‘มท.1’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศทำความเข้าใจปชช.ปมแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448874

news_default

‘มท.1’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศทำความเข้าใจปชช.ปมแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.22 น.

เมื่อเวลา 08.35 น.วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะมีการลงมติแบน 3 สารพิษในวันนี้ และหากเกิดการชุมนุมขึ้นทางกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการอย่างไร ว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศชี้แจงประชาชน รวมถึงดูแลความสงบเรียบร้อย

“ให้ประชาชนรอการพิจารณาของคณะกรรมการที่ดำเนินการพิจารณาเกี่ยวกับสารเคมี ซึ่งมีหลายคณะ ผมเชื่อว่าคงมีแนวทางในการดำเนินการ และสร้างความเข้าใจประชาชน” รมว.มหาดไทย กล่าว

‘สุริยะ’ไฟเขียว 3 เสียงโควตาอุตสาหกรรมพร้อมโหวตแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448864

news_default

‘สุริยะ’ไฟเขียว 3 เสียงโควตาอุตสาหกรรมพร้อมโหวตแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 07.25 น.

22 ตุลาคม 2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ยืนยันในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันนี้( 22 ต.ค.) ซึ่งมีวาระพิจารณาเรื่องการยกเลิกใช้สาร 3 ชนิดในภาคเกษตรกรรม ได้แก่ สารคลอร์ไฟริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกรรมการ 3 คน จากทั้งหมด 29 คน จะลงคะแนนให้มีการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดแน่นอน และเบื้องต้นทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็จะโหวตยกเลิกเช่นกัน ขณะที่กรรมการคนอื่นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยสุขภาพประชาชนตามข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ออกมาระบุว่าสาร 3 ชนิดเป็นมลพิษ โดยทางกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ามีแนวทางการใช้สารอื่นทดแทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแนวทางเยียวยาผลกระทบราคาสารทดแทนที่อาจทำให้ต้นทุนเกษตรกรสูงขึ้น

ส่วนการเปิดเผยผลการลงมติแบนสาร 3 ชนิดจะเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ เป็นสิทธิ์ของที่ประชุม แต่ปกติการประชุมต่าง ๆ ก็รับทราบกันภายในอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ออกมาบอกว่ากรรมการคนไหนโหวตอย่างไร

อย่างไรก็ตาม หลังจากพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้วันที่ 27 ตุลาคมนี้ ส่วนตัวพร้อมที่จะนั่งเป็นประธานกรรมการวัตถุอันตรายโดยตำแหน่งตามกฎหมายกำหนด จากปัจจุบันนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม 2 คนร่วมเป็นกรรมการ คือ นายประกอบ วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมโรงงาน และนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

ลุ้นระทึก! จับตาประชุมคณะกก.วัตถุอันตราย ส่อโยนเผือกร้อนยื้อแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448863

news_default

ลุ้นระทึก! จับตาประชุมคณะกก.วัตถุอันตราย ส่อโยนเผือกร้อนยื้อแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 07.18 น.

ระทึก! ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีแนวโน้มแบน 3 สารพิษไม่ง่าย จับตาโยนเผือกร้อนให้กก.ชุดใหม่ที่จะมีผล 27 ตุลาคมนี้พิจารณา

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งว่า วันนี้(22 ตุลาคม) ที่กระทรวงอุตสาหกรรม จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ที่มีวาระพิจารณาแบนสารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพรีฟอส มีแนวโน้มว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวอาจจะเลื่อนการพิจารณาออกไป  โดยอ้างเหตุผลว่า คณะกรรมการชุดนี้ที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 แก้ไข 2551ที่มีคณะกรรมการทั้งหมด 29 คน จะหมดวาระลงในวันที่ 26 ตุลาคมที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันโดยคณะกรรมการวัตถุอัตรายชุดใหม่ตาม พรบ.วัตถุอันตราย 2535 แก้ไข 2562 ที่จะเข้ามารับลูกต่อเข้ามาดูแลในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับคณะกรรมการชุดใหม่ มีกรรมการทั้งหมด  27 คน  โดยมีรมว. อุตสาหกรรม เป็นประธาน  ส่วนตัวแทนที่หายไป มาจากตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขบางส่วน คืออธิบดีกรมวิทยาศสตร์การแพทย์  อธิบดีกรมการแพทย์ โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาแทนที่เดิม นอกจากนั้นยังมีการตัดตัวแทนจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติของกระทรวงเกษตรฯ ออกไป ด้วย ซึ่งตัวแทนทั้ง 3 หน่วยงาน ถือว่ามีผลต่อการพิจารณาเนื่องจากการดูแล สุขภาพของคน และดูแลเรื่องสารตกค้างในอาหาร ทั้งหมด โดยตรง จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก

“จึงมีแนวโน้มว่าคณะกรรมการที่กำลังจะหมดวาระลง น่าจะเลือกโยนเผือกร้อนเลื่อนการพิจารณาวาระการแบน 3 สารพิษ นี้ออกไป ให้ไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหม่ และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างการให้การสนับสนุนและคัดค้านสารพิษ”แหล่งข่าวระบุ

ขณะที่มีข่าวอีกกระแสว่า หากจำเป็นต้องพิจารณาให้จบภายในวันนี้ ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ยกเลิกพร้อมกันทั้ง 3 ชนิด เพราะมีการต่อต้านจากอีกฝั่งค่อนข้างหนักหน่วง ที่อ้างว่ายังมีความจำเป็นใช้ สารเคมี อย่างพาราควอต  แม้ว่าฉีดหญ้า แต่ตายเรียบทั้งหญ้า และแมลงและคนฉีด หากไม่ป้องกันที่ดีพอ และสารที่มาทดแทนอย่าง  อย่างกลูโฟซิเนสก็มีแนวโน้มว่าจะถูกโจมตีจากสังคมเพราะมีสารพิษเหมือนกัน และน่าจะมีเบื้องหลังเช่นกันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมวันนี้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยพร้อมด้วยเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ได้นัดหมายเดินทางไปรับฟังผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่กระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

เปิดแก้มลิงเกาะยวนช่วย523ครัว พ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำ-ลดท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448765

news_default

เปิดแก้มลิงเกาะยวนช่วย523ครัว l พ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำ-ลดท่วม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน ที่ต.ท่ากระดาน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ว่า จากการที่ราษฎรในต.ท่ากระดาน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 523 ครัวเรือน ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรกว่า 16,289 ไร่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน จึงพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยขุดลอกแก้มลิง พร้อมสร้างอาคารประกอบ รวมถึงระบบส่งน้ำกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรและชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนนี้เก็บกักน้ำได้ประมาณ 550,000 ลูกบาศก์เมตรมีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และหอถังพร้อมระบบส่งน้ำความยาวประมาณ 6,330 เมตร นับเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ที่เก็บกักน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 150 ครัวเรือน ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ แบ่งเป็น เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน 600 ไร่ สวนยางพารา 220 ไร่ ไม้ผล ทุเรียน มังคุด พืช ผักตามแนวโครงการเศรษฐกิจพอเพียง 140 ไร่ และทำนา 40 ไร่ อีกทั้ง ยังเป็นพื้นที่ชะลอน้ำขนาดเล็ก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด แหล่งท่องเที่ยว และช่วยบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองพุมดวงได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ได้ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม 500,000 ตัวและพันธุ์ปลา 200,000 ตัว แบ่งเป็น ปลาตะเพียนทอง 40,000 ตัว ปลากระแห40,000 ตัว และปลาบ้า 120,000 ตัว ซึ่งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ อีกทั้ง ยังเป็นการขยายพันธุ์ และรักษาสมดุลระบบนิเวศของแหล่งน้ำด้วย

จากนั้นได้เดินทางไปหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านนาดง ม.7 รับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินจากนายก อบต.บางงอน และกำนัน ต.บางงอน ซึ่งจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกษตรกรเต็มที่ เบื้องต้นรับเรื่องไว้ และพร้อมช่วยประสานในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ ได้ตรวจเยี่ยมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผัก ต.บางท่าขาม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิต ลดใช้สารเคมีที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมปลูกพืชผักหมุนเวียนหลากหลาย อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาโรงคัดแยกให้ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งการดำเนินโครงการแปลงใหญ่ผักนี้ ทำบันทึกข้อตกลง (MOU)กับเทสโก้ โลตัส และบริหารจัดการด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ เช่น สร้างแบรนด์ “กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม” พัฒนาคุณภาพบรรจุภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพผักตามหลักสากล เพิ่มระบบค้าส่ง ตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้า สินค้าตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นต้น

รายงานพิเศษ : เลี้ยง‘แพะ’อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้…กำไรดี700บาท/ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448766

รายงานพิเศษ : เลี้ยง‘แพะ’อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้…กำไรดี700บาท/ตัว

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ “การเลี้ยงแพะ” โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงแพะเพื่อบริโภค และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันนิยมเลี้ยงสายพันธุ์บอร์ (Boer)ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ลูกค้ามักติดต่อขอซื้อถึงฟาร์ม ซึ่งจากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจังหวัดกาญจนบุรี 1,054ครัวเรือน 45,549 ตัว แยกเป็นแพะเนื้อเพศผู้ 10,245 ตัว เพศเมีย 34,953 ตัว รวมเกษตรกร 1,040 ครัวเรือน และแพะนมเพศผู้ 136 ตัว เพศเมีย 215 ตัว รวมเกษตรกร 14 ครัวเรือน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,119 บาท/ตัวแยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 1,950 บาท ค่าแรงงาน 540 บาท และส่วนที่เหลือ 629 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอาหาร ยาป้องกันโรค และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆโดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 2 ตัว/คอก ทั้งนี้ แพะเพศเมียเมื่อมีอายุประมาณ 8 เดือน จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ไปจนถึงอายุประมาณ 7 ปี โดยแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 7 เดือน น้ำหนักประมาณ 25 – 30 กก.) ในราคา 3,825 บาท/ตัว (127 บาท/นน.ตัว 1 กก.) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 706 บาท/ตัว ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการรับซื้อจากภาคใต้และความต้องการของประเทศมาเลเซียจำนวนมาก

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10กล่าวเสริมว่า จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ นายเกษมเปรมปรีด์ หนึ่งในเกษตรกรตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน ซึ่งเป็นอำเภอที่นิยมเลี้ยงแพะ รองจากอำเภอเมืองและไทรโยค ได้บอกถึงผลสำเร็จว่า ตนเองปรับเปลี่ยนจากการทำนา และผันตัวทำเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงแพะขุน ซึ่งหลังจากลูกแพะหย่านมเมื่ออายุ 3 เดือน นำมาเลี้ยงต่อจนอายุประมาณ 7 เดือน จึงจำหน่ายเป็นแพะเนื้อให้กับผู้รับซื้อ และเป็นพ่อค้าส่งออกแพะทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในแปลงพืชได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การเลี้ยงจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก เน้นให้แพะอยู่บริเวณที่จัดไว้ พร้อมทั้งหาอาหารในท้องถิ่น ได้แก่ใบกระถินสด หรือการปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ของเกษตรกรเองเพื่อใช้เป็นอาหารแพะประจำวัน โดยแพะเป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่มาก ต้องการวันละ 1-2 กิโลกรัม/วันเท่านั้นจึงไม่สิ้นเปลือง สำหรับราคาที่ขายจะแตกต่างกันไปขึ้นกับอายุ น้ำหนัก และความสวยงาม นอกจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันพยาธิและโรคปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำสำหรับเกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงแพะสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นายเกษม เปรมปรีด์ อยู่บ้านเลขที่ 170/1 หมู่ที่ 18 บ้านนาทราย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 08-9549-2045 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรทุกท่าน

สทนช.ชงครม.เคาะมาตรการรับมือแล้งปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448764

news_default

สทนช.ชงครม.เคาะมาตรการรับมือแล้งปี’63

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยหลังประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 7/2562 ว่า ที่ประชุมซักซ้อมแนวทางรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในอนาคต ขณะนี้ที่กังวลคือลุ่มเจ้าพระยาบริเวณภาคกลาง เนื่องจากประเมินน้ำใช้การ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การประมาณ 5,400 ล้าน ลบ.ม. แม้ไม่น้อยจนน่าเป็นห่วง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างมีวินัย ซึ่งสทนช.ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆลดใช้น้ำในกิจกรรมอื่น โดยเน้นใช้น้ำอุปโภคบริโภคเท่านั้น

“สทนช.คาดการณ์ปริมาณน้ำ ณวันที่ 1 พ.ย.จะมีปริมาณน้ำใช้การ 33,604 ล้านลบ.ม. ฤดูแล้ง ปี 2562/63 แบ่งออกเป็นในเขตชลประทาน 25,031 ล้านลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 8,573 ล้าน ลบ.ม.ใน 5 กิจกรรมหลักตามลำดับความสำคัญคือ 1) เพื่ออุปโภคบริโภค 2,703 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 8% 2) เพื่อรักษาระบบนิเวศ 7,161 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 21% 3) เพื่อสำรองน้ำใช้ช่วงต้นฤดูฝน ปี 2563 9,830 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น29% 4) เพื่อเกษตรกรรม 13,351 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40% แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 7,707 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 5,644 ล้าน ลบ.ม. และ 5) เพื่ออุตสาหกรรม 558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%” ดร.สมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สทนช.คาดการณ์การจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง แบ่งเป็นอ่างฯที่มีปริมาณน้ำใช้การ 0-15% จัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองต้นฤดูฝน’63 เท่านั้นมี 2 แห่ง ได้แก่ อุบลรัตน์ ลำนางรอง  ขณะที่อ่างฯ 9 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 15-30% จัดสรรได้เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง(เกษตรต่อเนื่อง) อุตสาหกรรม แบ่งเป็น อ่างฯในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 7 แห่ง ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสัก แม่กวงฯ แม่มอก กระเสียว ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 1 แห่ง ได้แก่ มูลบน ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 1 แห่ง ได้แก่ คลองสียัด  ส่วนอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 30-60% ที่จัดสรรได้เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน’63 การเกษตรฤดูแล้ง(บางพื้นที่) อุตสาหกรรม มีทั้งสิ้น 14 แห่ง แบ่งเป็น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ แม่งัดฯ กิ่วคอหมา กิ่วลม ทับเสลา ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 6 แห่ง ได้แก่ น้ำอูน น้ำพุง จุฬาภรณ์ลำตะคอง ลำพระเพิง ลำแซะ ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 2 แห่ง ได้แก่ บางพระ ประแสร์ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ รัชชาประภา บางลางและอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 60-100% ซึ่งจัดสรรได้ในทุกกิจกรรม คือ เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน’63การเกษตรฤดูแล้ง (ตามศักยภาพ) อุตสาหกรรม รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำโขงชีมูล 3 แห่ง ได้แก่ ห้วยหลวง ลำปาวสิรินธร ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 3 แห่ง ได้แก่ ขุนด่านปราการชล หนองปลาไหล นฤบดินทรจินดา ลุ่มน้ำภาคตะวันตก 2 แห่ง ได้แก่ ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ และ ลุ่มน้ำภาคใต้2 แห่ง ได้แก่ แก่งกระจาน ปราณบุรี ทั้งนี้ สทนช.จะสรุปมาตรการรับมือภัยแล้งที่ชัดเจนเป็นรูปแบบ สามารถป้องกันผลกระทบให้แก่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 22 ตุลาคมนี้

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448763

news_default

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ถึงเวลาหรือยังครับที่เกษตรกรต้องหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันอย่างจริงจังครับขอความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมด้วยครับ

เกรียงศักดิ์ อมรชัยการ

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

จากมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอไฟริฟอสและไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีความเห็นชอบ เมื่อเดือนเม.ย.2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้พิจารณาออกประกาศเกี่ยวกับข้อบังคับในการใช้สารทั้ง 3 ชนิดต่อไป การปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงนั้น เกษตรกร จึงจำเป็นต้องปรับวิธีทำการเกษตรของตนเอง มาเป็นเกษตรอินทรีย์ มาทำเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศน้อยที่สุด

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตสูง ทั้งยังอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปสู่การผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

เกษตรกร ที่ต้องการทำการเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้มากพอที่จะหาปัจจัยการผลิตเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อทำการผลิตให้ได้ปริมาณและคุณภาพทัดเทียมกับการผลิตในระบบเกษตรเคมี การผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่สำคัญมาก ได้แก่ การจัดการดิน น้ำ และปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช และจัดการศัตรูพืช โดยไม่พึ่งพาสารเคมี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในผลผลิตที่ดี

แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญของเกษตรอินทรีย์มีดังนี้

1. เกษตรอินทรีย์เป็นการทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างจากระบบเกษตรเคมีที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์แบบองค์รวม จะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินการรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพโดยยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต

2. เกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตพืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใช้พันธุ์พืชที่มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และยากำจัดวัชพืช รวมถึงสิ่งมีชีวิตดัดแปลงทางพันธุกรรม

3.เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการจัดการปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมและยั่งยืนจะต้องนำไปสู่ระบบการผลิตและปฏิบัติได้จริง มุ่งเน้นใน 3 เรื่องคือ การจัดการดินและน้ำการจัดการปุ๋ย และการกำจัดศัตรูพืช

4. เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลย์ของวงจรของธาตุอาหารการประหยัดพลังงานการอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

เกษตรอินทรีย์จึงเป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำไร่นาเชิงสร้างสรรค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นาเกษตรกรอินทรีย์ จึงมีการพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการไร่นาของตน ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริงโดยอาจเริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบปลอดสารพิษไปก่อน จนเกิดความชำนาญ แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นของการปฏิบัติที่มุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ต่อไป

นาย รัตวิ

ไม่มีใครลา!‘เฉลิมชัย’ยัน5ผู้แทนก.เกษตรฯ ร่วมถกคณะกรรมการวัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448810

news_default

ไม่มีใครลา!‘เฉลิมชัย’ยัน5ผู้แทนก.เกษตรฯ ร่วมถกคณะกรรมการวัตถุอันตราย

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

ไม่มีใครลา!‘เฉลิมชัย’ยัน5ผู้แทนก.เกษตรฯ ร่วมถกคณะกรรมการวัตถุอันตราย

21 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับหนังสือจากสมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่ายเกษตรกร ผู้แทนสมาคมเกษตรกร แกนนำเกษตรกร และตัวแทนเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน ที่เข้ายื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงคัดค้านการแบน 3 สารเคมี โดยขอให้มีสารทดแทนก่อน เพราะหากแบนทันทีจะทำให้เสียหาย 8.2 แสนล้านบาท

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นการรับฟังความเห็นอีกด้านของเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี ในฐานะรมว.เกษตรฯต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายเพราะคนไทยด้วยกัน ซึ่งไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร ต้องเตรียมมาตรการดูแลรองรับทั้งสองด้าน โดยมติของกระทรวงเกษตรฯให้แบน3สาร ซึ่งมีความชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ทำบัญชีรายชื่อสารทดแทน ล่าสุดส่งมาให้แล้วมีความหนาเป็นนิ้วแต่ยังไม่ได้เปิดอ่าน และมั่นใจข้าราชการระดับผู้บริหาร 5คน ไปร่วมประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย แน่นอนเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครยื่นใบลาพักร้อน ใบลาราชการมาที่ตน

“ท่าทีกระทรวงเกษตรฯแสดงชัดเจนมานานแล้ว และความคิดของผมมีในใจไว้อยู่แล้วหลังจากมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาจึงจะพูด เพราะขณะนี้แสดงความเห็นซ้ายก็ผิด ขวาก็ผิด ตรงกลางยังผิดเลย ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่หนีปัญหา  ถ้าผลออกมาซ้าย หรือขวา ก็ต้องแก้ทั้งหมด เพราะไม่ว่า แนวทางใดมีผลกระทบทั้งสิ้น ต้องเอาความจริงมาคุยกัน ส่วนในเรื่องสารทดแทน เกษตรกรไม่ต้องกังวล ต้นทุนไม่สูงขึ้น  ผมให้กรมวิชาการเกษตร รวบรวมไว้ทั้งหมด มีทุกอย่าง สารชีวะภัณฑ์ สาร เคมี ส่งมาให้ผมแล้ว” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย ระบุว่า ขณะนี้มีหลายมาตรการที่เตรียมไว้แก้ไข ไม่ว่าอย่างไร สองกลุ่มคือคนไทย ทั้งหมด ผมชัดเจนมีเป้าหมายให้ผู้บริโภค และ เกษตรกร ต้องปลอดภัย ตนรอฟังผลที่ประชุม ถ้าแบนต้องแก้ไขปัญหาให้เป็นสิ่งต้องทำเพื่อคนไทย ไม่ได้คิดว่าจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือมีผลต่อการเมืองอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้นั่งคุยกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เรื่องเดินหน้านโยบายต่อไป ที่จะให้สหกรณ์ทำเมล็ดพันธุ์ข้าว ผลิตอย่างไรให้ทันกับความต้องการของเกษตรกรที่ยังประสบทั้งภัยแล้งน้ำท่วม ทุกวันนี้ปัญหาประเทศมีอีกมากที่ต้องช่วยกันแก้ไขให้ประชาชนทั่วประเทศ ตนจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างดีที่สุด

ม็อบหนุนให้กำลังใจ‘มนัญญา’ ถามคกก.วัตถุอันตรายทำไมยังขโมยชีวิตเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448800

news_default

ม็อบหนุนให้กำลังใจ‘มนัญญา’ ถามคกก.วัตถุอันตรายทำไมยังขโมยชีวิตเด็ก

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.25 น.

ม็อบหนุนให้กำลังใจ‘มนัญญา’ ถามคกก.วัตถุอันตรายทำไมยังขโมยชีวิตเด็ก

21 ตุลาคม 2562 เครือข่ายสตรีมุสลิม 4 ภาค เดินทางเข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เดินหน้าแบน 3 สารพิษ

โดย ดร.กิ่งแก้ว ช่วยกาญจน์ นายกสมาคมสตรีมุสลิม จ.กระบี่ กล่าวว่า เราพร้อมต่อสู้เคียงข้าง รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นสตรีที่มีความกล้าหาญที่กล้าประกาศยกเลิกใช้สารเคมี จนทำให้ในสังคมไทยหันมามองเรื่องนี้ และในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข รู้สึกดีใจที่มีรัฐมนตรีมาประกาศจุดยืนแบนสารเคมีทันที เพราะอยู่ในวงการสาธารณสุข มาตลอดพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นจากผลของสารเคมีเกษตร ทั้งในพืชผักผลไม้ ดินและน้ำ มองมาตลอดว่าเมื่อไรกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นต้นทางจะไม่ใช้สารเคมีเหล่านี้ และจะเอาจริงเอาจังกับการควบคุม หรือไม่ให้มีสารเคมีใช้ในประเทศ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้จะมีมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร แนะนำวิธีใช้ เข้มงวดการซื้อขาย สุดท้ายยังพบว่าการปนเปื้อนของสาร 3 ตัวนี้ในพืชผักผลไม้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มาถึงวันนี้เป็นจุดถึงเวลาแล้วคนไทยทุกคนในฐานะแม่ และฐานะครู มองว่าไม่อยากให้ผู้ใหญ่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขโมยชีวิตเด็กไทยไป ทุกคนก็รู้ว่าสารเคมีมีโทษ แต่ทำไมยังให้ใช้อยู่

“ดีใจมากที่มีนักการเมืองระดับประเทศต่อสู้เพื่อคนไทย ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันนี้ เราทำฐานข้อมูลเรื่องโรคจำนวนมากของเกษตรกรมาจากสารเคมี ปีๆหนึ่งประเทศไทยจ่ายค่าสาธารณสุขไปมากมาย และที่เห็นอยู่คือเกษตรกรไทยมีหนี้สินกับคนไทยเป็นโรคมากขึ้น” ดร.กิ่งแก้ว กล่าว

ด้าน น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทุกอย่างรอมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ตนพร้อมสู้ไปกับทุกคน เพราะวันนี้แม้มีกฏกระทรวงกำจัดการใช้สารเคมี แต่ถามว่าเกษตรกรไทยจะมีสักกี่คนที่จะแยกออกว่า ให้สารอะไรใช้สำหรับวัชพืชใบแคบ หรือวัชพืชใบกว้าง เพราะว่าเมื่อเกษตรกรปลูกพืชอะไร และมีต้นที่ไม่ต้องการมองว่าเป็นวัชพืชก็ซื้อยามาฉีด เพราะหาได้ง่าย เพราะฉะนั้นหลังจากนี้จะหยิบปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตร สารชีวะภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี มาพูดคุยกันหาจุดที่เหมาะสมกับปัจจุบันที่ต้องการพืชอินทรีย์ ปลอดสาร

