวสนับสนุนให้ใช้พาราควอตในแปลงเกษตร เพราะยังเห็นประโยชน์ เนื่องจากพาราควอตตกค้างในสิ่งแวดล้อมน้อยมากต่างจากสารเคมีชนิดอื่นๆ คนที่รู้ความแล้วคงพอรู้ว่า สารทุกชนิดที่คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันใช้ทางเกษตรกรรมหรือทางแพทย์เป็นสารพิษทั้งนั้น มากน้อยแล้วแต่ชนิดสาร แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารพิษจริงๆก็หาวิธีการควบคุมการใช้ให้ถูกต้อง ยาที่หมอรักษาคนไข้หากใช้ไม่ถูกก็มีพิษ หากใช้อย่างถูกต้องก็เกิดประโยชน์และไม่เกิดโทษ

ภาษาหมอภาษานักวิชาการอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยสรุปได้ง่ายๆ คือ สารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอย่างที่เข้าใจกันตามคำบอกเล่าของคนกลุ่มหนึ่งนั่นเอง ขนาดราชบัณฑิต และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านออกมายืนยันเช่นนี้ ถ้ายังไม่มีใครหันมาฟังบ้างเห็นที..ประเทศนี้จะอยู่ยากเสียแล้ว….

ไม่รู้ว่าเรื่อง 3 สารนี้จะจบลงอย่างไรแต่ที่แน่ๆประเทศชาติเสียหายมหาศาล

แว่นขยาย

สศก.ประเมินศก.ภาคเกษตรไตรมาส3ขยายตัว1.1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454024

x

สศก.ประเมินศก.ภาคเกษตรไตรมาส3ขยายตัว1.1%

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2562 (กรกฎาคม -กันยายน 2562) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2561 เนื่องจากสาขาพืช สาขาการผลิตหลักของภาคเกษตรกลับมาขยายตัว หลังหดตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด เงาะ และมันสำปะหลัง สำหรับสาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ยังขยายตัวได้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัวลง

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโชผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก.กล่าวถึงรายละเอียดว่า สาขาพืช ไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยพืชสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากเนื้อที่กรีดเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 ปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง ทุเรียน มีการขยายพื้นที่ปลูกในปี 2557 ทำให้มีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น มังคุด เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น เงาะ ราคาปีที่ผ่านมาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงและดูแลต้นให้สมบูรณ์ และมันสำปะหลัง ปีที่ผ่านมาราคาดี ทำให้มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น และเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนด ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น

สำหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี  เพราะฝนทิ้งช่วงฝนมาช้า ทำให้บางพื้นที่ขาดน้ำ และผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้ต้นข้าวเสียหาย ข้าวนาปรังประสบภาวะภัยแล้ง สับปะรดโรงงาน เพราะราคาปีที่ผ่านมาต่ำ เกษตรกรจึงเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และฝนทิ้งช่วง บางส่วนเสียหายจากอุทกภัย และลำไย ผลผลิตลดเพราะอากาศร้อนจัดและฝนแล้ง ทำให้ติดผลน้อย

ด้านราคาสินค้าพืช ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง แต่ตลาดต้องการต่อเนื่อง สับปะรดโรงงาน ทุเรียน ราคาเพิ่มจากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และราคาลำไยเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ราคามันสำปะหลังลดลง เพราะผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก และปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำ ราคายางพาราลดลง เนื่องจากผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากพื้นที่เปิดกรีดยางใหม่ ราคาปาล์มน้ำมันลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและสต๊อกน้ำมันปาล์มยังคงมีปริมาณที่สูงกว่าสต๊อกเพื่อความมั่นคงที่ประเมินไว้ ส่วนราคามังคุดและเงาะลดลง เพราะปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผลผลิตพืชสำคัญหลายชนิดและกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีทิศทางเพิ่มขึ้น
ส่วนสาขาปศุสัตว์มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลผลิตสุกรที่ลดลง โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการส่งเสริมการใช้สินค้าเกษตรในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทั้งภาวะแห้งแล้งและการเกิดพายุฝนที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

ปท.ไตรภาคียางลดส่งออกตามเป้า จับมือสกัดโรคเชื้อราทำให้ใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454020

x

ปท.ไตรภาคียางลดส่งออกตามเป้า จับมือสกัดโรคเชื้อราทำให้ใบร่วง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เปิดเผยว่า ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียางพาราคือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ดำเนินมาตรการลดส่งออก (Agreed Export Tonnage Scheme: AETS) ครั้งที่ 6 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จนปัจจุบันเสร็จสิ้นแล้ว ทุกประเทศปฏิบัติตามข้อกำหนดครบถ้วน รวมทั้ง 3 ประเทศ ลดปริมาณส่งออกลงได้441,648 MT มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดคือ 240,000 MT และไม่ส่งผลให้สต็อกคงค้างของ 3 ประเทศเพิ่มแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การส่งออกช่วงครึ่งปีแรก 2562 ของทั้ง 3 ประเทศ ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 492,000 MT (10.60%) ในขณะที่จำนวนการส่งออกยางธรรมชาติของประเทศอื่น โดยเฉพาะเวียดนาม ไอโวรี่โคสต์ และกัมพูชา ส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 106,000 MT (11.56%) ทั้งนี้ เป็นไปได้สูงที่ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียางพารา จะมียอดส่งออกลดลงปีนี้ประมาณ 800,000 MT สอดคล้องกับผลผลิตที่ลดลง

นายสุนันท์ยังกล่าวถึงโรคใบร่วงชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นปลูกยางพาราประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่า สมาชิกสภาไตรภาคียางพาราแสดงความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคเชื้อราที่ชื่อ Pestalotiopsis ซึ่งกระจายเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูกยางทั้ง 3 ประเทศ จากข้อมูลวันที่ 1 ตุลาคม 2562 อินโดนีเซีย มีพื้นที่ปลูกยางได้รับผลกระทบจากโรคเชื้อราประมาณ 382,000 hectares มาเลเซียมีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,135 hectares ทำให้ใบยางพาราร่วง 50-90%  ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ถึงเดือนกันยายน 2562

สำหรับไทย มีพื้นที่ปลูกยางในจ.นราธิวาสได้รับผลกระทบจากโรคเชื้อรานี้ถึง 16,000 hectares และมีอย่างน้อย 50,000 hectares บริเวณแนวชายแดน ส่วนในบางพื้นที่ที่เป็นโรครุนแรงจะมีสวนยางพาราได้รับความเสียหาย 80% ทำให้ผลผลิตลดลงประมาณ 40-60%  (ข้อมูลจากเกษตรกร) นับเป็นช่วงฤดูกาลทำให้กระทบผลผลิตมากเพราะช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ต้นยางพาราให้ผลผลิตสูงสุด ข้อมูลล่าสุดรายงานว่าโรคเชื้อราดังกล่าวกระจายเข้า จ.ตรัง พื้นที่ที่มียางพาราหนาแน่นที่สุดจังหวัดหนึ่ง สาเหตุหลักของการแพร่ระบาดของเชื้อรา Pestalotiopsis นั้น เนื่องจากสภาพของต้นยางที่อ่อนแอ ขาดการดูแลและบำรุงบำรุงต้นยางพารา

“กยท. กำลังควบคุมการแพร่กระจายของโรคนี้ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรในประเทศและจาก the International Rubber Research Development Board (IRRDB) ส่วนในมาเลเซีย Malaysian Rubber Board (MRB) ให้คำแนะนำ อบรมและสาธิตวิธีฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรา ประเทศสมาชิก ITRC จะติดตามและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาโรคยางและช่วยให้ราคายางปรับสู่ระดับที่เป็นธรรมแก่ชาวสวนยางต่อไป” นายสุนันท์กล่าว

กษ.นำวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาดปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454021

x

กษ.นำวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาดปี’62

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้างานกาชาด ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” ระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. ที่สวนลุมพินี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ เพื่อแสดงผลงานของหน่วยงานราชการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีส่วนร่วมกับสภากาชาดไทยหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย อีกทั้งมุ่งหวังให้คนไทยใส่ใจผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทยมากขึ้น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมเชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพและได้มาตรฐานมาร่วมออกร้านทั้งหมด 6 บูธ จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตร ดังนี้1.วิสาหกิจชุมชนฉัตรหลวง (ณัชกร)จากกทม. นำมะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวแตนน้ำแตงโม 2.วิสาหกิจชุมชนแก้วเจ้าจอม จากจ.สุพรรณบุรี นำทองม้วนรสชาติต่างๆมาจำหน่าย 3.วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ จากจ.สมุทรสงคราม นำผลิตภัณฑ์กล้วยผงกล้วยอบ กล้วยกวน กล้วยหอมทอดเพื่อสุขภาพมาจำหน่าย  4.วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง จากจ.จันทบุรี ผลิตน้ำมังคุด น้ำลองกอง มังคุดกวน จุดเด่นผลิตภัณฑ์ ตัวเนื้อมังคุดไม่มีส่วนผสมของเปลือกและน้ำตาลผลิตจากมังคุดสายพันธุ์แท้อายุมากกว่าร้อยปี 5.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง จากจ.ลำพูน ผลิตลำไยอบแห้ง ผลไม้อบแห้ง และ6.วิสาหกิจชุมชนเรือนสมุนไพรคุณยาย จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่มีประโยชน์กับร่างกาย

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่นำมาจำหน่ายกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปกับกำกับ ดูแล สนับสนุนใกล้ชิด อาทิ ทำแผนบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทำนามบัตรร้านค้า หรือทำ QR code แนะนำร้านค้า โดยบอกเล่าเรื่องราวที่มาของร้าน ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน พร้อมมีหลักฐาปรากฏเด่นชัด และร่วมรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า หรือถุงกระดาษ ทดแทนถุงพลาสติก ใส่ใจธรรมชาติ ลดภาวะโลกร้อน กรมฯจึงขอเชิญทุกคนพบกันได้ที่งานกาชาด ที่สวนลุมพินี กทม.“เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาดที่สวนลุมพินี”

‘ธรรมนัส’แจงแล้วภาพมอบสปก.4-01ให้อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453945

'ธรรมนัส'แจงแล้วภาพมอบสปก.4-01ให้อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.

‘ธรรมนัส’แจงแล้วภาพมอบสปก.4-01ให้อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 22.16 น.

“ธรรมนัส”ปัดมอบสปก.4-01 ให้อดีตผู้สมัครส.ส.กระบี่ อ้างเป็นเรื่องต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคคสช. เผยถ้าเป็นผู้ครอบครองเดิมถือครองไม่เกิน 50 ไร่ก็เข้าเงื่อนไข แต่ต้องทำเกษตรจริงๆจึงจะได้รับ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 จากกรณีโซเซียล มีเดีย มีการแชร์ภาพและข้อความแสดงความยินดีกับผู้รับเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ที่จ.กระบี่ โดยมีนายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ พรรคพลังประชารัฐ ได้รับสิทธิ์ครองครองที่ดิน ส.ป.ก.เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา บนพื้นที่หมู่ 1 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ โดยมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) พร้อมผู้บริหารหลายคนร่วมด้วย จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า การมอบเอกสารสิทธิ์ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2562 เป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยช่วงรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์  และมาส่งมอบในช่วงที่ตนมาเป็น รมช.เกษตรฯที่กำกับดูแลสำนักงาน ส.ป.ก.พอดี ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมป่าไม้ส่งมอบมาให้ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้กับผู้ครอบครองเดิมที่ทำการเกษตร แต่ต้องไม่เกิน 50 ไร่ ก็ต้องไปดูว่า กรณีของนายสมัชชา เอ่งฉ้วน ครอบครองมากี่ปี และทำการเกษตรหรือไม่ ถ้าทำการเกษตรและไม่เกิน 50 ไร่ ก็มีสิทธิได้รับ

“โดยหลักการของนโยบาย ส.ป.ก. ที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ส่งมอบมาให้ ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้ยากไร้  ขอให้เป็นผู้ครอบครองเดิมและใช้พื้นที่นั้นทำการเกษตรจริงๆ และต้องไม่เกิน 50 ไร่ก็เข้าเงื่อนไขรับได้ ดังนั้น ที่มีการกล่าวหาทางทางโซเซียล มีเดีย จึงไม่เป็นความจริง และไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในโซเชี่ยลมีเดียมีการแชร์ภาพและข้อความแสดงความยินดีแก่ผู้รับเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ที่จังหวัดกระบี่รายหนึ่งคือ นายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ โดยมีข้อความของผู้โพสต์ประกอบภาพว่า  “ยินดีด้วยกับสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 กระบี่ พรรค พปชร. ได้รับสิทธิ์ครอบครองที่ดิน สปก. 4-01 เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 80 ตรว. ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ 1 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่” โดยงานดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ที่โรงเรียนพนมเบญจา ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม 335 ราย

กษ.สรุป22พ.ย.นี้ มาตรการช่วยเหลือ’เกษตรกร’หลังแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454023

กษ.สรุป22พ.ย.นี้ มาตรการช่วยเหลือ'เกษตรกร'หลังแบน3สาร

กษ.สรุป22พ.ย.นี้ มาตรการช่วยเหลือ’เกษตรกร’หลังแบน3สาร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.29 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด โดยคณะทำงานได้รวบรวมและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนเพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครอบคลุม โดยในระยะเร่งด่วน ที่อาจจะต้องชดเชยเพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารที่จะใช้ทดแทน ระยะถัดมาเป็นการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อกำจัดวัชพืช ขณะที่ระยะยาว มีแนวคิดที่จะมีการส่งเสริมในเรื่องการนำจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ มาใช้ในการกำจัดวัชพืชมาทดแทนสารเคมี เพราะปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร 73 รายการ มีเพียงสารกำจัดโรคพืช และศรัตรูพืช อย่างแมลง ไม่มีสารกำจัดวัชพืช ซึ่งหากยกเลิกใช้สารเคมีจะต้องนำเรื่องชีวภัณฑ์มาเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรเนื่องจากกระทรวงเกษตรกำลังส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นหลักในอนาคต

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยังมีความล่าช้า เนื่องจากต้องมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อพืชประธาน หรือพืชหลักที่ปลูกในอนาคต และให้ได้สารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ แต่ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร และเพื่อให้มีการทำอย่างรวดเร็วมากขึ้น ในวันนี้คณะทำงานมีมติได้ตั้งคณะทำงานชุดย่อย เดินหน้าหาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนภาพรวมมาตรการช่วยเหลือหลังยกเลิก 3 สาร จะมีข้อสรุปในวันที่ 22 พ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

“คณะทำงานมีมติตั้งคณะทำงานชุดเล็ก ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร , สกว. , พด.และ กนท.ดำเนินการในการทดสอบหาสารชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพปลอดภัยเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาที่ดิน ก็มีความคืบหน้า ทำวิจัยจุลินทรีย 2 – 3 ตัว ในการกำจัดวัชพืช ก็มาดูกันว่าจะทำยังไงให้ขยับได้เร็วขึ้น” นายอนันต์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ดีเอสไอตรวจจับการหลอกลวงขายสารกำจัดวัชพืชที่อ้างว่าเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพนั้น ทั้งนี้ จะเดินหน้าเพื่อปลดล็อครับรองสารชีวภัณฑ์เกิดปัญหา เพราะเป็นคนละส่วนกัน การหลอกลวงแอบอ้างก็จะถูกจัดการตามกฎหมาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้วางมาตรการเพื่อควบคุมดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

