ไว้อาลัยแบน3สาร!! ‘อดิศักดิ์’บุกวางพวงหรีดก.เกษตรฯ ทวงความยุติธรรมเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449410

ไว้อาลัยแบน3สาร!! 'อดิศักดิ์'บุกวางพวงหรีดก.เกษตรฯ ทวงความยุติธรรมเกษตรกร

ไว้อาลัยแบน3สาร!! ‘อดิศักดิ์’บุกวางพวงหรีดก.เกษตรฯ ทวงความยุติธรรมเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.01 น.

“อดิศักดิ์”บุกวางพวงหรีดหน้าพระพิรุณ ทวงความไม่ยุติธรรมให้เกษตรกร หลังมติแบน3สารเคมี อ้างไม่มีการศึกษารอบด้านตามคำสั่งนายกฯ เตือนระวังอาจกระทบต่อเกษตรกรโดยรวม

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 24 ตุลาคม 2562 นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เดินทางมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมวางพวงหรีด จำนวน 4 พวง เพื่อไว้อาลัยต่อมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีมติให้มีการแบน 3 เคมี ที่เกิดขึ้นในการประชุามเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ในการประชุมดังกล่าว ส่วนตนเห็นว่า เป็นการประชุมไม่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากข้อมูลที่นำไปพิจรณาในที่ประชุมนั้น ไม่เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่มีคำสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ไปประชุม กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดรอบด้านทั้ง 4 ที่มีส่วนได้เสีย

โดยก่อนหน้านี้ ในประประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่มี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธาน ที่นำข้อมูลไปให้คณะกรรมการประกอบในการพิจารณา ขาดความรอบคอบไม่ถูกต้อง เนื่องจากคำสั่งของนายกฯ เป็นคำสั่งที่ให้มีการพิจารณารอบด้าน ซึ่งต้องมีการทำประชาพิจารณ์​จากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้บริโภค และเกษตรกรที่ใช้จริง ซึ่งการประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่มีคำสั่งชัดเจนให้มีการประชุมที่รอบด้าน เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อชี้ขาด จากมติที่เกิดขึ้นที่มีการพิจารณาจากข้อมูลที่ไม่รอบด้าน จึงเชื่อว่าน่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ประธานในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มี นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก เนื่องจากปกติในการลงคะแนน ประธานต้องไม่ลงคะแนนเพื่อให้เป็นกลาง แต่จะลงเพื่อชี้ขาดกรณีที่เสียงเท่ากันเท่านั้น แต่การประชุมคณะกรรมการที่มีมติในการแบนสารเคมมีที่เกิดขึ้น ประธานมีการลงคะแนนเสียง และมีความพยายามที่เป็นตัวชี้นำในการให้เกิดการแบน 3 สาร ทั้งที่ข้อมูลประกอบในการพิจารณาที่ไม่รอบคอบรอบด้าน ผิดหลักธรรมมาภิบาลชัดเจน

ทั้งนี้ จากนี้ไปตนคิดว่าทางกลุ่มเกษตรกรที่คัดค้านการแบน 3 สาร คงเดินหน้าคัดค้านการแบน โดยคงต้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป ซึ่งจากนี้ไปคงเป็นเรื่องหนักของกรมวิชาการด้วย ที่จะต้องไปอายัดสารคมีที่ถูกสั่งแบนทั้งหมดเพื่อทำลาย ซึ่งค่าทำลาย น่าจะมากกว่า 1,000 ล้านบาท และตนไม่มั่นใจว่าจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับกับพ่อค้าที่ได้รับใบอนุญาตในการจำหน่ายและนำเข้า เพราะเขาไม่ได้ผิดอะไร จากนี้ไปต้องรอดูว่าทางภาครัฐจะดำเนินการอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายอดิศักดิ์ ถือเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่ต่อต้านความไม่ยุติธรรม โดยเคยโกนหัวต่อต้าน นายบรรพต หงษ์ทอง ที่ย้ายข้ามห้วยจากกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449231

566101

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเจรจาซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1 ระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ที่กรุงเทพฯ เหลือขั้นตอนสุดท้าย คือ การลงนามในสัญญาระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งสำนักเลขานุการแอปเตอร์รับผิดชอบเป็นผู้ร่างสัญญา มีการหารือกันทางอีเมลไปมาจนในที่สุดเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ก็ได้ทำการแจ้งต่อคณะมนตรีแอปเตอร์ เพื่อให้ความเห็นชอบด้วย นับเป็นความพยายามของฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่ผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เรากำหนดไว้ว่าจะมีการลงนามสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในคราวประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอาเซียนบวกสาม ปี 2561 จัดขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งก็เป็นคราวเดียวกับที่
ที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรฯกำหนดที่จะมีการลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงแอปเตอร์ที่เกี่ยวกับการขยายการบริจาคเงินโดยสมาชิกแอปเตอร์ต่อไปอีก 5 ปี พอดี เรียกได้ว่าการประชุมครั้งนี้เรื่องของแอปเตอร์จัดเป็นระดับพระเอกของการประชุมเลยทีเดียว

การจัดประชุมรัฐมนตรีเกษตรฯอาเซียนบวกสามครั้งนี้ ต่อจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2560 ที่ผมเคยเล่าว่าพิธีเปิดทำอย่างอลังการมาก แม้แต่ญี่ปุ่นยังชม แต่มาปีที่เวียดนามจัด สังเกตดูเขาไม่มีอะไรที่หรูหราเลย ทำแบบธรรมดามากๆ เข้าใจว่าเขาคงจะไม่อยากจะแข่งกับไทย เลยทำแบบเรียบง่ายไปเสียเลย กรุงฮานอยทุกวันนี้ต่างจากอดีตที่ผมเคยไปประมาณ 10 ปีมาแล้วมากโขครับ เริ่มตั้งแต่อาคารสนามบินใหม่ที่ปรับปรุงใหม่ใหญ่โตโอ่อ่ามากกว่าเดิม แม้จะเป็นจุดที่ตั้งเก่าก็ตาม คณะผู้จัดประชุมเตรียมรถพาหนะมารับแขกเมืองกันอย่างดี ผ่านช่องทาง ตม.พิเศษแล้วเดินทางเข้าเมืองไป โรงแรมที่จัดก็ใหญ่พอสมควร ตั้งอยู่ราวใจกลางเมือง มีสถานที่น่าสนใจไม่ไกลนัก สามารถเดินไปถึงได้ เช่น ทะเลสาบใหญ่ สุสานโฮจิมินห์ ที่ทำการรัฐบาล สถานีรถไฟ แต่ตัวตลาดฮานอยยังไม่ค่อยพัฒนานัก เป็นแบบเก่าๆ ถนนไม่กว้างขวาง มีรถยนต์วิ่งไม่มากนัก แต่ที่มากสุดๆ คือ “มอเตอร์ไซค์” ครับ

