ชายคาพระพิรุณ : 21 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448532

586851

ชายคาพระพิรุณ : 21 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่ 23 จังหวัดได้ประสบอุทกภัยส่งผลให้เกษตรกรทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2562 ภายใต้วงเงิน 767 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า สำหรับด้านประมง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสนใจในการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากการให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มีอัตราการช่วยเหลือ ดังนี้(1) กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเลไร่ละ 10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (2) ปลา หรือ สัตว์น้ำอื่น ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ และ (3) กระชังบ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ 315 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร แล้วนั้น ล่าสุดทางกรมประมงได้มีการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเป็นการช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้ฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ดำเนิน 2 โครงการคือ “โครงการการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน” และ “โครงการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ในแหล่งน้ำชุมชน” เพื่อช่วยเยียวยาสร้างรายได้พร้อมฟื้นคืนอาชีพอย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดในแต่ละโครงการคือ 1.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 50,000 ไร่ โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (เกษตรกรได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศรายละ 800 ตัว พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่องจำนวน 120 กก. คิดเป็นมูลค่ารายละ 5,000 บาท) ซึ่งการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น

2.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน : มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน จำนวน 1,436 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 129 อำเภอ โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ(กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิด โดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตร จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามนับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงในท้องตลาด จึงคาดว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วโดยโครงการนี้จะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนหวงแหนทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ของตน ด้วยการมีส่วนร่วมในการพิจารณาแหล่งน้ำสำหรับปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในชุมชนของตน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอาชีพ เสริมรายได้ และเป็นแหล่งอาหารให้กับชุมชน

ท่านรัฐมนตรีว่าการฯ ยังบอกอีกว่า โครงการดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการส่งเสริมอาชีพการประมงเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ทั้งด้านการสร้างโอกาสและเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้และจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยได้ ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรในแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่อันจะเป็นการสร้างแหล่งอาหารและโปรตีนให้กับชุมชน เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขและสามารถเรียกรอยยิ้มให้พี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ ได้ฟื้นกลับมาทำอาชีพประมงได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุมนต์ หาญศิริสวัสดิ์ ที่ปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นางสาวณิชาพร สังฆะโต ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชี หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์พัทลุง ข้าราชการ และพนักงานราชการในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยท่าน รมช.มนัญญา ได้ตรวจเยี่ยมการปลูกถั่วหรั่งในสวนยางพารา เพื่อเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรระหว่างที่ยังไม่ได้กรีดยางพารา โดยในปัจจุบัน พื้นที่อำเภอตะโหมด มีเกษตรกรปลูกถั่วหรั่งจำนวนมากกว่า 800 ไร่ กระจายอยู่ใน 3 ตำบล ซึ่งถั่วหรั่งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 450 – 600 กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย
ไร่ละประมาณ 15,000 บาท ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยผสมใช้เองที่อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โดยโครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองในจังหวัดพัทลุง มีสหกรณ์ 3 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรตะโหมด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรกงหรา จำกัด โดยสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยผสมเองกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และได้มีการจัดอบรมวิธีการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 5 พันคน โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีบทบาทในการให้คำแนะนำทางบัญชีและตรวจสอบบัญชีให้กับสหกรณ์ดังกล่าวด้วย

ขุนเกษตรา

สศก.ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์1.3ล้านไร่ปี’65

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448533

news_default

สศก.ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์1.3ล้านไร่ปี’65

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยว่า นโยบายสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เป็นนโยบายสำคัญของรมว.เกษตรฯที่เน้นบูรณาการกับภาคีเครือข่ายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สศก.จัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560-2565” โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายของรมว.เกษตรฯ โดยกำหนดวิสัยทัศน์  “ประเทศไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายในปี 2565” พร้อมทั้งเร่งผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ไปใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ภายในปี 2565 รวมทั้งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช ผอ.กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าว เน้นประเด็นการพัฒนาหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ส่งเสริมการวิจัย พัฒนานวัตกรรม ฐานข้อมูล และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ (2) พัฒนาการผลิตและบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ และ (3) พัฒนาตลาด บริการ และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ กลไกหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะทำงานการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด มีองค์ประกอบมาจากทุกภาคส่วน

‘มนัญญา’ฮึ่ม!สวนข่าวแบน3สารเอื้อนายทุน ยันไม่ใช่นักค้ายา ท้าเช็คบัญชีได้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448538

news_default

‘มนัญญา’ฮึ่ม!สวนข่าวแบน3สารเอื้อนายทุน ยันไม่ใช่นักค้ายา ท้าเช็คบัญชีได้เลย

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.38 น.

‘มนัญญา’ฮึ่ม!สวนข่าวแบน3สารเอื้อนายทุน ยันไม่ใช่นักค้ายา ท้าเช็คบัญชีได้เลย

20 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในวาระพิจารณาแบน 3 สารวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งตรงกับวันประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยหลังจากเสร็จสิ้นประชุม ครม.แล้ว ตนอาจจะไปติดตามผลจากที่ประชุมว่าจะมีมติอย่างไร

“ดิฉันลุ้นระทึกนาทีต่อนาที เพราะทุกเรื่องที่ทำส่งไปสุดมือดิฉันแล้ว ขณะนี้นั่งรอดูคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับไม้ต่อไป เมื่อทำมาถึงขนาดนี้น่าจะมีความหวัง 90% ขอความกรุณาจากคณะกรรมการฯขอให้เห็นใจคนเจ็บ คนป่วย และอย่าให้คนไทยต้องมาเจ็บป่วยไปมากกว่านี้เลย” นางสาวมนัญญา กล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวอีกว่า จากนี้จะสั่งให้กรมวิชาการเกษตร นำบัญชีพืชสมุนไพรไทย 13 ชนิดที่มีคุณสมบัติเด่นในแต่ละชนิด สามารถนำมาผสมทำสูตรกำจัดวัชพืช แมลงโรคพืชต่างๆ และสูตรทำปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพของโครงการหลวงทั่วประเทศ ที่มีจำนวนมากหลากหลายสูตร ให้เข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเพื่อสามารถจำหน่ายได้ เพราะที่ผ่านมาการขึ้นทะเบียน ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ ที่ทำในประเทศ ยังขึ้นทะเบียนได้ยาก โดยประเทศไทยมีสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก ต้องนำมาพัฒนาเพื่อเป็นทางเลือก ทางออก ให้กับเกษตรกรไทย จากนี้ไปตนจะเดินหน้าสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภาพต่างๆที่มีความปลอดภัย โดยคนไทยคิดค้นได้เองให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานมากยิ่งขึ้น

“ดิฉันได้เห็นข่าวแล้วหงุดหงิดมากที่มีเจ้าหน้ากรมวิชาการเกษตรไปตรวจสอบโรงงานของนักวิชาการอิสระ เป็นคนไทยคิดค้นจุลินทรีย์ กำจัดวัชพืช สามารถทดแทนสารพาราควอต ได้ผลดีทำมานานแล้ว จนต่างประเทศหลายประเทศนำไปใช้ แต่ที่ผ่านมายื่นขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร กลับไม่อนุญาต ซึ่งวันที่ 24 ตุลาคม นี้ จะเชิญมาคุยหารือกันเพื่อร่วมกันศึกษาจุลินทรีย์ดังกล่าว” รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ตนจะไปดูโครงการหลวงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มีสูตรทำปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ และสูตรน้ำหมักกำจัดศัตรูพืชของโครงการหลวงของกรมสมเด็จพระเทพฯ เพื่อขอพระราชทานนำมาขึ้นสูตรโดยกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้แพร่หลายไปยังประชาชน เกษตรกร นำไปทำใช้เองได้ นอกจากนี้ยังสั่งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ระงับการอบรมเกษตรกรที่ใช้สารเคมีไว้ก่อน แม้กฏกระทรวง 5 ฉบับ จำกัดการใช้ 3 สาร จะมีผลวันที่ 20 ตุลาคม นี้ โดยให้รอดูมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มเกษตรกรหนุนใช้ 3 สารเคมี ออกมาโจมตีการแบนสารเป็นทฤษฏีสมคบคิดเพราะมีนักการเมือง เจ้าสัว ได้ผลประโยชน์จากนำเข้าสารตัวใหม่ นางสาวมนัญญา ยืนยันว่า ไม่เคยมีผลประโยชน์ ส่วนการหาสารทดแทนเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร และสารเคมียังมีอีกเป็นร้อยชนิดในท้องตลาดที่เกษตรกรเลือกใช้ได้ โดยต้นทุนไม่สูงอย่างที่พูดกัน จริงๆเกษตรกรมีจำนวนมากได้ปรับตัวทำเกษตรปลอดภัยกันก่อนหน้านี้แล้ว

“ถ้าดิฉันมีเรื่องผลประโยชน์เรื่องก็เงียบไปแล้ว เงินพวกนี้ทำหล่นทีเป็นพันๆล้าน และให้มาสืบตรงไหนก็ได้ หากดิฉันไปรับมาจริงต้องเจอแล้ว ดิฉันไม่ใช่นักค้ายา” นางสาวมนัญญา กล่าว

‘ธรรมนัส’ควง’กุ๊กกิ๊บ’ลุยชัยภูมิ-โคราช แจกโฉนดที่ดินสปก.หนุนอาชีพทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448502

‘ธรรมนัส’ควง’กุ๊กกิ๊บ’ลุยชัยภูมิ-โคราช แจกโฉนดที่ดินสปก.หนุนอาชีพทำกิน

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.21 น.