จี้รัฐทำแผนรับวิกฤติแล้งช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454019

x

จี้รัฐทำแผนรับวิกฤติแล้งช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.26 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า ด้วยความเป็นห่วงเกษตรกรจึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศว่าปีนี้สถานการณ์น้ำวิกฤตกว่าปีที่ผ่านมาดูจากตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำโดยเฉลี่ยเหลือเพียง 20% บางอ่างฯต้องใช้ DeadStorage หรือน้ำก้นอ่างแล้ว เชื่อว่าฤดูแล้งปีนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย จึงขอให้กระทรวง ทบวง  กรม  ที่เกี่ยวข้องรีบทำแผนรองรับวิกฤติน้ำโดยด่วน ยังพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือน และต้องบอกความจริงกับเกษตรกรที่เตรียมเพาะปลูกอยู่ว่าสถานการณ์น้ำวิกฤติแบบนี้สามารถเพาะปลูกต่อไปได้หรือไม่ ยังแบ่งน้ำลงในพื้นที่เกษตรได้หรือไม่ เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแผนรับมือ อย่าปล่อยให้สถานการณ์น้ำวิกฤติลุกลาม สร้างความเสียหายให้เกษตรกร

“พื้นที่ชลประทานต้องมีปัญหาจัดการน้ำแน่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานขณะนี้แล้งจริงจัง ตามไร่นาเริ่มแห้งขอด เมื่อถึงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม อาจเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ด้วยซ้ำ ถึงเวลานั้นพื้นที่ต่างๆจะเริ่มแห้งขอด ถ้าเพาะปลูกไปแล้วไม่มีน้ำผลผลิตจะเสียหาย เกษตรกรต้องตั้งสติทำแผนตั้งรับ โดยไม่ลงทุน อย่าเสี่ยงลงทุนเพาะปลูกทั้งที่ไม่เห็นอนาคต หากิจกรรมที่ไม่ใช้น้ำหรือใช้น้ำน้อยที่สุด”นายประพัฒน์กล่าว และว่า สภาเกษตรกรฯเรียกร้องรัฐบาลไปนานแล้วว่าควรมีกองทุนเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมาก ให้เกษตรกรเอาเม็ดเงินต่างๆที่ต้นทุนต่ำมาเริ่มปรับโครงสร้างการผลิต เช่น ปลูกไผ่ ทำปศุสัตว์ ปลูกไม้ยืนต้นอายุยืน ทำสวนผลไม้ ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ปีถึงจะได้เม็ดเงินคืนมา หากเกษตรกรรายใดมีขีดความสามารถจะปรับเปลี่ยนการผลิตของตัวเองได้ให้ลงมือทำได้เลย

‘กษ.’น้อมรำลึก64ปี ถวายสักการะวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453931

‘กษ.’น้อมรำลึก64ปี ถวายสักการะวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปี 62

‘กษ.’น้อมรำลึก64ปี ถวายสักการะวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปี 62

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.11 น.

กระทรวงเกษตรฯ รวมใจถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2562 

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550  ถนนแจ้งวัฒนะ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดา แห่งฝนหลวง ประจำปี 2562 พร้อมเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่ง ฝนหลวง” เพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลัง ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน

จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 64 ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก ของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 โครงพระราชดำริฝนหลวง จึงได้ถือกำเนิดขึ้นและสร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ที่ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้นนั้น ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  และมีการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในอีกหลายประเทศ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำเทคนิคจากตำราฝนหลวงพระราชทานไปปรับใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง จึงถือได้ว่าโครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและมวลมนุษยชาติอีกด้วย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” ซึ่งนอกจากในวันนี้จะมีพิธีถวายราชสักการะแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวงแล้ว ยังมีการแสดงนิทรรศการ สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang ได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวการสืบสานน้อมนำตำราฝนหลวงพระราชทานมาปฏิบัติการฝนหลวง

ในภารกิจต่างๆ เช่น แก้ไขปัญหาภัยแล้ง บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า การเติมน้ำในเขื่อน การบรรเทาปัญหา  ฝุ่นละอองในอากาศ การรักษาการปฏิบัติการฝนหลวง ในความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และการต่อยอดเทคโนโลยีฝนหลวงด้วยงานวิจัยโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงให้มากขึ้น ทันต่อสถานการณ์ และสภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ กองทัพอากาศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้าเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตร อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การสอนการตัดเย็บกระเป๋าผ้า สาธิตการแปรรูปอาหารจากปลา การทำพุดดิ้งไข่ การเสวนาความรู้ฝนหลวง และการแสดงดนตรีโฟล์คซองอีกด้วย