คนเวียดนามนิยมใช้มอเตอร์ไซค์มาก เกือบทุกเมืองมีมากวิ่งกันขวักไขว่แทบจะชนกัน (แต่มีชนกันจริงๆ น้อยมาก) ฮานอยไม่ใช่เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เพราะอดีตเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามเหนือ แต่เมืองเศรษฐกิจ คือ ไซ่ง่อน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโฮจิมินห์) ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้ พอรวมกันหลังจากฝ่ายใต้ยอมแพ้ เพราะอเมริกาผู้หนุนหลังถอนตัวไป เวียดนามเลยเอาฮานอยเป็นเมืองหลวงของประเทศ นับว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เนื่องจากไซ่ง่อนเป็นเมืองธุรกิจ มีผู้คนหนาแน่นจอแจมาก

พิธีลงนามที่สำคัญและกระทำในห้องประชุมใหญ่ คือ การลงนามของรัฐมนตรีเกษตรฯ ของอาเซียนบวกสาม ในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงแอปเตอร์ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ดำเนินการจัดและประสานงานโดยสำนักเลขาธิการอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1 นั้น ฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์เป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้ห้องประชุมย่อยของโรงแรม แต่ก็ได้มีการแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ทราบด้วย ผู้แทนประเทศญี่ปุ่นที่ลงนามนั้น คือ อธิบดีกรม ภายใต้กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นท่านคนใหม่ ส่วนของทางฟิลิปปินส์ได้แก่ รองปลัดกระทรวงเกษตร ทั้งนี้ เราได้เชิญผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียนมาเป็นสักขีพยานด้วย

เสร็จสิ้นทั้งภารกิจการผลักดันการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ของแอปเตอร์ รวมทั้งการลงนามในสัญญาเรียบร้อย เราในฐานะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็เลยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ทั้งฝ่ายญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ที่ภัตตาคารไม่ไกลจากโรงแรมประชุมมากนัก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ อย่างไรก็ดีผมขออนุญาตเรียนไว้ตรงนี้ว่า ความสำเร็จครั้งนี้ คงไม่ใช่เกิดจากสำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลักครับ เพราะความตั้งใจเอาจริงเอาจังของคณะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของทางกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ กรุงเทพฯ พวกเขามีความแอ็คทีฟมากจริงๆ จนทางฟิลิปปินส์ใจอ่อนตอบตกลง เชื่อว่าถ้าลำพังฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์เจรจาเอง โดยไม่มีทางญี่ปุ่นมาช่วยด้วย ผมคิดว่าไม่มีทางสำเร็จได้เลย ก็ต้องขอขอบคุณทางญี่ปุ่นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สทนช.เล็งทำแผนรับมือภัยแล้ง ห่วงเขื่อนใหญ่ปริมาณน้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449229

x

สทนช.เล็งทำแผนรับมือภัยแล้ง ห่วงเขื่อนใหญ่ปริมาณน้ำน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำขณะนี้ว่า มีเขื่อนขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่ปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ 15ของปริมาณเก็บกัก คือ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนลำนางรอง ไม่สามารถจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรฤดูแล้งได้ และมี 9 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำใช้การไม่เกินร้อยละ 30 ของปริมาณเก็บกัก ในจำนวนนี้รวมทั้ง 4 เขื่อนหลักที่ส่งน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยาด้วย โดยเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำใช้การรวม 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คาดการณ์ว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน จะมีน้ำใช้การรวม 5,200 ล้านลบ.ม. แม้จะมีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2558 ประมาณ 1,000 ล้านลบ.ม. แต่ยังนับว่าน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ดังนั้น ก่อนสิ้นฤดูฝนวันที่ 31 ตุลาคม ต้องเก็บน้ำให้มากที่สุด และเตรียมผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามาเสริมอีก 500-1,000 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ จะใช้น้ำทั้งหมดเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก

นอกจากนี้ ที่ประชุมหารือร่วมกันของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดพื้นที่ความต้องการใช้น้ำและรอบเวรรับน้ำอย่างชัดเจน ไม่ให้น้ำสูญหายระหว่างทางโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาที่มีปริมาณฝนตกสะสมน้อย มีข้าวนาปีที่รอเก็บเกี่ยว 9.75 ล้านไร่ และยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเตรียมทำนาต่อเนื่องอีก หากดึงน้ำไปใช้โดยไม่จำกัดปริมาณ จะทำให้ไม่มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคและผลักดันน้ำเค็ม ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกพืชสวน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)วางมาตรการรับมือสถานการณ์ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยประสานกรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมวางท่อตรงจากแหล่งน้ำเข้าระบบผลิต เจาะบ่อบาดาล ขยายสระพักน้ำดิบ ขุดลอกร่องชักน้ำดิบ ขยายร่องน้ำให้ไหลมายังจุดสูบมากขึ้น ตลอดจนมาตรการซื้อน้ำจากเอกชนหรือแหล่งอื่น สำหรับเขื่อนที่มีปริมาณน้ำใช้การมากกว่าร้อยละ 60 ของปริมาณเก็บกักมี10 แห่ง เช่น เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนนฤบดินทรจินดา เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน สามารถใช้น้ำในทุกกิจกรรมได้ตามศักยภาพของน้ำต้นทุนที่มี

นราธิวาสเร่งสกัดโรคยางใบร่วง ระบาด6อำเภอกว่า2 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449226

x

นราธิวาสเร่งสกัดโรคยางใบร่วง ระบาด6อำเภอกว่า2 แสนไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า จากสถานการณ์พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา
จ.นราธิวาส ได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรเรื่องการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูก ใบยาง กิ่งตายาง อย่าเคลื่อนย้ายไปจังหวัดหรือพื้นที่อื่น ด้วยว่าขณะนี้มีรายงานเฝ้าระวังและตรวจเช็คอยู่ว่าในจ.ปัตตานีและยะลาอาจมีการติดเชื้อของโรคใบร่วงในยางพารา จึงเฝ้าระวังใน 3 จังหวัดชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯประสานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมใช้สารเคมีโดยจะใช้โดรนขึ้นบินและพ่นสารเคมีเพื่อทดสอบว่าวิธีนี้จะยับยั้งการระบาดเชื้อราของโรคใบร่วงในยางพาราได้หรือไม่

ทั้งนี้ เลขาธิการสภาเกษตรกรฯทำหนังสือถึงประธานสภาเกษตรกรจังหวัด 3 จังหวัดคือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ขอให้สำรวจพื้นที่เพื่อควบคุม และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์ เพื่อต้านทานโรคใบร่วงในยางพารา ส่วนความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยจะหารือกยท.ดูระเบียบใช้กองทุนพัฒนายางพาราโดยเฉพาะ 5  เรื่อง สวัสดิการช่วยผู้ประสบกอุทกภัย วาตภัยหรือภัยจากโรคระบาด ไปเยียวยาให้เกษตรกรที่เกิดโรคระบาดนำไปดูแลยับยั้งเชื้อหรือนำไปซื้อปุ๋ยบำรุงต้นยางต่อไปได้หรือไม่

ด้าน นายประหยัด ลอแม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส เผยว่า โรคใบร่วงในยางพาราพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเริ่มมีมา2 ปีแล้วแต่ไม่รุนแรงเหมือนปีนี้ สาเหตุจากลมพัดมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ด้วยสภาพอากาศร้อนชื้นและฝนตกชุกเหมือนกับภาคใต้ของไทย จากการจัดเก็บข้อมูลการระบาดในจ.นราธิวาสพบระบาดมากคือ อ.แว้ง 83,000 ไร่ สุไหงปาดี 57,000 ไร่  สุคิริน 34,250 ไร่สุไหงโก-ลก 12,000 ไร่ อ.ระแงะคิดเป็น 70%ของพื้นที่  รือเสาะคิดเป็น 90-100% ของพื้นที่ คำแนะนำเบื้องต้นให้เกษตรกรหยุดกรีดยางแล้วใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์และต้านทานโรค ทั้งนี้ สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาสประสาน กยท.สุไหงโก-ลก ทดลองใช้โดรนบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อราโปรยทางอากาศให้ต้นยางในพื้นที่ต.โละจูด หากได้ผลจะนำขยายไปพื้นที่ระบาดอำเภออื่นต่อไป

เล็งขึ้นทะเบียนสารชีวภาพ โครงการหลวง ใช้แทน3วัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449291

เล็งขึ้นทะเบียนสารชีวภาพ  โครงการหลวง  ใช้แทน3วัตถุอันตราย

เล็งขึ้นทะเบียนสารชีวภาพ โครงการหลวง ใช้แทน3วัตถุอันตราย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เล็งขึ้นทะเบียนสารชีวภาพ

โครงการหลวง

ใช้แทน3วัตถุอันตราย

‘ประภัตร’จี้กรมวิชาการฯ

รวมสูตรภูมิปัญญาชาวบ้าน

ก.เกษตรฯเดินหน้าหาสารทดแทน ให้เกษตรกร หลังมติกรรมการวัตถุอันตรายให้เลิกใช้ 3 สารพิษ สั่งกรมวิชาการเกษตรเปิดขึ้นทะเบียนสารชีวภาพจากภูมิปัญญาไทย เล็งนำร่องสารชีวภาพสูตรที่ใช้ในโครงการหลวง ของรัชกาลที่ 9 ทรงทำเป็นต้นแบบไว้ วิษณุชี้เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านเลิกสารพิษจะฟ้องศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ขณะที่องค์กรต้านโกงขอบคุณ 4 รมต.จุดยืนชัดเจนจนปิดตำนานสารพิษได้สำเร็จ เพื่อสุขภาพคนไทยและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าหลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้แบน 3 สารเคมีอันตรายคือ คลอร์ไพรีฟอส พาราควอต ไกลโฟเซตให้มีผลทันทีวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ส่งผลให้สารเคมีทั้งสามชนิดถูกยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ห้ามจำหน่าย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออกว่า ตนเห็นด้วยที่ยุติการใช้สารเคมี โดยกระทรวงเกษตรฯทุกคนเห็นด้วยและสนับสนุน และอยากให้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้สารทางเลือกทำเกษตรปลอดภัย โดยต้องทำให้เกษตรกรเชื่อถือในสารชีวภัณฑ์ตัวใหม่ ที่เป็นอินทรีย์ มาทดแทน โดยจะไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ไม่ให้เป็นภาระกับชาวไร่ชาวนา

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ชาวไร่ ชาวนา บางส่วนยังติดการใช้สารเคมี เพราะเคยชินกับการใช้อะไรที่หาง่ายฉีดแล้วหญ้า แมลง ตายทันที ถ้ามาใช้ตัวใหม่ศัตรูพืชตายช้าจึงอยากใช้ตัวเดิม ซึ่งการแบน 3 สารครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ทำให้เกษตรกรฐานรากอยู่ได้ ใครมีข้อคิดเห็นดีๆเสนอมาได้ เพราะสารทดแทนมีหลายชนิด ต้องทำให้เกษตรกรเชื่อมั่น แม้อาจกำจัดศัตรูพืชได้ช้ากว่าสารตัวเดิม แต่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม

“จากนี้กรมวิชาการเกษตร ต้องเปิดรับขึ้นทะเบียนให้สารทดแทน สารชีวภัณฑ์ ที่คิดค้นโดยคนไทย นำภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ทำใช้กันในชุมชน มาขึ้นทะเบียนสูตรต่างๆไว้ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภาพวีธีทำเกษตรปลอดสาร ที่ใช้ทำในโครงการหลวง ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำต้นแบบไว้มากมายให้คนไทย”นายประภัตรกล่าว และว่า รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้คิดค้นที่มีสารทดแทน ใครมีของดี ให้นำเข้าขั้นตอนวิชาการตรวจสอบ โดยต้องให้รู้ผลเร็วภายใน 3-7 วัน ถ้าเครื่องมือไม่พอขอให้เอกชนช่วยทดสอบ เพื่อความรวดเร็ว จะได้เสนอเป็นทางเลือกให้เกษตรกร ไม่กระทบต้นทุน ซึ่งตนเห็นว่าโครงการหลวง ทั่วประเทศ มีสารอินทรีย์ สูตรกำจัดวัชพืช แมลง ที่เกษตรกรทำได้เอง ให้หน่วยงานเข้าไปดู นำมาขึ้นทะเบียน เพื่อให้เองใช้ได้อย่างแพร่หลาย ทั้งมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกรอีกด้วย.

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีมีกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มคัดค้านมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ให้ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าว โดยจะยื่นฟ้องศาลปกครองวันที่ 28 ตุลาคมขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่า เป็นสิทธิ์ของกลุ่มเกษตรกร ส่วนจะมีคำสั่งอย่างไรเป็นดุลยพินิจของศาล ซึ่งตามมติจะมีผลวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนผลกระทบต่อเกษตรกรหลังจากนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเป็นคนประเมิน และหาทางแก้ไขต่อไป

ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีน.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองออกมาระบุจะฟ้องศาลปกครองขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมีอันตรายภาคเกษตร พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นต้นเหตุให้ยกเลิกสารเหล่านี้ และเอ็นจีโอบางกลุ่มใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ว่า เป็นเรื่องตลกที่กล่าวหาว่าข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเท็จ จะเป็นเท็จได้อย่างไร ข้อมูลการป่วย การเสียชีวิตนั้นพูดกันมาหลายครั้งแล้วว่าจะมีการลงรหัสโรคเฉพาะ ซึ่งที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเหล่านี้จะเป็นรหัส T60 T60.1-60.9 ซึ่งเป็นหลักฐานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่จะนำมาใช้พิจารณาจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาล เป็นข้อมูลที่แก้ไขหรือตกแต่งไม่ได้ เพราะเกี่ยวกับระบบการเงินการคลังของประเทศ เวลาแพทย์วินิจฉัยเสร็จ ลงรหัสโรคส่งถึงสปสช. สปสช.จะลงมาตรวจซ้ำก่อนพิจารณาจ่ายเงิน เป็นมาตรฐานปฏิบัติของแพทย์มาตั้งนานแล้ว ดังนั้น ยืนยันว่าข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเป็นข้อมูลมาตรฐาน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวต่อว่า เกี่ยวกับการกล่าวหาว่ากระทรวงใช้มูลเท็จนั้น ตนคุยกับคนในกระทรวงเบื้องต้นทราบว่ากำลังดูข้อกฎหมายจะดำเนินการเอาผิดได้หรือไม่ เพราะถือเป็นการกล่าวหากระทรวงสาธารณสุข ทำให้เกิดความแตกแยก ประชาชน คนป่วยเคลือบแคลงในข้อมูลของกระทรวง และขอยืนยันว่าผลกระทบต่อสุขภาพมีมานานตั้งแต่ปี 2560 จากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ไปสำรวจผลกระทบก็พบว่าจริง นำไปสู่คำวินิจฉัยว่าให้ยกเลิกการใช้ เมื่อปลายปี 2561 และให้ดำเนินการให้สิ้นสุดภายในปี 2562

ส่วนที่จะมีการยื่นฟ้องศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราวนั้น เข้าใจว่าเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้คนทำงานเรื่องนี้พะว้าพะวง เสียเวลาและหยุดเผยแพร่ความจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าบอกจะฟ้องเรียงตัวก็คงต้องฟ้องหมอทั้งประเทศ ฟ้องคนในกระทรวงสาธารณสุขจำนวนมากเพราะเราทำงานกันเป็นทีม

วันเดียวกัน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ACT ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ขอบคุณคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติยกเลิกใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพื่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและคนไทย เป็นการปฎิบัติหน้าที่ดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมและมนุษยธรรม ไม่เพิกเฉยต่อสุขภาพ ชีวิต ทั้งในส่วนของเกษตรกรผู้รับผลกระทบโดยตรงและผู้บริโภคผู้ได้รับผลกระทบภายหลัง และที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง คือ การลงมติเปิดเผย สร้างความมั่นใจเรื่องความโปร่งใสในการพิจารณา นอกจากนี้ ยังขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ที่แสดงจุดยืนชัดเจนให้ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว รวมถึงรณรงค์ผลักดันจนมีมติดังกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ยังมีความเคลื่อนไหวสนับสนุนมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรต่อเนื่อง โดยนายสมชาย จันทะสระ เกษตรกรต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เผยว่า ตนเลิกใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดในสวนยางพารา รวมถึงแปลงพืชผักมานานประมาณ 10 ปีแล้ว โดยช่วงที่ใช้สารเคมีนั้น ตนและครอบครัวมีสุขภาพย่ำแย่ จึงต้องทบทวนและเลิกใช้สารเคมีทุกชนิด หันมาทำเกษตรอินทรีย์ ใช้สารชีวภัณฑ์ โดยเรียนรู้ผ่านสถาบันการศึกษาและหน่วยราชการที่เปิดอบรมให้ความรู้ จนวันนี้สามารถทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรได้ ปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ทำปุ๋ยอินทรีย์ สารกำจัดศัตรูพืชแบบชีวภัณฑ์ด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งต้นทุนการผลิตก็ลดลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น ผลผลิตปลอดสารพิษ 100% ขายได้ราคาดี สามารถส่งขายในตลาดเกษตรอินทรีย์ รวมถึงโรงพยาบาล ที่ตอบรับผลผลิตไม่อั้น โดยปัจจุบันนี้แปลงผักของตนได้รับการยืนยันเป็นแปลงพืชผักเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ตนเห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้ยกเลิกใช้สาร 3 ชนิด วันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้

52ปีกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งขับเคลื่อน6นโยบายหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449227

x

52ปีกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งขับเคลื่อน6นโยบายหลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายในงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 52 ปี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งขับเคลื่อนดำเนินงานใน 6 ประเด็น คือ 1) ขยายผลโครงการพระราชดำริ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสืบสานศาสตร์พระราชา โดยส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ของตน 2) บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักการตลาดนำการเกษตรและสร้างรายได้แก่ เกษตรกร เน้นพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร 3) พัฒนาองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานเคหกิจเกษตร การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ สร้าง Young Smart Farmer

4) สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วน พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบ เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนและเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ชุมชน 5)ช่วยดูแลและให้บริการเกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติ(ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคพืช)และ 6) พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร โดยพัฒนาระบบข้อมูล Big Data ระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อให้บริการเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยึดหลักการทำงานอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมทำงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดำเนินงานกรมส่งเสริมการเกษตรตามที่รมว.เกษตรฯกล่าวมานั้น จะทำให้การทำงานส่งเสริมการเกษตรมีทิศทางชัดเจน เกษตรกรได้รับการดูแลช่วยเหลือ มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม และมีรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449230

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยพายุโพดุล ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม –3 กันยายน 2562 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ข้อมูล ณ 21 ตุลาคม 2562 มีพื้นที่เสียหาย 23 อำเภอ โดยด้านพืชได้รับความเสียหายรวม 371,853 ไร่ ด้านปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย 25,425 ตัว และด้านประมง บ่อปลาและกระชัง ได้รับความเสียหาย 5,569.80 ไร่ 5,854 ตรม.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยของจังหวัดอุบลราชธานี ภาพรวมคิดเป็นมูลค่า 2,027.20 ล้านบาท จำแนกเป็น ด้านพืช ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว มันสำปะหลัง ยางพารา และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่า 1,885.53 ล้านบาท ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ สุกร ไก่ เป็ดและอื่นๆ 2.04 ล้านบาท และ ด้านประมง ได้แก่ ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดินและสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง คิดเป็นมูลค่า 139.63 ล้านบาท

รัฐบาลได้เร่งให้ความช่วยเหลือ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ตามพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริงไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท และดำเนินกิจกรรม “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่สำรวจความเสียหาย ช่วยเหลือให้คำแนะนำ การฟื้นฟู แจกเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 576.287 ล้านบาท ให้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อนำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก ขณะที่ ครม. ได้อนุมัติงบให้กระทรวงมหาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 29 จังหวัดวงเงิน 7,642 ล้านบาทครัวเรือนละ 5,000 บาท รวมทั้งดำเนินการปรับปรุงอัตราการชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งส่งเสริมให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว โดยสนับสนุนให้ปลูกพืชสำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ระหว่างรอทำนาในฤดูนาปรังที่จะถึงในอีกประมาณ 2 เดือน พืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้นประมาณ 45 วัน ที่ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) /ไร่/รอบการผลิต ค่อนข้างดีและมีตลาดรองรับแน่นอน คือ ขึ้นฉ่าย ผลตอบแทนสุทธิ 33,670 บาท/ไร่คะน้า ผลตอบแทนสุทธิ 23,249 บาท/ไร่ และ ผักบุ้ง ผลตอบแทนสุทธิ 6,711 บาท/ไร่ สำหรับพืชทางเลือกอื่นที่ต้องใช้ระยะเวลาเพาะปลูกยาวขึ้น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกก่อนฤดูทำนาปี (พฤษภาคม) และให้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อรอบดีคือ ถั่วฝักยาว 41,641 บาท/ไร่ แตงกวา 8,958 บาท/ไร่พริก 117,549 บาท/ไร่ ผักชีฝรั่ง 10,883 บาท/ไร่ และ แคนตาลูป36,030 บาท/ไร่ เกษตรกรสามารถขายสินค้าให้กับพ่อค้าในท้องถิ่นรับซื้อที่สวน หรือที่ตลาดวารินเจริญศรี (แหล่งขายส่งพืชผัก) และตลาดเทศบาลวารินชำราบ และสามารถขอคำปรึกษา คำแนะนำในการปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้หลังน้ำลด ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด

สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของพืชทางเลือก เพื่อเป็นข้อมูล ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตตามนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เช่น มันสำปะหลังอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังสามารถใช้พื้นที่ทำนาปลูกได้ด้วย ทั้งนี้ จากการสำรวจ พบว่า ภาคเอกชนต้องการรับซื้อผลผลิตจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ โดยภายในปี 2565 ภาคเอกชนต้องการขยายพื้นที่ปลูก มันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้ประมาณ 80,000 ไร่ แต่ปัจจุบัน ปี 2562 เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์เพียง 2,000 ไร่ เท่านั้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน เช่น สร้างพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก และการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ชาวนาสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ก่อนน้ำจะท่วม

กก.วัตถุอันตรายลงมติ แบน3สารพิษ มีผลบังคับทันที1ธันวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449102

กก.วัตถุอันตรายลงมติ  แบน3สารพิษ  มีผลบังคับทันที1ธันวา

กก.วัตถุอันตรายลงมติ แบน3สารพิษ มีผลบังคับทันที1ธันวา

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กก.วัตถุอันตรายลงมติแบน3สารพิษมีผลบังคับทันที1ธันวา

ม็อบต้านผิดหวังลุยฮึดสู้ขู่ฟ้องศาลปกครอง28ตค.เย้ยสารทดแทนแค่น้ำลาย

 

กรรมการวัตถุอันตราย แถลงมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมี“พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” มีผล 1 ธันวาคม2562 ม็อบต้านผิดหวัง ดิ้นสู้จ่อร้องศาลปกครอง 28 ตุลาคมขอคุ้มครองชั่วคราว เล็งจี้นายกฯเปิดเวทีฟังความเห็น 4 ภาคที่ยังไม่ได้ดำเนินการ สมาพันธ์เกษตรฯซัดแผนใช้สารทดแทนแค่นโยบายน้ำลายขายฝัน ไล่ “เฉลิมชัย-มนัญญา” ไปช่วยถอนหญ้า ประกาศแบนพรรคการเมืองสมคบคิดนายทุน เอ็นจีโอ

เมื่อวันที่ 22ตุลาคม ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยนายภาณุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานประชุมพิจารณาวาระสำคัญคือ ยกเลิกหรือไม่ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรคือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต โดยหน้าห้องประชุมมีตำรวจรักษาความปลอดภัยดูแลประมาณ 10 นาย ขณะเดียวกัน มีผู้ชุมนุมเกษตรกรกลุ่มไม่ต้องการให้แบน 3 สารเคมีจากหลายจังหวัด มาเฝ้าติดตามผลประชุมประมาณ 500 คน อาทิ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี นครราชสีมา สุพรรณบุรี ผู้ปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้ส่งออก

มติกก.วัตถุอันตรายแบน3สารมีผล1ธ.ค.

