เกษตรฯเดินหน้าเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453720

x

เกษตรฯเดินหน้าเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสู้ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานแก้ปัญหาภัยแล้งที่ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง และที่ฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่า นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานคำนึงถึงประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ กระทรวงเกษตรฯจึงดำเนินการแก้ภัยแล้งให้มีแหล่งน้ำใช้อุปโภค-บริโภคและการเกษตรอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯมุ่งดำเนินการคือ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้มากที่สุด เช่น ฝาย แก้มลิง และอ่างเก็บน้ำ หากมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ให้ขุดลอกเพื่อเพิ่มความจุของน้ำ นอกจากนี้ ยังมอบหมายกรมประมงนำพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยตามแหล่งน้ำ ให้ประชาชนประกอบอาชีพเสริมอีกทาง

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า หนึ่งในภารกิจของกระทรวงเกษตรฯคือ มอบหมายกรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำหนองขาว-หนองโรง พร้อมระบบส่งน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ 2 แห่ง และคลองส่งน้ำความยาว 7 กิโลเมตร ที่ส่งน้ำให้ราษฎรกว่า 1,591 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรกว่า 11,000 ไร่ ในต.หนองขาว แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น จึงต้องการใช้น้ำมากขึ้นตาม กรมชลประทานจึงมีแผนดำเนินโครงการสนับสนุนแหล่งน้ำในต.หนองขาว 5 โครงการ หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 3,000 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์กว่า 1,010 ไร่ และยังเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80,000 ลูกบาศก์เมตร

จากนั้นรมว.เกษตรฯเดินทางไปยังฝายบ้านมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย ร่วมเป็นสักขีพยานส่งมอบฝายบ้านมะขามเฒ่า ให้องค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ยรับไปดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ โครงการฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ก่อสร้างโดยโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 13 เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก เก็บกักน้ำได้ประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 450 ไร่ ประชาชนได้ประโยชน์ 119 ครัวเรือน กรมชลประทานสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้ทำการส่งมอบฝายแห่งนี้ ให้องค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโดเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการต่อไป ให้ฝายแห่งนี้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่มากที่สุด

นายกฯแจกพืชสวนครัวกว่า3หมื่นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453723

x

นายกฯแจกพืชสวนครัวกว่า3หมื่นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมศรีสะเกษ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพบปะเยี่ยมเกษตรกร ณ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง หมู่ 7 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานพิธีเปิดโรงอบความชื้นข้าวและทดสอบระบบการคัดคุณภาพข้าวนั้น ภายในงานนายกฯเป็นประธานสนับสนุนพืชพันธุ์ดีกว่า 30,000 ต้น เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรกำกับดูแลกองขยายพันธุ์พืชในการผลิตพืชพันธุ์ดีภายใต้โครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตรเพื่อเกษตรกรผู้ประสบภัย เตรียมความพร้อมกรณีต้องให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้หลังประสบภัยได้เร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรใช้พืชพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูง และลดการระบาดของโรคพืชที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยผลิตพันธุ์พืชสวนครัว 294,000 ต้น พันธุ์ไม้ผล 8,300 ต้น และ เชื้อราไตรโครเดอร์มา 10,000 กิโลกรัม จากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ผ่านศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 12 ศูนย์ ทั่วประเทศ ภายในงานมีการสนับสนุนพันธุ์พืชคือ มะละกอ แคบ้านพริก มะเขือ กะเพรา และโหระพา รวมกันกว่า 30,000 ต้น มีศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี และศูนย์ปฏิบัติการอื่นของกรมส่งเสริมการเกษตร ในที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้ดำเนินการผลิต

สำหรับศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร มีหน้าที่ศึกษา วิจัย ทดสอบ ประยุกต์และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์พืช ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกรมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วัตถุประสงค์สำคัญ คือ ผลิตเมล็ดพันธุ์และพืชพันธุ์ดี เพื่อสนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก คุณภาพดี สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร โดยมีศูนย์ขยายพันธุ์พืชตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ 10 ศูนย์ มีกิจกรรมการดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ในแต่ละศูนย์ 5 กิจกรรมหลัก คือ 1.สนับสนุนการพัฒนางานภารกิจด้านขยายพันธุ์พืชสู่งานวิจัย 2.สนับสนุนการผลิตขยายพันธุ์พืชเพื่องานส่งเสริมการเกษตร 3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืช 4. ประเมินผลการปฏิบัติงานศูนย์ขยายพันธุ์พืช และ 5.สัมมนาเชิงปฏิบัติการการพัฒนาการผลิตและขยายพันธุ์พืช

แนะปลูกอ้อย-ถั่ว-ข้าวโพดแทนทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453725

x

แนะปลูกอ้อย-ถั่ว-ข้าวโพดแทนทำนา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) 5.67 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มี 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน)เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ในจ.ขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนดีกว่าและตลาดต้องการต่อเนื่องหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน  มันสำปะหลังโรงงาน  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (ฤดูฝน) ถั่วลิสงรุ่น 2 (ฤดูแล้ง)   ถั่วเหลืองรุ่น 2 (ฤดูแล้ง)

สำหรับสินค้าทางเลือกดังกล่าว เกษตรกรมีตลาดรองรับแน่นอน โดยอ้อยโรงงาน มีโรงงานผลิตน้ำตาลในจังหวัด 2 แห่งเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรคือ โรงงานน้ำตาลมิตรผล และโรงงานน้ำตาลขอนแก่น  มันสำปะหลังโรงงาน มีลานมันรับซื้อทั้งมันสดและมันเส้นจากเกษตรกร ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง
และถั่วลิสง มีร้านค้าเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องที่ อีกทั้งมีพ่อค้าไปรับซื้อผลผลิตที่ไร่นาเพื่อนำไปขายหรือนำไปแปรรูปต่ออีกทางนี้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพืชผักที่เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อสร้างรายได้ อาทิ ผักกาดหัว (ฤดูหนาว)ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักกาดหอม และการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเกษตรกรจะขายผักให้กับสหกรณ์การเกษตร หรือขายส่งให้กับพ่อค้าที่ตลาดค้าส่งผักในจังหวัด สำหรับจิ้งหรีด เกษตรกรขายปลีกและขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4โทร 0-4326-1513 หรือ zone4@oae.go.th

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453729

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองมะละแหม่ง ที่ผมว่ามีหลายชื่อ เพราะเราฟังภาษามอญ หรือภาษาเมียนมาได้ไม่ชัดผมก็พยายามเงี่ยหูฟังท่านรองอธิบดีกรมเกษตรพูดชื่อเมืองนี้หลายๆ ครั้งแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งหมด ไทยเราจึงเรียกตามหูที่ได้ยินของแต่ละคนว่า เมาะลำเลิง บ้าง เมาะลำใย บ้าง บางคนฟังเป็นเมาะตะมะไปก็มียิ่งไปอ่านจากการสะกดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาเขียนชื่อเมือง ก็ยิ่งอ่านไม่ได้เลย คือ Mawlamyine เรื่องของเรื่องก็คือ ระบบการสะกดภาษาอังกฤษของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สำหรับตัวผมหลังจากที่ได้ไปๆมาๆ หลายประเทศทำให้ผมพอเดาจากการสะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าเป็นสไตล์ของประเทศใด เช่น สปป.ลาว จะสะกดคล้ายๆ จีน มีการเอาตัวอักษร X มาใช้เยอะ อย่างประตูชัย ก็เขียนว่า Patuxai เป็นต้น ถ้าเป็นอินเดีย ท ทหาร จะใช้ D แล้วตามด้วย H ตลอด เช่น ทิพยะ สะกดว่า Dhipaya ส่วนของไทยเราก็นิยมใช้ตัว H มากจนน่าเบื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว พ พาน ต้องเขียนด้วย Ph ทุกครั้งจนฝรั่งมันอ่านเป็น ฟ ฟัน ทุกที แม้แต่นามสกุลผมเอง ในส่วนของเมียนมาเขามักจะมีตัว Y เข้าไปประกอบเกือบทุกคำเริ่มแต่ชื่อประเทศ Myanmar ในรัฐคะฉิ่นที่ผมเคยไปเมืองหลวงถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ไปให้เพื่อนคนฟิลิปปินส์ดู บอกว่าอยู่ที่เมืองMyitkyina ปรากฏว่าเพื่อนอ่านไม่ออก (คงเหมือนมะละแหม่งนั่นแหละ)ต้องไปศึกษาถามผู้รู้อยู่นาน สักพักจึงแจ้งกลับมาบอกผมว่า ทำไมไม่เขียนว่า Mitchina (วะ) อีกเมืองในรัฐยะไข่ ที่มีพระพุทธรูปมหามุนีอันโด่งดังประดิษฐานอยู่ สะกดชื่อเมืองว่า Kyauktaw อ่านยังไงๆก็ไม่เป็น “เจ้าจ่อ” เหมือนที่รองอธิบดี เขาออกเสียงเลย

ไปเสียไกลเลยนะเรื่องภาษา กลับมาพูดเรื่องมอญครับ รัฐมอญคนมอญ คืออันเดียวกับมอญแถวพระประแดง หรือที่สามโก้ ปทุมธานีนั่นแหละ คนมอญมาอยู่ในเมืองไทยจนกลายเป็นคนสัญชาติไทยไปแล้วมีเป็นจำนวนมาก แต่ที่เมียนมาเขาเป็นรัฐรัฐหนึ่งที่ปกครองตัวเองแต่ในสัญชาติเมียนมา เมืองมะละแหม่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีทำเนียบรัฐบาลมอญตั้งอยู่ เป็นเมืองใหญ่มากติดทะเลอันดามัน เห็นใครเล่าว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมารองจากย่างกุ้ง และเป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่านลงสู่ทะเล และก็เมืองมะละแหม่งที่ออกเสียงยากนี้แหละ ที่เป็นต้นทางฝั่งตะวันตกของ East West Economic Corridor ของอาเซียนซึ่งได้ตัดเป็นถนนเรียกว่าเส้น R9 เชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน ไปเข้าประเทศไทยที่แม่สอด วิ่งผ่านจังหวัดตาก ไปพิษณุโลก เข้าเพชรบูรณ์ ผ่านชุมแพ ขอนแก่น ยางตลาดของกาฬสินธุ์ ไปออกมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขง เข้าสุวรรณเขต สปป.ลาวไปเมืองเซโนที่ขายไก่ย่างชื่อดัง ออกเวียดนามที่ด่านลาวบาว เข้าไปเมืองเว้ และสิ้นสุดที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ติดทะเลจีนใต้ (อธิบายแบบเห็นภาพเลยครับ) จะว่าไปเส้นทาง R9 นี้ ผมเคยนั่งรถผ่านทะลุทะลวงมาแล้วเมื่อประมาณปี 2553 สมัยอบรมผู้บริหารของก.พ. ยกเว้นช่วงเดียวที่ยังไม่เคยผ่าน คือจากมะละแหม่งไป แม่สอดนี่แหละ คิดว่าวันหนึ่งต้องเอาให้จบให้ได้ครับ

มุขมนตรีของรัฐมอญเป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ทำพิธีส่งมอบข้าวในห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งลำดับพิธีการก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของท่านรองอธิบดี เขาเป็นผู้ดำเนินการเราก็เพียงไปกล่าวปราศรัย และยื่นป้ายใหญ่ๆ เขียนว่าเป็นข้าวบริจาคตามโครงการอะไร ท่านมุขมนตรีก็เป็นฝ่ายรับและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรับไปกระจายสู่ประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติ ถ่ายรูปกันพองามแล้วก็เสร็จสิ้นกระบวนความ

ทริปนี้คณะเราต้องรีบเดินทางกลับทางเครื่องบินประมาณสองทุ่มซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย จึงต้องเร่งบึ่งจากเมืองมะละแหม่ง ตีรถขึ้นเหนือมาย่างกุ้งอย่างเร็ว เพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ อีกทั้งยังเป็นทางสองเลน วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้ จนเจียนจะตกเครื่องบินเสียให้ได้ อาศัยท่านรองอธิบดี เขาส่งลูกน้องไปขอให้เคาเตอร์เช็คอินรอก่อนสักแป๊บ อย่าเพิ่งปิด ประกอบกับโชคดีที่เครื่องบินการบินไทยคืนนั้นดีเลย์ เราก็เลยสามารถเดินทางมาทันเครื่องบิน แต่ก็ด้วยความหวังที่ทำใจไว้แล้วว่า คงต้องอยู่ค้างย่างกุ้งรบกวนท่านรองอธิบดี อีกหนึ่งคืนเป็นแน่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นเส้นทางไปสนามบินย่างกุ้งรถติดหนึบไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ด่วน! ‘ธรรมนัส’สรุปชัดๆที่ดินฟาร์มไก่’ปารีณา’ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก ถือว่า’ไม่ผิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453757

ด่วน! 'ธรรมนัส'สรุปชัดๆที่ดินฟาร์มไก่'ปารีณา'ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก ถือว่า'ไม่ผิด'

ด่วน! ‘ธรรมนัส’สรุปชัดๆที่ดินฟาร์มไก่’ปารีณา’ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก ถือว่า’ไม่ผิด’

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.35 น.

“ธรรมนัส”สรุปชัดๆ ที่ดินฟาร์มไก่”เอ๋-ปารีณา”ไม่บุกรุกที่ส.ป.ก.ระบุครอบครองมาก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่มีความผิด พร้อมตั้งคณะกรรมการการสอบได้มาของพื้นที่ เผย”ส.ส.คนดัง”พร้อมคืนที่ให้หลวงหากผิดกฎหมายส.ป.ก.

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานหลังจากสั่งให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชารัฐ อยู่ในที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรี กว่า 1.7 พันไร่ โดยสรุปที่ดินแปลงหน้าเป็นส.ป.ก. ที่แปลงกลางที่มีเอกสารสิทธิ์ และแปลงหลังเป็นส.ป.ก.ซึ่งหลังจากที่กรมป่าไม้มอบพื้นที่มาให้ส.ป.ก.ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี2536 ได้จัดสรรให้ชาวบ้านไป 700 กว่าไร่ เหลือประมาณ 900 กว่าไร่ ซึ่งรวม 3 แปลง โดยแปลงที่อยู่ตรงกลางมีเอกสารสิทธิ ที่น.ส.ปารีณาชี้แจงว่ามีนส.3และสค.1 ทั้งนี้กำลังขอตรวจสอบเอกสารดังกล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า น.ส.ปารีณา ได้เข้าชี้แจงกับฝ่ายกฎหมายของส.ป.ก.แล้วยืนยันว่าเนื่องจากที่ดินทั้งหมดทางครอบครัวน.ส.ปารีณา ครอบครองมาก่อนตั้งแต่ปี 2489 จากนั้นกรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ให้ ส.ป.ก.ปี 2536 จัดสรรให้ชาวบ้านเขาทำกินไปบางส่วนแล้ว

“ต้องถือว่าครอบครัวคุณเอ๋ อยู่มาก่อนที่จะนำที่ดินแปลงนี้มาประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งนี้เวลากรมป่าไม้ส่งพื้นที่มาให้ส.ป.ก.ส่งพร้อมผู้ครอบครอง และย้อนไปปี 2489 ประกาศใช้พระราชบัญญัติที่ดินให้ชาวบ้าน มีเรื่องกรรมสิทธิ์ครองครองในที่ดิน ก่อนหน้าที่เป็นที่ดินของคุณเอ๋ ก่อนมาจัดสรรให้ชาวบ้าน ย้อนไปศึกษาว่าครอบครัวคุณเอ๋ ครอบครองมากี่ปี ไม่ใช่บุกรุก ถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อพื้นที่นำมาจัดสรรปฏิรูปที่ดิน ต้องยึดตามระเบียบส.ป.ก.เพื่อเกษตร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ประเด็นคือ ส.ส.ปวีณา ไม่ได้บุกรุก เขาครอบครองมาก่อน ที่ส.ป.ก.รับพื้นที่มาตอนเขาครอบครองอยู่แล้ว รวมทั้งไม่จัดเป็นที่ดินแปลงใหญ่ โดยส.ป.ก.แปลงแรกติดถนนมีพื้นที่ 200 กว่าไร่ ถัดไปแปลงกลางเป็นที่เอกสารสิทธิ และแปลงถัดไปเป็นส.ป.ก.300 กว่าไร่

“สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จโดยเร็ว จากนี้ฝ่ายกฎหมายเข้าตรวจสอบหาข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้ที่พื้นที่เป็นนของนายทวี ไกรคุปต์ คุณพ่อคุณเอ๋ ครอบครองมากี่ปี ถ้าเขาอยู่มาก่อน ถือว่าไม่บุกรุก โดยต้องสอบสวน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ด้วยเพราะเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมสนใจ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่าต้องใช้กฎหมายส.ป.ก.เป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา44 จะใช้ในกรณีไม่สามารถเจรากับผู้ครองได้ ขณะนี้เราเจรจาได้กับส.ส. ปารีณา มีข้อตกลงพร้อมให้ความร่วมมือ ถ้าไม่เข้าระเบียบของส.ป.ก.จำเป็นคืนที่ดินให้หลวง ถ้าเป็นแปลงใหญ่จะนำมาจัดสรรใหม่กระจายสิทธิ  ตามนโยบายส.ป.ก.ต้องการทำเกษตรแปลงใหญ่ รูปแบบวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์

ทั้งนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ทำตามหลักกฎหมาย ประเด็นเวลานี้ชัดเจนเขาครอบครองมาก่อนจะเป็นที่ส.ป.ก.เมื่อกรมป่าไม้ ส่งมาให้เรามาจัดสรรสิทธิ ปี36 จัดให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ 700 กว่าไร่ ส่วนพื้นที่ที่ครอบครองมาก่อนจะดำเนินการอย่างไร จะแก้ไขอย่างไรโดยยึดหลักพระราชบัญญัติ.ส.ป.ก.เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการตรวจสอบนักการเมืองในพรรคเดียวกันอย่างตรงไปตรงมาและนักการเมืองรายอื่นยังมีที่ดินส.ป.ก.ซุกไว้อีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กฎหมายไม่มีการละเว้นให้กับใคร ได้สั่งทุกจังหวัดตรวจสอบอย่างละเอียด ถ้าตรวจเจอดำเนินการหมด ไม่ว่านักการเมืองพรรคไหน ส่วนตนไม่มีที่ดินส.ป.ก. เข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯได้แจกที่ส.ป.ก.ในคนยากจนเป็นแสนไร่แล้ว ตนได้พูดคุยกับนายทวี ไกรคุปต์ เขายืนยันอยู่มาก่อนพร้อมให้ตรวจสอบความร่วมมือทุกอย่างปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน

“ส่วนสัปดาห์หน้าวันที่23พ.ย.ตนจะเดินทางไปจ.กระบี่ ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.สวนปาล์มบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกว่า1หมื่นไร่ โดยขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงเข้าเคลียร์พื้นที่ให้ทุกฝ่ายทั้งม็อบ และชาวบ้านต่างพื้นที่เข้าไปจับจองสวนปาล์ม ต้องออกจากพื้นที่หมดและนำมาจัดสรรให้กับคนในจังหวัดกระบี่ก่อน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รู้แล้วทำไมรอด’ม.44′!! ป่าไม้เรียก’ปารีณา’ชี้แนวเขต-ใบเสียภาษีภบท.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453696

รู้แล้วทำไมรอด'ม.44'!! ป่าไม้เรียก'ปารีณา'ชี้แนวเขต-ใบเสียภาษีภบท.5

รู้แล้วทำไมรอด’ม.44′!! ป่าไม้เรียก’ปารีณา’ชี้แนวเขต-ใบเสียภาษีภบท.5

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.16 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ระบุ “ปารีณา”ต้องนำหนังสือถือครองสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งทำเป็นฟาร์มไก่มาแจง พร้อมนำชี้แนวเขตพื้นที่ที่ครอบครองด้วย บ่ายนี้สำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรีจะรายงานผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ส่อเค้าบานปลาย หากผู้ครอบครองที่ดินกับผู้เสียภาษี ภบท. 5 ไม่ใช่“ปารีณา”

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้ป่าไม้จังหวัดราชบุรีร่วมกับปฏิรูปที่ดินราชบุรีกำลังตรวจสอบแนวเขตที่ดิน 85 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่ของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า 1,700 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เบื้องต้นจะต้องตรวจสอบว่า พื้นที่แปลงดังกล่าวมีการทับซ้อนกันของแนวเขตระหว่างที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2527 กับ ส.ป.ก. ปี 2554 หรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า ที่ดินดังกล่าวมีสถานภาพเป็นอย่างไรและอยู่ในแนวเขตที่ดินของหน่วยงานใดจำนวนเท่าไร ตามขั้นตอนของกฎหมายต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถือครองครองนำเอกสารถือครองสิทธิ์มาชี้แจงและนำชี้แนวเขตเนื้อที่ด้วย โดยการตรวจสอบอยู่ในรูปแบบคณะทำงานร่วมซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

ด้านนายสมชาย เปรมพาณิชย์นุกูล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรี กล่าวว่า ในส่วนของกรมป่าไม้จะนำพิสูจน์ที่ดินซึ่งนางสาวปารีณาแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า   ครอบครองที่ดิน ภบท. 5 ดังนั้นนางสาวปารีณาต้องมามาชี้แนวเขตและแสดงเอกสารการเสียภาษี ภบท. 5 ซึ่งหากผู้เสียภาษีไม่ใช่นางสาวปารีณาและตรวจสอบพบว่า ใน 85 แปลงมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวมอยู่ด้วยต้องถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

แหล่งข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (13 พ.ย.) ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีจะมาพบนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก.ที่เพื่อรายงานข้อเท็จจริงกรณีฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์มของนางสาวปารีณา ซึ่งจากการตรวจสอบพิกัดในแผนที่พบว่า อยู่ในเขตส.ป.ก. อำเภอบ้านบึงกว่า 800 ไร่ และอยู่ในเขตส.ป.ก. อำเภอสวนผึ้งอีกกว่า 600 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีภูเขาอยู่ตรงกลาง อีกทั้งบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งการเข้าตรวจสอบแนวเขตวันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและสำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดินจากส.ป.ก. ส่วนกลางไปสนับสนุนปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีด้วยเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้องและแม่นยำ จากนั้นจะนำข้อเท็จจริงไปรายงานร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันนี้เช่นกัน

มีรายงานว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการแบ่งซอยเป็นหลายแปลง จึงไม่เข้าข่ายคำสั่ง คสช. 36/2559 มาตรา 44 ที่ให้ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.จากผู้ที่ครอบครองเกิน 500 ไร่ สันนิษฐานว่าแบ่งแปลงแล้วใช้ชื่อผู้อื่นถือสิทธิ์แทนหรือไม่ ซึ่งเลขาธิการส.ป.ก. จะหารือแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวส่อเค้าบานปลายเนื่องจากนางสาวปารีณาแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เป็นที่ดินของรัฐ 58 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่   ถ้าการตรวจสอบสิทธิ์และชี้แนวเขตไม่ตรงกับที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. อาจจะมีความผิดฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่

โดยล่าสุดมีรายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีแจ้งว่า คณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดินรัฐของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานที่วันนี้มีกำหนดจะเข้าตรวจสอบพิกัดพื้นที่และชี้แนวเขตที่ดิน 58 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่ ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึงนั้น ได้เลื่อนออกไปซึ่งทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีได้แจ้งแก่ป่าไม้จังหวัดราชบุรี และฝ่ายความมั่นคงว่า มีความไม่สะดวกบางประการ

ก่อนหน้านี้ทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ติดต่อไปยังนางสาวปารีณาซึ่งแจ้งบัญชีทรัพย์สินแก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า เป็นผู้ครอบครองที่ดิน 58 แปลงนี้ ดังนั้นจึงต้องมานำชี้แนวเขต แต่นางสาวปารีณาตอบกลับว่า ไม่สะดวกเนื่องจากประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอการนัดหมายของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อยู่เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ส.ป.ก. สำหรับการนำชี้แนวเขตของผู้ครอบครองนั้น สามารถมอบอำนาจให้ผู้แทนมาดำเนินการได้ ขณะนี้ทางส.ป.ก. ยังไม่ได้กำหนดวันดำเนินการใหม่

เตือนเฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453458

x

เตือนเฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอ

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนส้มโอช่วงแดดแรง กลางวันลมแรง และกลางคืนอุณหภูมิลดต่ำลงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอให้เฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอในระยะที่ต้นส้มโอติดผล เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวหรือเป็น กลุ่มประมาณ 2-29 ฟอง บนผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ จนถึงระยะเก็บเกี่ยว เมื่อหนอนฟักตัวจะกัดกินเข้าไปในผลส้มโอ โดยรอยเจาะทำลายของหนอนจะมีมูลถ่ายออกมา และมียางไหลเยิ้ม ทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอ โดยแนวทางป้องกันแก้ไขการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มโอแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา และช่วยลดปริมาณหนอนเจาะผลส้มโอ จากนั้นให้เกษตรกรเก็บหรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกหนอนเจาะผลส้มโอเข้าทำลายนำไปฝังหรือเผาทิ้งนอกแปลงปลูก ป้องกันไม่ให้ระบาดต่อไป

สำหรับในแหล่งปลูกที่พบการระบาดเป็นประจำ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูหนอนเจาะผลส้มโอในแปลงปลูกช่วงที่ต้นส้มโอติดผลอ่อน เมื่อผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ เกษตรกรควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรฟีโนฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 4 ครั้ง และพ่นห่างกันทุก 7 วันจากนั้นเมื่อผลส้มโออายุประมาณ 1.5 เดือน เกษตรกรควรห่อผลด้วยถุงกระดาษห่อผลสีขาว ป้องกันการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453463

449007

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอมุมมองของการวิวัฒนาการด้านการเกษตร นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่เปลี่ยนระบบการเกษตรเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามา ทั้งการส่งนักศึกษาไปเรียนในต่างประเทศและการได้รับทุนช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย หรือ อิสราเอล เป็นต้นหลังจากนั้น ในปี 2510 เริ่มทบทวนปัญหาในการพัฒนาการเกษตรใหม่ ด้วยเห็นว่าเทคโนโลยีมีแต่ไม่เข้าถึงเกษตรกร จึงเกิดนักส่งเสริมการเกษตรขึ้นมาทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปต่างๆ จนกระทั่งงานหลักที่ทำให้เกิดนักส่งเสริมการเกษตร กลายเป็นงานลำดับท้ายๆ ของนักส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของนักส่งเสริมการเกษตรคือ การมุ่งให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำการเกษตรของตนเอง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพการผลิต ในขณะที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบของการจำหน่ายปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร ขยายไปถึงสารชีวภัณฑ์ สารปรับปรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าภาคเอกชนประกอบธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ จึงต้องใช้กลไกทางการตลาดต่างๆ มาใช้กับธุรกิจของตนเอง ทั้งการสร้างความจำเพาะเจาะจง ผูกกันเป็นแพคเกท รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในรูปแบบของการขึ้นทะเบียน การเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อตัวของผลิตภัณฑ์ ราคา คุณภาพ และมาตรฐาน และย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเหตุผลดังกล่าว จึงมีความพยายามจากภาคราชการและตัวเกษตรกรที่จะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาและให้ผลตอบแทนในระดับที่ยอมรับได้ จึงเกิดแนวคิดการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) การเกษตรแบบผสมผสานแทนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว และการใช้เทคโนโลยีในท้องถิ่นที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขยายตัวเข้าไปแทรกซึมกับการเกษตรแบบพึ่งพาผู้อื่นอย่างเต็มร้อย ผลการจากศึกษาวิจัยและการลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรอย่างยาวนาน จะถูกนำไปปรับใช้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้พระราชทานแนวทางในการทำการเกษตรที่เรียกว่า การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการเกื้อกูลกันในทุกๆ กิจกรรมของการทำการเกษตรของเกษตรกร ลดการพึ่งพาจากภายนอก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นจากระบบการเกษตรของตนเอง และจัดการความเสี่ยงที่อาจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ หรือ ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว์ในระบบการผลิตของตนเอง ซึ่งจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นั้นในทึ่สุด ประกอบหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทางพระราชทานให้ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ ลดการพึ่งพา มีภูมิคุ้มกันในตนเอง และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันจะเห็นว่าบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรจากภาคราชการลดน้อยลงไปมาก เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ต่างๆ ทำให้การชักจูงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นกัน บางกรณีเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยไม่จำเป็น เช่นกรณีของเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยปกติเกษตรกรสามรถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อย่างน้อย 3 ฤดูปลูก จึงจะเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ แต่เมื่อการส่งเสริมการขายเข้ามา รูปแบบการผลิตข้าวเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เองแล้ว ต้องลงทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ในทุกครั้งที่ปลูกข้าว แถมด้วยโฆษณาให้ฉีกพ่นฮอร์โมน์ สารเสริมโน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกษตรกรเหล่านี้รู้เท่าทันและสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าสิ่งไหน คือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในขณะที่เกิดกระแสการปฏิเสธเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ยึดสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากการเกษตรของประเทศไทยจะย้อนกลับ ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง คงต้องบอกว่าเสียดายการลงทุนในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่นำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผนวกกับเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยไม่ได้คิดประเด็นด้านธุรกิจมาสร้างความมั่นคงในอาชีพ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ผมยังหวังว่า การวิจัย พัฒนาและส่งเสริมการเกษตรจะเดินหน้าควบรวมไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนสืบไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สศก.ชูศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคงอาหารโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453464

x

สศก.ชูศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคงอาหารโลก

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 46 (Committee on World Food Security: CFS) ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่า ที่ประชุมหารือวาระสำคัญ ทั้งสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2562 ตลอดจนการดำเนินงานด้านระบบนิเวศเกษตรและนวัตกรรมอื่น ในการปรับเปลี่ยนระบบอาหารและการเกษตรให้ยั่งยืน และการส่งเสริมบทบาทสตรีในชนบทกับความมั่งคงอาหารและโภชนาการ ซึ่งประธาน CFS (Mr. Mario ARVELO) เน้นความ
สำคัญด้านสิทธิของคนในการได้รับอาหารอย่างเพียงพอ (The Right to Food) ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ระบบการเกษตรแบบครอบครัว (Family Farming) ซึ่งเป็นระบบทำการเกษตรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตอาหารยั่งยืน จัดการสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไว้ได้

โอกาสนี้ ผู้แทนสศก.กล่าวถึงการดำเนินงานของไทยที่น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้ อาทิ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการทรัพยากรดินและน้ำ ซึ่งไทยมีโครงการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ การตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (Center of Excellenceon Soil Research in Asia: CESRA) เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน รักษาระบบนิเวศและสร้างรายได้ความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกรไทย พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งแก้ปัญหาความอดอยาก ปรับปรุงภาวะโภชนาการมาตลอด โดยดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการอาหารกลางวัน โครงการนมโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ มีเป้าหมายสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

นอกจากนี้ ที่ประชุม CFS มีมติรับรองเป็นเอกฉันท์ให้นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต(ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทย ประจำ FAO/IFD/WFP กรุงโรม ดำรงตำแหน่งประธานสมัยต่อไป ต่อจาก Mr.Mario Arvelo (ผู้แทนจากโดมินิกันรีพับลิก) โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2562- 18 ตุลาคม 2564

กรมชลฯใช้โครงข่ายน้ำแก้ปัญหาภัยแล้ง การันตีภาคตะวันออกพ้นวิกฤติขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453461

x

กรมชลฯใช้โครงข่ายน้ำแก้ปัญหาภัยแล้ง การันตีภาคตะวันออกพ้นวิกฤติขาดแคลน

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมชลประทานไม่หวั่นภาคตะวันออกฝนตกน้อย เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำแก้ปัญหาน้ำขาดแคลน สั่งคุมเข้มการบริหารจัดการน้ำ มั่นใจทั้งชลบุรี พัทยาและระยองพ้นวิกฤติขาดน้ำ พร้อมรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณฝนตกเฉลี่ยของภาคตะวันออก ปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 40
โดยเฉพาะที่จ.ชลบุรี ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ส่งผลให้แหล่งเก็บน้ำหลักของจังหวัดคือ อ่างเก็บน้ำบางพระมีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 52.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 50 ของปริมาณเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำหลักอีก 5 แห่ง ของเมืองพัทยา ได้แก่ อ่างฯมาบประชัน อ่างฯชากนอก อ่างฯห้วยสะพาน อ่างฯหนองกลางดง และ อ่างฯห้วยขุนจิต มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันพียง 13.8 ล้านลบ.ม. ถือว่าน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำของเมืองพัทยาคือ วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือปีละ 70 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันอ่างฯทั้ง 5 แห่ง ส่งน้ำให้เมืองพัทยาได้วันละ 120,000 ลบ.ม. กรมชลประทานจึงวางแผนส่งน้ำเสริมให้เมืองพัทยาอีกวันละ 100,000 ลบ.ม. โดยใช้โครงข่ายน้ำเพื่อนำเข้าสถานีผลิตน้ำบางละมุง และสถานีผลิตน้ำหนองกลางดงโดยจะเริ่มส่งตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2563

อย่างไรก็ตาม แม้ที่อ่างฯบางพระ จะมีน้ำใช้การปริมาณเพียงครึ่งของปริมาณเก็บกัก แต่กรมชลประทานได้ใช้ระบบโครงข่ายผันน้ำที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหา โดยปัจจุบันมีการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิต และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างฯ บางพระวันละ 500,000 ลบ.ม. และ 100,000 ลบ.ม.ตามลำดับ ซึ่งจะสูบจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ทำให้มีน้ำมาสำรองที่อ่างฯบางพระเพิ่มขึ้น ดังนั้น ประชาชนมั่นใจได้ว่า ฤดูแล้งปีนี้อ่างฯบางพระจะมีน้ำใช้ในทุกกิจกรรม รวมถึงการส่งน้ำให้เมืองพัทยาเพียงพอแน่นอน

“จะเห็นว่าอ่างฯหนองปลาไหลส่งน้ำให้อ่างฯบางพระ และเมืองพัทยาได้ เนื่องจากอ่างฯ หนองปลาไหล รับน้ำมาจากอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การถึง 127 ล้านลบ.ม. และกรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคการเกษตรของ จ.ระยอง ได้จัดสรรน้ำสำรองไว้ 100 ล้านลบ.ม. พร้อมร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขุดร่องชักน้ำ เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ พร้อมเข้าช่วยเหลือหากประชาชนเดือดร้อนเรื่องน้ำช่วงแล้งนี้ จึงขอให้ชาวระยองมั่นใจมีน้ำกินน้ำใช้ มีน้ำทำเกษตรสวนผลไม้เพียงพอ ซึ่งการนำน้ำจากระยองส่งไปยังพื้นที่ข้างเคียงเป็นการสร้างสมดุล และขอเรียนยืนยันว่าจะไม่กระทบพื้นที่จ.ระยองแน่นอน” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำโดยรวมของ จ.ชลบุรี จะมีน้ำต้นทุนจากอ่างฯบางพระ อ่างฯดอกค้อ และการรับน้ำที่ผันมา รวม 102 ล้านลบ.ม. ตามแผนจะจัดสรรน้ำให้การประปา 87 ล้านลบ.ม. ภาคอุตสาหกรรม 3 ล้านลบ.ม. และอื่นๆ 10 ล้านลบ.ม.คาดการณ์ว่าจะใช้ได้เพียงพอจนสิ้นสุดฤดูแล้งทั้งนี้ กรมชลประทานขอยืนยันว่า ช่วงฤดูแล้งปีนี้ภาคตะวันออกจะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการ กรมจะสร้างสมดุลด้านน้ำโดยการใช้โครงข่ายน้ำผนวกกับเครื่องมือชลประทานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความมั่นคงด้านน้ำให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามฝากถึงผู้ใช้น้ำขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่ง