‘เฉลิมชัย’จี้คกก.วัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย สกัด‘แพะรับบาป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448737

news_default

‘เฉลิมชัย’จี้คกก.วัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย สกัด‘แพะรับบาป’

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.20 น.

‘เฉลิมชัย’จี้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย สกัด‘แพะรับบาป’ เชื่อมั่น 5 ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯลงมติแบนสารเคมี 3 สาร

21 ตุลาคม 2562 ที่กรมส่งเสริมการเกษตร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีวาระพิจารณาแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยในส่วนของคณะกรรมการฯที่เป็นผู้แทน 5รายในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่าจะมีการลงมติแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงฯ และขอเรียกร้องให้เปิดเผยผลการลงมติว่าคณะกรรมการฯแต่ละคนมีมติอย่างไร เพื่อไม่ให้มีใครต้องเป็นแพะรับบาป

นายเฉลิมชัย ระบุว่า หากคณะกรรมการฯมีการแบน 3 สาร กระทรวงเกษตรฯได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว ทั้งเรื่องของสารทดแทน สารชีวภัณฑ์หรือสารเคมีตัวอื่น เพื่อเป็นทางเลือกและไม่กระทบเกษตรกร รวมถึงมาตรการอื่นๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดที่มีผลบังคับใช้เมื่อวานนี้(20 ตุลาคม 2562) ยังดำเนินต่อไปจนกว่าคณะกรรมการฯจะมีมติเป็นอย่างอื่น

“เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าสู่เกษตรปลอดภัยและเกษตรแบบยั่งยืนลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะมีการปัดฝุ่น พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งผมจะตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” นายเฉลิมชัย กล่าว

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรค้านแบน3สารเคมี ยันต้องใช้-บุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448733

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรค้านแบน3สารเคมี ยันต้องใช้-บุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.10 น.

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ยืนยันเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ รวมตัวบุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้ ลุ้นผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย

21 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทางตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจกว่า 1,000 ราย จะไปรวมตัวกัน เพื่อรอฟังคำตัดสินที่กระทรวงอุตสาหกรรม และไปให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้มีการลงมติและตัดสินอย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม บนพื้นฐานข้อมูลที่เท็จจริงและถูกต้องมากที่สุด ทั้งนี้อยากให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป

โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน เพราะการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง และในช่วงบ่ายวันนี้จะไปขอเข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอความชัดเจนว่ามีการสั่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยกมือแบน 3 สารเคมีจริงหรือไม่ เพราะหากจริงแสดงว่าท่านมีการก้าวล้ำการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

ขณะเดียวกันยังจะยื่นหนังสือ ขอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกลาง วิจัยศึกษาถึงผลกระทบที่แท้จริงก่อนการแบน 3 สารเคมี เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง แล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน 3 สารเคมีจริง ทางกลุ่มฯจะเดินหน้ายื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองทันที ให้คุ้มครองชั่วคราวทันที

นัดชี้ชะตา! ‘เสี่ยหนู-มนัญญา’แท็กทีมโชว์พลังกดดันแบน3สารพิษพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448715

news_default

นัดชี้ชะตา! ‘เสี่ยหนู-มนัญญา’แท็กทีมโชว์พลังกดดันแบน3สารพิษพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.44 น.

โค้งสุดท้าย”อนุทิน”แทคทีม”มนัญญา”สาธารณสุข-เกษตรกร-ภาคประชาชน แสดงพลังเดินหน้าแบน 3 สารเคมี ย้ำจุดยืนให้เปิดเผยการลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

จากกรณีที่ในวันที่ 22 ตุลาคม คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดอนาคตของการใช้ 3 สารพิษทางการเกษตร พาราควอต ไกรโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

21 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข อาทิ นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ อย. นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ร่วมกันแสดงจุดยืนแบนสารพิษ

นอกจากนี้ยังมีภาคเกษตรกร และภาคประชาชน นำโดย นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ รพ. จุฬาลงกรณ์, รศ. ดร. พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล มหาวิทยาลัยนเรศวร, ศ.ดร. พรพิมล กองทิพย์ อ. ประจำภาควิชาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, นางสาวปรกชล อู่ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN), นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สกยท.) เข้าร่วมประชุมด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อแสดงจุดยืนเรื่องการไม่เอาสารพิษ ซึ่งไม่ได้เพียงช่วยเกษตรกร แต่ช่วยประชาชนทุกคน ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และอย่ามาถามว่าจะเอาอะไรมาทดแทน เพราะกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้มีหน้าที่ในการจัดหาสารทดแทน งานของเราคือตรวจสอบว่าอะไรอันตรายกับสุขภาพ และเดินหน้าจัดการทันที อย่าเอาเรื่องกำไร ขาดทุนมาคุย เพราะชีวิตคน ตีเป็นตัวเงินไม่ได้ ถึงจะมีเงินมาก แต่ต้องเก็บไว้รักษาตัวเอง คงไม่คุ้ม