นอกจากนี้ต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม และเปิดกว้างข้อกำหนดต่างๆในการขึ้นทะเบียนให้กับสูตรสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดศัตรูพืช ที่คิดค้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช่ใครทำอะไรก็ไปจับกุมหมด ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ผ่านมาจึงไม่ได้เกิด จากนี้ให้กรมวิชาการเกษตร นำมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ได้ ซึ่งสรรพสิ่งบนแผ่นดินไทยใช้ประโยชน์ได้มากมาย รวมถึงวิธีการทำเกษตรของโครงการหลวง ของในหลวงรัชกาลที่9 ที่ทำให้พืชแข็งแรง แมลงจะไม่มากิน แมลงจะกินพืชที่อ่อนแอ  ขอให้หน่วยงานเปิดใจกว้างมากขึ้นด้วย

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบาย6ด้าน ครบรอบ52ปี‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448744

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบาย6ด้าน ครบรอบ52ปี‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.35 น.

รมว.เกษตรฯ แสดงความยินดีมอบนโยบาย เนื่องในวันครบรอบ 52 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ชูนโยบายขับเคลื่อนงาน 6 ด้าน มุ่งสร้างรากฐานภาคการเกษตรอย่างเข้มแข็ง นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายภายในงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการช่วยเหลือดูแลและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยมุ่งเน้นนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร” ซึ่งจะมีการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อีกทั้งจะต้องสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระดับฐานราก ด้วยการส่งเสริมการผลิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 6 ประเด็น ดังนี้

1. ขยายผลโครงการพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสืบสานศาสตร์พระราชา โดยการส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงและสืบสานศาสตร์พระราชา ยึดแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี มีภูมิคุ้มกัน และมีความมั่นคงในอาชีพ รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลของระบบการผลิตทางการเกษตร ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

2. บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักการตลาดนำการเกษตรและสร้างราย ได้แก่ เกษตรกร เน้นพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี การสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร

3. พัฒนาองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานเคหกิจเกษตร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนให้ดีขึ้น การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ สร้าง Young Smart Farmer ให้มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำพัฒนาการเกษตรของชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรและชุมชน

4. สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการทำงาน พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ให้มีความเข้มแข็งทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนและเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ชุมชน และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยพัฒนาต่อยอดจากฐานการพัฒนาที่มีอยู่แล้วและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

5. ช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคพืช)

6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร โดยพัฒนาระบบข้อมูล Big Data ระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้บริการเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยึดหลักการทำงานอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทำงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปฏิบัติงานอยู่เคียงคู่กับพี่น้องเกษตรกรมาด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งแนวทางการดำเนินงานกรมส่งเสริมการเกษตรตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวมานั้น จะทำให้การทำงานส่งเสริมการเกษตรมีทิศทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการดูแลช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรจะมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีรายได้ที่มั่นคง

สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการจัดพิธีสงฆ์ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ทำนอง สิงคาลวณิช ผู้ก่อตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีและมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์แก่มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) การมอบรางวัลบุคคล หน่วยงานดีเด่น และผู้ทำคุณประโยชน์กับกรมส่งเสริมการเกษตร การมอบทุนการศึกษา และมอบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแก่ข้าราชการและบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร นำเสนอผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการให้บริการเกษตรกร นิทรรศการกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และตัวอย่างผลสำเร็จของงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย การคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2562 ประกอบด้วย เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ นักส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ดีเด่น จำนวน 24 รางวัล รวมทั้งเกษตรกร

สำหรับบุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่น จำนวน 57 รางวัล เพื่อสนับสนุนให้บุคคลและหน่วยงานสามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้บุคคลและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นได้รับการยกย่อง เผยแพร่เกียรติคุณ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรด้วย