หลังประชุม นายภานุวัฒน์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 41-9/2562 มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ ปรับวัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรไปยกร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย จัดให้รับฟังความคิดเห็น แล้วเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ ได้ขอให้กรมวิชาการเกษตรไปพิจารณาระยะเวลาความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ หลังประกาศมีผลบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกร หรือร้านจำหน่าย

นายภาณุวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับการลงมติวันนี้คณะกรรมการฯลงมติแบบเปิดเผย โดยให้ยกเลิก 3 สารเคมีดังกล่าว ดังนี้ 1.พาราควอต ยกเลิกการใช้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จำนวน 20 คน ยกเลิกการใช้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 จำนวน 1 คน จำกัดการใช้ 5 คน 2.ไกลโฟเซต ยกเลิกการใช้ 19 คน จำกัดการใช้ 7 คน 3.คลอร์ไพรีฟอส ยกเลิกการใช้ 22 คน จำกัดการใช้ 4 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาข้อมูล ประกอบด้วย ผลดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯที่นำบัญชานายกฯไปดำเนินการ โดยตั้งคณะทำงานพิจารณา และกระทรวงเกษตรฯรายงานว่าได้พิจารณาข้อมูลวิธีการและสารทางเลือกในการจัดการวัชพืช ต้นทุนของวิธีการและสารทางเลือก ข้อมูลสารทดแทนสารคลอร์ไพริฟอส ปริมาณสารที่คงเหลือปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเห็นว่า สามารถบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติได้ หากยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ และผู้แทนหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขนำเสนอข้อมูลความเป็นอันตราย และข้อมูลตรวจสอบเฝ้าระวังสารตกค้างในสินค้าเกษตรในท้องตลาด นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังนำข้อมูลและข้อเสนอที่ได้รับจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งส่วนที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ และส่วนที่ไม่เห็นด้วย หากจะยกเลิกการใช้มาพิจารณาในที่ประชุมด้วย

ม็อบค้านยื่นศาล28ตค.ขอคุ้มครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังกลุ่มเกษตรกรฝ่ายคัดค้านการยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ที่มารอฟังผลประชุมรับทราบมติ คณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เลิกใช้ต่างมีสีหน้าผิดหวัง โดยน.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองในฐานะผู้แทนเกษตรกรดำเนินสะดวกกล่าวว่า แม้จะมีมติดังกล่าวออกมา ก็ไม่อยากให้ผู้ที่ร่วมชุมนุมครั้งนี้ร้องไห้ เพราะยังมีความหวังอีก 2 ทางเลือก ทางเลือกแรกคือ วันที่ 28 ตุลาคมนี้จะยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว โดยจะนำหลักฐานชิ้นใหม่ส่งให้ และขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจากพวกตนได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว เพราะเป็นสารเคมีหลักที่เกษตรกรใช้อยู่ ซึ่งหากภาครัฐจะยกเลิกต้องมีความชัดเจนเรื่องการนำสารอื่นมาทดแทนด้วย และราคาต้องไม่สูงเป็นภาระต้นทุนของเกษตร และจะยื่นถอดมติสาธารณสุข/2560 ที่เป็นต้นเหตุของการแบน 3 สารดังกล่าวเพราะมีการใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

เล็งร้องนายกฯเปิดเวทีฟังความเห็น

ส่วนทางเลือกที่สอง น.ส.อัญชลีกล่าวว่า รอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับจากภารกิจประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากได้รับการประสานจากทีมงานว่า นายกฯ จะเปิดให้รับฟังความคิดเห็นใหม่จาก 4 ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนายกฯมีคำสั่งในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดปฏิบัติตาม

สหพันธ์เกษตรฯไล่รมต.ถอนหญ้า

ขณะที่นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก 3 สารเคมีดังกล่าวเผยว่า มติกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้แบนสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นปัจจัยหลักการผลิตสำคัญที่ทำให้เกษตรอุตสาหกรรมของประเทศเติบโตได้ทุกวันนี้ ภาครัฐต้องเตรียมรับมือกับมูลค่าความเสียหาย ทั้งด้านรายได้เกษตรกร 2.5 แสนล้านบาท และมูลค่าส่งออก 5.7 แสนล้านบาท รวมแล้วภาครัฐต้องสูญเสียรายได้กว่า 8.2 แสนล้านบาท

“ขณะเดียวกันภาคเกษตรกร จำเป็นต้องใช้สิ่งทดแทนที่ไม่ใช้สารเคมี เพราะกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขอให้รัฐจ่ายเงินค่าชดเชย ส่วนต่างค่าแรงงาน 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมหาแรงงานคนมาช่วยถอนหญ้า หากหาไม่ได้ขอให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯมาถอนหญ้าให้เกษตรกร 60 ล้านไร่ให้เสร็จภายใน 30 วัน รวมทั้งยกเลิกหนี้สินปัจจุบันของครอบครัวเกษตรกรทุกคนที่อยู่ในระบบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างหนี้ใหม่กู้เงินมาซื้อเครื่องจักร และรัฐออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างของเครื่องจักรทั้งหมดให้เกษตรกรเมื่อเทียบกับค่าสารเคมี พาราควอตนายสุกรรณ์กล่าว