สำหรับตัวแทนของกระทรวง ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันพรุ่งนี้(22 ตุลาคม) ได้แก่ นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ อย., นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ทั้งหมดจะโหวตแบน และจะขอให้ที่ประชุมโหวตอย่างเปิดเผย การจัดกิจกรรมก็เพื่อให้กำลังใจท่านทั้ง 3 พร้อมกับให้กำลังใจนางสาวมนัญญาด้วย ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้นับว่ามีความเสี่ยงมาก ในความเป็นจริง ท่านจะนิ่งเฉยเสียก็ได้ แต่ท่านกลับเดินหน้าเพื่อสุขภาพของประชาชน ทั้งที่อาจกระทบกับคะแนนเสียงของท่าน เมื่อท่านกล้า ก็ต้องสนับสนุน

นายอนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานในความดูแลของนางสาวมนัญญา น่าจะแบนเหมือนกัน เช่นเดียวกับตัวแทนจากกระทรวงคมนาคม ส่วนจากกระทรวงอื่น ตนตอบแทนไม่ได้ แต่ขอให้ทราบไว้ว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สะท้อนเอกภาพของรัฐบาล สำหรับสารพิษที่เป็นประเด็น มันไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องดี เพราะทุกวันนี้ ก็นำเข้าผ่านนอมินี ใช้คนอื่นบังหน้า ถ้าดีจริง เขาเปิดหน้าโชว์ไปแล้ว

“ที่บอกว่าผมโดนหลอก ผมก็คิดว่า ถ้าหลอกแล้ว มันทำให้คนไทยสุขภาพดี ก็ไม่เป็นไร รู้ว่าหลอก แต่เต็มใจให้หลอก”นายอนุทิน กล่าว

ด้านางสาวมนัญญา กล่าวว่า จุดกำเนิดของเรื่องนี้มาจากสมัยทำงานการเมืองท้องถิ่น เห็นมีการใช้สารข้างต้น ฉีดฆ่าหญ้า แล้วมีคนเดินผ่าน ปรากฏว่าเท้าเน่า ทุกข์ทรมาณ เห็นแล้วคิดว่าไม่ดีแน่นอน ต้องหาทางแก้ไข บางครั้งลงพื้นที่ มีคนมาบอกว่า อย่าเดินผ่านตรงนั้น ตรงนี้ เพราะเพิ่งฉีดยา พิษมันแรงขนาด แต่เราฉีดลงไปในพื้นที่ซึ่งปลูกผักผลไม่ให้คนกิน จึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

“ที่เห็นคือสารดังกล่าวทำให้เกิดวงจรการเจ็บป่วยและเสียชีวิต แม่เผาลูก ลูกเผาแม่ และด้วยเพราะเราใช้สารเคมีอย่างหนักมาตลอด หากต้องการปลูกพืช ให้ได้ผลผลิตที่สะอาด ต้องขุดหน้าดินประมาณหนึ่งฟุต จากนั้น จึงจะเริ่มปลูกได้ ถ้ายิ่งใช้ต่อไป ต้องขุดหน้าดินเพิ่มเท่าไร ถึงวันนั้น อาจไม่ทันการ อยากฝากถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่จะโหวตในวันพรุ่งนี้ ขอให้ตัดสินใจ โดยนึกถึงพี่น้องประชาชน”นางสาวมนัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันพรุ่งนี้(22 ตุลาคม)นั้น  ได้ถูกหลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากก่อนหน้านี้นายอนุทิน ประกาศเดิมพันเก้าอี้ว่า หากไม่มีมติแบน 3 สารพิษดังกล่าว รัฐมนตรีของพรรคทั้ง 4 คนก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน

เครือข่าย40องค์กรเกษตรศรีสะเกษหนุนแบน3สารเคมีพิษออกจากประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448726

เครือข่าย40องค์กรเกษตรศรีสะเกษหนุนแบน3สารเคมีพิษออกจากประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.34 น.

21 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายภาคเกษตรกรรม ในจังหวัดศรีสะเกษ 40 องค์กร รวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อ่านแถลงการณ์ และยื่นหนังสือเปิดเผนึก ถึง พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงสาธารณสุข ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมกันสนับสนุนการยกเลิกประกาศใช้สารพิษ 3 ชนิด คือพาราควอต , คลอไพริฟอส , ไกลโฟเซต ออกจากบัญชีการใช้สารพิษเคมีเกษตร ภายหลังการอ่านแถลงการณ์เพื่อแสดงการสนับสนุนการยกเลิกสารพิษทั้ง 3 ชนิด นายสุพล ดวนสูง ประธานเครือข่ายเกษตรอินทรีย์วิถีศรีสะเกษ ได้เป็นตัวแทนยื่นหนังสือกับนายวัฒนา พุฒิชาติ  ผวจ.ศรีสะเกษ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.พรรคภูมิใจไทย และ นางผ่องศรี แซ่จึง สส.พรรคเพื่อไทย โดยทั้ง 3 ท่านจะนำหนังสือผ่านไปยัง หน่วยงานต้นสังกัด เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนนโยบายดังกล่าว

ในเนื้อหาสาระ สำคัญของหนังสือแสดงจุดยืนสนับสนุนของ เครือข่ายภาคเกษตรกรรม จังหวัดศรีสะเกษ มีใจความว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมติที่ประชุม คณะกรรมการ 4 ฝ่าย โดยที่ประชุมสรุปมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร ทั้ง 3 ชนิด 9 ต่อ 0  โดยอยู่ในบัญชีประเภท 3 ไปเป็นบัญชีประเภท 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม  2562 ซึ่งจะมีผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต โดยเครือข่ายฯ เห็นว่า มติดังกล่าวเป็นประโยชน์โดยรวมกับเกษตรกร และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ  จึงเห็นสมควรสนับสนุนมติดังกล่าว และให้สารเคมีเกษตรดังกล่าว หมดไปจากประเทศไทยทันที

ชาวไร่อ้อยบุกศาลากลาง!วอนประกันราคาตันละ1พัน ชี้ขาดทุนจ่อขายสวนทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448721

ชาวไร่อ้อยบุกศาลากลาง!วอนประกันราคาตันละ1พัน ชี้ขาดทุนจ่อขายสวนทิ้ง

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.19 น.

สมาความกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 นำชาวสมาชิกกว่า 200 คน บุกศาลากลาง ยื่นหนังสือถึงบิ๊กตู่ ผ่านพ่อเมืองกาญจน์ วอนประกันราคาอ้อยปีการผลิต 2562/2563 ที่ตันละ 1,000 บาท หากไม่ช่วยเหลือมีหวังขายไร่อ้อยทิ้ง เหตุทนขาดทุนไม่ไหว

21 ตุลาคม 2562 เมื่อเวลา 09.30 น. นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ นายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 ต.ท่ามะกา อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี มอบหมายให้นายเอกชัย อริยมงคลชัยเลขาธิการนายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 นายปารเมศ โพธารากุล รองเลขาธิการสมาคมฯ นายสายชล ตันมันทอง อุปนายกสมาคมฯ นายพนม ตะโกเมือง อุปนายกสมาคมฯ นายนราธิป อนันตสุข ผู้จัดการสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 นำสมาชิกกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 กว่า 200 คน

เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยเหลือราคาอ้อยฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่กำลังตกต่ำ โดยให้รัฐบาลประกันราคาอ้อยที่ตันละ 1,000 บาท ก่อนที่นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผวจ.กาญจนบุรี จะมาพบ กลุ่มเกษตรกรได้นำป้ายไวนิลเขียนข้อความระบุว่า

“ประกันราคาอ้อยตันละ 1,000 บาท เป็นความหวังของชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ และอีกหนึ่งป้ายเขียนระบุว่า “อย่าหลอกเกษตรกร เพื่อแลกเสียง วอนรัฐทำตามสัญญาราคาอ้อยตันละ 1,000 บาท”มาถือโชว์อยู่ที่หน้าศาลากลาง และมีการกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงที่เตรียมเอาไว้ด้วย ซึ่งเกษตรกรบางรายกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือตามข้อเรียกร้อง ชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่ก็จำเป็นที่จะต้องประกาศขายที่ทิ้ง เพราะต้องทนขาดทุนมานานกว่า 3 ปีแล้ว

หลังจากกลุ่มชาวไร่อ้อยกล่าวปราศรัยได้ไม่นานนัก ก็เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่บริเวณทางขึ้นศาลากลาง จากนั้นนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผวจ.กาญจนบุรี ก็มาพบกลุ่มชาวไร่อ้อยที่รออยู่ โดยมีนายสมเกียรติ วอนเพียร สส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 กาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มาพบกับกลุ่มเกษตรกรด้วยเช่นกัน โดยนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผวจ.กาญจนบุรี ได้กล่าวกับกลุ่มชาวไร่อ้อยว่า จะเร่งดำเนินการส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้เร็วที่สุด สร้างความพอใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก

ต่อมานายเอกชัย อริยมงคลชัย เลขาธิการนายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 จึงเป็นตัวแทนยื่นหนังสือให้กับนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผวจ.กาญจนบุรี โดยหนังสือที่ยื่นระบุว่า

ด้วยขณะนี้ใกล้ฤดูกาลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2562/2563 ซึ่งก่อนการเปิดหีบผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการบริหารอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จะทำการกำหนดราคาอ้อยเพื่อจ่ายค่าอ้อยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลทราย ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527

และจัดการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงตกต่ำซึ่งวิกฤตราคาดังกล่าวได้เกิดขึ้นติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 แล้ว และหากสถานการณ์ราคายังเป็นอยู่เช่นนี้ การกำหนดราคาอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 ราคาอ้อยจะไม่เกินตันละ 700 บาท ขณะที่ต้นทุนการปลูกอ้อยอยู่ที่ตันละ 1,131 บาท

ประกอบกับปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งตัวมากยิ่งขึ้น ราคาอ้อยยิ่งตกต่ำลงไปอีก จนทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยขาดทุนต่อเนื่องมากกว่า 3 ปีแล้ว และหากไม่มีการแก้ไขเยียวยาต่อกรณีปัญหาดังกล่าว พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกอ้อยซึ่งมีมากกว่า 4 แสนครัวเรือนทั้งประเทศ จะประสบปัญหาจากรายได้ไม่พอในการดำรงชีพ และประสบปัญหาการขาดทุนติดต่อกันหลายปี มันเป็นการซ้ำเติมหนี้สินให้เพิ่มมากขึ้น จนนำไปสู่สภาวะล้มละลายทางอาชีพทำกิน และครอบครัวตามมา

ดังนั้นสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 มีสมาชิกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีสมาชิกชาวไร่อ้อย 99,380 ราย จึงขอความอนุเคราะห์ให้นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาหาแนวทางเพื่อเพิ่มราคาอ้อยที่ตกต่ำในฤดูกาลนี้ ไห้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับค่าอ้อยตันละ 1,000 บาท ณ ความหวาน 10 ซี.ซี.เอส

ซึ่งจะเป็นการสอดรับกับนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล ที่เคยสัญญาประกาศกับพี่น้องชาวไร่อ้อยเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมาแล้วด้วย ในนามพี่น้องชาวไร่อ้อยตามกล่าวข้างต้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม

อีกทั้งมีเงินทุนในการประกอบอาชีพ รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ต่อเกษตรกรซึ่งเป็นรากหญ้าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเกษตรซึ่งจำเป็นในปัจจุบันอันเป็นการสร้างความมั่นคงต่อสังคมชนบทและประเทศสืบไป

ประธานศพก.จี้’บิ๊กตู่’สั่งเลื่อนแบน3สาร วอนหยุดทำร้ายเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448702

news_default

ประธานศพก.จี้’บิ๊กตู่’สั่งเลื่อนแบน3สาร วอนหยุดทำร้ายเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.26 น.

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2562 นายเชิดชัย จิณะแสน กรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและประธานคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ไม่เข้าใจแนวคิดของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะมีความคิดนำสูตรสมุนไพรไทย 13 ชนิด มาใช้กำจัดศัตรูพืช ซึ่งต้องดูความแตกต่างของเกษตรอินทรีย์ และเกษตรปลอดภัย หากเกษตรกรรายใดต้องการทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องไม่ใช้สารเคมี ส่วนพืชอุตสาหกรรม ได้แก่ อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผลไม้ พื้นที่รวมกว่า 100 ล้านไร่นั้น ไม่สามารถนำสารสกัดสมุนไพรมาใช้ได้ทั้งหมด หากใช้ได้ กรมวิชาการเกษตร และสถาบันวิทยาศาสตร์อื่นๆ ต้องขึ้นทะเบียนหรือรับรองประสิทธิภาพมานานแล้ว

นายเชิดชัย กล่าวต่อว่า อีกเพียง 1 วัน จะถึงวันที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะลงมติเรื่องสำคัญที่เป็นประวัติศาสตร์ของภาคการเกษตรไทย โดยกรรมการส่วนหนึ่งไม่สามารถลงความเห็นได้อย่างเป็นอิสระตามหลักวิชาการ เนื่องจากถูกนักการเมืองบังคับ ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เลื่อนการพิจารณาเกี่ยวกับสารเคมี 3 ชนิด ไปก่อน จนกว่าจะหาสารหรือวิธีการทดแทนที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกันได้ ระหว่างนี้มีประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับ ประกาศจำกัดการใช้สาร 3 ชนิด คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ซึ่งสามารถทำการเกษตรปลอดภัยได้ และไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภคอยู่แล้ว

“หากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังคงฝืนจะพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 22 ตุลาคม เท่ากับว่า กรรมการทั้ง 29 คน จะนั่งอยู่บนกองไฟแล้วลงความเห็นท่ามกลางความกดดันของกลุ่มที่หนุนและต้าน จะเป็นการตัดสินชะตาชีวิตเกษตรกรไทยในภาวะที่คับขัน จากนโยบายของรัฐบาลที่จะปฏิรูปภาคเกษตรเป็นเกษตร 4.0 กลับกลายถอยหลังเข้าคลองเป็นเกษตร 0.4” นายเชิดชัย กล่าว

ด้านแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด เตรียมเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ชะลอการยกเลิกใช้ 3 สาร และหาก รมว.เกษตรฯ ไม่มาพบเกษตรกรตัวตนเอง ก็ควรลาออกจากตำแหน่งทันที

เกษตรกรโอดสังคมตีตราบาป‘อาชญากรแผ่นดิน’ ผลวิจัยชี้พาราควอตไม่เกี่ยวกับพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448681

news_default

เกษตรกรโอดสังคมตีตราบาป‘อาชญากรแผ่นดิน’ ผลวิจัยชี้พาราควอตไม่เกี่ยวกับพาร์กินสัน

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.26 น.

21 ตุลาคม 2562 กลุ่มแปลงใหญ่จันทบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. 2561 สถาบันทุเรียนไทย เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี สมาคมชาวสวนลำไย กลุ่ม Young Smart Farmer จันทบุรี จัดเสวนา “รวมพลังเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออก” พบปัญหาเกษตรกรเดือดร้อนหนัก

และเสียใจกับการถูกใส่ร้ายให้เป็น อาชญากรแผ่นดิน เหตุบิดเบือนข้อมูลและข้อเท็จจริงเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหม่ ล่าสุดเดือนตุลาคมนี้เอง ทางหน่วยงาน US EPA ของอเมริกา ได้ออกมาแจ้งว่าจากการประเมินข้อมูล และหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่ สรุปว่า พาราควอตไม่ใช่สาเหตุ และไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน

นายธีรภัทร อุ่นใจ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่จันทบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. 2561 เปิดเผยบทสรุปจากการเสวนาว่า “เกษตรกรเสียใจกับคำกล่าวโทษให้เกษตรเป็นประหนึ่ง อาชญากรแผ่นดิน ต้นเหตุแผ่นดินอาบสารพิษ ด้วยการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง

ไม่ว่าจะเป็นผลวิจัย ผลการตรวจสารตกค้าง ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนมากในหลายด้านทั้งในการเพาะปลูก จนถึงการดำเนินชีวิตด้วยการสร้างความเกลียดชังไปยังกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งการเดินหน้าแบนโดยไม่รับฟังเสียงเกษตรกร หรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือจากนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ แพทย์ที่แม้กระทั่งข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรเอง

ซึ่งมีผลการศึกษาชัดเจนว่า ไม่พบสารตกค้างจากพาราควอตจนทำให้เกิดผลต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม จากการถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะด้านผลวิจัย หรือการปล่อยข่าว โดยเฉพาะการถูกตีตราว่าเกษตรกรเหมือนอาชญากร ทำแผ่นดินอาบสารพิษ และการเดินหน้าแบนโดยไม่เคยฟังเสียงเกษตรกร ”

นายชรัตน์ เนรัญชร เกษตรกรจันทบุรี กล่าวเสริมว่า “การแบน สารกำจัดแมลง ยังพอมีสารอื่น หรือวิธีอื่นทดแทนได้ แต่สำหรับสารกำจัดวัชพืช พาราควอตและไกลโฟเซต ด้วยสภาพอากาศ ภูมิประเทศ หรือประเภทพืชผลที่ปลูกยังจำเป็นต้องใช้

หากยกเลิกทั้งสองสารนี้ เปรียบเสมือนการยกเลิกยาสามัญประจำบ้าน ส่งผลกระทบชัดเจนทั้งเรื่องต้นทุน แรงงาน เครื่องจักร และทรัพยากรเวลาด้วย ปัจจุบัน เกษตรกรไม่มีทุน หรือแรงที่จะทำได้เช่นนี้ทุกคน โครงสร้างต้นทุน สำคัญมากสำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการเพาะปลูกผลผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออก ทำให้ต้องแข่งขันทั้งความปลอดภัยตามมาตรฐาน คุณภาพ และราคากับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านความปลอดภัยตามมาตรฐาน จันทบุรี ไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว”

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสารเคมี ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย เพียงแต่ปรับตัว และนำสารใหม่มาจำหน่ายเท่านั้น รวมทั้ง สารทดแทนใหม่ กลูโฟซิเนต ที่รัฐแนะนำ ก็มีราคาสูง และเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังของสหภาพยุโรป มีพิษร้ายอันตราย ในฐานะเกษตรกรที่มีบทบาททั้งในฐานะ เกษตกรผู้ผลิต และผู้บริโภค จะมั่นใจได้อย่างไร เพราะเกษตรกรก็ใส่ใจในความปลอดภัยและความถูกต้องในการใช้เป็นอย่างมาก และเป็นผู้บริโภคที่รักครอบครัว และ รักแผ่นดินไทย เช่นกัน

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า ในตำราแพทย์ด้านประสาทวิทยา มีการกล่าวถึงว่า สารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันในสัตว์ทดลอง

เพราะจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพวกหนูพบว่าสารกลุ่มนี้ทำลายเซลล์สมองหนูได้และก่อให้เกิดอาการแบบโรคพาร์กินสันขึ้นในหนู แต่ข้อมูลในสัตว์ทดลองที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เช่นในลิง ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันว่าจะทำ เกิดโรคในลิงได้หรือไม่

แม้ว่าระยะหลังจะมีการศึกษาต่อเนื่อง ยังสรุปไม่ได้ว่าสารเคมีกลุ่มนี้จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันจริงหรือไม่ ประกอบกับสารเคมีพาราควอตในเลือดจะเข้าไปสู่สมองลำบากเพราะสารนี้ไม่ผ่านตัวกรองกั้นจากเลือดเข้าสู่สมอง (Blood Brain Barrier) และการจะเกิดการทำลายเซลล์สมองต้องมีปริมาณของสารเคมีในขนาดสูง การสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้คงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ล่าสุดเดือนตุลาคมนี้เอง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ หรือ United States Environmental Protection Agency (US EPA) ได้ประกาศว่าจากการประเมินข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่จากอดีตถึงปัจจุบัน สรุปว่า พาราควอตไม่ใช่สาเหตุและไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน

พันเอก นายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกในการจำแนกสารกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ตามระดับความอันตรายเฉียบพลันฉบับล่าสุด

โดยคำนึงถึงขนาดที่ทำให้เสียชีวิตนั้นได้จำแนกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.Ia อันตรายยิ่งยวด (Extremely hazardous), 2.Ib อันตรายสูง (Highly hazardous), 3.II อันตรายปานกลาง (Moderately hazardous), 4.III อันตรายน้อย (Slightly hazardous) และ 5.U แทบไม่มีอันตรายเฉียบพลัน (Unlikely to present acute hazard) นั้น สารพาราควอตได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม II “อันตรายปานกลาง” (moderately hazardous) ซึ่งจัดว่าเป็นพิษน้อยกว่า “นิโคติน” ที่พบในยาสูบซึ่งได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม Ib อันตรายสูง (Highly hazardous)

สอดคล้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย ว่า ประเด็นที่อ้างว่าพาราควอตก่อให้เกิดโรคพาร์กินสัน ระบบประสาท ผิวหนังอักเสบเนื้อเน่า หรือการถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ลูกนั้น “ไม่เป็นความจริง” ไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจน

“การอ้างว่าตรวจพบพาราควอตในพืชผัก ผลไม้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าหากฉีดพาราควอตโดนผัก ผักเหล่านั้นจะไม่มีทางไปถึงมือผู้บริโภค เพราะผักจะใบไหม้ เกษตรกรจะขายไม่ได้ จึงอยากเรียกร้องให้นักวิจัย เอารายละเอียดงานวิจัยมาแจ้งให้เกษตรกร และสาธารณชนรับรู้ด้วย เพราะเรามีความสงสัยในงานวิจัยนั้นว่าถูกต้องหรือไม่”เครือข่ายผลไม้จันทบุรีกล่าว

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448537

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ขณะนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีหลายโครงการที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ซึ่งโครงการเหล่านี้คงต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆ ส่วน ขับเคลื่อนให้เป็นจริง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมองระยะไกลมากๆ มีพระราชดำริโครงการพัฒนาแหล่งน้ำหลายโครงการ ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนโครงการพระราชดำริที่มีอยู่แล้ว ก็จะนำมาปรับปรุงให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวพระราชดำริ หรือศาสตร์พระราชามาใช้ประโยชน์แก้ปัญหาเรื่องน้ำของประเทศ” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักดีว่าเนื้อแท้ที่เป็นปัญหาความยากจน ซึ่งล้วนมีรากฐานจากน้ำเป็นสำคัญ ทรงเข้าถึงปัญหาและความรู้สึกนึกคิดของราษฎรอย่างถ่องแท้ จนเป็นที่มาของการพัฒนาหรือจัดการน้ำแบบยั่งยืน ทำให้ราษฎรมีน้ำทำกิน มีอาหาร มีรายได้ และอยู่ได้อย่างมั่นคงซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำของพระองค์จะเริ่มที่ปัญหาของราษฎรทรงเสาะหาข้อมูลจากราษฎร โดยรับฟังความเห็น ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้น และความต้องการจากราษฎร จากนั้นนำมาเทียบเคียงกับข้อมูลจากส่วนราชการ และข้อมูลส่วนพระองค์จากอุปกรณ์ที่ติดพระวรกาย ไม่ว่าแผนที่ ดินสอ กล้อง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อที่ดินทำกินของราษฎร รวมทั้งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนตกผลึกเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีกว่า 3,000 โครงการ ที่แก้ปัญหาเรื่องน้ำได้อย่างแท้จริง และก่อให้เกิดเป็น “ศาสตร์พระราชา” ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา สืบสานและต่อยอดจนถึงปัจจุบัน

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ทิศทางดำเนินงานของ สทนช.ยึดโยงกับแนวทางพระราชดำริ ว่าด้วยการบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังกรณีการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานด้วยกัน ทำให้ขับเคลื่อนงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสทนช.นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้บูรณาการหน่วยงานด้านน้ำ เกิดการทำงานร่วมกันครบวงจร ทำให้การขับเคลื่อนโครงการมีประสิทธิภาพทุกด้าน ตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10พระราชทานแนวพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้หน่วยงานราชการรวมถึงพสกนิกร ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ด้วยทรงตระหนักดีว่า ศาสตร์พระราชานั้นผ่านการคิด กลั่นกรอง ปฏิบัติ และพัฒนา จนเป็นรูปธรรมชัดเจนมาแล้วทั้งสิ้น เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยและในระดับนานาชาติ

สทนช.ได้บูรณาการข้อมูลและโครงการจากหลายหน่วยงานด้านน้ำนำมากำหนดเป็นนโยบาย โดยยึดถือสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งต่อยอดดำเนินโครงการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์

ล่าสุด สทนช.นำศาสตร์พระราชา ไปแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมตอนบน

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า พื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนมีฝนและปริมาณน้ำท่าค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำ ประกอบกับยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตามมาในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่ามีลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมหลายแห่งพัฒนาเป็นอ่างเก็บน้ำ หรือสร้างประปาภูเขาได้ผนวกกับการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำในพื้นที่ พบว่ามีแนวทางที่ตอบโจทย์แก้ปัญหาดังกล่าวให้คนในพื้นที่ได้ ทั้งนี้มีชุมชนหลายแห่งในบริเวณลุ่มน้ำยมตอนบน ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้วย “ศาสตร์พระราชา” โดยน้อมนำพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา อาทิ

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำปอง บ้านบุญแจ่ม ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ความจุ 6.76 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่เกิดปัญหาน้ำและโคลนไหลลงอ่างฯมากฤดูแล้งไม่มีน้ำ ชาวบ้านบุญแจ่ม จึงเข้าไปดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เห็นความสำเร็จ จากนั้นเริ่มต้นศึกษาศาสตร์พระราชารวมตัวตั้งกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า เริ่มปลูกป่า รณรงค์ไม่ให้เผาหรือทำลายป่า ทำฝายแม้วตามต้นน้ำช่วยชะลอกระแสน้ำ ให้ป่าซับน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นป่า เกิดเป็นจุดแข็งคือ มีแหล่งเก็บน้ำและอนุรักษ์ปลูกป่าควบคู่กันไป

“3-4 ปีผ่านไป เริ่มเก็บน้ำในอ่างฯได้มากขึ้น แม้เป็นฤดูแล้งเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพหลายกลุ่ม ซึ่งล้วนแต่เป็นการนำศาสตร์ของพระราชาไปใช้ และ สทนช.ก็นำไปไว้ในแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้วยเช่นกัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวอย่างผลสำเร็จอย่างยั่งยืนที่เราได้เรียนรู้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือการให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมบริหารจัดการ ซึ่ง สทนช.จะได้นำเข้ามาผนวกกับการดำเนินการหาแหล่งเก็บน้ำเพื่อพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนที่จะยังดำเนินต่อไปตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 และตามโครงการพระราชดำริอีกหลายโครงการที่รอการขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน

ครม.ทุ่ม767ล.ฟื้นประมงช่วยเหยื่ออุทกภัย23จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448536

news_default

ครม.ทุ่ม767ล.ฟื้นประมงช่วยเหยื่ออุทกภัย23จว.

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ กระทรวงเกษตรฯดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2562 ภายใต้วงเงิน 767 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม กระทรวงเกษตรฯสั่งการกรมประมงดำเนิน 2 โครงการ “โครงการการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน”และ “โครงการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ในแหล่งน้ำชุมชน” เพื่อช่วยเยียวยาสร้างรายได้พร้อมฟื้นคืนอาชีพอย่างเร่งด่วน จากการที่เกษตรกรประสบอุทกภัย 23 จังหวัด ด้านประมงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงให้ความสนใจดูแลเป็นพิเศษ นอกจากให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 มีอัตราการช่วยเหลือ ดังนี้ (1) กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเล ไร่ละ10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (2) ปลา หรือสัตว์น้ำอื่น ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ5 ไร่ และ (3) กระชัง บ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ315 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร แล้วนั้นล่าสุดกรมประมงเสนอของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้เกษตรกรฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น