‘ธรรมนัส’ควง’กุ๊กกิ๊บ’ลุยตรวจราชการชัยภูมิ โคราช รับเรื่องร้องทุกข์ชาวบ้าน พร้อมแจกสปก. 4-01 มอบที่ทำกิน หนุนอาชีพให้เกษตรกร เดินหน้ายึดคืนที่ดิน สปก.ผิดกฏหมาย แจกคืนเกษตรกรผู้ยากไร้ 

20 ตุลาคม 62 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรแลสหกรณ์  พร้อมด้วยนางสาวธนพร ศรีวิราช และคณะผู้บริหาร กระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ จ.ชัยภูมิและจ.นครราชสีมา โดยเริ่มจากจุดแรก คือโรงเรียนหนองไผ่วิทยานุสรณ์ จ.ชัยภูมิ เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่ จากนั้นเดินทางต่อไปยัง โรงเรียนบ้านเหลื่อมพิทยาสรรพ์ อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา พบปะประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับชมนิทรรศการของ สปก.ในกิจกรรมต่างๆที่มีการบริหารการจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ต่อประชาชนในพื้นที่ หลังจากมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขต ปฏิรูปที่ดิน สปก. 4-01 .ให้กับเกษตรกรผู้อยากไร้  การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ร้อยเอกธรรมนัส มอบหนังสืออนุญาตให้ เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกรผู้อยากไร้ ในเขตปฏิรูปที่ดิน อําเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมาด้วย

ทั้งนี้ ร้อยเอกธรรมนัส เปิดเผยว่า วันนี้ไตนได้เดินทางไปตรวจราชการ ใน 2 จังหวัด คือ ชัยภูมิกับนคราชสีมา โดยจากการตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ จ. ชัยภูมิ ที่ผ่านมา พบว่าค่อนข้างมีปัญหา ในการขาดแคลนที่ดินทำกินและปัญหาภัยแล้ง อย่างมากขณะเดียวกันก็ ยังมีปัญหาหนี้สิน ซึ่งจะต้องรวบรวมข้อมูลและหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ในขณะที่ จ. นคราชสีมา ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาภัยแล้ง ในบางอำเภอประสบ ปัญหาภัยแล้งอย่างหนักเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น ทางรัฐบบาลได้จัดสรรงบประมาณในการเยียวยา เบื้องต้นไว้แล้วกว่า 900 ล้านบาท โดยที่ผ่านทางผู้ว่าราชการชัยภูมิและนครราชสีมา มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ไว้ แล้ว และพร้อมที่จะดำเนินการ จ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรได้ทันที โดยหลังรับทราบข้อมูล ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นเตนได้สั่งการให้ทางกรมฝนหลวงและกองบินเกษตร ปฎิบัติการ เร่งรัดในการ ช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนแล้ว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นไป ขณะเดียวกันยังจะประสานงานกรมน้ำบาดาลให้ เข้ามาดำเนินการขุดเจาะบาดาลช่วยเหลือประชาชน ด้วย

อย่างไรก็ ตามในพื้นที่ จ. นคราชสีมา ที่ถือเป็นพื้นที่ ทีมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินอีกจังหวัดหนึ่ง โดยเบื้องต้นพบว่าในการจัดสรรที่ดินทำกินไปแล้ว กว่า 2 ล้านไร่ จากทั้งหมด 3 ล้านไร่ เหลืออีกกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งเบื้องต้นตนได้กำชับให้เร่งรัดในการจัดสรรให้เกษตรกร ที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นผู้ยากไร้ให้เร็วขึ้น โดยลัดขั้นตอนบางประการลง แต่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งผู้ได้รับการจัดสรรจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ยากไร้ที่ขาดแคลนที่ดินทำกินจริง เท่านั้นส่วน ผู้ที่ใช้ที่ดินที่ทำผิดวัตุประสงค์ หรือได้มาอย่างไม่ถูกต้อง ยืนยันว่าทางกระทรวงเกษตรฯ มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเคร่งคัด ตามกฏหมาย โดยไม่มีการละเว้น

“ที่ สปก. ในจังหวัดนครราชสีมา ขณะนี้ค่อนข้างมีปัญหา อย่างมาก ปัญหาที่ดิน สปก. ในจังหวัดนครราชสีมาถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ บางท่านอาจใช้ที่ดินไปทำผิดวัตถุประสงค์ สปก. ซึ่งเราจำเป็นต้อง ทำตามนโยบาย แต่ผมไม่มีนโยบายที่จะไปทุบหรือไปไล่ แต่จะยึด ให้กลับมาเป็นของหลวงเพื่อนำไปจัดสรรให้กับเกษตรกร  และอาจจะนำมาส่งเสริมทำในรูป วิสาหกิจชุมชน และมีการวางระบบใหม่ โดยอาจจำนำมาทำการเกษตรในเชิงท่องเที่ยว เพื่อจะส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ จะสร้างรายได้ ให้กับจังหวัดต่อไป“ รมช เกษตรกล่าว

ร้อยเอก ธรรมนัสบอกอีกว่า เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดนครราชสีมาได้รับการจัดที่ดินทํากินในปีงบประมาณ2562 จํานวน 10,674 ราย  11,514  แปลง เนื้อที่72,042  ไร่ โดยในวันนี้ ได้มอบมอบหนังสืออนุญาตให้ เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เฉพาะอําเภอบ้านเหลื่อม จํานวน299 ราย 313แปลง เนื้อที่2,545 ไร่ ซึ่งคาดว่าเมื่อเกษตรกรได้รับการอนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขต ปฏิรูปที่ดินแล้วจะทําให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมได้มีที่ดินอย่างถูกต้องตาม กฎหมายในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ซึ่งวันนี้นอกจากจะมอบ สปก. ให้กับเกษตรกรแล้วตนยังได้สั่งการให้ ทาง สปก. ได้จัดนิทรรศการ ด้านการเกษตร โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้นําเกษตรกรพื้นที่ต้นแบบมาแสดงนิทรรศการ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างเกษตรกร  ซึ่ง คาดว่า เกษตรฯ ที่ได้รับแจก  สปก4-01จำนำองค์ ควรรู้ที่มี ไปใช้ในการสร้างเครื่อข่าย ในการผลิตสินค้าเกษตรต่อไป

ขณะที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า การมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทํา ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดิน ครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจใน การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การเดินทางมามอบ สปก. 4-01 ครั้งนี้ ถือเป็นการ ช่วยเหลือ อํานวยความสะดวก ให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่อยู่ห่างไกลในการขอรับ ส.ป.ก. 4-01 โดย ส.ป.ก. ได้ ดําเนินการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการประชาชนและอํานวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูป ที่ดินในพื้นที่ห่างไกลจะได้ไม่ต้องเดินทางไปที่ ส.ป.ก. จังหวัด ซึ่งไม่สะดวกเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก

จากนั้น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรแลสหกรณ์ พร้อมคณะบริหาร กระทรวงเกษตรฯ ต่อไปยังศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงประชาชน 4 ภาค ต. เสมา อ. สูงเนิน จ.นครราชสีมา ด้วย

อย.ประกาศชัด ร่วมแบน3สารอันตราย ฝ่ายหนุนเปิดข้อมูล นัดแถลงวันจันทร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448448

news_default

อย.ประกาศชัด ร่วมแบน3สารอันตราย ฝ่ายหนุนเปิดข้อมูล นัดแถลงวันจันทร์นี้

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อย.ประกาศชัดสนับสนุนให้ยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายสูง ทั้ง 3 ชนิด เนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มเกษตรกรคัดค้านแบน 3 สารเคมี เตรียมแถลงใหญ่ความเดือดร้อนจันทร์นี้ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้ขาดยกเลิกหรือไม่ 22 ตุลาคม

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการอย.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ประกาศจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เนื่องจากมีอันตรายต่อสุขภาพ มีข้อมูลตรวจพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าจากพาราควอต ใน จังหวัดหนองบัวลำภู พบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มของเด็กแรกเกิดและมารดา ขณะที่ไกลโฟเซตน่าจะก่อมะเร็ง(กลุ่ม 2A) และรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไต ส่วนคลอร์ไพรีฟอสทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กอีกด้วย

เลขาธิการ อย.กล่าวต่อไปว่า อย.ได้วางระบบให้ผักผลไม้ที่ปลูกในประเทศ ต้องผ่านการตรวจสอบสารพิษตกค้างและแสดงฉลาก ณ โรงคัดบรรจุ สามารถตรวจสอบแหล่งเพาะปลูกได้ หากพบปัญหาคุณภาพ หรือการตกค้างของสารอันตราย พร้อมทั้งมีมาตรการเชิงรุกให้หน่วยตรวจสอบเคลื่อนที่เฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพผักผลไม้ประจำอยู่ทั่วประเทศ สำหรับผักผลไม้ที่นำเข้า มีด่านอาหารและยา 52 แห่งทั่วประเทศ ที่คอยตรวจสอบผักผลไม้ หากพบสารพิษตกค้างห้ามนำมาจำหน่ายในประเทศ

“ล่าสุดปี 2562 ตรวจพบคลอร์ไพรีฟอสในผักผลไม้ ไม่ผ่านมาตรฐาน 37 ตัวอย่างจาก 456 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ8.11ส่วนใหญ่พบใน ส้ม คื่นฉ่าย มะเขือเทศและคะน้า ดังนั้น อย.จึงสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน” เลขาธิการ อย.กล่าว

ด้านสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ผักและผลไม้) แจ้งว่า ในวันจันทร์นี้ (21 ต.ค.)จะเปิดแถลงข่าว โหมโรง รวมพลังเกษตรกรไทย คัดค้านการแบน 3 สาร คือ สารคลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเสต โดยระบุว่าจะมีการเปิดหลักฐานสำคัญคัดค้าน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรที่ให้ยกเลิก หรือแบน 3 สารดังกล่าว โดยระบุว่า จะมีการประกาศเจตนารมณ์ของเกษตรกรทั่วไทย ในการ แบนพรรคการเมือง โดยงานจะจัด เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

‘บิ๊กป๊อก’แฉเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินต้นเหตุเอื้อคนรวย ทำคนจนไม่มีทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448406

news_default

‘บิ๊กป๊อก’แฉเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินต้นเหตุเอื้อคนรวย ทำคนจนไม่มีทางเลือก

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.16 น.

“บิ๊กป๊อก”ไม่เห็นด้วยเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ชี้ เป็นต้นเหตุให้คนรวยถือครองที่ดิน รับ “วันแม็พ” ล่าช้า เร่งผลักดัน แก้ปัญหาที่ทับซ้อน พบที่ดินรัฐทับที่เอกชน 3 ล้านแปลง

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงหลังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.จังหวัดตรง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน ว่า เรื่องโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือวันแม็พ ยอมรับว่ามีความล่าช้า แต่ต้องเร่งรัดให้จบ เนื่องจากแผนที่ของหน่วยราชการแต่ละแห่งทับซ้อนกันเอง เมื่อรวมเนื้อที่ในแผนที่แต่ละฉบับก็พบว่ามีเนื้อที่มากกว่าแผนที่ประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องผลักดันให้วันแม็พแก้ปัญหาแผนที่ทับซ้อนให้ได้ หลังจากนี้ พิกัดและหลักหมุดต่างๆ จะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล  เพื่อไม่มีปัญหาที่ดินทับซ้อนอีกต่อไป แต่ยอมรับว่ายังมีที่ดินของรัฐทับที่ดินเอกชนมากถึง 3 ล้านแปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาคนยากจน ไม่มีที่ดินทำกิน ยอมรับว่า ปัจจุบันได้มีที่ดินส.ป.ก. ที่ดิน น.ส.ล. เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ยอมรับว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน  โดยเฉพาะกับที่ดินประเภท ภบท. 5 เพราะหากเดินสำรวจก็จะเกิดกรณีคนรวยเข้าไปถือครองที่ดิน และทำให้คนจนไม่มีทางเลือก  นอกจากเช่าที่ดินเพื่อทำกิน การแก้ปัญหาที่ดินต้องไม่ให้คนรวยเข้าไปถือครองที่ดินของรัฐ เมื่อรวยแล้ว ก็ต้องออกจากที่ดินดังกล่าว เปลี่ยนมือให้คนจนเข้าไปทำกินแทน ส่วนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกที่ดินสาธารณประโยชน์ คงไม่สามารถเพิกถอนแบบส่งเดช จะทำได้กรณีที่เพิกถอนและยกให้กับหน่วยงานราชการเท่านั้น

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448251

news_default

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

18 ตุลาคม 2562 นายทองคำ เชิงกลัด ประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบสำคัญหากแบนพาราควอต ว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าสารเคมี ค่าแรงงาน รวมทั้งยังเป็นข้อสงสัยเรื่อง สารทดแทนนั้นมีราคาสูงแต่คุณสมบัติไม่แน่ใจว่าทดแทนกันได้ และเครื่องจักรไม่สามารถใช้ได้ในไร่อ้อย โดยเฉพาะวัชพืชที่อยู่ในแถวหรือโคนอ้อย ที่สำคัญหากมีการตกค้างของพาราควอตจริง วัชพืชคงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยฉีดได้ ดังนั้น ในนามของ 4 องค์กรชาวไร่อ้อย เห็นควรให้ใช้สารดังกล่าวต่อไปอย่างมีขอบเขตตามที่ได้จัดอบรมไปก่อนหน้านี้

สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาชิกชาวไร่อ้อยรวม 37 สถาบันในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 4 แสนครัวเรือน รวม 1.2 ล้านราย ร่วมประกาศจุดยืนค้านการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก

ขณะเดียวกันชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยลุ่มน้ำป่าสัก สมาคมชาวไร่อ้อยเพชรบูรณ์ สมาคมชาวไร่อ้อยเขื่อนป่าสัก สระบุรี สมาคมชาวไร่อ้อยพิจิตร พิษณุโลก สมาคมชาวไร่อ้อยบึงสามพัน นำโดยนายวิชัย เปาวิมาน นายกสมาคมชาวไร่อ้อยลพบุรีกล่าวว่า ปัจจุบัน ไม่สามารถใช้แรงงานได้เหมือนเมื่อก่อน การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเพาะปลูกอ้อยของไทยในพื้นที่กว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตอ้อยได้ตามเป้าหมาย กระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลขาดวัตถุดิบ ต้นทุนผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ ผลเลวร้ายที่สุด โรงงานน้ำตาลคงต้องทยอยปิดตัวลงในไม่ช้า เหตุเพราะขาดทุน

“สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นผลกระทบกับมูลค่า GDP ภาคการเกษตรจะกระทบมหาศาลเป็นมูลค่าความเสียหายในการส่งออกเฉพาะน้ำตาลและผลิตภัณฑ์กว่า 94,618 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 570,000 ล้านบาท และถ้ารัฐคิดจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ปลูกอ้อยต้องใช้วงเงินอย่างน้อย 270,000 ล้าน โดยยังไม่รวมค่าชดเชยในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอาจใช้ระยะเวลาในการชดเชยมากกว่า 1 ปีแน่นอน”

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า การใช้สารเคมีเกษตร ทำให้ประเทศไทยพัฒนาเกษตรกรรมมาหลายสิบปีจนผลิตได้เกินบริโภคมากมาย ถ้าไม่ใช้สารเคมีเกษตร คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้เคมีเกษตร ไทยจะผลิตอาหารไม่พอกิน ถ้าไม่ใช้เคมีเกษตร แต่ใช้ปุ๋ยเคมีอาจพอกินในภาพรวม แต่บางกลุ่มจะลำบากเช่น อาจต้องใช้แรงงานใช้จอบเสียมแทน แต่แรงงานมีราคาแพงกว่า รัฐบาลจะจัดการปัญหาตามกระแส ตามความรู้สึก ตามการเมือง ไม่ใช่ข้อมูลวิชาการไม่ได้ การแบน DDT ในอดีตคนจะใช้ก็ไปแอบนำเข้าในสหรัฐฯ เมื่อมีปัญหาสารกำจัดวัชพืช เขามีวิธีควบคุมแก้ปัญหาแบบวิทยาศาสตร์และทำการค้าขายได้ ท้ายสุดเรื่องเหล่านี้จะมีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเลือกใช้หรือแบน แต่จะชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร และอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไร

เครือข่ายราชบุรีโมเดล เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้อง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้างเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448244

เครือข่ายราชบุรีโมเดล เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้อง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้างเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.47 น.

18 ตุลาคม 2562 ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรโครงการ “ราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลกกรมวิชาการเกษตร” เปิดข้อเท็จจริงประเด็นพาราควอต เกษตรกรราชบุรีเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ไร้ผลตกค้าง ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค วอน นายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดอ่านข้อมูลสักนิด ก่อนคิดตัดสินใจ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้ว เข้าใจถึงปัญหาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่รับผิดชอบพิจารณาแนวทางการควบคุมสารเคมีเกษตร จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ไม่ได้ตัดสินใจหรือฟังธงว่าจะแบนทั้ง 3 สาร โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นสำคัญ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรในโครงการฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาโครงการเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ได้พิสูจน์แล้วว่า การอบรมเพื่อให้เกษตรกรปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี ยืนยันได้ว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามที่เป็นข่าว พร้อมแสดงผลตรวจสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังโครงการ ย้ำการกระทำและใส่ร้ายเกษตรกร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนพุ่งจากการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 3 เท่า กระทบไกลถึงเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ การกล่าวอ้างจากเอ็นจีโอถึงผลวิจัยเรื่องการพบพาราควอตในขี้เทาเด็ก กรณีแม่สู่ลูก พบว่า ตามที่นักวิจัยแจ้งว่าได้เก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏได้ตรวจสอบกลับไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า ไม่มีข้อมูลการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผลการวิจัยมาจากไหน (หลักฐานตามเอกสารแนบ) รวมทั้ง เอ็นจีโอกล่าวอ้างถึงการพบสารตกค้างในพื้นที่หลายแห่ง แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานรัฐได้ตรวจสอบซ้ำกลับไม่พบการตกค้างพาราควอตแต่อย่างใด จึงอยากให้นายกฯ เปิดอ่านข้อมูลที่แท้จริงก่อนภาคเกษตรกรรมไทยจะล่มสลายในยุคของท่าน

นายสุชัช สายกสิกร เกษตรกรจังหวัดราชบุรี กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสับสนเป็นอย่างมาก ณ ปัจจุบัน เหมือนเป็นหนูทดลองยาให้กับภาครัฐ ยกตัวอย่าง วันนี้ รัฐบอกให้เกษตรกรออกมาอบรมเพื่อให้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่อีกวันบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครซื้อใช้ โดนจับปรับผิดกฎหมาย หรือ 50 ปีที่แล้วบอกว่า พาราควอต ปลอดภัย แต่วันนี้ บอกว่า ไม่ปลอดภัย จะหาสารทดแทนใหม่มาให้ ดังนั้น เกษตรกร จึงขอรับฟังและเชื่อข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ นำหลักฐานมาแสดงว่า พาราควอต มีผลตามคำกล่าวอ้างจริง และสารทดแทนที่เสนอมานั้นปลอดภัยในราคาและประสิทธิภาพที่เท่ากัน เพราะกลุ่มที่ต้องการแบนนำเสนอข้อมูลมานั้น เป็นการกล่าวหาลอย ๆ และสิ่งที่เรารับไม่ได้คือกล่าวหาว่า “เกษตรกรเป็นฆาตกร”

เกษตรกรเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่รับฟังข้อมูลทั้งสองด้าน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สารเคมีทั้งสามตัวนี้ คงโดนแบนไปนานแล้ว เหตุที่คณะกรรมการฯ ตัดสินไม่แบน เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏมาโดยตลอดว่า ไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่าพาราควอตส่งผลต่อสุขภาพ และไม่มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมตามที่เอ็นจีโอกล่าวอ้าง ส่วนการขึ้นป้ายของโรงพยาบาลต่าง ๆ นั้น บอกว่ามีคนเสียชีวิตจากยาฆ่าหญ้ากว่า 600 คนต่อปี แต่ในความเป็นจริง สถิติของกระทรวงสาธารณสุข มีคนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 ราย มากกว่า ยาฆ่าหญ้าหลายเท่า เกษตรกรจึงอยากฝากกระทรวงสาธารณสุขไป “แบนบุหรี่” หากห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“นับตั้งแต่วันนี้ เกษตรกรจะไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้าย ทำลายเศรษฐกิจภาคการเกษตร และดูถูกอาชีพเกษตรกรอีกต่อไป เกษตรกรมากกว่า 1.5 ล้านราย พร้อมที่จะออกมาแสดงพลังทุกเมื่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะดำเนินการตัดสินอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ยึดถือข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญ เกษตรกรต้องไม่เดือดร้อนกับวิธีการแก้ปัญหา เกษตรกรตั้งข้อสังเกตุถึงความพยายามอย่างผิดปกติถึงวิธีการแบนสารสามตัวนี้ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ถูกคุกคาม กดดันมาโดยตลอด ได้ใช้ความรู้ของท่านในการพิจารณาอย่างอิสระ” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าว

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448182

news_default

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.42 น.

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

18 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจจากคณะอนุกรรมการสตรี เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ของกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต ว่า  ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารแบน 3 สารขั้นตอนสุดท้าย เพื่อนำส่งกับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ก็ทำสุดเอื้อม และต้องรอทุกอย่างเดินไปตามระบบ เพราะพูดกันมานาน ตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปในการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว

เมื่อถามว่ากลุ่มเกษตรกรที่ค้านการยกเลิกการใช้ 3 สาร อยากให้ค่อยๆ ลด ละ เลิก ภายใน 2 ปี ไม่ต้องการให้แบนทันที นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เราก็ได้ยินคำนี้มานานแล้ว ลด ละ เลิก และเรื่องการแบนสารไม่ใช่เกิดวันนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่เกิดขึ้นก่อนที่ตนมาดำรงตำแหน่ง ซึ่งควรจะถึงที่สิ้นสุดได้แล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งการห้ามนำเข้าแล้ว และมีการเตรียมพร้อมทยอยลดการนำเข้าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะมีสารหลงเหลืออยู่ในมือเกษตรกร หรือบริษัทเอกชน ซึ่งทุกบริษัทก็ได้เตรียมพร้อมก่อนหน้านี้

“ดิฉันนั่งอ่านข่าวก็ยังงง ว่ายังเหลือสต็อกสารอีกเยอะ มันน่าจะไม่มีแล้ว และเกษตรกรก็มีสารทางเลือกต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก แม้แต่สารเคมีชนิดอื่นๆก็ยังมีอยู่ในท้องตลาดเป็น 100 ยี่ห้อ ก็ยังงงว่าทำไมสารเคมีในประเทศไทยมีมากมาย ถ้าใครมีสารทางเลือกอื่นๆที่จะเป็นเกษตรอินทรีย์ สามารถนำมาเสนอที่ดิฉันได้โดยตรง เพื่อช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกมากขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

เมื่อถามว่าถูกคุกคาม ข่มขู่อีกหรือไม่ นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ถ้าเราไม่ไปฟังก็ไม่ได้ยิน ถ้าไม่ได้ไปมองก็ไม่เห็น

เมื่อถามว่า ถ้าผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาไม่แบน 3 สาร นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เวลานี้ขอทำใจเป็นกลางก่อน สำหรับตัวตนเมื่อทำมาถึงขนาดนี้ ก็ต้องทำให้สำเร็จ และความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อเกษตรกร พี่น้องประชาชน ต้องคุ้มครองผู้บริโภค และสุขภาพความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ซึ่งมันไกลเกินกว่าจะคุยกันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์อย่ามาคุยกันอีกเลย

เมื่อถามว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ระบุยังไม่ได้รับวาระการแบน 3 สาร จากกระทรวงเกษตรฯ ได้รับเพียงแต่หนังสือแบน 3 สาร จากมติ 4 ฝ่าย เท่านั้น นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการแบน 3 สาร กระทรวงเกษตรฯได้ส่งให้กับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น วาระการประชุมต้องอยู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำวาระการแบน 3 สาร บรรจุเข้าสู่การพิจารณา ในวันที่ 22 ตุลาคม นี้ เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ ต้องเป็นผู้ทำวาระการประชุมซึ่งขณะนี้หมดหน้าที่ของตนแล้ว และเอกสารต่างๆ จากกระทรวงเกษตรฯ ถึงกระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหมดไม่มีตกหล่นแน่นอน

“วันที่ 22 ตุลาคม นี้ ดิฉันจะไปร่วมฟังผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย พร้อมกับมีกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการให้ยกเลิก 3 สารจากหลายจังหวัด ได้โทร.ติดต่อมาหาดิฉันว่าจะขอมาฟังผลการประชุมจำนวนมาก แต่ดิฉันบอกว่า ให้ส่งตัวแทนมาก็พอ หากมากันเยอะ จะไม่สะดวก ซึ่งกลุ่มเกษตรกรต้องการให้กำลังใจดิฉัน และต้องการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิก 3 สาร” นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้านนายเฉลิม ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร แต่แนวทางกระทรวงเกษตรฯชัดเจน มีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแบบยั่งยืน ได้แก่ การทำเกษตรปลอดภัย เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ รวมทั้งได้เตรียมมาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรปลอดสาร พร้อมกับหาสารชีวภัณฑ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืชไว้แล้ว

ทั้งนี้ วันที่ 21 ตุลาคม นี้ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชอุตสาหกรรม 6 ชนิด ขอเข้าพบตนให้ชะลอการยกเลิกใช้ 3 สารเคมี ตนยินดีที่จะรับฟังข้อมูลความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมชี้แจงว่ากระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการรองรับการปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ไว้ทุกด้านแล้ว

รมว. เกษตรฯสั่งคุมเข้มโรคระบาดใบร่วง สวนยาง 3 จว.ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448149

รมว. เกษตรฯสั่งคุมเข้มโรคระบาดใบร่วง สวนยาง 3 จว.ชายแดนใต้

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.28 น.

 สั่งแก้โรคระบาดใบร่วงในยางพารา พบการเกิดโรคแล้ว 3 จังหวัดชายแดนใต้ กยท. ระบุ เป็นโรครุนแรงที่ส่งผลกระทบให้น้ำยางลด คาดมีพื้นที่เสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 ไร่ เร่งควบคุมให้อยู่วงจำกัดเพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตยางทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคใบร่วงในยางพาราบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานว่า เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในไทย โดยก่อนหน้านี้ระบาดเป็นวงกว้างในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสถาบันวิจัยยางของกยท.  ตรวจสอบพบว่า เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. คาดว่า เมื่อเกิดไฟป่าในอินโดนีเซีย กระแสลมได้พัดพาสปอร์ของเชื้อรามาถึงไทยและเมื่อฝนตกจึงชะลงสู่สวนยาง นอกจากนี้ยังแพร่กระจายเข้ามาตามชายแดนไทย-มาเลเซีย เมื่อต้นยางติดโรคจะทำให้ใบร่วงถึงร้อยละ 90 น้ำยางลดลงร้อยละ 30-50 จึงสั่งการให้กยท. และกรมวิชาการเกษตรร่วมกันหามาตรการแก้ไขและควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ได้ประสานกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Gisda) ถ่ายภาพจากดาวเทียมเพื่อจะได้ทราบพื้นที่การระบาดที่แน่ชัดว่า อยู่ในอำเภอใดและรวมพื้นที่ระบาดทั้งสิ้นเท่าไรใช้ประกอบการเฝ้าระวังและควบคุมโรค

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านโรคพืชเข้าไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกรถึงสารที่ทดสอบแล้วว่า มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อราได้แก่ Hexaconazole Benomyl และ Thiophanate Methyl รวมทั้งแปลงที่อยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เกิดโรคสามารถฉีดพ่นป้องกันได้ โดยเชื้อราชนิดนี้ทำลายต้นยางพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่นั้น ได้แก่ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และ พันธุ์ PB 311 ลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการจะมีรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะกลายเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (Chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (Necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล ต่อมาใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก

นายกฤษดา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศที่พบโรคใบร่วงชนิดนี้มี 5 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซียซึ่งระบาดประมาณ 2 ล้านไร่ มาเลเซียหลายแสนไร่ ส่วนอินเดียและศรีลังการะบาดเป็นวงกว้าง สำหรับประเทศไทยเบื้องต้นคาดว่า ระบาดแล้ว 100,000 ไร่ โดยกำลังรอผลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาประเมินความแม่นยำอีกครั้ง สำหรับการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดนั้น ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเคลื่อนย้ายทั้งยางชำถุง กิ่งตา และใบออกนอกพื้นที่ระบาด โดยกำลังเร่งประสานความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้ซึ่งจะมีการประชุมที่มาเลเซียในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้เพื่อนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผลแล้วมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้กยท. ย้ำว่า ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมากและจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกัน กำจัด รวมถึงควบคุมไม่ให้โรคแพร่กระจายมากขึ้น