‘ปารีณา’งานงอก! ‘ธรรมนัส’ขึงขังสั่งเช็คฝั่งอ.สวนผึ้ง ซุกส.ป.ก.อีก600ไร่จริงหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453890

'ปารีณา'งานงอก! 'ธรรมนัส'ขึงขังสั่งเช็คฝั่งอ.สวนผึ้ง ซุกส.ป.ก.อีก600ไร่จริงหรือไม่?

‘ปารีณา’งานงอก! ‘ธรรมนัส’ขึงขังสั่งเช็คฝั่งอ.สวนผึ้ง ซุกส.ป.ก.อีก600ไร่จริงหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.38 น.

“ธรรมนัส”ชักเสียงอ่อย อ้างเบื้องต้น”ปารีณา”ไม่ได้รุกป่า แต่ยังไม่จบต้องสอบได้มาอย่างไร เมื่อไหร่่  ถ้าเกิน 500 ไร่ ขาดคุณสมบัติต้องยึดคืนเอาแจกชาวบ้าน พร้อมสั่งเช็คด่วนฝั่งอ.สวนผึ้ง กว่า 600 ไร่ หลังโดนร้องเรียนว่ายังมีซุกอีก พร้อมตรวจสอบยับทุกพื้นที่ 4จังหวัด คาดมีขบวนการแหกตาให้หลุด ม.44 อื้อ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม อ.จอมบึง ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ที่อยู่ในพื้นที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรี กว่า1.7พันไร่ ว่า ได้สั่งให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ตั้งคณะทำงานตรวจสอบรายละเอียดพิกัดแนวเขตพื้นที่ส.ป.ก.กว่า 80 แปลงที่น.ส.ปารีณา ถือครองให้แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าไหร่กี่ไร่ พร้อมกับสอบถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในกรณีที่อยู่มาก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งแปลงที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์นส.3 สค.1 ต้องตรวจสอบการได้มาของกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยว่ามีที่มาอย่างไร เมื่อไหร่ คาดว่า เบื้องต้นน.ส.ปารีณา ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก.เพราะอยู่มาก่อนประกาศเขตส.ป.ก.เมื่อปี 2536

ทั้งนี้ในส่วนการเสียภาษีดอกหญ้า หรือภบท.5 โดยท้องถิ่นยอมให้เสียภาษี ต้องไปตรวจสอบว่าน.ส.ปารีณา ใช้สิทธิอะไร เพราะบางพื้นที่ที่กรมป่าไม้ ส่งมาให้ส.ป.ก.จัดสรรกระจายสิทธิ มีการประกาศครอบพื้นมาทั้งหมดและส่งมาพร้อมผู้ครอบครองเดิม อยู่มาก่อน ดังนั้นส.ป.ก.ฝ่ายกฎหมายจะเร่งพิสูจน์ให้ชัดเจนอย่างละเอียดอีกครั้ง

“หลักการ ตอนนี้พื้นที่ของคุณเอ๋ ต้องเข้าสู่กระบวนกฎหมายสป.ก.ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตรอย่างเดียว และดูเรื่องคุณสมบัติ เมื่อเขาไม่ใช่เกษตรกร ต้องดูไม่ใช่เขาอย่างเดียว มีชาวบ้านในที่นั้น ที่ไม่ใช่นอมินี อันไหนเป็นของชาวบ้าน ต้องจัดสรรให้ชาวบ้าน อันไหนเป็นของคุณเอ๋ ถ้าเป็นที่ดินแปลงใหญ่เกิน 500 ไร่ ต้องยึดคืน ตามมาตรา44 มาจัดสรรให้ชาวบ้าน ขณะนี้ส.ป.ก.ในพื้นที่ และฝ่ายกฎหมาย ไปจับพิกัดที่ส.ป.ก.ที่จริงๆของคุณเอ๋ที่ดินส.ป.ก.มีเท่าไหร่แน่ ถ้าเป็นแปลงใหญ่เอาคืน แต่ปัญหาของที่ดินคุณเอ๋ ที่ดินส.ป.ก.ไม่ติดกัน ทั้ง 3 แปลง แปลงแรกติดถนน เป็นที่ส.ป.ก.และแปลงกลางเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์ ต้องพิสูจนว่าเป็นเอกสารสิทธิอะไรได้มาอย่างไร ส่วนแปลงท้ายเป็นที่ส.ป.ก.ซึ่งทุกประเด็นปัญหาให้เร่งตรวจสอบดำเนินการทันที”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เมื่อถามถึงจะเป็นไปได้หรือไม่มีการซอยแปลงแบ่งแยกใส่ชื่อลูกไร่ เครือญาติ เพื่อไม่ให้ถึงแปลงใหญ่เกิน 500ไร่เพื่อ หลบเลี่ยงยึดคืนตามม.44 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่36/2559 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า น่าจะไม่ใช่ซอยแปลง พ่อคุณเอ๋บอกว่าซื้อที่ดินมาจากชาวบ้าน ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ยูคา ไม่เป็นฟาร์มไก่อย่างเดียว  และซื้อมาจากหลายเจ้า บางเจ้าเป็นเอกสารสิทธิ์ ทั้งนี้ ถ้าพบเป็นแปลงใหญ่เกิน 500 ไร่ ยึดคืน ซึ่งฝ่ายกฎหมายเรียกคุณเอ๋มาเจรจาเพื่อพิสูจน์ทราบการอยู่มาก่อนและก็พร้อมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายส.ป.ก. ไม่ได้ต่อต้านอะไรเพราะก่อนหน้าเขาเสียภาษีดอกหญ้า พอมารู้ว่าเป็นที่เขตส.ป.ก.ก็ไม่คัดค้าน

เมื่อถามว่า ที่ส.ป.ก.ของครอบครัวน.ส.ปารีณา มีผู้ร้องเรียนมาว่าซุกที่ส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้งไว้อีก 600 กว่าไร่ ไม่ได้มีแค่ที่ส.ป.ก.ฝั่งอ.จอมบึง เท่านั้นจะดำเนินการอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ซุกไว้ก็จะค้นมาให้หมด ซึ่งเรื่องที่ส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้ง 600 กว่าไร่ ของนายทวี ไกรคุปต์ ตนยังไม่ทราบล่าสุดตนได้สั่งหัวหน้าส.ป.ก.ทุกจังหวัดให้ตรวจสอบทุกราย ในแถบจ.กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ตนไม่ทราบว่ารอด ม.44 มาได้อย่างไร ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นรมช.เกษตรฯ คิดว่าน่าจะมึอีกจำนวนมาก

“ยืนยันว่าหากมีข้อมูลไม่ว่าที่ไหน จะสั่งตรวจสอบหมดทำตามกฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากนี้ต้องเข้าตรวจสอบทุกแปลง และยังไม่รู้ ว่าส.ส.คนไหนมีที่ส.ป.ก.บ้าง สำหรับตนไม่นิยมที่ส.ป.ก. มีแต่แจกให้กับคนไร้ที่ทำกินและเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตนได้สั่งการให้ทาง สปก .ตรวจสอบอย่างละเอียดสแกนพื้นที่ส.ป.ก.จ.เพชรบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ทุกแปลงจังหวัดอื่นๆใช้มาตรฐานเดียวกัน เอากฎหมายส.ป.ก.เป็นที่ตั้ง และต้องดูสิทธิที่ถูกต้องตามคุณสมบัติ การใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์โดยยึดกฎหมายเป็นหลักและสัปดาห์หน้าตนลงไปแก้ปัญหาที่ดินส.ป.ก.กระบี่ ที่เพิกถอนที่สวนปาล์มของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ให้ออกจากพื้นที่ทันที โดยจะล้มต้นปาล์มให้หมดเพราะเกิดปัญหามากมีมวลชนหลายกลุ่มเข้าไปจับจองเก็บผลิตขาย โดยได้ประสานฝ่ายความมั่นคง จัดการ ในพื้นที่ พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน เพื่อจัดสรรสิทธิในที่ดินให้เป็นของคนกระบี่จริงๆเท่านั้น”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

สั่งเร่งขยายแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ชูศรีประจันต์นำร่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453728

x

สั่งเร่งขยายแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ชูศรีประจันต์นำร่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตรวจเยี่ยมกลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณ บ้านวังพลับใต้ ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ โรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ สหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ต.สระแก้ว อ.เมืองพบปะเกษตรกร พร้อมเปิดเผยว่า กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณบุรี เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตข้าวคุณภาพด้วยกระบวนการทำนาอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิก 14ราย ที่ขอรับรองมาตรฐาน Organic Thailand โดยผลิตข้าวในรูปแบบกลุ่ม มีพื้นที่เพาะปลูก 136 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวมของกลุ่ม 90,700 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยประมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่ข้าวอินทรีย์ที่สมาชิกผลิตได้นำไปสีเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นข้าวอินทรีย์แก่ผู้บริโภคในชุมชนและร้านค้าที่รับไปจำหน่าย

นายประภัตรกล่าวต่อว่า การผลิตข้าวอินทรีย์คือ ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ทำให้ข้าวมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน ทั้งนี้ กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้กลุ่มอื่น โดยมีแปลงผลิตข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองขอบข่ายแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ (T1) ปี 2561 จากกรมการข้าว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพได้คือ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีจำนวนมาก จึงมอบนโยบายให้ขยายพื้นที่แปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์โดยนำร่องใน อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ตำบลละ 500 ไร่ โดยกรมการข้าวจัดหาเมล็ดพันธุ์และประกันรับซื้อคืนในราคาตันละ 20,000 บาท พร้อมสนับสนุนเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรระบบโซลาร์เซลล์ โดย 1 บ่อ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ 500 ไร่ นอกจากนี้ มอบหมายให้นายอำเภอศรีประจันต์ จัดประชุมสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรทุกตำบล พร้อมทั้งมีวิทยากรให้ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพดีทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพิ่มปริมาณให้ได้ 200,000 – 300,000 ตัน/ปี เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

จากนั้นนายประภัตรยังเดินทางไปดูงานที่แปลงใหญ่ข้าวสวนแตง ของนายพิชิต เกียรติสมพร ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณ ชมแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะข้าว ของกรมการข้าว ประกอบด้วยสมาชิก 83 ราย ปลูกข้าว 3 พันธุ์ ได้แก่ กข41 กข43 และปทุมธานี 1 มีพื้นที่ 970 ไร่ ให้บริการสมาชิก อาทิ จัดทำแปลงสาธิตเพื่อการเรียนรู้  บริการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี บริการปุ๋ยเคมีราคาถูก โดยแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ได้ดำเนินการเมื่อปี 2562 ได้มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจสภาพต้นข้าว กล้องดักจับแมลง ท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ ซึ่งเกษตรสามารถเรียกดูข้อมูลได้จาก โทรศัพท์มือถือ การบริหารจัดการ การฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์โดยใช้โดรน นอกจากนี้ในอนาคตจะขยายผลดำเนินงานแปลงเกษตรอัจฉริยะ กับสมาชิกนาแปลงใหญ่ข้าว ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณบุรี พื้นที่ 1,800 ไร่ ต่อไป

สำหรับโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ สหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ต.สระแก้ว อ.เมืองสุพรรณบุรี มีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 14 ราย ปริมาณโคนม 1,121 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบ 6.211 ตัน /วัน และปริมาณที่ส่งนมพาสเจอร์ไรส์(โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน  34,000 ถุง/วัน โดยสหกรณ์มีแผนธุรกิจรวบรวมน้ำนมดิบ 2,000 ตัน เดือนกันยายน 2562 สหกรณ์รวบรวมน้ำนมดิบได้1,649.41 ตัน เป็นเงิน 32,273,287.15 บาทนำไปแปรรูป 884.03 ตัน เป็นเงิน 15,807,363.96 บาท