สำหรับโครงการพัฒนาส่งเสริมการประกอบอาชีพทางเลือกด้านประมง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยเนื่องจากพายุโพดุลและคาจิกิ 2 โครงการที่ผ่านมติจากครม.ล่าสุด มีรายละเอียด ดังนี้  (1)โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกร 50,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 50,000 ไร่ โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้เกษตรกรได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศรายละ 800 ตัว พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กก. คิดเป็นมูลค่ารายละ 5,000 บาท โดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น (2)โครงการ
สร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน : เป้าหมายพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน 1,436 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 129 อำเภอ โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ(กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิด โดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตร 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ

ทั้งนี้ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงในตลาด คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเร็ว โดยโครงการนี้จะเน้นการมีส่วนของชุมชน ปลูกฝังให้ประชาชนหวงแหนทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่มีส่วนร่วมพิจารณาแหล่งน้ำที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำในทุกพื้นที่

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ ดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561- 2580) ด้านการส่งเสริมอาชีพการประมงเพื่อเตรียมพร้อมเกษตรกร ทั้งด้านการสร้างโอกาสและเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้

‘ตากฟ้า7’ฝ้ายพันธุ์ใหม่สายแข็งต้านโรค-ทนเพลี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448535

news_default

‘ตากฟ้า7’ฝ้ายพันธุ์ใหม่สายแข็งต้านโรค-ทนเพลี้ย

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า วิถีผลิตฝ้ายปัจจุบันของเกษตรกรเปลี่ยนแปลงจากการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ติดต่อกัน  ทำให้การปฏิบัติ ดูแล รักษาไม่ทั่วถึง ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ขนาดเล็กไม่เกิน 1 ไร่ต่อครอบครัว รวมทั้งนิยมใช้พันธุ์ฝ้ายที่ทนทานแมลงศัตรู เพื่อลดใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ทำให้ดูแลรักษาง่าย ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ผลิตและบริโภค ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบรับต่อความต้องการของเกษตรกร ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์  กรมวิชาการเกษตรจึงคัดเลือกสายพันธุ์ฝ้ายที่ทนทานโรค และแมลงศัตรูฝ้ายสำคัญที่รวบรวมไว้ในแหล่งเชื้อพันธุกรรมมาประเมินผลผลิตในสภาพปลูกแบบปลอดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูฝ้าย เพื่อคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์ฝ้ายใบขนพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตสูง ทนเพลี้ยจักจั่น และต้านทานต่อโรคใบหงิก สำหรับเป็นทางเลือกให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่ขนาดเล็ก ปราศจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรค และแมลง รองรับแนวคิดผลิตฝ้ายปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนอนุรักษ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า  ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7 ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตฝ้ายปุยทั้งเมล็ดสูง 196 กิโลกรัมต่อไร่  สมอใหญ่มีน้ำหนักปุยสูงถึง 4.91 กรัมต่อสมอ ซึ่งการที่สมอมีขนาดใหญ่ทำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวสะดวก เปอร์เซ็นต์หีบ ความยาว และความละเอียดอ่อนของเส้นใยดี โดยมีเปอร์เซ็นต์หีบ 36.4%มีความยาวเส้นใย 1.02 นิ้ว ที่สำคัญเป็นพันธุ์ฝ้ายทนเพลี้ยจักจั่นฝ้ายและต้านทานต่อโรคใบหงิก ปลูกได้ในแหล่งผลิตฝ้ายของประเทศไทยทั่วไป จากการประเมินการยอมรับพันธุ์ฝ้ายตากฟ้า 7 โดยจัดทำแบบสอบถามเกษตรกรใน จ.นครสวรรค์ เพชรบูรณ์  อุบลราชธานี เชียงใหม่ มุกดาหาร และเลย สรุปได้ว่าเกษตรกรมากกว่า 95% ชอบมากด้านผลผลิตสูง สมอใหญ่ ทรงต้นโปร่ง ต้านทานต่อโรคใบหงิก เมล็ดมีเปอร์เซ็นต์งอกที่ดีเจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย  ทนทานต่อโรคแมลงศัตรู และเก็บเกี่ยวง่าย

“ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7 ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำไปปลูกได้ในพื้นที่ขนาดเล็กปราศจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์มีความพร้อมของเมล็ดพันธุ์คัดของฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7 จำนวน 50 กิโลกรัม ซึ่งเมล็ดพันธุ์คัดดังกล่าวใช้ปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์หลักได้ถึง25 ไร่ ซึ่งจะผลิตเมล็ดพันธุ์หลักได้ประมาณ 2,500 กิโลกรัม รวมทั้งยังรองรับแนวคิดผลิตฝ้ายที่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ผลิตผู้บริโภค ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  สนับสนุนและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบใหม่ๆ สร้างงานให้ชนบทแบบพึ่งตนเอง เริ่มจากรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกไปจนถึงกลุ่มผู้แปรรูปผลผลิต สร้างรายได้ให้ชุมชนแบบครบวงจรและยั่งยืน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว