รายงานพิเศษ : ผลิตยางเครปจำหน่าย…กู้วิกฤติราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449009

x

รายงานพิเศษ : ผลิตยางเครปจำหน่าย…กู้วิกฤติราคาตก

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำพร้อมกับร่วมกันหาแนวทางในการเพิ่มมูลค่ายางพาราให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรสมาชิก

 

 

นายพิสิฐ เพิ่มพูน สหกรณ์จังหวัดเลย กล่าวว่า การผลิตยางเครปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ ที่นำผลผลิตยางพารามาขายให้กับกลุ่มฯ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 (งบอุดหนุน) ในการจัดหาเครื่องทำยางเครป ราคา 755,000 บาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน 70% และกลุ่มฯสมทบอีก 30% เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจรวบรวมยางก้อนถ้วยและผลิตยางเครป จำหน่ายให้บริษัทเอกชน นอกจากนี้ ยังได้ความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทยมาให้ความรู้ในการทำยางเครปด้วยซึ่งการผลิตยางเครปนั้น จะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มาก จากเดิมราคายางก้อนถ้วย จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 16-17 บาท แต่เมื่อนำมาจำหน่ายเพื่อแปรรูปเป็นยางเครป จะเพิ่มมูลค่าได้ถึงกิโลกรัมละ 20-22 บาทเลยทีเดียว

 

 

ด้านนางสาวแก้วใจ สุขธงสา ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ บอกว่า เดิมการดำเนินงานของกลุ่มฯ จะรวบรวมเพียงแค่ยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรสมาชิกเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับพ่อค้าเพียงอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมาการติดต่อหาพ่อค้าเข้ามาประมูลหรือรับซื้อยางก้อนถ้วยนั้นยากมาก เนื่องจากคุณภาพของยางที่รวบรวมจากเกษตรกรสมาชิกมีความแตกต่างกัน เป็นสาเหตุให้ถูกกดราคายางก้อนถ้วยลง แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนเครื่องเครปยางพาราจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำให้สามารถให้บริการเกษตรกรสมาชิกได้ทั่วถึงและสามารถควบคุมคุณภาพของยางได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น จากเมื่อก่อนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกได้เพียงเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจุบันสามารถเปิดรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรสมาชิกได้ทุกวัน เมื่อเกษตรกรสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไปนำผลผลิตยางพารามาขายให้กับกลุ่มฯ ก็สามารถนำเข้าเครื่องผลิตยางเครปได้ทันที และสามารถประเมินราคาซื้อขายพร้อมกับรับเงินกลับบ้านได้เลย โดยเกษตรกรสมาชิกจะได้รับราคาขายยางก้อนถ้วยสูงกว่าเกษตรกรทั่วไป ประมาณ 20-50 สตางค์ต่อกิโลกรัม สร้างความสะดวกสบายและทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มจากเดิมมากขึ้น

“ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ที่กลุ่มฯ ได้จดทะเบียนกับทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการดูแลในหลายด้านจาก
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ทั้งการช่วยเหลือด้านเอกสาร งบประมาณ พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงหลักให้คำแนะนำในการดำเนินงานของกลุ่มฯ ทำให้ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2562 ประเภทกลุ่มเกษตรกรระยะเริ่มต้น จากการยางแห่งประเทศ” นางสาวแก้วใจกล่าว

 

 

ขณะที่นายธวัชชัย แก้วดวงดี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ บอกเพิ่มเติมว่า หลังจากทางกลุ่มฯ มีเครื่องทำยางเครป ทำให้ตนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากที่เคยขายยางก้อนถ้วย จำนวน 500-600 กิโลกรัม มีรายได้ประมาณ 10,000 บาท ปัจจุบันเมื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครปแล้วขายในปริมาณเท่าเดิมทำให้มีรายได้อยู่ประมาณ 11,000 – 12,000 บาท ทำให้ตนมีกำลังใจที่จะประกอบอาชีพทำสวนยางต่อไป

แม้กลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ จะรวมกลุ่มกันได้เพียง 3 ปี แต่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมากเนื่องจากสามารถพัฒนาตั้งแต่การผลิต การแปรรูป รวมไปถึงการรับซื้อ และหาตลาดเพื่อจำหน่าย แก้ปัญหาราคาผลผลิต ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรสมาชิก และส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

กษ.วางระบบคุมประมงนอกน่านน้ำยึดหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449006

x

กษ.วางระบบคุมประมงนอกน่านน้ำยึดหลักสากล

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยวางระบบป้องกันทำประมงไอยูยู 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.กฎหมาย 2.การบริหารจัดการประมงและการจัดการกองเรือ 3.การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 4.การตรวจสอบย้อนกลับ และ5.การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังเรือประมง (Monitoring Control and Surveillance) ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นสากล เรือประมงทุกลำที่ออกทำประมงนอกน่านน้ำสากล ต้องปฏิบัติตามระเบียบถูกต้องตามกฎหมายทั้งของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีเรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตทำประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ SIOFA มี 3 ลำ โดยระหว่างเรือประมงทุกลำออกทำประมงนอกน่านน้ำ เรือทุกลำ กรมประมงจะเฝ้าติดตามพฤติกรรมเดินเรือและทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง Vessel Monitoring System (VMS) ระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Monitoring (EM) หรือกล้องวงจรปิด และระบบรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Reporting System (ERS) ซึ่งเป็นช่องทางป้องกันปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สามารถรายงานข้อมูลการทำการประมง การขนถ่ายสัตว์น้ำ การติดตามกิจกรรมต่างๆ ของเรือได้ตลอดเวลา อีกทั้ง หากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัย กรมประมงสามารถร้องขอภาพเพื่อให้ระบบถ่ายภาพส่งเข้ามายังระบบเฝ้าระวังที่ศูนย์ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ กรมประมงยังจัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือ (Observer on board) ข้อมูลและสังเกตพฤติกรรมทำประมงของเรือนอกน่านน้ำบนเรือประมงตั้งแต่ออกเดินทางจากท่าประเทศไทยกระทั่งกลับ เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค SIOFA พร้อมตรวจเรือประมงเมื่อเข้าและออกจากท่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรือประมงระหว่างออกทำประมงและแสดงให้ทั่วโลกเห็นศักยภาพของเรือประมงไทยที่ยึดหลักปฏิบัติที่เป็นสากล นับเป็นการสร้างมิติใหม่ของการทำประมงนอกน่านน้ำ

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449007

449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ผลักดันขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ประสานและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จนถึงขั้นตอนสุดท้าย และได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ไม่มีด้านใดที่ระบุชัดเจนว่าเป็นด้านการเกษตร แต่ไปซุกอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนของแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นสร้างมาตรฐานการผลิต เน้นพัฒนานวัตกรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมองว่าภาคการผลิคจะต้องมีผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศสูงขึ้น มุ่งเน้นการใช้ระบบมาตรฐานและนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศลดความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆประเด็นการปฏิรูปด้านนี้มี 2 ประเด็น คือ ปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทย และการปฏิรูปสถาบันด้านการส่งเสริมผลิตภาพการมาตรฐานและนวัตกรรม

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมาย ฟื้นฟู ขยายและสร้างฐานทรัพยากรเพื่ออนาคตของทุกคน โดยภาพรวมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาฟื้นฟูให้สมบูรณ์และยั่งยืนเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทั้งทรัพยากรทางบก ทรัพยากรนํ้า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประเด็นการปฏิรูปมี 2 ประเด็น คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่และขยายผลแบบอย่างความสำเร็จผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงของประเทศ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงการพิจารณางบประมาณประจำปี 2563 ซึ่งนับว่าล่าช้าจากที่ควรจะเป็นตามปกติ โดยหลักการ การจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ซึ่งแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่ส่วนราชการเสนอจะต้องสอดรับกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่วางไว้ในระยะยาว สำหรับปีงบประมาณ 2563 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงเทไปงานด้านการชลประทานเหมือนเข่นทุกปี โดยที่แผนปฏิรูปประเทศที่เน้นไปสู่การสร้างนวัตกรรม การสร้างมาตรฐานการผลิต กลับเป็นงานที่ได้รับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณลำดับรองๆลงมาและบางแผนงานโครงการหลุดออกจากการจัดสรรงบประมาณไปตั้งแต่ขั้นตอนของสำนักงบประมาณ ยังไม่สู่การพิจารณาของสภาฯ เลยก็มี บางแผนงานโครงการเป็นโครงการเดิมๆ ที่ทำกันมาโดยตลอด ไม่ว่าแผนชาติ แผนปฏิรูปจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แผนงาน/โครงการนั้น ก็ยังคงอยู่และได้รับการจัดสรรงบประมาณเสมอ จะว่าไปแล้ว นับว่าผู้ที่จัดทำคำของบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเขียนความเชื่อมโยง สร้างความเชื่อถือ ปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้สอดคล้องกับทิศทางที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน ไม่ธรรมดา ผมจีงได้แต่หวังว่ายุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่เขียนไว้สวยๆ หากเป็นภาพในอนาคตที่เราจะช่วยกันให้ประเทศเราไปอยู่ ณ จุดนั้นให้ได้

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

รมว.เกษตรฯยันเร่งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449107

รมว.เกษตรฯยันเร่งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังแบน3สารพิษ

รมว.เกษตรฯยันเร่งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.34 น.

รมว.เฉลิมชัย เร่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรรับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ชี้กรมวิชาการเกษตรเตรียมหาสารเคมีอื่นและสารชีวภัณฑ์ทดแทนไว้แล้ว เตรียมเสนอครม. เยียวยาเกษตรกร พร้อมผลักดันพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืนให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว 

22 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันนี้ (22 ตุลาคม) ที่แบนสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช แต่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยให้กรมวิชาการเกษตรรวบรวมสารชีวภัณฑ์มาส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ ส่วนพืชเศรษฐกิจที่ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชได้ให้หาสารอื่นมาทดแทน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการดูแลเกษตรกรทั่วประเทศจึงจะเร่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อพิจารณาปัญหาของเกษตรกรและหาแนวทางแก้ไขให้ ทั้งกรณีที่สารเคมีอื่นอาจมีราคาแพงกว่าหรือค่าแรงงานในการจัดการแปลง โดยหากต้องมีมาตรการ​ช่วยเหลือ​ด้านต้นทุน​การผลิต​ใดๆ​ แก่เกษตรกร​ต้องผ่านความเห็น​ชอบ​ของครม.​ ก่อน

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กำลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิตได้แก่ การผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้ตรงกับผลวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ซึ่งจะเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากการที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันจะทำให้ซื้อปัจจัยการผลิตได้ในราคาถูกลง กรณีที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อทำเกษตรอัจฉริยะ (Precision Farmimg) จะสามารถเข้าไปสนับสนุนได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้จะเร่งขับเคลื่อนร่างพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. … ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายบังคับใช้เร็วที่สุด โดยขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเกษตรกรรมยั่งยืนแล้วซึ่งมีรมว. เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน แล้วจะเร่งเสนอร่างพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วเพื่อจะเดินหน้าทำเกษตรปลอดภัยเต็มรูปแบบในพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ทั่วประเทศ พร้อมกับตราพ.ร.บ. องค์กรเกษตรอินทรีย์แห่งชาติเพื่อเป็นองค์กรทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำเกษตรในประเทศไทยให้ดำเนินตามศาสตร์พระราชาได้แก่ ทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์

โดยดำเนินการผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์ถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ 10,000 กว่าแห่ง รวมทั้งร่วมกับยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์  ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีไปเป็นเกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ โดยภายในปีนี้ ปี 63 จะทำให้ได้ 5 ล้านไร่ และจะขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในอัตราร้อยละ 25 ในปีต่อๆ ไป

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน้าที่ดูแลทุกภาคส่วน สำหรับเกษตรกรต้องมีรายได้อย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ประชาชนคนไทยได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็น “ครัวของโลก” จึงต้องส่งเสริมเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพและตรงความต้องการของตลาด ซึ่งรับปากว่า จะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างดีที่สุด” นายเฉลิมชัยกล่าว

‘มนัญญา’น้อมคารวะคกก.วัตถุอันตรายแบน3สาร ขอบคุณมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449025

news_default

‘มนัญญา’น้อมคารวะคกก.วัตถุอันตรายแบน3สาร ขอบคุณมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คนไทย

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.36 น.

“มนัญญา”น้อมคารวะคกก.วัตถุอันตรายแบน3สาร มีผลทันที1ธ.ค.นี้ ขอบคุณมอบสิ่งที่ดีที่สุดกับคนไทย ลั่น!เดินหน้าดูแลเยียวยาเกษตรกรได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับทราบมติยกเลิกการใช้ 3 สาร ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.62 ว่า ขอน้อมคารวะคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีมติตามความเห็นของ 3 กระทรวง ให้แบน 3 สาร ขอขอบคุณที่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทย ซึ่งเรื่องนี้ไม่อยากให้พูดว่าเป็นชัยชนะของใคร มองว่าทุกฝ่ายเป็นคนไทยด้วย ต้องทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศไทยและปลอดภัยทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค

หลังจากนี้กระทรวงเกษตรฯจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ว่าต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไร จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูว่า ปุ๋ยอินทรีย สารชีวะภัณฑ์ ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาการขึ้นทะเบียนไม่ได้ จะมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฏหมายได้ รวมถึงมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเกษตรกร เช่น ควรมีการเก็บตัวอย่าง พืชสมุนไพรไทย ที่มีฤทธิ์จำกัดศัตรูพืช ในแต่ละช่วงของพืชสมุนไพร ดูว่าช่วงไหนให้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมากำหนดเงื่อนเวลา มาตรฐานการผลิต มาตรฐานการใช้ได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างให้เกษตรกร ได้มีทางเลือกใช้ทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้แม้จะไม่มีสาร3ตัว แต่ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ได้อนุญาตให้นำเข้าตามกฏหมาย อยู่แล้วหลายร้อยชนิด ซึ่งเกษตรกรใช้อยู่กันเป็นประจำ

“ใครต้องการเสนอสิ่งที่ดีในการทำเกษตร มาหาพี่ได้ ให้มาร่วมมือกันทุกอย่างเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ประเทศ พร้อมดูแลเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าชนิดพืชใด จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลเกษตรกร เพื่อให้ตรงกับความต้องการ ส่งไปตรวจสอบความเป็นอยู่เกษตรกร ให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่เกษตรกรต้องการให้ช่วยเหลือ นอกจากนี้จะเปิดกว้างให้ขึ้นทะเบียน ปุ๋ยอินทรีย์ สารทดแทน สารชีวภาพ ยังมีหลายตัวให้มาขึ้นทะเบียน จากที่ไม่เคยผ่านการอนุญาตให้จดทะเบียน โดยจะมาหารือกันทำอย่างไรให้สูตรต่างๆถึงเกษตรกร สามารถนำไปทำเองใช้ได้แพร่หลายด้วย” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ถ้าถามความรู้สึกวันนี้ ไม่เป็นชัยชนะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งจะให้บอกความรู้สึกบอกไม่ถูก จริงๆ แล้วพี่เป็นคนของพี่น้องประชาชน จะดีใจหรือเสียใจคงไม่ได้ ถ้าถามว่ามาตรการเดินหน้าต่อไปคือดูแลผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด

“วันนี้พี่ชาดา ห่วงสถานการณ์ไม่ค่อยปกติ ได้เรียกตัวให้กลับบ้าน จ.อุทัยธานี ท่านอยากดูแล” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่าวันนี้ประชุม ครม.ไม่ได้ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องประชุม คกก.วัถตุอันตราย ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่ใช่ตัวเราคนเดียว มาจากพี่น้องประชาชนทุกคนทุกฝ่าย ใครๆ ก็อยากทานอาหารปลอดสารปลอดภัย ไม่ใช่ชัยชนะของใคร ขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้ง ทุกหน่วยงานร่วมกันสนับสนุนการแบนสาร

วันกลียุคเกษตรกรรมไทย! ม็อบฝ่ายต้านรับไม่ได้มติเลิก3สารพิษ ขู่แบนพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448987

วันกลียุคเกษตรกรรมไทย! ม็อบฝ่ายต้านรับไม่ได้มติเลิก3สารพิษ ขู่แบนพรรคการเมือง

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.36 น.

เกษตรกรกลุ่มต่อต้านการแบน 3 สารพิษรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตายไม่ได้ ประกาศระดมพลเรียกร้องค่าแรงส่วนต่าง 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี หากไม่ได้รับ”เฉลิมชัย-มนัญญา”มาถอนหญ้า ดีเดย์เปิดศึกแบนพรรคการเมือง เดินหน้าฟ้องศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี   ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย แถลงว่า คณะกรรมกรรมการฯ มีมติให้แบน 3 สารเคมี ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ด้านนายสุกรรณ์ สังขวรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า  หลังจากมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประกาศแบนสารเคมีกำจัดวัชพืช พาราควอตและไกลโฟเซต ซึ่งเป็นปัจจัยหลักการผลิตสำคัญที่ทำให้เกษตรอุตสาหกรรมของประเทศเจริญเติบโตได้ทุกวันนี้ ภาครัฐจะต้องเตรียมรับมือกับมูลค่าความเสียหายทั้งในแง่รายได้เกษตรกร 2.5 แสนล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 5.7 แสนล้านบาท รวมแล้วภาครัฐจะต้องสูญเสียรายได้กว่า 8.2 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันภาคเกษตรกรจำเป็นต้องใช้สิ่งทดแทนที่ไม่ใช้สารเคมี เนื่องจากกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขอให้รัฐจ่ายเงินค่าชดเชย ส่วนต่างค่าแรงงาน 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมหาแรงงานคนมาช่วยถอนหญ้า หากหาไม่ได้ขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ มาถอนหญ้าให้เกษตรกร 60 ล้านไร่ให้เสร็จภายใน 30 วัน รวมทั้งยกเลิกหนี้สินปัจจุบันของครอบครัวเกษตรกรทุกคนที่อยู่ในระบบของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างหนี้ใหม่กู้เงินมาซื้อเครื่องจักร และรัฐออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างของเครื่องจักรทั้งหมดให้เกษตรกรเมื่อเทียบกับค่าสารเคมี พาราควอต

นายสุกรรณ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการรองรับการแบน 3 สารดังกล่าว ยังขาดความชัดเจนในหลายด้าน เป็นเพียงนโยบายกระดาษ ขาดความสามารถในการปฏับัติจริง ขอให้หน่วยงานภาครัฐมาทดลองสาธิตให้เห็นเป็นรูปธรรมกับพืชเศรษฐกิจที่กำลังปลูกบนพื้นที่ 500 ไร่ให้เห็นจริง เห็นผลภายการกำจัด หญ้า ภายใน 1 วัน หากทำไม่ได้ก็เป็นเพียงนโยบายน้ำลายขายฝันให้เกษตรกร และขอประกาศให้วันที่ 22 ตุลาคม เป็น วันกลียุคเกษตรกรรมไทย จารึกไว้ให้รุ่นลูกหลานรู้ไว้ถึง เกษตรกรรมไทยล้มสลายด้วยระบบการบริหารเอื้อนายทุนสารเคมีกลุ่มใหม่ ทฤษฏีสมรู้ร่วมคิดระหว่างนักการเมืองและ NGO

นอกจากนี้ เกษตรกรขอประกาศแบนพรรคการเมืองสมคบคิดและขอ “เผาผี” กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ตั้งใจทำร้ายเกษตรกร อ้างทำเพื่อสุขภาพประชาชน และเตรียมพาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไปเรียกร้องค่าชดเชยต่อไป พร้อมกันนี้ทางกลุ่มเกษตรกรจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลางให้คุ้มครองชั่วคราวอีกด้วย

“ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งตัวแทนฝ่ายกระทรวงเกษตรทำให้เกิดการแบน 3 สารเคมีนั้น เกษตรกรรับไม่ได้ เพราะเป็นการประชุมที่เร่งด่วนมาก ดังนั้นทางฝ่ายเกษตรกรจะขอสู้ต่อด้วยการแสดงพลังเกษตรกรด้วยการล่ารายชื่อใดบ้างที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ 3 สารเคมีต่อไป เพื่อนำส่งมอบให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งต่อให้กับนายกรัฐมนตรีใช้ประกอบการพิจารณาถึงมติอัปยศของคณะกรรมการวัตถุอันตรายต่อไป”นายสุกรรณ์ กล่าว

ขณะที่นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ตัวแทนภาคเกษตรกร กล่าวว่า หลังจากรับทราบแล้วทางกลุ่มฯ จะยังคงยืนยันที่จะมีการยื่นศาลปกครองในวันที่ 28 ต.ค.นี้เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว และ อีกทั้งจะไปยื่นถอดถอนมติกระทรวงสาธารณสุข/2560 ที่เป็นต้นเหตุของการแบน 3 สารดังกล่าวเพราะมีการใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึงจะดำเนินการยื่นฟ้องเอาผิดตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดโดยจะแยกฟ้องทั้งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง กลุ่มเอ็นจีโอ รวมถึงบอร์ดคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ

“ผลตรวจการตกค้างของสารดังกล่าวในผักผลไม้นั้นไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต และไกลโฟเซดแต่อย่างใดแต่การมาแบน 3 สารเพื่อเหตุผลใดแน่”น.ส.อัญชุลีกล่าว

นอกจากนี้ทางเครือข่ายภาคเกษตรกรที่คัดค้านการแบน 3 สารพิษจะรอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่อยู่ระหว่างการเยือนญี่ปุ่นกลับมาก่อนเพื่อรอฟังนโยบายเพราะเบื้องต้นนายกฯเคยระบุไว้ว่าจะเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจาก 4 ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อประเด็นดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ตามคำสั่งนายกฯ

เปิดมติประวัติศาสตร์!! คณะกก.วัตถุอันตรายโหวตท่วมท้นสั่งแบน 3 สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448961

news_default

เปิดมติประวัติศาสตร์!! คณะกก.วัตถุอันตรายโหวตท่วมท้นสั่งแบน 3 สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.28 น.

22 ตุลาคม 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้โพสต์ข้อความผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมภาพเต้นเชียร์ลีดเดอร์ของนายอนุทิน และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขด้วยความดีใจหลังจากคณะกรรมการฯมีมติแบน 3 สารพิษ

โดยมติที่ประชุม มีผู้เข้าประชุม 26 ท่าน

1. พาราควอท

-แบน 21 จำกัดการใช้ 5

2. ครอร์ไพริฟอส

-แบน 22 จำกัดการใช้ 4

3.ไกลโฟเซต

-แบน 19 จำกัดการใช้ 7

ขอกราบขอบพระคุณและน้อมคารวะต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเฉพาะผู้ที่ลงมติแบนการใช้สารพิษด้วยจิตสำนึกที่รักและห่วงใยในคุณภาพชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชน ประวัติศาสตร์จะจารึกวีรกรรมที่ท่านทำเพื่อแผ่นดินเกิดในวันนี้เยี่ยงวีรบุรุษของชาติ ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ประเทศของเรายังมีข้าราชการและนักวิชาการที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรมหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา

ด่วนที่สุด! มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย’แบน3สารพิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448936

ด่วนที่สุด! มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย’แบน3สารพิษ’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.05 น.

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยมี นายภานุวัฒน์ ตริยางกรูศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะห้ามการใช้หรือแบน 3 สารเคมีทางการทางการเกษตร คือ สารพาราควอต สารไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หรือไม่ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากบริเวณชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีตัวแทนเกษตรกรหลายกลุ่มที่คัดค้านการแบน 3 สารเคมีนับร้อยคน เดินทางมารอฟังผลการพิจารณา พร้อมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการเพื่อคัดค้านการแบน 3 สารพิษดังกล่าว

ทั้งนี้ ผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีมติแบน 3 สารพิษ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขและรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิก การใช้สารเคมี 3 ชนิด

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังโพสต์ข้อความล่าสุดว่า มติที่ประชุม มีผู้เข้าประชุม 26 ท่าน

1. พาราควอท

-แบน 21 จำกัดการใช้ 5

2. ครอร์ไพริฟอส

-แบน 22 จำกัดการใช้ 4

3.ไกลโฟเซต

-แบน 19 จำกัดการใช้ 7

ขอกราบขอบพระคุณและน้อมคารวะต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเฉพาะผู้ที่ลงมติแบนการใช้สารพิษด้วยจิตสำนึกที่รักและห่วงใยในคุณภาพชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชน ประวัติศาสตร์จะจารึกวีรกรรมที่ท่านทำเพื่อแผ่นดินเกิดในวันนี้เยี่ยงวีรบุรุษของชาติ ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ประเทศของเรายังมีข้าราชการและนักวิชาการที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรมหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา

ม็อบหนุน3สารพิษเตรียมวางดอกไม้จันทน์ หากมีมติแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448930

news_default

ม็อบหนุน3สารพิษเตรียมวางดอกไม้จันทน์ หากมีมติแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.37 น.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562  ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  ได้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อชี้ขาดจะห้ามใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หรือไม่ โดยมี นายภานุวัฒน์ ตริยางกรูศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม ขณะที่บริเวณชั้น 1 ได้มีกลุ่มสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และเครือข่ายเกษตรกร ผู้แทนสมาคมเกษตรกร แกนนำเกษตรกร และครอบครัวเกษตร 5 ล้านครอบครัว กว่า 100 คน มารอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ด้วยความสงบ

นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า เตรียมดอกไม้จันทน์ไว้หากคณะกรรมการมีมติแบนจะจุดดอกไม้จันทน์ไว้อาลัยให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรรมการที่มีความเห็นให้แบน ซึ่งจากคำสัมภาษณ์ที่ปรากฎก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยัน กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของกระทรวง 3 คนจะลงความเห็นแบน เช่นเดียวกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ยืนยันว่า กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของกระทรวง 3 คนจะแบน

สำหรับกรรมการ 5 คนซึ่งเป็นผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น กลุ่มเกษตรกรจะติดตามว่า ลงความเห็นให้แบนตามคำสั่งของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรหรือไม่ ดังนั้นจึงฝากความหวังไว้กับกรรมการจากกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรว่า จะพิจารณาตามข้อมูลทางวิชาการและเข้าใจวิถีการทำเกษตรกรรมของเกษตรกร อีกทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 ท่าน ซึ่งหากมีความเห็นให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการประกอบอาชีพใช้ต่อไป เกษตรกรจะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า ระหว่างการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุกรรณ์ แกนนำกลุ่มคัดค้านการแบบ3สารได้ชี้แจงที่มาของการแบนให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทราบด้วย

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448924

news_default

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.04 น.

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน ระบุเม็ดเงินประกันรายได้ยาง60บาทต่อกก.ถึงมือเกษตรกรล็อตแรก1พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.เปิดเผยว่า จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กยท. (บอร์ด กยท.) ในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อจัดตั้งบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับสถาบันเกษตรกร หลังผ่านบอร์ด กยท.แล้วจะเร่งจดทะเบียนบริษัทโดยเร็ว ทั้งนี้ จะเดินหน้าพัฒนาโรงงานผลิตยางของ กยท.ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งโรงงานของ กยท.ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเพิ่มปริมาณแปรรูปได้มากขึ้น สามารถรองรับวัตถุดิบจากตลาดที่ กยท.ได้เปิดตลาดไว้ได้ รวมถึงรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ในทุกชนิดยาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางสด ยางแผ่น และยางก้อนถ้วย โดย กยท.ให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดในการซื้อขาย

นายสุนันท์ กล่าวว่า ความคืบหน้านโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับ กยท.ก่อนวันที่ 12 ส.ค.จนถึงขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย แบ่งเป็นเจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง ที่เป็นยางแห้ง 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน ระหว่างเดือน ต.ค.62 ถึงเดือน มี.ค.63

โดยการประกันรายได้แบ่งตามประเภทยาง ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม ซึ่งใช้อ้างอิงจากราคากลางที่ประกาศทุก 2 เดือน และจ่ายเงินประกันรายได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการรอบแรก ในวันที่ 1 – 15 พ.ย.โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง งบประมาณในโครงการรวมทั้งสิ้น 24,278,626,534 บาท