ซัด22ตค.วันกลียุคเกษตรกรรมไทย

และย้ำว่า มาตรการรองรับการยกเลิก 3 สารดังกล่าว ยังขาดความชัดเจน เป็นเพียงนโยบายกระดาษ ปฎิบัติไม่ได้จริง พร้อมกับเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐทดลองสาธิตให้เห็นเป็นรูปธรรมกับพืชเศรษฐกิจที่กำลังปลูกบนพื้นที่ 500 ไร่ ให้ เห็นผลหลังกำจัดหญ้า ภายใน 1 วัน ถ้าทำไม่ได้ก็เป็นเพียงนโยบายน้ำลายขายฝันให้เกษตรกร และขอประกาศให้วันที่ 22 ตุลาคม เป็นวันกลียุคเกษตรกรรมไทย จารึกให้รุ่นลูกหลานรู้ไว้ถึง เกษตรกรรมไทยล่มสลายด้วยระบบการบริหารเอื้อนายทุนสารเคมีกลุ่มใหม่ ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดระหว่างนักการเมืองและ เอ็นจีโอ

นอกจากนี้ นายสุกรรณ์ยังประกาศแบนพรรคการเมืองสมคบคิดและขอไม่เผาผี กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ตั้งใจทำร้ายเกษตรกร อ้างทำเพื่อสุขภาพประชาชน และเตรียมพาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไปเรียกร้องค่าชดเชยต่อไป

‘เฉลิมชัย’ตั้งคณะทำงานช่วยเกษตรกร

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเผยว่า มติคณะกรรมการฯให้ยกเลิก 3 สารเคมีส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช แต่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยให้กรมวิชาการเกษตรรวบรวมสารชีวภัณฑ์มาส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ ส่วนพืชเศรษฐกิจที่ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชได้ให้หาสารอื่นมาทดแทน ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญในการดูแลเกษตรกรทั้ง 7.5 ล้านคนทั่วประเทศ จึงเร่งตั้งคณะทำงานพิจารณาปัญหาของเกษตรกรและหาแนวทางแก้ไขให้ทั้งกรณีที่สารเคมีอื่นอาจมีราคาแพงกว่าหรือค่าแรงงานจัดการแปลง โดยต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบมาตรการชดเชยส่วนต่างของต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิต ขับเคลื่อนร่างพ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. …ให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อเดินหน้าทำเกษตรปลอดภัยเต็มรูปแบบในพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ ยังตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีไปเป็นเกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ โดยภายในปี 2562-2563 จะทำให้ได้ 5 ล้านไร่ และจะขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ร้อยละ 25 ในปีต่อไป

เสี่ยหนูซูฮกกก.วีรบุรุษช่วยปชช.

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว”Anutin charnvirakul”ก่อนที่มีการแถลงผลประชุมอย่างเป็นทางการว่า เชียร์ลีดเดอร์ของสธ. มติที่ประชุมมีผู้เข้าประชุม 26 คนมีดังนี้ 1.พาราควอท แบน 21 จำกัดการใช้ 5 คน 2.ครอร์ไพริฟอส แบน 22 จำกัดการใช้4 3.ไกลโฟเซต แบน19 จำกัดการใช้ 7 จากมติดังกล่าวตนขอกราบขอบคุณและน้อมคารวะต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเฉพาะผู้ที่ลงมติแบนการใช้สารพิษด้วยจิตสำนึกที่รักและห่วงใยคุณภาพชีวิตและสุขภาพประชาชน ประวัติศาสตร์จะจารึกวีรกรรมที่คณะกรรมการฯทำเพื่อแผ่นดินเกิดในวันนี้ เยี่ยงวีรบุรุษของชาติ ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ประเทศของเรายังมีข้าราชการและนักวิชาการที่เปี่ยมล้นคุณธรรมและจริยธรรมหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา

กมธ.เร่งผลักดันเกษตรอินทรีย์

ส่วนนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ไม่ว่าผลประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเป็นอย่างไร แต่กรรมาธิการฯจะเดินหน้าผลักดันแนวทางที่ศึกษาไว้ สิ่งสำคัญคือ คุ้มครองชีวิตผู้บริโภคคนไทยและเกษตรกร โดยไม่สนับสนุนการใช้สารเคมีชนิดอื่นทดแทนแน่นอน แต่จะส่งเสริมใช้วิธีทำเกษตรแบบอินทรีย์แทน

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้รับรายงานตัวเลขปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดคงเหลือจากกรมวิชาการเกษตร ที่สำรวจเมื่อวันที่ 30 กันยายน2 พบว่า มีพาราควอต คงเหลือในปริมาณ 13,063.69 ตัน ไกลโฟเซต 15,110.93 ตัน ส่วนปริมาณคลอไพริฟอส 1,694.86 ตัน รวม 29,869.58 ตัน ถ้ากำจัดโดยการเผา จะมีค่าใช้จ่ายถึงตันละ 1แสนบาท รวมเป็นเงิน 2,986,958,000 บาท

นายชวลิตกล่าวต่อว่า จากนี้จำเป็นต้องผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง คือ พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืนที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณษอยู่ และที่ภาคประชาสังคมตื่นตัวโดยร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องนำมาตรวจสอบควบคู่กันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

สทนช.ชูศาสตร์พระราชาขุดแก้มลิง n เร่งทำแผนแก้ท่วม-แล้งลุ่มชี-มูลล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449008

x

สทนช.ชูศาสตร์พระราชาขุดแก้มลิง n เร่งทำแผนแก้ท่วม-แล้งลุ่มชี-มูลล่าง

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า สนทช.กำลังศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งสำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำชีล่าง-เซบาย-เซบก และลุ่มน้ำมูลล่าง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในจ.ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ทั้งนี้ จะศึกษาการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำ (Area Based) ครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาน้ำแล้งอย่างยั่งยืนด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นคอขวดจุดบรรจบของแม่น้ำชีกับแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำมักเกิดน้ำท่วมเป็นประจำในฤดูน้ำหลาก ต้องหาแนวทางแก้ไขเร่งด่วน

ในการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำชี-มูลตอนล่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ต้องทำเป็นระบบ ตั้งแต่หาแนวทางตัดยอดน้ำ นำศาสตร์พระราชาเรื่องแก้มลิงมาใช้ ปรับปรุงแก้มลิงเดิมที่มีอยู่ให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำทั้ง 2 แห่ง ทำเป็นทุ่งรับน้ำกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด หรืออาจต้องใช้วิธีปรับปฏิทินเพาะปลูกข้าวใหม่ เพื่อใช้ทุ่งนาเป็นแก้มลิงธรรมชาติช่วงน้ำหลาก เช่น ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งนอกจากตัดยอดน้ำได้แล้ว น้ำที่กักเก็บไว้ยังนำมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งได้อีกด้วย ถ้าจำเป็นอาจต้องเช่าที่เอกชนในการกักเก็บน้ำก็ต้องยอม

นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำและจัดระบบการจราจรทางน้ำเป็นเรื่องสำคัญต้องมีเครื่องมือบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทุกลำน้ำสาขา โดยเฉพาะลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ เช่นปีนี้ หากไม่มีเขื่อนลำปาวกักเก็บน้ำไว้กว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม. และถ้าไม่มีเขื่อนราษีไศล หรี่บานประตูชะลอระบายน้ำ เหตุการณ์น้ำท่วมจะรุนแรงกว่านี้อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเครื่องมือบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ขณะนี้ไม่เพียงพอ ลำน้ำสาขาหลายแห่งยังไม่มีหรือมีแต่ก็ใช้งานได้ไม่เต็มมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำยัง ลำน้ำเซบาย ลำน้ำเซบก ห้วยขยุง ห้วยบอน ซึ่งปัจจุบันทางน้ำหลายแห่งมีสิ่งกีดขวางจำนวนมากต้องเร่งแก้ไข ส่วนแนวทางสร้างพนังกั้นน้ำต้องมีความแข็งแรงมั่นคง ด้วยแบบมาตรฐานที่ไม่ว่าหน่วยงานไหนสร้างต้องใช้แบบมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้ง การก่อสร้างพนังกั้นน้ำยังทำให้น้ำในลำน้ำไหลเข้าจ.อุบลราชธานี เร็วขึ้น จึงต้องศึกษาให้ดี

“ในส่วนของการระบายน้ำต้องสร้างคลองผันน้ำควบคู่ไป โดยวางกรอบศึกษาแนวทางผันน้ำไว้ 3 เส้นทาง เส้นทางแรกคือ ผันน้ำจากลำน้ำชี-แม่น้ำโขง โดยผันน้ำจากลำน้ำชีเหนือเขื่อนยโสธร จ.ยโสธร ขุดคลองผันน้ำผ่านลำเซบาย ลำเซบก ห้วยตุงลุง และลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งตัดยอดน้ำจากลำน้ำชีไม่ให้ไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำมูลมากเกินไปเส้นทางที่สองคือ ผันน้ำจากแม่น้ำมูล เลี่ยงน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองอุบลราชธานี และลดปริมาณน้ำที่ล้นจากแก่งสะพือ บริเวณอ.พิบูลมังสาหาร ผันผ่านลำน้ำธรรมชาติไปลงลำโดมใหญ่ และลงสู่แม่น้ำโขง ส่วนเส้นทางที่สาม ขุดคลองลัดเพื่อผันน้ำเลี่ยงแก่งต่างๆเนื่องจากแก่งขีดขวางการระบายน้ำ ซึ่งผลการศึกษาทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2563”เลขาธิการ สทนช. กล่าว

เตือนแมลงวันผลไม้บุกสวนฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449005

x

เตือนแมลงวันผลไม้บุกสวนฝรั่ง

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนตกชุกและอากาศชื้นในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนฝรั่งให้เฝ้าระวังแมลงวันผลไม้ มักพบได้ในระยะที่ฝรั่งพัฒนาผล เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ฟอง อยู่ลึกจากผิวผลฝรั่งประมาณ 2-5 มิลลิเมตร หลังจากฝรั่งติดผลแล้ว 9 สัปดาห์ ตัวหนอนจะทำลายชอนไชกัดกินเนื้อฝรั่งอยู่ภายในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงในที่สุด

ส่วนแนวทางป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน โดยเกษตรกรควรหมั่นรักษาความสะอาดแปลงปลูก และเก็บผลที่ถูกแมลงวันผลไม้เข้าทำลายหรือผลที่เน่าออกจากแปลงปลูก แล้วนำไปฝังกลบให้หน้าดินหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก จากนั้น ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการเกิดร่มเงาในทรงพุ่ม ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้ และให้ศัตรูธรรมชาติมีบทบาททำลายแมลงวันผลไม้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เกษตรกรควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวที่เจาะรูแบบซ่อนรูปสำเร็จมาจากโรงงาน ขนาด 6×14 นิ้ว โดยเริ่มห่อเมื่อผลมีอายุ 8 สัปดาห์หลังดอกบาน ห่อผล 1 ผลต่อถุง เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้และหนอนแดง แล้วให้หุ้มทับด้วยกระดาษสมุดโทรศัพท์ห่อเป็นรูปกรวย เพื่อป้องกันแสงแดด จะทำให้ผิวสวยและเจริญเติบโตเร็ว จากนั้น ให้ใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีชุบสารล่อเมทธิลยูจินอลผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 :1 นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1 เมตร 2 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อกำจัดตัวเต็มวัยเพศผู้ และสำรวจการระบาดของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก ถ้าพบปริมาณแมลงวันผลไม้เพิ่มมากขึ้นในกับดักโดยเฉพาะช่วงใกล้เก็บเกี่ยวควรพ่นเหยื่อพิษโปรตีนต่อไป

หากพบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นเหยื่อพิษโปรตีนที่ประกอบด้วยเหยื่อโปรตีน อัตรา 200 มิลลิลิตร ผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 5 ลิตร โดยใช้วิธีเดินพ่นแบบเป็นจุดบริเวณใต้ใบ พ่นทุก 5 ก้าว และพ่นทุก7 วัน ตั้งแต่ห่อผลเสร็จจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด ซึ่งควรพ่นในเวลาเช้าตรู่ที่เป็นช่วงเวลาของแมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร