กยท.จับมือทีทีซีแอลพัฒนาสวนยางยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447957

news_default

กยท.จับมือทีทีซีแอลพัฒนาสวนยางยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท. ผนึก บมจ.ทีทีซีแอล ลงนาม MOU การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน มุ่งพัฒนาสวนยางตามมาตรฐานสากล หวังเพิ่มมูลค่า – ช่องทางตลาดไม้ยางให้เกษตรกร

นายสุนันท์ นวลพรหมสุกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเผยว่า  ที่ผ่านมา กยท.จัดทำระบบมาตรฐานการจัดการสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน มอก. 14061 มอก. 2861 PEFCTM และ FSCTM โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รวมถึงสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ นอกจากนี้ กยท. ยื่นขอการรับรองมาตรฐาน FSCTM ให้สวนยาง 8,050 ไร่ โรงงานน้ำยางข้น และโรงงานแปรรูปไม้ยางของ กยท. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบขอรับรองมาตรฐานให้ชาวสวนยาง และเปิดรับเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยให้ปฏิบัติตามระบบมาตรฐานการจัดการสวนยางฯ เพื่อขอการรับรองต่อไป

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนฯครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมพัฒนากำหนดเกณฑ์จัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานระดับสากลซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำยางและไม้ยาง รวมไปถึงผลผลิตอื่นในสวนยาง เป็นการเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยางอีกทาง เป็นการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราครบวงจร ที่ยังอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

ด้านนายจิรวัฒน์ สุกปลั่งผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจกล่าวว่า บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด(มหาชน)เห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน (RenewablesEnergy) ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากการใช้ถ่านหิน หรือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สู่การใช้พลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนไม้เล็กๆที่ไม่สามารถผลิตเป็นเครื่องใช้อื่นได้ การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อป้อนให้โรงไฟฟ้าสม่ำเสมอ จำเป็นต้องมีชิ้นส่วนไม้ยางที่ผ่านการรับรองภายใต้มาตรฐานจัดการสวนยางที่ยั่งยืนเป็นวัตถุดิบสำรองไว้ สำหรับผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิง ดังนั้น บริษัทจึงทำความร่วมมือกับกยท. สนับสนุนให้เกิดมาตรฐานจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลในสวนยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ด้วย

จิตอาสาก.เกษตรฯลุยช่วยน้ำท่วมอุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447958

news_default

จิตอาสาก.เกษตรฯลุยช่วยน้ำท่วมอุบลฯ

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิด“โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ที่จ.อุบลราชธานีว่า กรมพัฒนาที่ดิน จัด “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ”ขึ้น เพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร รวมถึงสร้างการรับรู้ เตรียมทำการเกษตรตามหลักวิชาการ สนับสนุนให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยสนับสนุนการปรับปรุงบำรุงดิน และบำบัดน้ำเสีย เพื่อยับยั้งความเสียหายของผลผลิตการเกษตร ซึ่งหลังจากน้ำลดเกษตรกรมีความต้องการปลูกพืชที่สามารถทดแทนข้าว เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จึงจัดโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจ.อุบลราชธานี โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหลังน้ำลดในพื้นที่นาข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และเก็บเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้กับกรมพัฒนาที่ดิน ในราคากิโลกรัมละ 23 – 25 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนและปรับปรุงดินในพื้นที่อื่นต่อไปทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้เกษตรกร 175 ราย ประกอบด้วย 1) เกษตรกรกลุ่ม PGS 30 ราย 2) กลุ่มเกษตรพอเพียง 30 ราย 3) กลุ่มผู้เลี้ยงปลาในนาข้าว 60 ราย 4) กลุ่มผู้เลี้ยงไหม 15 ราย 5)กลุ่มสวนยาง 40 ราย รวมเกษตรกร 175 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ รวมทั้งมอบข้าวสาร ให้หมอดินอาสาและเกษตรกร 400 ชุด เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังจากน้ำลด ในโอกาสนี้รมช.ธรรมนัสเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก. 4-01) 50 ราย ซึ่งในอ.เขื่องในทั้ง 18 ตำบล เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน 13 ตำบล ครอบคลุมพื้นที่ 90,000 ไร่ จัดที่ดินไปแล้ว 53,000 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 9,251 ราย อีกด้วย   สำหรับจ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนโพดุล และคาจิกิ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 และหลังพายุสงบยังมีฝนตกต่อเนื่อง ประกอบกับมีน้ำหนุนจนถึงวันที่ 22 กันยายน 2562 ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักหลายในพื้นที่ ส่วนอ.เขื่องใน ได้รับผลกระทบ 17 ตำบล 126 หมู่บ้าน ประชาชน 3,559 ครัวเรือน จำนวนประชากร 14,136 คน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วย นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ชุมชน และพื้นที่อื่นรวม เนื้อที่ 392,878 ไร่ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายหลายพื้นที่กลับสู่สถานการณ์ปกติแล้ว

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447962

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส เป็นประเด็นร้อนที่สื่อหลัก และสื่อออนไลน์เกือบทุกสำนักหันมาให้ความสนใจ นำเสนอกันหลากหลายมุมมอง ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนให้ยกเลิก และฝ่ายที่ยังมีความต้องการใช้ นับเป็นการทำสงครามข้อมูลกันอย่างเข้มข้น แต่ข้อมูลที่นำเสนอของหลายฝ่ายยังมีความคลาดเคลื่อน และเข้าใจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่หลายคนจะเหมารวมว่าเป็นสารพิษที่อันตรายต่อผู้ใช้ และตกค้างในสิ่งแวดล้อมและผลผลิตจึงอยากจะขอแยกแยะทำความเข้าใจเสียใหม่เป็นรายชนิด

พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่หยุดยั้งการเติบโตของเซลล์วัชพืชเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียว และทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์นั้นแห้งลงโดยไม่แพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อพาราควอตไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตัวของมันเอง นอกจากจะถูกเคลื่อนย้ายจากผฝีมือมนุษย์ และธรรมชาติ และสารพาราควอตจะไม่ออกฤทธิ์ในดิน จึงไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน และจะถูกย่อยสลายเองตามธรรมชาติ โดยแสงแดด และจุลินทรีย์ในดินหากปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำก็จะเกาะติดกับตะกอนดินและจะถูกย่อยสลายตัวเองไปเรื่อยๆ

ไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวนี้ไม่พบในมนุษย์ หรือสัตว์ ไกลโฟเซตถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์หลายชนิดในดิน และน้ำ โดยที่จุลินทรีย์เหล่านั้นจะย่อยสลายไกลโฟเซตเพื่อใช้เป็นอาหาร และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธาตุคาร์บอนที่จุลินทรีย์นำไปใช้ได้ รวมทั้งสารชนิดอื่นที่พบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต โมเลกุลของสารประกอบไปด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และคลอรีน สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลากหลาย ทั้งแมลงปากดูด แมลงปากกัด มีคุณสมบัติถูกตัวตาย และกินตาย (หมายถึงตัวแมลง สัมผัสสาร หรือกินสารเข้าไปก็จะทำให้ตาย)

ในบรรดาสารเคมี 3 ชนิดนี้ คลอร์ไพริฟอสดูจะเป็นอันตรายกว่าชนิดอื่นเพราะสารคลอร์ไพริฟอสเป็นพิษต่อปลา ต้องระมัดระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งเป็นพิษต่อผึ้ง จึงห้ามใช้ในระยะดอกกำลังบาน และมีความเป็นพิษต่อตัวห้ำและตัวเบียนศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง สำหรับระยะปลอดภัยหลังการใช้สารต้องเว้นระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นสารครั้งสุดท้าย 7 – 14 วัน เป็นอย่างน้อย

จากมาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้กำหนดให้ใช้ คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต เฉพาะกับพืช 6 ชนิด คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล ส่วนคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะการกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น และไม่ให้ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ในนาข้าว แปลงพืชผัก และสมุนไพร ไม่ให้ใช้ในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ต้นน้ำ แต่การนำเสนอของสื่อหลายสำนัก รวมทั้งฝ่ายนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จึงเห็นภาพที่นำเสนอมีการฉีดพ่นสารในนาข้าว และในแปลงผัก รวมทั้งอ้างถึงสารตกค้างในผักด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะเกษตรกรไม่ได้ใช้กับผัก

นอกจากนี้ยังเห็นภาพการฉีดพ่นสารเคมีของเกษตรกรที่ไม่ได้สวมเครื่องป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากาก ไม่สวมเสื้อแขนยาว ไม่สวมรองเท้ายาง ในขณะที่ฉีดพ่นละอองสาร (หรือน้ำเปล่าก็ไม่ทราบ) ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพราะถ้าเกษตรกรปฏิบัติเช่นนั้นจริง ไม่ว่าสารเคมีชนิดใดก็เป็นอันตรายทั้งสิ้น

ตามที่ฝ่ายเกษตรกรผู้ยังมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนั้น ออกมาเรียกร้องให้คนที่อยากยกเลิก หาสารอื่น หรือ วิธีการอื่นมาทดแทนเสียก่อนจึงค่อยยกเลิกสารเคมีที่เขาใช้มา 30-40 ปี และก่อนหน้านี้มีผู้ที่สนับสนุนการยกเลิกเผลอเอ่ยชื่อสารเคมีที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ทดแทนสารกำจัดวัชพืชออกมาชนิดหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากเป็นสารที่ 4 นั่นคือ สารกลูโฟซิเนต แต่เกษตรกรยังไม่ยอมรับ เพราะราคาแพงกว่าสารเดิม 4-5 เท่า และประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าสารชนิดเดิม

กลูโฟซิเนตตามข้อมูลของผู้ขาย ว่าเป็นสารกำจัดวัชพืชหลังงอกแบบไม่เลือกทำลาย ใช้กำจัดได้ทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง กำจัดได้ทั้งสัมผัส และแทรกซึม ไม่ดูดซึมเข้าทางรากของพืชที่ปลูก สลายตัวง่าย ไม่ตกค้างในดิน แต่ข้อมูลจากเอ็นจีโอของอังกฤษ บอกว่าสารนี้มีความคงทนสูง ไม่สลายตัวง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ในดิน จึงสามารถลงไปสะสมในแหล่งนน้ำใต้ดินได้ และยังมีพิษต่อจุลินทรีย์ในดินและสิ่งมีชีวิตในน้ำ (ไม่รู้ว่า เอ็นจีโอของอังกฤษ จะบิดเบือนข้อมูลเหมือนเอ็นจีโอของประเทศอื่นหรือไม่)

เข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อดูข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่าในช่วงปี 2554-2560 มีการขึ้นทะเบียนสารกลูโฟซิเนตปีละ 4-7 ทะเบียน มีทั้งทะเบียนการนำเข้า ส่งออก และทะเบียนผลิต ต่อมาในปี 2561 หลังจากที่มีมาตรการห้ามนำเข้าและขึ้นทะเบียน พาราควอต และไกลโฟเซต ปรากฏว่า มีสารกลูโฟซิเนตมาขึ้นทะเบียนนำเข้า และผลิตรวม 37 ทะเบียน เพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัว ส่วนใหญ่ทะเบียนจะหมดอายุในปี 2567

ในปี 2554 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตคือ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด แหล่งผลิตมาจากเยอรมนี และมาเลเซีย ขึ้นทะเบียนประเภทส่งออก และมีอีก 2 บริษัท ขึ้นทะเบียนนำเข้า และ ผลิต แหล่งผลิตมาจากมาเลเซีย มาในระยะหลังมีบริษัทขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตหลายบริษัท และแหล่งผลิตส่วนใหญ่มาจากจีนโดยเฉพาะในปี 2561 ในจำนวน 37 ทะเบียน เป็นทะเบียนนำเข้า15 ทะเบียน ที่เหลือเป็นทะเบียนผลิต มีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 16 บริษัท และมีแหล่งผลิตสารมาจากจีนถึง 34 ทะเบียน

ไม่มีอะไรมาก แค่อยากแชร์ข้อมูลเฉยๆ ว่าแต่ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์บุกไปเอามาจากกรมวิชาการเกษตรหรือเปล่าไม่รู้….

แว่นขยาย

ติวเข้มกรมข้าวผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447960

news_default

ติวเข้มกรมข้าวผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดสัมมนาแนวทางดำเนินงานโครงการสำคัญของกรมการข้าว ประจำปีงบประมาณ 2563 ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ว่า นโยบายหลักที่รัฐบาลมุ่งหวังคือ ให้สินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งให้“ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพ มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้น” โดยชาวนาจะได้ผลผลิตที่ดี ก็มาจากเมล็ดพันธุ์ที่ดี ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าการผลิตเมล็ดพันธุ์จากเดิม 85,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ตันต่อปี ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ครม.อนุมัติแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ กรอบวงเงิน 3,120.8618 ล้านบาท มีโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 เป้าหมายเกษตรกร 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ 1,739.4290 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ให้ทำการผลิตได้ทันทีหลังน้ำลด

พร้อมกันนี้ ครม.เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำ สนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย  ปี 2562 โดยกรมทรัพยากรน้ำสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่
พัฒนาระบบส่งน้ำและปรับปรุงแหล่งน้ำให้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่นำร่อง 120 แปลงใหญ่ รวมพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ทั้งสิ้น 80,000 ไร่ ครอบคลุมทั่วประเทศ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเจาะบ่อบาดาลพร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่นำร่อง 700 แห่ง พื้นที่เป้าหมาย 86,000 ไร่

“มั่นใจว่าในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมการข้าว จะขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศไทยให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมนำระบบตลาดออนไลน์เข้ามาเชื่อมโยงการค้าขายกับผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนี้ ได้มอบแนวทางให้ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ เร่งศึกษาวิจัยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน โดยจะมีการประกวดแข่งขัน และมอบรางวัลเพื่อกระตุ้นให้ทุกศูนย์ฯพัฒนาศักยภาพและเพิ่มเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทย” นายประภัตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กล้วยน้ำว้า-พริกชี้ฟ้า-ข่า-ไผ่’ พืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรเมืองชล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447964

รายงานพิเศษ : ‘กล้วยน้ำว้า-พริกชี้ฟ้า-ข่า-ไผ่’ พืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรเมืองชล

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยางพารา นับเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของจังหวัดชลบุรี  โดยปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรจังหวัดชลบุรี ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2)  205,774 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,475 บาท/ไร่  แต่การปลูกในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน 105,695 ไร่ โดยได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 165 บาท/ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของผลตอบแทนสุทธิในพื้นที่เหมาะสมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พบว่า หากเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ (S3/N) ของยางพารา มาปลูกพืชอื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Top4) ของจังหวัด คือ ปาล์มน้ำมัน จะได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย3,953 บาท/ไร่ มันสำปะหลังโรงงาน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 214 บาท/ไร่  ส่วนสับปะรดโรงงาน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 34,144 บาท/ไร่ ซึ่งแม้ว่าจะมีรายได้ที่ดีกว่าการปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม แต่ก็อาจเกิดปัญหาล้นตลาดได้ในอนาคต

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6)ได้ทำการศึกษาแล้ว พบว่า เกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว สามารถปรับรูปแบบการผลิตเป็นเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ว่าง เพื่อสร้างรายได้ อาทิ กล้วยน้ำว้า มีต้นทุนการผลิต 5,881 บาท/ไร่/ปี ให้ผลผลิตเมื่อมีอายุเฉลี่ยได้ 1 ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ 7,618 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะขายเป็นกล้วยสด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดภายในจังหวัดและตลาดนอกจังหวัดหรือตามแหล่งท่องเที่ยว โดยราคารับซื้อของจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท

พริกชี้ฟ้า มีต้นทุนการผลิต 11,834 บาท/ไร่/รุ่น สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ เมื่อมีอายุเฉลี่ย 70 – 90 วัน ผลตอบแทนสุทธิ 19,415 บาท/ไร่/รุ่น ราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งนอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปทำซอสพริกศรีราชา ซึ่งมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในพื้นที่ และ ข่าแดง ต้นทุนการผลิต 13,431 บาท/ไร่/รุ่น  ข่าอ่อนสามารถขุดจำหน่ายได้เมื่อมีอายุ 6 เดือน และข่าแก่จะมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป ซึ่งได้ผลตอบแทนสุทธิ 20,943 บาท/ไร่/รุ่น ราคาข่าแก่รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ27.50 บาท  สามารถขายได้แบบขายสด และหากเป็นข่าอ่อนจะได้ราคาที่ค่อนข้างแพงนำมาแปรรูปส่วนผสมของพริกแกงได้อีกด้วยส่งขายได้ทั้งตลาดสดภายในจังหวัดและภายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท

นอกจากนี้ ยังมีพืชดาวรุ่งที่แนะนำมาทดแทนยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม คือ ไผ่กิมซุง (ไผ่ตงลืมแล้ง) มีต้นทุน 17,630บาท/ไร่/ปี เป็นไผ่ที่โตเร็วในตระกูลไผ่ด้วยกัน จึงเริ่มเก็บหน่อออกจำหน่ายเมื่อไผ่มีอายุ 8 เดือน ผลตอบแทนสุทธิ 12,259 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรสามารถเก็บหน่อได้ตลอดทั้งปี ขายได้ทั้งหน่อสดและแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง  และขายลำเพื่อค้ำยันหรือไม้ค้างในสวนผลไม้ หรือเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงหอยในทะเล และขายลำสำหรับใช้ทำเชื้อเพลิงชีวมวลได้ ซึ่งมีโรงงานในจังหวัดชลบุรี โดยราคาหน่อสด รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 12.20 บาท ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมากแถมเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลรักษาง่ายทำให้เกษตรกรมีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก

ทั้งนี้ ผลผลิตสินค้าทางเลือกและเสริมรายได้เหล่านี้เป็นที่ต้องการของพ่อค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อค้าจะเข้ามารับซื้อถึงแหล่งผลิต โดยพ่อค้าคนกลางจะนำไปขายตลาดภายในจังหวัดและส่งขายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสินค้าทางเลือกมีหลากหลายชนิดที่ตลาดต้องการที่สร้างรายได้เพิ่ม และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมสนับสนุนช่องทางการตลาดการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ และร่วมวางแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. 0-3835-1261 หรืออีเมล zone6@oae.go.th และหากเกษตรกรต้องการตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางพาราหรือพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่นๆของตนเอง ว่าอยู่ในพื้นที่เหมาะสมหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาที่ดิน http://agri-map-online.moac.go.th/

ค้านแบน3สาร ชาวไร่ฮือบุกก.เกษตรฯ งัดข้อมูลโต้ฝ่ายหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448043

news_default

ค้านแบน3สาร ชาวไร่ฮือบุกก.เกษตรฯ งัดข้อมูลโต้ฝ่ายหนุน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ค้านแบน3สาร

ชาวไร่ฮือบุกก.เกษตรฯ

งัดข้อมูลโต้ฝ่ายหนุน

แฉใช้ทฤษฎีสมคบคิด

กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจเตรียมตั้งโต๊ะแถลง 21 ตุลาคมแจงความเดือดร้อนถ้าเลิกใช้ 3 สารเคมี เปิดข้อมูลโต้เอ็นจีโอฝ่ายหนุนแบน จ่อบุกร้องรมว.เกษตรฯแก้ปัญหา ถ้าเลิกใช้เดือดร้อนหนัก ซัด 3 พวกที่เดินหน้าให้ยกเลิกเป็นทฤษฎีสมคบคิด ไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกร แต่ยังสร้างความวุ่นวายในสังคม จี้เปิดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ให้คนทั้งปท.รับรู้ก่อนร่วมกันตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า วันที่ 21 ตุลาคม เวลา 10.00 น. กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ามัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลจะเปิดแถลงข่าวที่โรงแรมเอเชีย เพื่อชี้แจงข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อเกษตรกร หากรัฐยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยเฉพาะพาราควอต ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก

อีกทั้ง จะแสดงข้อมูลแย้งข้อมูลของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ระบุว่า พาราควอตตกค้างในพืชผัก ซึ่งเป็นเรื่องเท็จ เนื่องจากพาราควอตมีฤทธิ์เผาไหม้ เกษตรกรใช้ฉีดกำจัดหญ้าเท่านั้น ไม่ได้ฉีดใส่ต้นผักหรือไม้ผล ผู้แทนเอ็นจีโอยังกล่าวด้วยว่า มีเกษตรกรใช้เครื่องพ่นยากำลัง 6 สูบฉีดพาราควอตต้นทุเรียนนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่า สร้างความน่ากลัวเกินเหตุ เพราะการฉีดยาฆ่าหญ้าใช้เครื่องพ่นขนาดเล็กและจะระวังไม่ให้ถูกไม้ประธานเพราะต้นไม้จะเสียหาย

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า ในช่วงบ่ายจะไปที่กระทรวงเกษตรฯ ขอเข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เพื่อนำเสนอข้อมูลการใช้สารเคมีของเกษตรกร และขอให้แก้ปัญหานี้ ในฐานะที่รมว. เฉลิมชัยเป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลเกษตรกร ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรเชื่อว่า การเร่งเดินหน้ายกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” ของ 3 กลุ่มคือ องค์กรที่อ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อประชาชน นักการเมืองโกหกที่ต้องการให้แบนสารนี้และให้ใช้สารทดแทนซึ่งมีราคาแพงกว่า โดยตั้งบริษัทนำเข้าสารเคมีทดแทนไว้แล้ว และนักวิชาการที่ให้ข้อมูลบิดเบือน การที่กลุ่มบุคคลนี้ป่าวประกาศว่า ประเทศไทยอาบยาพิษส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร จึงไม่ได้เป็นการทำเพื่อเกษตรกร ทั้งยังทำให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายในสังคม

“รัฐจะให้เกษตรกรเลิกใช้พาราควอต ขณะที่นำเข้าผักและผลไม้จำนวนมากจากจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พาราควอต ดังนั้น หากเกรงว่า พาราควอตเป็นพิษ คนไทยยังต้องบริโภคพืชผักจากประเทศอื่นที่ใช้พาราควอตอยู่ ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มาแสดงให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบและมีส่วนในการตัดสินใจ เนื่องจากที่ผ่านมา เอ็นจีโอออกมาให้ข้อมูลฝ่ายเดียว ขณะที่กรมวิชาการเกษตรซึ่งกำกับดูแลการใช้สารเคมีทางการเกษตรไม่ได้นำเสนอข้อมูลทางวิชาการใดๆ เลย” นายสุกรรณ์กล่าว

ด้านนายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ควรแยกการพิจารณาสารทั้ง 3 ชนิด เนื่องจากเป็นสารคนละประเภท ระดับความเป็นพิษไม่เท่ากัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมก็แตกต่างกัน โดยคลอร์ไพรีฟอส ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง หากใช้ไม่เหมาะสมอาจจะมาถึงผู้บริโภคได้ หากรัฐต้องการยกเลิกสามารถยกเลิกได้เลย ส่วนพาราควอต เป็นยาฆ่าหญ้า ซึ่งวิธีการใช้ไม่ได้ทำให้ส่งผลตกค้างมามาสู่ผู้บริโภค จึงควรกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้ใช้ได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ อบรมเกษตรกรสาร รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย สำหรับไกลโฟเซต ยาฆ่าหญ้าอีกชนิดนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารโลก FAO จัดเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพ เพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำ ประเทศที่ต้องการยกเลิกใช้พาราควอต มักนิยมใช้ไกลโฟเซตเป็นสารทดแทน จึงไม่จำเป็นต้องยกเลิก

นายเจษฎายังเสนอด้วยว่า ทางออกที่รัฐควรเร่งทำคือ จัดเวทีให้ผู้แทนฝ่ายหนุนและต้านการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเสนอให้ประชาชนรับทราบ แล้วให้สังคมมีส่วนร่วมตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการนำเสนอปัญหา ผลกระทบ และทางแก้ที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเวทีตอบโต้กล่าวหากันไปมา ซึ่งปรากฏในโซเชียลมีเดียมานานแล้ว

“ขณะนี้พบว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาตอบไม่ได้ก็ใช้วิธีกล่าวหาตัวบุคคล ใครที่แสดงความเห็นว่า ต้องการใช้สารเคมีทางการเกษตรกลายเป็นผู้ร้าย โดยไม่ได้คำนึงว่า เกษตรกรยังจำเป็นต้องมีเครื่องมือประกอบอาชีพ หากผู้บริหารห่วงเรื่องความปลอดภัย ควรรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน การกล่าวว่า ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องจึงเป็นคำพูดที่น่ากังวลมาก เนื่องจากปัญหาสำคัญนั้น ผู้บริหารต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ ใช้อารมณ์และความรู้สึกไม่ได้ แต่ไม่แน่ใจว่า จะสายเกินไปหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมวันที่ 22 ตุลาคม ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบยังโยนกันไปมาและเลี่ยงที่จะแก้ปัญหา ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ เกษตรกรทั้งประเทศ” รศ. เจษฎากล่าว

‘ภาคตะวันออก’เหลือน้ำใช้หน้าแล้ง67% ‘สชป.9’จ่อหารือ’เกษตร-อุตสาหกรรม’จัดสรรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448045

news_default

‘ภาคตะวันออก’เหลือน้ำใช้หน้าแล้ง67% ‘สชป.9’จ่อหารือ’เกษตร-อุตสาหกรรม’จัดสรรน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.56 น.

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทาน (สชป.) ที่ 9 กล่าวว่า พื้นที่ สชป.9 ดูแล จ.ฉะเชิงเทรา , จ.ชลบุรี , จ.ระยอง , จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ซึ่งจากฝนที่ตกน้อย ทำให้ขณะนี้ ณ วันที่ 17 ต.ค.62 อ่างทั้งหมด 57 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 1,052 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ของความจุทั้งหมด 2,479 ล้าน ลบ.ม.มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,532 ล้าน ลบ.ม.โดยเป็นน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง มีน้ำใช้การได้ 897 ล้าน ลบ.ม.รวมมีปริมาณน้ำใช้การได้ในภาคตะวันออกประมาณ 67%

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำประแสร์ และอ่างเก็บน้ำบางพระ ที่ดูแลพื้นที่อีอีซี มีปริมาณน้ำน้อย สปช.9 ได้วางแผนการบริหารเพื่อเตรียมสำหรับรับมือในช่วงฤดูแล้ง เดือน ก.พ. – เม.ย.63 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่ต้องการใช้น้ำมากเพราะเป็นฤดูผลไม้ โดยขณะนี้ได้เร่งสูบน้ำจากโครงการพระองค์ไชยานุชิต สำหรับสำรองไว้ในอ่างทั้ง 2 แห่ง ซึ่งปกติจะสูบน้ำในช่วงเดือน ก.ค.ถึง 30 พ.ย.แต่เนื่องจากขณะนี้มีน้ำในลำน้ำน้อย จึงสูบได้เพียง 80%

“ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมประชุมกับกรมชลฯ ตลอดเวลา เพื่อวางแผนการบริการน้ำตลอดสำหรับน้ำใช้ฤดูฝนและแล้ง อย่างไรก็ตาม ฤดูฝนของภาคตะวันออกจะเริ่มลดลงหลัง ต.ค.จะเห็นภาพชัดในเรื่องปริมาณน้ำที่จะใช้ในการบริหารให้เหมาะสม” นายสุชาติ กล่าว

ทั้งนี้ แผนการใช้น้ำในฤดูฝนปี 62 แผนการจัดสรรน้ำ 2,342 ล้าน ลบ.ม.ผลการจัดสรร 2,162 ล้าน ลบ.ม.คงเหลือน้ำอีก 180 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจะครบกำหนดแผนงาน 30  ต.ค.62 นี้ ดังนั้นคาดว่า ณ วันที่ 1 พ.ย.62 จะมีน้ำใช้การได้เหลือประมาณ 1,200 ล้าน ลบ.ม.

เริ่ดสุด!คนไทยคิดจุรินทรีย์กำจัดวัชพืชแทน’พาราควอต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448041

news_default

เริ่ดสุด!คนไทยคิดจุรินทรีย์กำจัดวัชพืชแทน’พาราควอต’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.51 น.

“เลิศสุด!!คนไทยคิดค้น จุรินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทน พาราควอต ขนาด เยอรมันยังสนใจ เร่งเสนอปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมทดสอบแปลงจริง จ.ปทุมธานี”

วันที่ 17 ตุลาคม 2562 นายฐปนรมย์ แจ่มใส กรรมการบริหารบริษัมวอน ซิสเต็มส์ ได้ ทำหนังสือถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เรื่องการใช้จุรินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาขีพทางการเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพื่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี กำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร เช่น คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

“ได้ทำการศึกษาการใช้จุรินทรีย์ กำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปี2547จนถึงปัจจุบัน สามารถใช้ทดแทนสารเคมีอันตรายที่กำลังผลักดันให้ยกเลิกใช้อยู่ในขณะนี้ โดยได้นำจุรินทรีย์ไปใช้ในแปลงจริงของเกษตรกรที่ ต.ดอนกล่ำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรและภาคเกษตรโดยรวมเกิดความมั่นใจในประสิทธิภาพของจุรินทรีย์ จึงขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาด้วย”นายฐปนรมย์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อให้เห็นผลงานของจุรินทรีย์ ทั้งในผลงานเอกสารและผลงานปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติจริง ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯส่งกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมทดสอบการใช้จุรินทรีย์กำจัดวัชพืช ตามระยะเวลาที่กำหนด ในพื้นที่จริงจังหวัดปทุมธานี

“ก่อนหน้านี้ได้ไปขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้จดขึ้นทะเบียน  จึงได้ทำหนังสือมาถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจุรินทรีย์กำจัดวัชพืชที่มีคอร์โรฟิลและไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตในดินและในน้ำ สามารถทดแทนสารพาราควอต ได้ดีกว่า ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศเยอรมัน ยังสนใจมาก ขอนำไปทดสอบการใช้จุรินทรีย์กำจัดวัชพืชด้วย”นายปฐมรมย์ กล่าว

ชาวสวนจ่อบุกก.เกษตรฯ เดือดร้อนยกเลิก3สารเคมี ชี้มีกลุ่มได้ประโยชน์นำเข้าสารทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447845

ชาวสวนจ่อบุกก.เกษตรฯ เดือดร้อนยกเลิก3สารเคมี ชี้มีกลุ่มได้ประโยชน์นำเข้าสารทดแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.05 น.

กลุ่มเกษตรกรเตรียมบุกกระทรวงเกษตรฯ ร้อง’เฉลิมชัย’ เดือดร้อนหนักหากยกเลิก3สารเคมี ชี้มีพรรคการเมืองจะได้ประโยชน์จากการนำเข้าสารเคมีทดแทน ขณะที่นักวิชาการ จุฬาฯ ขอให้ผู้บริหารบ้านเมือง ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พิจารณาสารเป็นรายชนิด เนื่องจากวิธีใช้และระดับพิษต่างกัน

17 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในวันที่ 21 ตุลาคม เวลา 10.00 น. กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 6 ชนิดได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ามัน ยางพารา มันสาปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลจะร่วมกันแถลงข่าวที่โรงแรมเอเซีย เพื่อชี้แจงข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อเกษตรกร หากรัฐยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยเฉพาะพาราควอต ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก อีกทั้งจะแสดงข้อมูลแย้งเอ็นจีโอที่ระบุว่า พาราควอตตกค้างในพืชผักซึ่งเป็นเรื่องเท็จ เนื่องจากพาราควอตมีฤทธิ์เผาไหม้ เกษตรกรใช้ฉีดกำจัดหญ้าเท่านั้น ไม่ได้ฉีดใส่ต้นผักหรือไม้ผล

ล่าสุดผู้แทนเอ็นจีโอ กล่าวว่า มีเกษตรกรใช้เครื่องพ่นยากำลัง 6 สูบฉีดพาราควอตต้นทุเรียนนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่า สร้างความน่ากลัวเกินเหตุ เพราะการฉีดยาฆ่าหญ้าใช้เครื่องพ่นขนาดเล็กและจะระวังไม่ให้ถูกไม้ประธานเพราะต้นไม้จะเสียหาย

ส่วนในช่วงบ่ายจะไปที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำเสนอข้อมูลการใช้สารเคมีของเกษตรกรและขอให้แก้ปัญหานี้ ในฐานะที่รมว. เฉลิมชัย เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลเกษตรกร ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรเชื่อว่า การเร่งเดินหน้ายกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” ของ 3 กลุ่มคือ องค์กรที่อ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อประชาชน นักการเมืองโกหกที่ต้องการให้แบนสารนี้และให้ใช้สารทดแทนซึ่งมีราคาแพงกว่า โดยตั้งบริษัทนำเข้าสารเคมีทดแทนไว้แล้ว และนักวิชาการที่ให้ข้อมูลบิดเบือน การที่กลุ่มบุคคลนี้ป่าวประกาศว่า ประเทศไทยอาบยาพิษส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร จึงไม่ได้เป็นการทำเพื่อเกษตรกร ทั้งยังทำให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายในสังคม

“รัฐจะให้เกษตรกรเลิกใช้พาราควอต ขณะที่นำเข้าผักและผลไม้จำนวนมากจากจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พาราควอต ดังนั้นหากเกรงว่า พาราควอตเป็นพิษ คนไทยยังต้องบริโภคพืชผักจากประเทศอื่นที่ใช้พาราควอตอยู่ ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มาแสดงให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบและมีส่วนในการตัดสินใจ เนื่องจากที่ผ่านมา เอ็นจีโอออกมาให้ข้อมูลฝ่ายเดียว ขณะที่กรมวิชาการเกษตรซึ่งกำกับดูแลการใช้สารเคมีทางการเกษต รไม่ได้นำเสนอข้อมูลทางวิชาการใดๆเลย”  นายสุกรรณ์กล่าว

รศ. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ควรแยกการพิจารณาสารทั้ง 3 ชนิดเนื่องจากเป็นสารคนละประเภท ระดับความเป็นพิษไม่เท่ากัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมก็แตกต่างกัน โดย ”คลอร์ไพรีฟอส” ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง หากใช้ไม่เหมาะสมอาจจะมาถึงผู้บริโภคได้ หากรัฐต้องการยกเลิกสามารถยกเลิกได้เลย

ส่วน “พาราควอต” เป็นยาฆ่าหญ้าซึ่งวิธีการใช้ไม่ได้ทำให้ส่งผลตกค้างมามาสู่ผู้บริโภคจึงควรการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้ใช้ได้อย่างเหมาะสมได้แก่ การอบรมเกษตรกรสาร รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย สำหรับยาฆ่าหญ้าอีกชนิดคือ “ไกลโฟเซต” นั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารโลก FAO จัดว่ามันเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพเพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำ ประเทศต่างๆที่ต้องการยกเลิกใช้พาราควอต มักนิยมใช้ไกลโฟเซตเป็นสารทดแทน จึงไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิก

รศ. เจษฎา กล่าวว่า ทางออกที่รัฐควรเร่งทำคือ การจัดเวทีให้ทั้งผู้แทนฝ่ายหนุนและต้านการใช้นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มานำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาอารยะประเทศใช้แก้ปัญหา กรณีที่สังคมมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วให้สังคมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการนำเสนอปัญหา ผลกระทบ และทางแก้ไขที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเวทีตอบโต้กล่าวหากันไปมา ซึ่งปรากฏในโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานแล้ว

“ขณะนี้พบว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาตอบไม่ได้ก็ใช้วิธีกล่าวหาตัวบุคคล ใครที่แสดงความเห็นว่า ต้องการใช้สารเคมีทางการเกษตรกลายเป็นผู้ร้าย โดยไม่ได้คำนึงว่า เกษตรกรยังจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการประกอบอาชีพ หากผู้บริหารรู้สึกห่วงใยเรื่องความปลอดภัยควรรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน การกล่าวว่า ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องจึงเป็นคำพูดที่น่ากังวลมากเนื่องจากปัญหาสำคัญๆนั้น ผู้บริหารต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ ใช้อารมณ์และความรู้สึกเท่านั้นไม่ได้ แต่ไม่แน่ใจว่า จะสายเกินไปหรือไม่เนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมวันที่ 22 ตุลาคมนี้แล้ว ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบยังโยนกันไปมาและเลี่ยงที่จะแก้ปัญหาซึ่งผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือเกษตรกรทั้งประเทศ” รศ. เจษฎา กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447631

566101

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกสองเดือนต่อมา ราวสิงหาคม 2561 สำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดเจรจาการซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1ต่อจากครั้งที่แล้วที่จัดโดยญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ประสานกันไปมาทั้งสามฝ่ายถึงวันที่ลงตัว โดยใช้สำนักเลขานุการแอปเตอร์เรานี่แหละเป็นสถานจัดเจรจา เพราะเรามีห้องประชุมขนาดกะทัดรัดพอนั่งได้สัก 20 คน ก็ทำให้ใกล้ชิดกันดีมากยิ่งขึ้น คณะเจรจาทั้งหมดเกือบแทบจะเป็นชุดเดิมเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นตัวผู้อำนวยการกองญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนคนใหม่ ทำให้พวกเราคุ้นเคยกันดีมาก สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้จัดเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อย ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง ซึ่งเท่าที่ดูก็เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การประชุมเริ่มช่วงเช้า ไปจนกระทั่งถึงเกือบเที่ยง ทุกอย่างก็จบลงด้วยความสุข เพราะคราวนี้ ดูเหมือนว่าทางฟิลิปปินส์แทบจะไม่มีเงื่อนไขต่อรองใดๆ เลย โอเคๆ ไปหมดจนเราก็รู้สึกแปลกใจ คิดย้อนถึงปีที่แล้วสมัยเริ่มต้น ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะตอนแรกๆ ดูเหมือนว่าการเจรจาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ ทุกวันนี้ปริมาณผลผลิตข้าวมีมาก จะซื้อที่ไหน เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าย้อนคิดกลับไปจนถึงปี 2551 ที่ราคาข้าวสารพุ่งปรี๊ดในทุกตลาดโลก ซึ่งช่วงนั้นทำให้ราคาข้าวเปลือกของชาวนาสูงขึ้นด้วยเป็นหมื่นๆ บาทต่อตัน เป็นต้นมา ช่วงนั้นนั่นแหละที่ประเทศที่ขาดแคลนข้าว หรือผลิตข้าวไม่พอกินพากันเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เงินก็มีน้อย ขณะที่ราคาข้าวสารกลับสูงมาก ยิ่งมีพ่อค้าหัวใส คิดเก็งกำไร กักตุนข้าวไม่ขาย ราคาข้าวก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ระบบซื้อขายข้าวของแอปเตอร์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ประเทศผลิตข้าวไม่พอกินทั้งหลาย จึงพากันเร่งรัดผลักดันให้สร้างระบบความมั่นคงทางอาหารขึ้นอย่างถาวร

เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะเจ้าภาพก็จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยเลียนแบบญี่ปุ่น คือ ซื้อข้าวมากินต่อในห้องประชุมนั้นเอง ลิ้มรสอาหารไทยแบบจานเดียวบะหมี่เป็ดย่างเอ็มเคกันอย่างอร่อย เหลือเวลาภาคบ่าย เราจึงจัดให้คณะทั้งหมดไปเที่ยวชมดูงาน 2 จุด ด้วยกัน จุดแรก คือ ตลาดไทแถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นตลาดผลไม้ กับจุดที่ 2 คือ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ความจริงเราก็วางแผนไว้แล้วว่า คงไม่ใช่สถานที่ไกลเกินไป เพราะมีบางท่านต้องเดินทางกลับคืนนี้เลย อีกทั้งสถานที่นั้นก็ต้องน่าสนใจพอสมควร

สำหรับตลาดผลไม้ที่ตลาดไท ผมว่าคิดถูกแล้วที่พาเขามาชม เพราะยิ่งใหญ่เหลือเกิน มีผลหมากรากไม้นานาชนิด ที่เมืองหนาวอย่างประเทศญี่ปุ่นไม่มี ฟิลิปปินส์ถึงจะมีบางชนิดแต่ก็ไม่หลากหลายเท่าที่ไทยมี พอดีเป็นช่วงทุเรียนออก มีทั้งมังคุดด้วย ทั้ง คิงและควีนออฟฟรุ๊ต มาโชว์เป็นที่น่าสนใจแด่บรรดาแขกต่างประเทศมากทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียว เราไม่สามารถแบ่งซื้อเพื่อนำมาชิมได้ เพราะเขาจำหน่ายเป็นเข่งๆ ลังๆ มันมากเกินไปครับ

ส่วนจุดที่ 2 คือเมืองเก่าอยุธยา เราก็ว่าคงน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็เฉพาะคนญี่ปุ่น เพราะทีมฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะท่านรองผู้บริหารหัวหน้าคณะของเขา ซึ่งเป็นสุภาพสตรีบอกว่า แกเคยไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรแกก็ชอบไปชมอีก แล้วยังย้อนถามน้องๆ ที่อยู่แอปเตอร์อีกว่า อยู่ประเทศไทยมาเที่ยวบ่อยไหมเจอคนตอบแจ็คพอตพอดีว่า “ไม่เคยเลย” อ้าว เป็นงั้นไป โถ ก็อย่างนี้แหละ คนอยู่ใกล้มักจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่คิดจะไปเยี่ยมชม แต่คนต่างประเทศ ได้ยินการโฆษณาจากสื่อต่างๆ ก็อยากจะมาชมเสียให้ได้

คงเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่มาประจำอยู่แอปเตอร์นั่นแหละ แกมาอยู่ประจำประมาณ 2 ปีเศษ เที่ยวเมืองไทยเสียจนปรุ เสาร์ อาทิตย์ถ้าไม่ได้ตีกอล์ฟ แกก็จะเดินทางไปสถานที่ดังๆ ในต่างจังหวัด ไปกับเพื่อนเขาบ้าง ไปคนเดียวบ้าง ส่วนมากนั่งรถไฟไป ผมก็มานั่งนึก แหมญี่ปุ่นมีรถไฟชิงคันเซนอันแสนสะดวกและรวดเร็ว
แต่กลับต้องมานั่งรถไฟบูโรทั่งของไทย ฉึกฉักๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง เขาคงจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ นั่งไปพิษณุโลก เที่ยวสุโขทัยแล้วกลับกรุงเทพฯ ไปหาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ ไปได้หมด ถือเป็นกำไรของชีวิตจริงๆ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

hanpithya@apterr.org